วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ฉันเลือกแล้ว คุณล่ะจะเลือกอะไร(กินใจจัง)‏

ฉันได้รับข้อความนี้จาก เพื่อนที่ดีคนหนึ่ง
ซึ่งเพื่อนคนนี้ได้เลือกไป แล้ว
ฉันเองก็ต้องเลือกเหมือน กัน และ ฉันก็เลือก แล้ว
คราวนี้ตาพวก คุณแล้วล่ะที่จะต้องเลือกบ้าง

เรื่องมีอยู่ว่า.....

ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา
เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทอง ม้วน
หนึ่งซึ่งมีราคา แพง

ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง
และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคา แพงนั้น
มาห่อกล่องของ ขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส

แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอ ในเช้าวันรุ่งขึ้น
และพูด ว่า ' นี่สำหรับพ่อ ค่ะ '

พ่อของ เธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้

แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีก ครั้งเมื่อ

เขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่อง เปล่า
เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า

' ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่า การจะให้ของขวัญใคร
มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย ? '

เด็ก น้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา
และพูด ว่า

' โอ...พ่อจ๋า มันไม่ใช่กล่อง เปล่า เลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็ม '

ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ
เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น

เขาขอให้ลูก สาว ยกโทษให้เขา
กับท่าทางโกรธ เกรี้ยวเกินเหตุของเขา

ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิต ลูก
สาวของชายคนนั้นไป

และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่า นั้น
ไว้ข้างเตียง ตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว

และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ
หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบ นี้

เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่ง จูบ
แล้วรำลึกถึง ความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา


ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทอง ซึ่ง
บรรจุด้วยความ รัก ที่ปราศจากเงื่อนไข และรอยจูบจาก
ลูกๆ , ครอบครัว และ เพื่อนๆ

ไม่มีสมบัติใด ล้ำค่าไปกว่านี้อีก แล้ว

ตอนนี้คุณมี 2 ตัวเลือกแล้วล่ะ

คุณจะ

1. ส่งข้อความนี้ต่อไปยังเพื่อนๆ และ ญาติๆ ของคุณ หรือ
2. ลบมันทิ้งซะ แล้วทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรกระทบใจคุณเลยแม้แต่ น้อย

อย่างที่เห็น นี่ล่ะ
ฉันได้เลือกข้อ 1 ไปแล้ว

เพื่อนคือของขวัญ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้นด้วย เท้า
เมื่อปีกของ เรา ไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร

มองโลกในแง่ดี และปฏิบัติ ดี

ฉันขอขอบคุณ สำหรับ....

สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน
เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่ บ้าน กับฉัน
ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น


สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่อง ล้างจานอยู่
เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ ถนน

สำหรับภาษีที่ต้อง เสีย
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันมีงานทำ

สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงาน ปาร์ตี้
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง

สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกิน ไป
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันยังมีกิน

สำหรับเงาที่คอยมองดูฉันทำงาน
เพราะนั่นหมายถึงฉัน กำลังได้รับแสง แดด

สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่าง ที่ต้องทำความสะอาด
เพราะ นั่นหมายถึงฉันมีบ้านให้ดูแลรักษา

สำหรับคำบ่นต่างๆ ที่มีต่อ รัฐบาล
เพราะ นั่นหมายถึงเรามีอิสระ ในการที่จะแสดงความคิดเห็น

สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอด รถ
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดิน ได้ และฉันมี รถ

สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่

สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้น วัน
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันสามารถทำงานหนักได้

สำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้า
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่

และสุดท้าย.......

สำหรับอีเมล์ที่ส่งมาหาฉันเพราะนั่นหมายถึงฉันมี เพื่อนๆ




จาก.......เพื่อนที่แสนดีตลอดไป

สูตรน้ำผลไม้ พระองค์ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์‏

สูตรน้ำผลไม้ที่ได้จากข้าหลวงประจำพระองค์ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เป็นสูตรน้ำผลไม้ที่ได้จากข้าหลวงประจำพระองค์ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์นะคะ ในวังกำลังนิยมกันมาก ในหลวงทรงเสวยทุกวันช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณสดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคมะเร็งจะดีมากค่ะ
มีคนแถวบ้านเป็นมะเร็ง อายุประมาณ 80 กว่าแล้วค่ะ ต้องให้คีโม แต่ปรากฏว่าพอรับประทานน้ำผลไม้สูตรนี้ไปเป็นเวลาประมาณไม่ถึง 1 เดือนปรากฏว่ามีผมงอกขึ้น และแข็งแรงขึ้นมาก จนหมอตกใจ ลองนำไปปั่นทานกันดูนะคะน่าจะดีต่อสุขภาพไม่มากก็น้อย ส่วนประกอบก็ราคาไม่แพงมากด้วยค่ะ
> >> สูตรน้ำผักผลไม้
> >> 1.แอปเปิ้ล 1 ผล
> >> 2.แครอท 1 ลูก
> >> 3.ผักสลัด(ผักกาดแก้ว) 3 ใบ
> >> 4.ตั้งโอ๋ 2 ก้าน
> >> 5.มะนาว 1 ลูก
> >> 6.น้ำเสาวรส 1/2 แก้ว (ถ้าไม่มีสดให้ซื้อน้ำเสาวรสกระป๋องก็ได้ค่ะ)
> >> 7.น้ำผึ้งแท้ 1/2 แก้ว
> >> 8.น้ำเปล่า 1-2 แก้ว แล้วแต่ความชอบ
> >> 9.ฝรั่ง 1 ผล
> >> 10.มะเขือเทศสีดา (ลูกเล็กๆ) 5 ลูก
> >> 11.น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
นำทุกอย่างมาปั่นรวมกันค่ะ สูตรนี้จะทำได้ประมาณ 1 ลิตร
**ในกรณีที่เป็นคนป่วย ให้รับประทานวันละ 1 ลิตร ถ้าดื่มเพื่อสุขภาพเฉย ๆ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2-3 วันค่ะ**

เปิดใจช่างดูแลรถยนต์พระที่นั่งในหลวง (คมชัดลึก)‏

เปิดใจช่างดูแลรถยนต์พระที่นั่งในหลวง (คมชัดลึก)



เปิดใจ "อนันต์ ร่มรื่นวาณิชกิจ" ช่างดูแลรถยนต์พระที่นั่ง นำพรจากในหลวงคือ "ประมาณตน" เป็นหลักนำชีวิต จนสามารถปลดหนี้สิน10 ล้านได้สำเร็จ พร้อมเปิดเผยว่า พระองค์ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกร ภายในรถยนต์พระที่นั่งไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ในการบันทึกรายการตีสิบ ช่วงหนึ่งนายวิทวัส สุนทรวิเนตร์ พิธีกรรายการ ได้สัมภาษณ์นายอนันต์ ร่มรื่นวาณิชกิจ ช่างดูแลรถยนต์พระที่นั่ง



นายอนันต์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเข้าไปดูแลรถยนต์พระที่นั่งว่า เดิมเป็นช่างทำสีรถยนต์ทั่วไป กระทั่งเมื่อประมาณปลายปี2541 - 2542 มีคนมาคุยที่ร้าน แต่งชุดธรรมดามาบอกว่าจะให้ทำสีรถยนต์พระที่นั่ง ตอนนั้นคิดว่าล้อเล่นจึงปฏิเสธ ไม่นานเขานำรถยนต์ รยล. และแต่งชุดเต็มยศเข้ามาหาที่อู่ พร้อมทั้งจดหมายจากสำนักพระราชวัง บอกว่าพรุ่งนี้ให้แต่งชุดสุภาพเพื่อเตรียมเข้าวังไปพบท่านรองราชเลขาธิการ พอเข้าไปในสวนจิตรลดา ท่านรองฯ ถามว่าจะให้ดูแลทำสีรถยนต์พระที่นั่งทั้งหมด จะทำได้ไหม ก็รับคำทันที ส่วนรถยนต์พระที่นั่งคันแรกที่ได้ทำนั้น นายอนันต์ กล่าวว่า คือรถโรลส์รอยซ์ ที่เป็นรถยนต์พระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ในพระราชพิธีสวนสนาม วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี


" เรา เห็นเข่าอ่อนเลย วันแรกที่เห็นรถก็นั่งมองรถตั้งแต่ 9 โมง ถึงตีสาม และฝากให้สารถีถามท่านว่าท่านโปรดสีรถยนต์ยี่ห้อไหน แต่ท่านมีรับสั่งกลับว่าให้ใช้สีที่นายช่างใช้ ก่อนที่เราจะทำสีรถก็ก้มกราบที่เยื้องพระบาทขึ้นรถยนต์ จากนั้นจึงเริ่มทำ ระหว่างที่ทำก็ต้องติดกล้องวงจรปิดส่งภาพให้ทางสำนักพระราชวังดู และมีตำรวจมาคอยตรวจดู ตอนนั้นเรานอนเฝ้ารถยนต์พระที่นั่งเลย ตอนที่ซ่อมแม่มาเห็นเข้าก็บอกว่าให้เราซ่อมถวายท่านเลยได้มั้ย เพราะว่าแม่เป็นคนจีนโล้สำเภามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารจากท่าน อยากจะตอบแทนคุณท่าน ให้ลูกทำแทนแม่ได้มั้ย เราก็รับคำแม่ทันทีว่าได้ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเศรษฐกิจไม่ดี เราเป็นหนี้อยู่ 10 ล้าน แต่เราก็พยายามทำงานให้ท่านอย่างดีที่สุด" นายอนันต์ กล่าว


ช่างดูแลรถยนต์พระที่นั่ง เล่าอีกว่า พอทำสีรถยนต์ไปได้สัก 7 คัน มีผู้ใหญ่ทำจดหมายขึ้นกราบบังคมทูลพระองค์ท่านว่า นายช่างทูลเกล้าฯ ถวายค่าซ่อมรถทั้ง 7 คัน ก็มีรับสั่งมาว่าขอบใจ แต่ตอนหลังสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งให้สารถีมาบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่โปรดที่นายช่างทำแบบนี้ อยากให้นายช่างรู้จัก " ประมาณตนว่าอะไรควรถวาย อะไรไม่ควรถวาย" " ท่านคงรู้ว่าผมมีปัญหาหนี้สินมาก ท่านก็เลยเตือนสติ ผมถือว่าเป็นพรที่นำคำว่ารู้จักประมาณตนมาใช้จนทุกวันนี้" นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ เล่าต่อว่า นอกจากรถยนต์พระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังดูแลรถยนต์พระที่นั่งของพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย
" ครั้งหนึ่งผมต้องซ่อมรถตู้เชฟโรเลต ซึ่งเป็นรถที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ สมัยท่านเรียนจบที่จุฬาฯ และเป็นคันโปรดของท่านด้วย ก่อนซ่อมข้างประตูด้านที่ท่านประทับเวลาฝนตกจะมีน้ำหยด แต่หลังจากที่ซ่อมแล้ว วันหนึ่งท่านก็รับสั่งกับสารถีว่า วันนี้รถดูแปลกไป น้ำไม่หยด อย่างนี้ก็ไม่เย็นน่ะสิ แต่ก็ดีเหมือนกันไม่ต้องเอากระป๋องมารอง" นายอนันต์ เล่าถึงพระอารมณ์ขันของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


นายอนันต์ เปิดเผยว่า ภายในรถยนต์พระที่นั่งของแต่ละพระองค์นั้น เรียบง่ายมากไม่มีอะไรเลยที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก มีแต่ถังขยะเล็ก ๆ กับที่ทรงงานเท่านั้น ส่วนการได้มีโอกาสดูแลรถยนต์พระที่นั่ง ทำให้ได้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยนั้น นายอนันต์กล่าวว่า ครั้งหนึ่งมีรถยนต์พระที่นั่งที่เพิ่งทรงใช้ในพระราชกรณียกิจมาทำ เห็นว่าพรมใต้รถมีน้ำแฉะขังอยู่และมีกลิ่นเหม็นด้วย แสดงว่าพระองค์ท่านทรงนำรถไปทรงพระราชกรณียกิจในที่ที่น้ำท่วม แถมน้ำยังซึมเข้าไปในรถพระที่นั่งด้วย แสดงว่าน้ำก็ต้องเปียกพระบาทมาตลอดทาง จึงถามสารถีว่า ทำไมไม่รีบเอารถมาซ่อม ก็ได้คำตอบว่าต้องรอให้เสร็จพระราชกรณียกิจก่อน


เมื่อพิธีกรถามว่า จากการที่ได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ได้เห็นถึงความพอเพียงของพระองค์อย่างไร นายอนันต์ ตอบว่า "ปกติถ้าทรงงานส่วนพระองค์ ท่านก็ใช้รถคันเล็กเพื่อประหยัดน้ำมัน และเมื่อเราสังเกตสีรถพระที่นั่ง จะเห็นว่ามีรอยสีถลอกรอบคันรถ กว่าที่ท่านจะนำมาทำสีใหม่ก็รอบคันแล้ว แต่คนใช้รถอย่างเราแค่รอยนิดเดียวก็รีบเอามาทำสีแล้ว และครั้งหนึ่งระหว่างที่ผมกำลังประสานงานไปรับรถพระที่นั่งของสมเด็จพระเทพ รัตน์ฯ ก็มีวิทยุของข้าราชบริพารบอกกันว่ารถติดมาก สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จฯ ขึ้นรถไฟฟ้าไปแล้ว"
ในช่วงตลอดเวลา 10 ปี ที่ปฏิบัติงานถวายนั้น นายอนันต์กล่าวว่า พระราชกระแสรับสั่งที่ให้เราประมาณตน ทำให้เรายึดมั่นคำนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันมาโดยตลอด ทำงานด้วยความสุจริต ไม่เอาเปรียบใคร


" เชื่อมั้ยว่าชีวิตจากที่เป็นหนี้ 10 ล้าน ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ขยายกิจการมาโดยตลอด ครอบครัวมีความสุข คุณแม่ที่เคยขอให้เราทำงานเพื่อตอบแทนพระคุณท่าน ก็อายุ 90 ปีแล้ว แต่ท่านยังแข็งแรงอยู่ เหมือนสิ่งที่ผมทำไปทั้งหมดเป็นพรที่สะท้อนกลับมาหาผมเป็นทวีคูณ" นายอนันต์ กล่าวในตอนท้าย

Asian Girls Do it Best‏

video

สาระการดูแลหลังและกระดูกสันหลัง ทำไม? ไอจามห้ามก้มหลัง !!

ฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับนี้ พรรคพวกที่อายุเลยหลักสี่ไปแล้วส่งมาให้ เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิเตอร์ทั้งวัน ผู้ที่ชอบการออกกำลังการ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ส่วนใหญ่คนเรามักละเลยหรือไม่เคยรู้มาก่อน โดยเป็นการบรรยายของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย เรื่อง "การดูแลสุขภาพ : ห่างไกลโรคข้อ - ปวดคอ ปวดหลัง และการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน"
ในสภาวะปกติ กระดูกคนเราจะมีทั้งการสร้างและการทำลายเนื้อกระดูกพร้อม ๆ กันไปตลอดเวลา โดยที่อัตราการสร้างและการทำลายนี้จะมีพอ ๆ กัน จึงอยู่ในสมดุล และในสภาวะบางอย่างจะมีการกระตุ้นให้มีการทำลายเนื้อกระดูกมากขึ้นโดยที่การ สร้างจะน้อยลง ก็จะเป็นปัจจัยให้กระดูกบางโดยเฉพาะในคนสูงอายุ จนสุดท้ายกระดูกนั้นจะหักง่าย ๆ ทรุดง่าย ๆ จุดที่พบได้บ่อยคือ ที่ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง @กระดูกสันหลัง
กระดูกสันหลัง ประกอบด้วย กระดูกคอ ทรวงอก เอว และ ก้นกบ เรียงต่อกันจากคอลงมาถึงก้นมีลักษณะแอ่น(คอ) โค้ง(ทรวงอก) แอ่น(เอว) โค้ง(ก้นกบ) ตามลำดับ หักลบกันแล้วจะเป็นเส้นตรง

1. กระดูกคอ เคลื่อนไหวได้ทุกทิศ คือ ก้ม เงย ตะแคงซ้าย ขวา หมุนซ้าย ขวา จึงทำให้สึกหรอและปวดได้ง่ายกว่าที่อื่น สาเหตุที่ทำให้คอสึก คือ การนั่ง นอน ทำงาน ในท่าที่ไม่ถูกต้อง
2. กระดูกทรวงอก เคลื่อนไหวก้มไม่ได้ ได้แต่เอนกับหมุนบิดซ้ายขวา จึงไม่ค่อยเสื่อม
3. กระดูกเอว เคลื่อนไหวได้มาก คือ ก้ม และ เงย @หมอนรองกระดูก มีลักษณะประกบกันเฉย ๆ โดยมีตัวยึด 4 จุด ตัวที่ยึดนี้เรียกว่า ข้อ ตรงกลางหมอนรองกระดูกเป็นศูนย์รวมประสาท เส้นประสาทจะโผล่ออกมาตามข้อเพื่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หมอนรองกระดูกจะสึกไปเรื่อย ๆ ตามอายุ ถ้าตลอดชีวิตสึก 4 ซม. ถือว่าปกติ เช่นสูง 170 พอแก่อายุ 70-80 ปี ความสูงลดลงเหลือ 166 ถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าเตี้ยลงปีละ 1 ซม. ถือว่าเป็นโรคกระดูกผุหญิงวัย 55 ปีขึ้นไป กระดูกจะทรุดลงตามธรรมชาติ ตัวก็จะเตี้ยลง และพุงยื่น @เส้นประสาทคอ มี 8 คู่ ถ้าเกิดกระดูกคอเสื่อมจะเป็นต้นเหตุของอาการปวดตามที่ต่าง ๆ โดยคู่ที่ 1 จะไปที่หัว คู่ที่ 2 หลังหู กระบอกตา ขมับ คู่ที่ 3 ต้นคอ คู่ที่ 4 สะบัก คู่ที่ 5 บ่าและไหล่ คู่ที่ 6 ต้นแขน คู่ที่ 7 ปลายแขน และคู่ที่ 8 มือ @เส้นประสาทเอว มี 5 คู่ คือ คู่ที่ 1 เอว คู่ที่ 2 โคนขา คู่ที่ 3 หัวเข่า คู่ที่ 4 น่อง และคู่ที่ 5 เท้า การปรับปรุงท่าทางในกิจวัตรประจำวัน

ท่านอน ต้องเหมือนกับคนยืนตรง เวลานอนให้ใช้หมอนหนุนคอ จงจำไว้หมอนมีไว้หนุนคอ ไม่ใช่หนุนหัว หมอนที่ดีมีลักษณะตรงกลางบางกว่าซ้ายและขวา หากไม่มีหมอนจะใช้ผ้าขนหนูม้วนเป็นแท่ง แล้วรองหนุนคอให้พอดีก็ได้

นอนหงาย การนอนหงายจะทำให้หลังแอ่น วิธีแก้ต้องงอสะโพกและเข่า โดยมีหมอนรองใต้โคนขา หลังจะแบบเรียบติดที่นอน
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดีที่สุด หลังจะตรง นอนตะแคงข้างใดก็ได้โดยกอดหมอนข้างใบใหญ่ ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอก่ายบนหมอนข้าง
นอนคว่ำ เป็นท่านอนที่ไม่ดี ห้ามนอนท่านี้เด็ดขาด เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น ทำให้ปวดหลังระดับเอวมากขึ้น กระดูกเอวและคอเสื่อม สำหรับเด็กถ้าต้องการให้หัวทุย ให้เด็กนอนคว่ำได้ 3 เดือน หลังจากนั้นค่อยหัดให้เด็กนอนหงาย หัวก็ยังทุยอยู่
การลุกจากที่นอนและการลงนอน ห้ามสปริงตัวลุกขึ้นมาตรง ๆ เพราะหลังจะสึกมาก ควรปฏิบัติดังนี้
"ถ้านอนหงายอยู่ให้งอเข่าขึ้นมาก่อน
"ตะแคงตัวในขณะเข่ายังงออยู่
" ใช้ข้อศอกและมือยันตัวขึ้นในขณะที่ห้อยเท้าทั้ง 2 ข้าง ลงจากเตียง
" ดันตัวขึ้นมาในท่านั่งตรงได้ โดยให้เท้าวางราบบนพื้น
" ในท่าลงนอนให้ทำสวนกับข้างบนนี้
การดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือ ห้ามนอนดู TV หรือนอนอ่านหนังสือ เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกคอสึก นั่งจะดีกว่า
การนั่ง
" ควรนั่งเข้าให้สุดที่รองก้น
" หลังพิงสนิทกับพนักพิง หลังจะตรง
" เท้าวางบนพื้นได้เต็มเท้า
" ส่วนสำคัญของเก้าอี้
- สูงพอดีเท้าวางราบบนพื้นได้
- ที่นั่ง รองรับจากก้นถึงใต้เข่า
- พนักพิง เริ่มจากที่นั่งสูงถึงระดับสะบัก โดยทำมุม 110 องศากับที่นั่งรองก้น
โต๊ะทำงาน ควรจะลาดเอียงเทเข้าหาตัว แบบโต๊ะสถาปนิก คอจะได้ไม่ต้องก้มอ่านหนังสือ
ท่านั่งคอมพิวเตอร์และพิมพ์ดีด จอคอมพิวเตอร์ควรตั้งอยู่ตรงระดับหน้าเหมือนที่ตั้งโน้ตดนตรีและอยู่สูงพอดี ระดับตา จะได้มองตรง ๆ ได้ ห่างประมาณ 2-3 ฟุต มีแผ่นกรองแสง คีย์บอร์ดควรอยู่ระดับเอว หรืออยู่เหนือตักเล็กน้อย ไม่ควรวางคีย์บอร์ดบนโต๊ะเพราะต้องยกไหล่ ทำให้ปวดไหล่
ท่านั่งของผู้บริหาร เก้าอี้ส่วนใหญ่ของผู้บริหารจะเอนไปข้างหลังได้ จึงจำเป็นต้องก้มคออยู่เสมอ ทำให้เหมือนกับนอนหมอนสูง วิธีแก้ ควรให้พนักพิงสูงขึ้นไปจนรองรับศีรษะได้ และควรจะให้บริเวณต้นคอนูนกว่าส่วนอื่น เพื่อรองรับกระดูกต้นคอด้วย หรือมิฉะนั้นให้นั่งเก้าอี้ที่เอนไม่ได้จะดีกว่า ลุกจากที่นั่ง ให้เขยิบก้นออกมาครึ่งหนึ่ง ก้าวเท้าออกไป มือยันที่ท้าวแขน แล้วลุกขึ้น
นั่งขับรถยนต์
" เลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย เมื่อเวลาเหยียบครัชเต็มที่ เข่าควรสูงกว่าสะโพก
" หลังควรมีหมอนรองถ้าที่นั่งลึกเกินไปและพนักพิงไม่ควรเอนเกิน 100 องศา
" ถ้าที่นั่งนุ่มและนั่งแล้วก้นจมลงในเบาะ ต้องมีเบาะเสริมก้นด้วย
" การเข้านั่งรถยนต์ ให้เปิดประตู หันหลังให้เบาะนั่ง ลงนั่งตรง ๆ แล้วจึงค่อย ๆ หมุนตัวไปข้างหน้าพร้อมยกเท้าเข้ามาในรถทีละข้าง
" การลงจากรถยนต์ ให้ทำย้อนทาง
การดันหรือผลักรถ หันหลังใช้ก้นดัน
การฉุดลาก หันหลังให้วัตถุที่จะฉุดลาก
ไอจาม ห้ามก้มหลังขณะไอจามเด็ดขาด เพราะเวลาไอจามจะมีแรงกระแทกมาก ให้ยืดหลังให้ตรง ใช้มือหนึ่งกดหลังไว้ อีกมือหนึ่งปิดปาก แล้วค่อยไอ หรือจาม
แปรงฟัน ให้นั่งแปรง ห้ามก้มหลังแปรงฟัน
อาบน้ำ ให้นั่งอาบ เวลาถูขาให้ยกขาขึ้นมาถู โดยไม่ต้องก้ม
การยืนนาน ๆ ควรมีตั่งรองเท้า สูงประมาณครึ่งน่อง เพื่อยกเท้าขึ้นพักสลับข้างกัน ทั้งนี้เพราะเวลางอสะโพกและเข่า กระดูกสันหลังจะตั้งตรงไม่แอ่นหรืองอ ทำให้ยืนได้นานโดยไม่ปวดหลัง และช่วยพักขาเวลาเมื่อยขา เปลี่ยนสลับขาบนตั่งได้
ท่าบริหาร
เป็นการป้องกันไม่ให้กระดูก เสื่อมเร็ว โดยมีหลักการคือทำอย่างไรให้กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรงเท่า ๆ กัน และออกแรงอย่างไรให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำท่าละ 10 รอบ ถ้าเกินจะทำให้กล้ามเนื้อเปลี้ย
มี 6 ท่า ดังนี้
1. กล้ามเนื้อหน้าท้อง
1.1 นอนหงาย งอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้คอ ยกหัวนิดนึงพร้อมเหยียดขาตรง นับ 1-5
1.2 นอนหงายขาซ้ายไขว่ห้าง มือสอดใต้คอ ยกข้อศอกและลำตัวขวาเข้าหาขาซ้ายที่ไขว่ห้างอยู่ นับ 1-5 ทำทั้งซ้ายและขวา
1.3 ยกขาลอยเหยียดตรง 1 ข้าง บิดสะโพก (ยักสะโพก) นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง
1.4 ขมิบก้น นอนหงายกอดอก ขมิบก้นให้ก้นสูงขึ้นเล็กน้อย หลังแนบพื้น นับ 1-5
2. กล้ามเนื้อหลัง นอนหงายงอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้เข่า ดึงเข่าชิดหน้าอก นับ 1-5
3. กล้ามเนื้องอสะโพก ทำแบบท่ากล้ามเนื้อหลัง แต่งอเข่าข้างเดียว นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง
4. กล้ามเนื้อเหยียดสะโพก นอนหงาย งอเข่าข้างหนึ่งไว้แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งกดเข่าที่งออยู่แล้วดันเอนมา จนชิดพื้น นับ 1-5 ทำสลับกัน
5. กล้ามเนื้อโคนขา นั่งกับพื้นงอเข่าข้างหนึ่ง ขาอีกข้างเหยียดตรง เอามือแตะปลายเท้าที่เหยียดตรง นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง
6. กล้ามเนื้อน่อง ยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ เอามือยันโต๊ะ งอเข่าหน้าไปข้างหน้า ขาหลังเหยียดตรง แอ่นตัวไปข้างหน้า นับ 1-5 ทำสลับข้าง
สรุปประเด็นสำคัญช่วงคำถามคำตอบ
ที่นอน ควรนุ่มพอควร เวลานอนไม่จมมาก จมแค่ 1-2 ซม. ควรเป็นที่นอนที่ใช้ใยกากมะพร้าวจะดีที่สุดเพราะโปร่ง อากาศผ่านได้ ราคาแพงประมาณ 8,000-10,000 บาท ยี่ห้อที่ดีเช่น สายรุ้ง ของศรีมหาราชา ปัจจุบัน ปิดกิจการ
เก้าอี้เหล็กไฟฟ้า ตัวละแสน เป็นกระแสแม่เหล็ก มีรังสีแม่เหล็ก เบต้า หรือแกรมม่า ทำให้เกิดมะเร็ง ใช้นวดกล้ามเนื้อไม่ได้ผล เป็นการหลอกลวง
สายไฟฟ้าแรงสูง คนที่อยู่ใต้ไฟฟ้าแรงสูงในรัศมี 60 เมตร มีสถิติเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดสูง ต้องเกิน 100 เมตร ขึ้นไปจึงจะปลอดภัย
การเล่นกอล์ฟ การบาดเจ็บจะเกิดจากการไดร์ฟ 99% อีก 1% บาดเจ็บจากสนาม การไดร์ฟกอล์ฟปกติไม่มีปัญหากับกระดูกสันหลัง แต่ถ้าไดร์ฟติดต่อกันโดยไม่หยุด เช่นมีเครื่องตั้งกอล์ฟ หรือบางรายตีโดนอิฐ ดิน ไหปลาร้าหักได้ คนที่ผ่าตัดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทสามารถเล่นกอล์ฟได้โดยใส่เสื้อพิเศษ ป้องกัน คนที่ผ่าตัดหมอนรองกระดูกที่ต้นคอโดยเอากระดูกเชิงกรานมาต่อ ข้อกระดูกคอจะหายไป 1 ข้อ และเชื่อมกระดูกแล้ว สามารถออกกำลังกายได้
การเสื่อมของกระดูก จะเกิดขึ้นมากในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ เช่น นอน นั่ง เพราะกินเวลานาน
แต่ถ้าเคลื่อนไหวการเสื่อมจะน้อยกว่าเพราะกินเวลาน้อย
โยคะ การฝึกโยคะมีผลดีต่อการฝึกลมหายใจและได้สมาธิ แต่ ไม่ถือเป็นการออกกำลังกาย และบางท่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงอันตรายต่อกระดูกเพราะเกินกว่า ธรรมชาติ เช่น การทรงตัวบนพื้นด้วยศรีษะ การแอ่นหลัง ทำให้กระดูกหลังเสื่อมมาก ไท้เก๊ก เป็นการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจารย์เคยทำวิจัยเกี่ยวกับ ชี่กง (คือการออกกำลังกายตามมโนภาพ เช่น วาดมโนภาพว่ายกของหนัก น้ำหนักเท่าไรก็ได้แล้วแต่จะนึก) โดยใช้คน 30 คน เป็นเวลา 3 เดือน ได้ผลคือเหงื่อออกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นมาก นอกจากนี้อาจารย์มีโครงการจะทำวิจัยกับคนกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยเน้นผลในเรื่องหัวใจ ความดันโลหิต และชีพจร
เก้าอี้ไฟฟ้านวดทั้งตัว ไม่มีประโยชน์เสียเงินเปล่า เพราะนวดทั้งตัว แต่เราต้องการเฉพาะจุด
และ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ แต่รักษาที่ปลายเหตุ เช่นเดียวกับบริการของหมอนวด นวดวันนี้สบาย พรุ่งนี้ปวดอีกแล้ว ควรรักษาที่ต้นเหตุด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
การดึงคอ คือการดึงเอ็นที่ยึดอยู่ให้ห่างออก คนที่ข้อต่อกระดูกหลังยุบรักษาโดยการดึงคอได้
การ ดึงคอ มีข้อห้าม 3 กรณีคือ กระดูกหัก กระดูกเชื่อมต่อกันหมด หรือเป็นโรครูมาตอยด์ ทั้งนี้ต้องให้แพทย์ผู้ชำนาญวินิจฉัยก่อนว่าไม่ได้เป็น 3 โรคที่กล่าว และควรกระทำโดยผู้ชำนาญการจึงจะปลอดภัย
จ็อกกิ้งและเต้นแอโรบิค เป็นการออกกำลังกายที่หนัก และมีผลต่อกระดูกมาก ทำให้ข้อเสื่อม
ได้ ง่ายกว่าการเดิน ยกตัวอย่าง การเดิน น้ำหนักขาที่เราวางบนพื้นเท่ากับน้ำหนักขา เช่น ขาหนัก 10 กก. เวลาเดินจะเกิดแรงกระแทกเท่ากับ 10 กก. แต่ถ้าวิ่ง น้ำหนักตัว 60 กก. วิ่ง 3 กม./ชม. ขณะวิ่งไปข้างหน้า 2 ขาจะลอยจากพื้นแรงกระแทกจะคูณ 3 เท่ากับ 180 กก. การวิ่งทำให้กระดูกเสื่อมมากกว่าการเดิน ถ้าอยากถนอมกระดูกและข้อให้เดินดีกว่า การวิ่งมีข้อดีทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง แต่มีข้อเสียคือขาพังเข่าพัง ขณะวิ่งห้ามหยุดทันทีเพราะเลือดจะตกไปที่ขาทำให้หัวใจวายได้ แม้แต่บิดาแห่งจ็อคกิ้งก็ยังหัวใจวายคาที่ ดังนั้นในการออกกำลังกายต้องเลือกท่าบริหาร พื้นลู่วิ่งและรองเท้าที่เหมาะสม
การออกกำลังกาย ต้องคำนึงถึงวัยและความเหมาะสมกับตัวเรา ในวัยหนุ่มสาวออกกำลังกายโดยการวิ่งได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ๆ ต้องเปลี่ยนให้เบาลง เป็นว่ายน้ำ เดิน พออายุ 80-90 ปี แค่ยืนแกว่งแขน หรือรำมวยจีนก็พอ ขอให้คำนึงถึงสายกลางเพื่อสุขภาพ
นั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ นั่งอย่างไรก็ได้ที่ทำให้เกิดสมาธิดีที่สุด
ควรนั่งเก้าอี้ดีที่สุด
การ รักษาโดยหมอแผนโบราณที่ดึงกระดูกปุ๊บแล้วเข้าที่ มีความเสี่ยงสูงและไม่มีใครรับรองผล ที่ดึงแล้วหายก็มี แต่ที่ดึงแล้วเป็นอัมพาต หรือกระดูกหักก็มี
ท่าออกกำลังกายโดยการก้มเอามือแตะเท้า เป็นท่าที่อันตราย ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม
นิ้ว ห้ามหักหรืองอ ให้ดึงได้อย่างเดียวคือดึงตรง ๆ จะเกิดเสียงดังเป๊าะ ในข้อนิ้วจะลดแรงกดดันทำให้สบายขึ้น
การนั่งซักผ้านาน ๆ จะทำให้ปวดหลัง ควรนั่งเก้าอี้และวางกาละมังผ้าบนโต๊ะ หรือยืนซักจะทำให้ไม่ปวดหลัง
การหยิบของที่พื้น ห้ามก้มเด็ดขาด ให้ย่อเข่าลงแล้วหยิบ ถ้าของหนักให้ย่อเข่าแล้วหยิบของมาอุ้มไว้กับอกแล้วลุกขึ้น

อยากให้เปิดดูนะ ตั้งใจหา มา Merry X' Mas (ต้องฟังเสียงด้วยหละ)‏

1644 แท๊กซี่อุ่นใจ.. บริการแจ่ม มาช่วยกันใช้ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน‏

รู้ไว้ได้ประโยชน์ดีเน่อะ



คิดได้ไงเนี่ยยย




ไปอ่านเจอจากที่นี่ http://vwthai.hypermart.net/Clubhouse/37158.html

*1644 แท๊กซี่อุ่นใจ.. บริการแจ่ม มาช่วยกันใช้ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน
เมื่อวันศุกร์เย็น รถติดถล่มทะลาย ผมกลับจากต่างจังหวัด มาลงรถทัวร์หมอชิต ต่อแท๊กซี่กลับบ้าน พอดีในรถเปิดวิทยุ สวพ. กำลังโปรโมทบริการ *1644 จากค่าย AIS เค้าโฆษณาว่า "แท๊กซี่อุ่นใจ ของหายได้คืน" ฟังดู เอ๊ะ มันอะไร มันทำงานอย่างไร

เค้าบอกว่า เพียงคุณโทร *1644 แล้วบันทึก เลขทะเบียนและสีรถแท๊กซี่ ทุกครั้งเมื่อขึ้นรถแท๊กซี่ เหมือนกับการฝากข้อความเสียงไว้นั่นแหละ เมื่อเวลาคุณลงรถแล้วเกิดลืมของไว้ ก็สามารถโทรกลับไปที่ AIS เพื่อให้เค้าติดตามรถแท๊กซี่คันดังกล่าวเพื่อเอาของมาคืนให้คุณได้

โอ้..พระเจ้าจอร์จ ..มัน..ยอด..มาก มัน..แยบ..ยล..มาก

ผมขอยกนิ้วหัวแม่มือ ขอยกยกย่องคนที่คิดบริการนี้ด้วยความจริงใจ มันได้ใจมากๆ คุณ..สุดยอด..มากครับ

ทำไมผมถึงดีใจจนออกนอกหน้าขนาดนี้.. ไม่ได้ล้อเล่น..มาลองวิเคราะห์กัน

ประการแรก ผมเชื่อว่าคนที่คิดบริการนี้ขึ้นมา ไม่ได้มองถึงปัญหาการลืมของไว้บนแท๊กซี่เพียงอย่างเดียวหรอกครับ

เพราะผมเองเคยให้คนที่รักขึ้นรถแท๊กซี่ ทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ผมจะแนะนำว่า ให้ใช้บริการโทรไปเรียกรถจากศูนย์วิทยุ เพราะอะไรหรือ เพราะทุกครั้งที่ศูนย์วิทยุจ่ายงานให้รถแท๊กซี่ เค้ามีการบันทึกไว้ ว่ารถคันไหนไปรับผู้โดยสารที่ไหน

เวลาเราต้องให้ ลูกสาว ภรรยา หรือคนในบ้านที่หมิ่นเหม่ต่อความเสี่ยง ขึ้นรถแท๊กซี่ เราต้องคิดเสมอว่า คนที่เรารักนั้นจะเดินทางโดยสวัสดิภาพหรือเปล่า จากข่าวภัยอันตรายที่เกิดกับผู้โดยสารที่ปรากฏอยู่เสมอ..คงไม่ต้องสาธยายให้เห็นภาพมากไปกว่านี้

ดังนั้นการที่มีการบันทึกว่าเราโดยสารแท๊กซี่คันไหน ย่อมเป็นการสร้างความอุ่นใจได้มากมาย คนขับแท๊กซี่จะรู้ทันทีว่าถ้าสร้างปัญหากับผู้โดยสาร ก็ไม่น่าจะหลุดรอดจากการรับโทษไปได้

เวลาที่ใช้บริการ *1644 นี้ ผู้โดยสารจะต้องพูดเลขทะเบียนและสีรถลงไปในโทรศัพท์ คนขับแท๊กซี่จะรู้ทันทีว่าเราใช้บริการนี้ และการเดินทางครั้งนี้ได้ถูกบันทึกไว้แล้ว ถ้าคิดมิดีมิร้ายอย่างใด ขอให้จงลังเลและล้มเลิกความคิดซะ

ประการที่สอง ที่ผมยกย่องคนคิดบริการนี้ คือการโฆษณาว่า "แท๊กซี่อุ่นใจ ของหายได้คืน" เป็นสโลแกนที่แยบยลสุดๆ เพราะมันฟังเข้าหู ไม่แสลงใจคนขับแท๊กซี่ มันฟังดูดีกับคนโดยสาร

ทั้งๆที่นัยสำคัญของบริการนี้ อาจตีความทำนองว่า "ลูกเมียปลอดภัย ไม่ต้องโดน...." หรือ "ถ้าคิดชั่วกับผู้โดยสาร เอ็งเข้าตารางแน่" ฯลฯ

การโฆษณาเพียงว่า "แท๊กซี่อุ่นใจ ของหายได้คืน" นั้น ผู้โดยสารที่ใช้บริการ ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจที่จะใช้บริการ ไม่ต้องเกรงใจคนขับแท๊กซี่

เพราะเหมือนการเผื่อไว้ ผมใช้บริการเพราะเผื่อลืมของไว้ คนขับก็จะรู้ว่าจะหาผมเจอ เพราะเค้าสามารถโทรไปที่ AIS ได้เหมือนกัน

ว่าแล้วจึงขอเชิญชวนให้ใช้บริการนี้กันอย่างแพร่หลาย เอาให้เป็นนิสัย ให้เป็นประเพณีในการโดยสารรถแท๊กซี่กันเถอะครับ

ท่านที่ใช้โทรศัพท์ค่ายอื่นก็ฉวยโอกาสได้ครับ เพราะคนขับแท๊กซี่ไม่รู้หรอกว่าเราโทรไปไหน โทรไปหาแฟนก็ได้ โทรไปเข้าเมล์บ๊อกส์ของเพื่อนก็ได้ หรือไม่ต้องโทรไปไหน แต่แกล้งพูดเลขทะเบียนและสีรถลงไปในโทรศัพท์ ก็เป็นอันใช้ได้ ได้ผลทางจิตวิทยาต่อคนขับรถแท๊กซี่เหมือนกัน

แต่ทางที่ดี กทช.น่าจะบังคับให้โทรศัพท์ทุกค่ายมีบริการนี้เสียเลย เป็นประโยชน์แน่ๆ ครับ

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โรคเบาหวานแก้ได้‏

ขอส่ง ส.ค.ส. ๒๕๕๓ ให้กับทุกท่านที่กำลังเป็นเบาหวาน และป้องกันกับผู้ที่ชอบทานของหวานๆ จะได้ไม่มีเบาหวานมารบกวน เรื่องง่ายๆ ซื้อฟักทองมาไหว้เจ้าที่ เสร็จแล้วทำอย่างที่บอก ก็จะปลอดโรคเบาหวาน ได้ผลมาหลายคนแล้ว ลองดูน๊ะครับ






วิธีแก้โรคเบาหวาน




วิธีแก้โรคเบาหวานอย่างง่ายๆสามารถทำกันได้ทุกคนลองเอาไปบอกต่อๆกันนะคะจะได้เป็นวิทยาทาน เผื่อว่าคนรู้จักของเราเป็นโรคนี้เราจะได้ช่วยเขาได้ วิธีที่ว่านี้คือ

นำเอาฟักทอง 1 ลูก (ลูกเล็กหรือใหญ่ก็ได้) ล้างโดยไม่ต้องปลอกเปลือกล้างให้สะอาด หั่นเป็น 4 ส่วน นำลงไปต้มกับน้ำธรรมดา แล้วดื่มน้ำของมันแล้วก็ต้มไปเรื่อยๆจนกว่าเนื้อฟักทองจะเละไปกับน้ำก็กินไปอีกจนหมด แต่อย่ากินเม็ดมันนะคะ แล้วลองไปเช็คน้ำตาลดูน้ำตาลในเลือดจะลดลงไปอย่างแน่นอนเพราะมีคนทำแล้วได้ผล 100 % มาแล้วจึงมาบอกต่อนะคะ หากน้ำตาลในเลือดของเราอยู่ที่ระดับปกติแล้วก็หยุดทานได้แต่เมื่อไรที่รู้สึกว่าน้ำตาลของเรากำลังมีมากขึ้นก็กลับมาทำวิธีนี้อีก ลองทำดูนะคะเผื่อจะได้ผลตามที่ต้องการสำหรับคนที่มีน้ำตาลค่อนข้างสูงก็ทำได้อาจจะกินน้ำฟักทองเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้งก็ลองกะกันเอาเองนะคะ




(ขอให้คนเป็นเบาหวานหายไวๆๆนะคะ.)

กฎของเมล็ดพันธุ์ (The Apple Tree ) คือ ความจริงแห่งชีวิต‏

Dear all,

It is worth reading , it is the Real World of LIFE น่าอ่าน....นี่แหละคือ ความจริงแห่งชีวิต




กฎของเมล็ดพันธุ์ (The Apple Tree )











Take a good look at an apple tree.
มองดูต้นแอ๊บเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี

There might be five hundred apples on the tree, each with ten seeds. That’s a lot of seeds!
มันอาจจะมีผลแอ๊บเปิ้ลอยู่ 500 ผล แต่ละผล มีเมล็ดพันธุ์อยู่ 10 เมล็ด มันจึงเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาย

We might ask, “Why would you need so many seeds to grow just a few more trees?”
เราอาจจะถามว่า “ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอ๊บเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้น

Nature has something to teach us here. It’s telling us: “Most seeds never grow.
ธรรมชาติมักจะบอกอะไรเราบางอย่าง.. มันกำลังบอกเราว่า “มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ไม่ได้เจริญงอกงาม”

So if you really want to make something happen, you had better try more than once.”
ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้นมากกว่าแค่ 1 ครั้ง

This might mean:
นี่อาจจะหมายถึง

You’ll attend twenty interviews to get one job.
คุณอาจจะต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้งเพื่อจะให้ได้งานสักงานหนึ่ง

You’ll interview forty people to find one good employee.
คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คน 40 คนเพื่อที่จะได้ลูกจ้างดี ๆ สักคน

You’ll talk to fifty people to sell one house, car, vacuum cleanner, insurance policy, idea......
คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คนเพื่อจะได้ขายบ้านหนึ่งหลัง, รถยนต์, เครื่องดูดฝุ่น, กรมธรรม์ประกัน หรือไอเดีย

And you might meet a hundred acquaintances to find one special friend.
และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อยเป็นร้อยเพื่อที่จะเจอเพื่อนดี ๆ สักคน

When we understand the “Law of the Seed”, we don’t! get so disappointed.
เมื่อเราเข้าใจ "กฎของเมล็ดพันธุ์" เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง

We stop feeling like victims. Laws of nature are not things to take personally. We just need to understand them - and work with them.
เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรงๆ เราเพียงแค่ต้อง เข้าใจและลองค่อย ๆ ปฏิบัติดู

IN A NUTSHELL
สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ

Successful people fail more often. They plant more seeds.
ผู้คนที่ประสบความสำเร็จก็ล้มเหลวได้บ่อย แต่พวกเค้าก็ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า (ถึงจะประสบความสำเร็จ)

When Things Are Beyond Your Control here’s a recipe for permanent misery….......
เวลาอะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด… สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ

a) Decide how you think the world SHOULD be.
1) ตัดสินว่า โลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
b) Make rules for how everyone SHOULD behave.
2) ตั้งกฎเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง

Then, when the world doesn’t obey your rules, get angry! That’s what miserable people do!
และ.. เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปตามกฎของคุณ… ก็โกรธซะ !! นั่นแหละ คือสิ่งที่คนไร้ความสุขเค้าทำกัน

Let’s say you expect that:
เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า

Friends SHOULD return favours.
เพื่อน ควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้าง

People SHOULD appreciate you.
ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ

Planes SHOULD arrive on time.
เครื่องบิน น่าจะลงตรงเวลา

Everyone SHOULD be honest.
ทุก ๆ คนควรจะซื่อสัตย์

Your husband SHOULD remember your birthday.
สามี (แฟน) ควรจะจำวันเกิดคุณได้

These expectations may sound reasonable.
ความคิดพวกนี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผล

But often, these things won’t happen! So you end up frustrated and disappointed.
แต่บ่อยครั้ง สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และ มันก็จบลงที่.. คุณรู้สึกรำคาญใจและผิดหวัง

There’s a better strategy. Have less demands. Instead, have preferences!
มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้ ลดความต้องการให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน

For things that are beyond your control, tell yourself:
สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกินคาด ก็บอกตัวเองว่า

”I WOULD PREFER AN “A”, BUT IF “B” HAPPENS, IT’S OK TOO!”
เราอยากจะให้เป็น เอ มากกว่า แต่ถ้าเป็น บี … ก็โอเค ได้เหมือนกัน

This is really a game that you play in your head. It is a shift in attitude, and it gives you more peace of mind ...
มันเป็นแค่เกมของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์ มันจะทำให้จิตใจคุณสุขสงบขึ้น

You prefer that people are polite ... but when they are rude,
it doesn’t ruin your day. You prefer sunshine ... but rain is ok!
คุณ อยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา.. มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายวันของคุณ คุณอาจจะอยากให้ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตก.. ก็โอเค

To become happier, we either need to
ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้น เราก็เลือกที่

a) change the world, or
เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ หรือ

b) change our thinking. It is easier to change our thinking!
เปลี่ยนแปลงความ คิดเราเอง
เปลี่ยนความคิดของเราเอง ง่ายกว่านะ


IN A NUTSHELL
สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ

It’s not what happens to you that determines your happiness.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ

It’s how you think about what happens to you.
แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

relax‏

video

all about child. รวมเรื่องเด็ก‏

video

เรื่องฮาๆ ของตากับยาย‏

เห็นเครียดเลยส่งมาให้นะ



คืนที่ฟ้าฉ่ำฝน ..... ตายายคู่หนึ่งจูงมือ ค่อยๆ
พากันเดินเข้าร้าน McDonalds
แลดูแปลกตาท่ามกลางเหล่าวัยรุ่นหนุ่มสาว
สายตาหลายคู่จ้องมองมาอย่างชื่นชมในความรัก
ที่ยืนยาวมากว่าครึ่งศตวรรษของสองตายาย
ตาเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์สั่งอาหารชุดและชำระเงินอย่างคุ้นเคย
ก่อนพายายไปเลือกหาที่นั่งริมในสุดของร้าน
ตายายช่วยกันนำอาหารออกจากถาด
ตาค่อยๆ แบ่งแฮมเบอร์เกอร์ออกเป็น 2 ส่วน
เอาเฟรนช์ไฟร์ออกมานับครึ่ง
และจัดวางไว้ดูน่ารับประทานข้างหน้ายาย
คว้าแก้วโค้กมาจิบหนึ่งอึก
ส่งให้ยายรับไปจิบหนึ่งอึกก่อนจะวางไว้ตรงกลางเบื้องหน้าทั้งคู่
ขณะที่ตาเริ่มกินแฮมเบอร์เกอร์ส่วนของตนอยู่
บรรดาลูกค้าในร้านที่จับตาดูคู่ตายายมาตั้งแต่ต้นเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย
หลายคนสะกิดกันพลางกระซิบ
"น่าสงสารจังแกคงมีเงินพอซื้อได้แค่ชุดเดียวมาแบ่งกันมั้ง"
ชายหนุ่มโต๊ะข้างๆถึงกับเดินเข้ามาหาพร้อมเสนอตัวขอเป็นเจ้ามือซื้อให้อีกชุดอย่างสุภาพ
ตายิ้มรับความมีน้ำใจ
แต่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า
"ไม่เป็นไรหรอกมีอะไรเราก็ต้องเอามาแบ่งกันอยู่แล้ว"
เวลาผ่านไป ทุกคนเริ่มสังเกตว่า
ยายได้แต่นั่งนิ่งจ้องมองตากินแฮมเบอร์เกอร์อย่างเอร็ดอร่อยไม่ยอมแตะต้องส่วนของตน
นอกจากหยิบโค้กขึ้นมาจิบ
ชายหนุ่มคนเดิมตัดสินใจเข้ามาหาอีกครั้ง
เอ่ยขอร้องให้เขาได้เลี้ยงคู่ตายายที่น่ารักนี้เถอะ
คราวนี้ยายเป็นฝ่ายปฏิเสธอย่างอ่อนหวาน
ยืนยันเหมือนเดิมว่ามีอะไรก็ต้องเอามาแบ่งกัน
เมื่อตารับประทานเสร็จ
ขณะหยิบกระดาษมาเช็ดปาก
ยายก็ยังคงนั่งนิ่งดูสามีสุดที่รักอยู่อย่างนั้นราวกับกลัวว่าเขาจะไม่อิ่มจริงๆ

ชายหนุ่มคนเดิมก็อดรนทนไม่ได้อีก
เอ่ยปากอย่างจริงจังขอตายายอนุญาตให้เขาเลี้ยงสักครั้ง
แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพอีก .....
ชายหนุ่มนึกสงสัย
"ทำไมคุณยายไม่รับประทานบ้างเลยครับ
ก็ไหนบอกว่ามีอะไรก็ต้องเอามาแบ่งกันไง
คุณตาก็ทานเสร็จแล้ว
ยังรออะไรอยู่หรือครับ?"
............................คุณยายตอบเนิบๆ ........
" รอฟันปลอมจากตาน่ะหลาน"

Did you get one? รีบซื้อมาใช้ซะ‏

video

Difference between US Culture and British Culture‏

video

เรื่องน่ารู้ที่หลายๆคนยังไม่รู้‏

1.การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น3 หยดจะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ

เฉลย : จริง
อาการเผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรถที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิกริยาโดยขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป


2. ดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ

เฉลย: จริง
การคาบหรืออมนายางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดาน
ไม่กระเทือนสั่นไหว ขึ้นจึงไม่เกิดอาการกรนและไม่นอนอ้าปากอีกด้วย

3. การสูดกลิ่นตัวผู้ชายทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ

เฉลย: จริง
เพราะกลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคนรักนั้นมีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยลดอาการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้

4. แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จริงหรือ

เฉลย: จริง
ถ้าเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดง กรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิดอื่นเช่น มะนาว เกรปฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้เช่นกัน

5. ปัสสาวะมนุษย์ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ จริงหรือ

เฉลย: จริง
โดยแพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าว จึงเป็น น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์

6. วัวกระทิงเกลียดสีแดง จริงหรือ

เฉลย: ไม่จริง
เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคา­ญแเละเพราะถูกยั่วยุมากกว่า

7. เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก จริงหรือ

เฉลย: จริง
การทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม

8. การทะเลาะกันทำให้แผลหายช้า จริงหรือ

เฉลย : จริง
เพราะ ความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง และหลังจากการทะเลาะกัน จะส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ดเลือด ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกายให้น้อยลงทำให้บาดแผลต่างๆ หายช้า

9. แสงแดดอ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ จริงหรือ

เฉลย : จริง
เพราะ แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดการสร้างฮอร์โมน เมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่มืดจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึมเซาได้

10. การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ

เฉลย :จริง
เพราะการฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และ บรรเทาอาการปวดข้อลงได้

พุทธทำนาย‏

พระพุทธเจ้าทำนาย
เมื่อปี พ.ศ. 2485 แปลจากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน


สาธุ อะระหังสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเมตตามหาสัพสัตว์ทั่วโลก ที่เกิดมาแล้วแต่ลำบาก ทั่วหน้าทุกชาติ ทุกศาสนาตาม
ธรรมชาติเมื่ออาตมาเข้านิพพานแล้วครบ 5000 ปีเป็นที่สุด โลกจะหมุนเข้าใกล้จำนวนที่ คถาคตทำนายไว้ 2500 ปีมนุษย์
และสัว์จะได้รับภัยพิบัติเสียหนึ่งในระยะ 30 ปี สิ่งที่สาธุชนไม่เคยเจอะจะได้เห็น ไม่เคยพบจะได้พบ ยักษ์หินที่ถูกสาบให้หลับ
กลับตื่นขึ้นมาอาละวาดยิ่งนัก ใกล้กับ พ.ศ. 2550 ยิ่งทวีกันใหญ่ขึ้นทุกทิวาราตรี
มนุษย์นอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันกันจนถึงเลือดตนเองนองเต็มพื้นดิน พื้นน้ำจะลุกลามเผามนุษย์ไม่ขาดระยะ ต่างฝ่ายต่างทำลาย เหมือนยักษย์ กระหายเอลืด แผ่นดินจะลุกเปน็นเปลวไฟ ต่างฝ่ายจะตายไปอย่างละครึ่งหนึ่งจึงจะล้มเลิก
ส่วนพุทธศาสนิกชน ผู้ทำแต่บุญเดินตามทางตถาคตสามารถระงับร้อนำม่รุนแรง แต่หนีภัยพิบัติไม่พ้น ไฟจะลุกลามทางทิศตะวันออกไหม้วัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์ จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเหล็กกล้าจะผุดจากน้ำ สงครามจะเกิดทั่วทิศ ทหารจะเป็นเจ้า ข้าวสารจะขาดแคลน ทุกแคว้น
จะอดอยาก พลูหมากจะหมดเปลือง สีเหลืองจะชนะ สีขาจะแพ้ภัยในที่สุด ครุฑจะบินกลับฐาน คนจะกลับบำรุงพระ

คำเตือน
โลกมนุษย์กำลังเข้าสู่กาลียุค จะทำให้เกืดภัยธรรมชาติ จากดิน น้ำ ลม ไฟ จะเกิดมหาสงครามโลกครั้งที่สามตามมา มนุษย์จะตายไปกว่าครึ่ง
สำหรับประเทศไทย จะเริ่มตั้งแต่ปี 2550 คาดว่าจะได้รับภัยทางน้ำ และ ไฟ โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดชายทะเล และกรุงเทพฯ แผ่นดินจะยุบตัวคลื่นน้ำจะพัดเข้าถล่มมีความสูงกว่า 200 เมตรมนุษย์จะล้มตายมากกว่าครึ่ง น้ำจะเข้าช่องแคบสระบุรี และทางด้านตอนล่างของโคราชบางส่วน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สุดท้าย ประเทศไทยจะเหลือประชากรประมาณ 30 %
ส่วนประเทศอื่นทั่วโลกจะเหลือเพียง 10% ประชาชนผู้รอดชีวิตส่วนมากจะสูญเสียสติสัมปชัญญะไม่ปลอดภัยเหมือนเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนา เพราะไม่เข้าใจบำเพ็ญฌานภาวนา ฉะนั้นอย่าหลงใหลในทรัพย์สินของตนให้มากนัก เพราะเมื่อเข้าสู่ยุคศิวิไลเงินทอง จะไม่มีค่าเลยเพราะ มนุษย์ยุคนั้นจะเข้าวัดกันที่ความดี ศีลธรรม ปีมะโรง พ.ศ.2555 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2556 ปีระกา พ.ศ.2560 พ.ศ.2561 ปีกุน พ.ศ.2562 คำทำนายของสมเด็จ พุทฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
รัชกาลที่ 1 ทายว่า มหากาฬ (ทำลายเพื่อน พี่น้อง)
รัชกาลที่ 2 ทายว่า ฌาณยักษ์ (ชำนาญเวทมนต์)
รัชกาลที่ 3 ทายว่า รักมิตร (มีการค้ากับต่างชาติมากมาย)
รัชกาลที่ 4 ทายว่า สนิทคำ (ออกบวช)
รัชกาลที่ 5 ทายว่า จำแขนขาด ( เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และเขมร เพื่อปกป้อง อธิปไตย)
รัชกาลที่ 6 ทายว่า ราชโจร (เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดกลุ่มโจรมากมาย มีการตั้งกองเสือป่าครั้งแรกของเมืองไทย)
รัชกาลที่ 7 ทายว่า ชนร้อนทุกข์ (เกิดการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย)
รัชกาลที่ 8 ทายว่า ยุคทมิฬ (พระเจ้าแผ่นดินถูกลอบปลงพระชนม์)
รัชกาลที่ 9 ทายว่า ถิ่นกาขาว (มีฝรั่งเข้ามามากมาย นำเงินมาซื้อประเทศไทยให้เกิดวิกฤตการเงิน)
รัชกาลที่ 10 ทายว่า ชาวศิวิไลย์ (จะมีเหลือเฉพาะผู้ที่มีบุญเท่านั้นที่รอคอย เป็นยุคของพระศรีอริยเมตไตย)

" โลชังชม โทโพโส อินโกรุณา
พระอิทร์พรหม ยมราช ได้สั่งไว้ว่า ถ้าบุคคลใดได้รู้แล้ว จงรับบอกต่อให้คนอื่นฟังรือพิมแจกตามกำลังศัทธา จะเกิดมหากุศลช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากมหันตภัยพิบัติทั้งปวง ถ้าใครไม่มีไว้ในบ้านจะมีภูมิปีศาจเข้ามาทำลายอย่างแน่แท้ ผู้ใดนำเรื่องไปพิมแจก 1000 ใบ ภายใน 15-30 วัน ผู้นั้นจะมีโชคลาภ มีความสุข ความเจริญ คิดสิ่งใดสมปรารถนาทุกประการ และผู้ใดได้รู้ได้อ่าน อย่าคิดว่าเป็นการหลอกลวง หรือไม่เชื่อ และผู้ใดคิดจะพืมแจก ก็ต้องพิมพ์แจกภายใน 15-30 วัน อย่าคิดพิมพ์ผัดวันประกันพรุ่ง หรืออ่านแล้วทิ้ง มันผู้นั้นจะมีเรื่อง และมีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับผู้นั้น

....... โอ้ว..พระเจ้า....เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ก้อขอส่งต่อไว้ก่อนน่ะครับ ไม่ได้กลัวน่ะแต่ไม่อยากลอง ขอรับท่าน....ขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิธีทำมาหากินของคนเลว (สำคัญมาก ต้องอ่านให้ได้)‏

เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ... .โค.. ต.. ร เลว ทั้งตำรวจและพวกที่อยู่ในแก๊งค์เลย

> เท่าที่เพื่อนเคยโดนมานะครับ ... . เวลาเราไปเติมน้ำมันตามปั้ม ... ให้ลงมาดูนะครับเวลาเด็กปั้มมันเติม
> เพราะถ้าคุณไม่ดูอาจเป็นแบบเพื่อนผม ... ..

> เพื่อนผมไปเติมน้ำมัน ทางสายจะไปแพร่ เติมเสร็จขับรถออกมาดูกระจกหลังเห็นมีถุงพลาสติกปลิวไสวๆ อยู่ที่ฝาเติมน้ำมัน

มันก็เลยลงมาดู....

>เจออะไรรู้ไหมครับ เจอยาบ้า 5 เม็ดอยู่ในถุง มันก็เลยโยนทิ้งข้างทาง พอขับรถออกมาได้ สัก 1 กม. เจอด่านตำรวจครับ

ตำรวจเรียกตรวจ.....คำแรกที่ตำรวจถามมันถามว่าเปิดฝาถังน้ำมันหน่อย......
> พอจะรู้กันหรือยังครับ รถเพื่อนผมโดนรื้อทั้งคันเลย....เพราะมันหายาบ้าไม่เจอ ท่าทางหงุดหงิดมาก ค้นอยู่นานเป็นชั่วโมงเลย พอไม่เจอมันก็เลยปล่อยเพื่อนผมไป พอจะวิเคราะห์ออกไหมครับ
> ตำรวจกับเด็กปั้มหากินด้วยกัน โดยการให้เด็กปั้มแอบเอายาบ้ามายัดตามรถที่เติมน้ำมัน ยัดเสร็จ โทรไปแจ้งรูปพรรณรถกะตำรวจ แล้วพอค้นเจอยาก็จะขอตังส์ ให้เรื่องจบ 2-3 หมื่น แล้วไปแบ่งกันกะเด็กปั้ม
> .... ! โชคดีที่เพื่อนผมเห็นทันเลยรอดตัว เวลาไปเติม น้ำมันสัง เกตกันให้ดีนะ ครับ ถ้าเจออย่างนี้
> ไม่ใช่เรื่อง เล็กๆ เลย ปล. อ่านจบ แล้ว FW. ต่อด้วยครับ





เลวสัดๆ - -+

30 สิ่ง น่าทำ ตอนที่ยังมีชีวิต‏

Subject: 30 สิ่ง น่าทำ ตอนที่ยังมีชีวิต

• 1. ทำอะไรที่น่าตื่นเต้นในแต่ละวัน
• 2. ไปเที่ยวที่ที่คุณไม่เคยไป กับคนที่คุณไม่เคยคิดจะลืม
• 3. ซื้อความสุข ด้วยรอยยิ้ม
• 4. คุยกับคนแปลกหน้า เพื่อหาเพื่อนใหม่

• 5. ช่วยคนอื่น เมื่อคุณสามารถช่วยได้
• 6. สังเกตสิ่งรอบๆตัว อาจพบความสุขเล็กๆ เข้ามาในชีวิต
• 7. อยู่เงียบๆ กับตัวเองวันละ 5 นาที... เพื่อคิด
• 8. ทุ่มตัวเองเต็มที่ กับการหาทางแก้ปัญหา ที่คุณกำลังเผชิญอยู่

• 9. คบคนที่มองโลกในแง่ดี
• 10. เข้าคอร์สเรียนเพิ่มเติม ในเรื่องที่คุณสนใจ
• 11. จัดเวลา นัดเจอ เพื่อนสนิท ในแต่ละเดือน ไป กิน เที่ยว เล่น
• 12. มองพระอาทิตย์ขึ้น สัปดาห์ละครั้ง

• 13. ดูพระอาทิตย์ตกดิน สัปดาห์ละครั้ง
• 14. ปลูกผักเอง เอาไว้ทานเอง
• 15. ไปหาเพื่อน ที่ไม่ได้เจอกันมานานนับปี
• 16. หยุดตามกระแสสักนิด และทำตามแนวคิดที่เหมาะสำหรับตัวเอง

• 17. บอกตัวเองว่า ไม่มีอะไรสายเกินไป
• 18. ค้นหา ประสบการณ์ดีๆ แปลกใหม่ ให้กับชีวิต
• 19. เลิกกังวลกับสิ่งที่คุณไม่มี และมีความสุขในสิ่งที่คุณมี
• 20. โรแมนติก ทำเซอร์ไพรซ์คนที่คุณรัก

• 21. หยุดเสียเวลา กับเรื่องหยุมหยิมที่ไม่จำเป็น
• 22. รับประทานอาหารให้ช้าลง ลิ้มรสความอร่อย
• 23. ขอความช่วยเหลือ เมื่อต้องการ เพราะคุณจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ หากไม่เอ่ยปาก
• 24. ถามคำถาม เมื่อสงสัย... ช่วยประหยัดเวลา และลดความยุ่งยากใจ

• 25. เล่นสนุกบ้าง ชีวิตมีแค่ครั้งเดียว
• 26. ทำอะไรทีละอย่าง จะได้ทำออกมาได้ดี
• 27. ฝึกความพอเพียง – พอดี เมื่อมันเกิดขึ้นกับคุณ จะไม่มีใคร เอาไปจากคุณได้
• 28. รักษาสัญญา

• 29. ดูตลก ฟังเรื่องตลก และแบ่งปันกับคนอื่น
• 30. เปิดโลกความคิดสร้างสรรค์ของคุณ กับงานศิลปะ เช่นดนตรี ภาพถ่าย ภาพยนตร์ ฯลฯ

ship launghing. การปล่อยเรือลงน้ำ หวาดเสียว....โคตร *‏

video

wildboyzlama_00‏

video

คำถามวัดไอคิว‏

คำถามวัดไอคิว

1. ถ้าคุณเป็นพ่อ-แม่ แล้วลูกถูกจับในเขมร
หัวอกพ่อ-แม่อย่างคุณจะรีบประกันตัวหรือไม่

คำตอบ ก. ประกัน
ข.ไม่ประกัน

2. ถ้าลูกคุณเป็นผู้ต้องหา คดีเป็นสายลับทำลายความมั่นคงประเทศอะไรสัก
ประเทศหนึ่ง คุณว่า รัฐมนตรีของประเทศนั้น จำเป็นต้องมาต้อนรับดูแลคุณ
พาคุณไปเยี่ยมลูกในเรือนจำหรือไม่

คำตอบ ก. ไม่มาต้อนรับ
ข.มาต้อนรับ

3. ถ้าคุณเป็นนายใหญ่ของพรรคการเมืองหนึ่ง แล้วมีคนคิดทำร้ายคุณ
โดยการแจ้งตารางการบินของคุณให้กับฝ่ายตรงข้าม ลูกพรรคของคุณ
ควรมีท่าทีเช่นไรกับคนที่คิดทำร้ายคุณ

คำตอบ ก. รุมประนามและดำเนินคดีถึงที่สุด
ข. ยินดีและเต็มใจช่วยเหลือให้พ้นคดีอย่างเต็มที่


หากคุณตอบข้อ ก. ทั้ง 3 ข้อ
คุณคือคนไทยที่ไม่โง่ และเข้าใจแล้วว่า คุณแม่สิมารักษ์ และพลพรรคเพื่อไทย เสื้อแดง ทักษิญ ฮุนเซน จิ๋ว กำลังเล่นปาหี่ตุ๋นคนไทยที่โง่ๆ ดูอยู่

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Birth of Elephant. ดูช้างตกลูก โชคดีที่เราไม่ได้เกิดเป็นลูกช้าง‏

video

ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน‏

ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน (กรุงเทพธุรกิจ)
โดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุช

หากคุณมั่นใจว่าผู้ป่วยเลือดจาง ต้องกินอาหารเสริมในกลุ่มธาตุเหล็กให้มาก "คุณคิดผิด" หมอกฤษดาแจกแจงคู่ยา "มิตร-ศัตรู< /FONT>" ให้เข้าใจกันชัด ๆ

"Good things come in pair" ดังวลีฝรั่งนี้ที่บอกว่าของทุกอย่างมีคู่แฝดอยู่เสมอ อาจเป็นแฝดเหมือนหรือแฝดต่างก็ได้ ซึ่งก็พ้องกับทางพระที่ว่า กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา และโลกธรรมแปดที่เล่าถึงคู่แห่งสัจธรรมในโลกนี้ มีสุขแล้วก็มีทุกข์ มีสรรเสริญก็ย่อมมีนินทา มีลาภก็ย่อมมีเสื่อมลาภได้ดังนี้เป็นต้น

ดังนั้น ในเรื่องของโอสถรักษาโรคก็ย่อมต้องมีคู่แฝดของมัน ที่ต้องมีทั้งแฝดที่ดีและแฝดที่ร้าย คล้ายเทวากับซา ตานซึ่งเคยมีกรณีที่ถึงแก่ชีวิตมาแล้ว ซึ่งโดยมากมักเกิดจาก "ความไม่รู้" ในฤทธิ์อันไพศาลของยาแต่ละเม็ดที่กินอยู่ โดยเราจะค่อยมาดูกันไปทีละแฝดครับ


แฝดที่ดี

เสมือนคู่บุญ ยิ่งรู้จักกินให้เสริมกันก็จะยิ่งช่วยเสริมสุขภาพ หรือทำการรักษาโรคให้ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และที่จริงก็ควรกินคู่กันเสียด้วย เพราะเรื่องของยาอาหารเสริมนี้มีหลักคือทำงานร่วมกัน โดยกลุ่มที่ควรกินร่วมกันช่วยเสริมให้ดีมีดังต่อไปนี้ครับ

1) วิตามินซีกับคอลลาเจน จะช่วยกันสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ใสปิ๊งปั๊งไม่เหี่ยวหย่อนย้อย

2) ธาตุเหล็กกับวิตามินซี กินธาตุเหล็กให้ดีดูดซึมเข้าไปใช้ได้ ไม่ใช่กินเข้าไปอย่างไรถ่ายออกมาหน้าตาเหมือนเดิมนั้น ต้องกินคู่กันอย่างเช่น ถ้าจะกินเลือดหมูให้ได้ธาตุเหล็กก็ควรกินกับผักที่มีวิตามินซีสูงเช่นใบตำลึงก็จะดีไม่น้อยครับ

3) แคลเซียมกับแมกนีเซียม แคลเซียมจะดูดซึมได้ดีต้องมี “ตัวช่วย” พามันเข้าไปได้แก่แมกนีเซียม, วิตามินดีและวิตามินเคด้วยซึ่งอยู่ในแสงแดดและผักเขียวจัดตามลำดับ

4) วิตามินเอ,ซีและอี พยายามกินไปด้วยกันเป็นดี หรือสูตรที่ดีคือกินซีเพียงตัวเดียวส่วนเอกับอีนั้นกินเอาจากผักคะน้าและถั่วลิสงสักวันละกำมือ

5) น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ขอให้เลือกชนิดที่มี ดีเอชเอคู่กับกับอีพีเอ ยิ่งมากหน่อยยิ่งดีอย่างน้อยกินให้ได้ค่า ดีเอชเอ+อีพีเอ = 1,500 มิลล ิกรัมต่อวัน โดยมีเคล็ดไว้ว่าถ้าอยากบำรุงสมองต้องเลือกชนิดที่มีดีเอชเอเด่น แต่ถ้าจะให้บำรุงส่วนอื่นเป็นหลัก เช่นข้ออักเสบให้เลือกชนิดที่มีอีพีเอสูงด้วยครับ

แฝดที่ร้าย

แฝดตัวนี้ถือเป็นระดับ “ตัวแม่” ที่น่ากลัวกว่าเยอะมากครับ เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองจนเป็นอัมพาต หรือ หัวใจวายแน่นิ่งไปได้ จึงอยากชวนให้ท่านที่รัก มาสนใจในยาที่ไม่ควรกินร่วมกันสักนิดดังนี้ครับ

1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรก โดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือ ช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อนตัน เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้วครับ

2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส มีคนไข้ที่อยากผิวสวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอี แต่บ้างก็ให้เลือกเป็นอีฟนิ่งพริมโรสแทนจะเลือกอย่างไรดี จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอ เพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้น ซึ่งถ้าได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน

3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะ หรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีก จะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอดเลือดทำให้ตีบแข็งได้

&nbs p; 4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟ เพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย

5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไปครับ หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริ ม จะเท่ากับเติมยาพิษให้กับหัวใจและตับตัวเองครับ

ทั้งแฝดดีแฝดร้ายนี้ที่จริงมีอีกมาก ซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในหนังสือแล้วและก็ตั้งใจจะเขียนไว้เรื่อย ๆ เป็นตอนต่อไปในคอลัมน์นี้ แต่สำหรับที่เลือกมาให้เห็นนั้นเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยหน่อยครับ และท่านจำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที

เมื่อถึงตอนนี้ขอให้ท่านหยิบยาออกมาสังคายนาแยกวางเป็นชนิดไปบนโต๊ะ แล้วจัดเป็นกลุ่มไว้ว่ากลุ่มใดรักษาโรคไหน แล้วบางทีจะเกิดพุทธิปัญญาทีเดียวว่า กินยามากเกินความจำเป็นไปเพียงใด แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายเท่ากินยาที่ดันไปเสริมฤทธิ์กันให้เป็นพิษเข้าไปเสียอีก

ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าการกินยานั้นมีข้อหยุมหยิมอยู่มาก เมื่อเทียบกับกินอาหารธรรมชาติที่โอกาสเกิดการผสมกันเป็นพิษน้อย เพราะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ในปริมาณที่ไม่เข้มข้นมากเท่ายาเคมี แต่อย่างไรก็ดีคงต้องยึดหลักที่ว่าหูไวตาไวถ้ารู้สึกว่า "ไม่ใช่" แล้วก็ให้รีบเร่งบอกอย่าปล่อยให้เลยตามเลยไว้นานเลยครับ

ภูมิใจที่เป็นคนไทย เหตุเกิดที่ Changi international airpo‏

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา ผมเดินทางไป Singapore ตามประสามนุษย์เงินเดือนที่พอมีวันหยุดก็ออกเที่ยว ผมไม่นึกเลยว่าทริปนี้จะทำให้ผมภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก...
ที่ Changi airport ตอนที่จะผ่านต.ม. สิงค์โปร ต.ม. ผู้ชายประจำแถวผม หันมามองหน้าผมสองสามครั้ง ผมนึกในใจว่า "เอาแล้วสงสัยหน้าเหมือนพวกก่อการร้าย" แต่ถ้อยคำที่ผมนึกไม่ถึงก็ออกมาจากปากต.ม. ท่านนั้น "happy birthday to your king" ตอนนั้นอึ้งจนพูดไม่ออกจึงตอบว่า "thanks u,there a lot of celebration in Thailand" ต.ม. สวนทันทีว่า "celebration?,why u come here? ผมอึ้งอีกรอบพร้อมคำถามในใจว่า"นั้นซิเรามาที่นี้ทำไม วันนี้วันเกิดพ่อหลวงขอเรานี้หน่า"
ผมนิ่งไปพักหนึ่งแล้วตอบว่า I have already finished celebration on the morning then come here.I saw my king on tv,I'm very happy &all Thai also. ต.ม. คนนั้นยิ้มแล้วปั๊ม passport ให้ ผมเดินออกมาด้วยความปลื้มใจที่ขนาดคน ต่างชาติ ยังรู้จักและเคารพรักในหลวงของเรา.... ผมภูมิใจครับ ภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ได้เกิดเป็นคนไทย ในร่มพระบรมโพธิสมภารของในหลวง...ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

จากคุณ : nukvdo28
เขียนเมื่อ : 8 ธ.ค. 52 15:07:14

+++++++++
เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมไปทำงานที่ญี่ปุ่นกับเพื่อนอีก 3 คน กำหนดทำงานกันวันที่ 1-7 ธันวาคม พอเข้าด่านตม. เจ้าหน้าที่ก็ถามว่า แล้วนี่คุณทำงานก็ไม่ได้กลับไปงาน king ของคุณน่ะซี เขาบอกว่า เขากับครอบครัวก็จะเดินทางมาเมืองไทยวันที่ 4-6 เพื่อมางานในหลวงเหมือนกัน ผมอึ้งพูดไม่ออก แต่ก็ได้แต่บอกไปว่า ผมก็มาทำงานรับใช้ในหลวงเหมือนกัน ถึงได้ไม่อยู่ร่วมฉลองแต่ก็ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อหลวงได้ เขาเล่าให้ฟังว่าเขารักในหลวงเพราะว่าเขาดูโทรทัศน์ที่ญี่ปุ่นแล้วมีการนำพระราชกรณียกิจของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วโดนพิษเศรษฐกิจ ทำให้ภรรยาและลูกเขาตกงาน พอได้ดูแล้วนำมาใช้ ทำให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และแล้วพระราชดำริของพระองค์ท่าน ผมฟังก็ดีใจน้ำตาแทบไหล เลยให้สายรัดข้อมือไปเส้นนึง แต่เป็นสีเหลืองรุ่นเก่า เพราะว่าแบบใหม่ยังหาซื้อไม่ทัน

เจ้ากรรมนายเวร อ่านนะดีมาก!!!!‏





12 ราศี แบบจีน ฉบับสมบูรณ์‏

1. ปี ชวด เจ้าหนูผู้ไม่อยู่นิ่ง
ลักษณะเฉพาะ: มีเสน่ห์ ฉลาด รอบรู้ ในอดีต
หากชาวจีนเห็นหนูตัวโตวิ่งอยู่
ในบ้านก็จะทำนายได้ว่าในปีนั่นจะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอย่างอุดมสมบูรณ์
จุดเด่น: สติปัญญาที่เฉียบแหลม ความสามารถในการเข้าสังคม
และวิญญาณนักธุรกิจที่มี
ทำให้คุณประสบความสำเร็จทุกเรื่องที่คุณลงมือทำ
จุดอ่อน:
บางครั้งความพยายามที่จะไต่เต้าของคุณก็ทำให้คุณเผลอเป็นคนเห็นแก่ตัวได้เหมือนกัน
คู่รักที่เหมาะสม: ปีมะโรง วอก ฉลู
ชาวหนูนั้นเกิดภายใต้ดาวเสน่ห์ และความแข็งกร้าว
มักเป็นคนชอบแสดงออก และช่างพูดเป็นบางครั้ง ชอบปาร์ตี้
ชอบใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนฝูงเป็นเวลานานๆ
แม้คนเกิดปีชวดจะสามารถสงบปากสงบคำได้
แต่เราก็แทบจะไม่เคยเห็นคนเกิดปีนี้นั่งเงียบๆ สักที
ชาวหนูมักมีคนรู้จักมากกว่าที่จะมีเพื่อนแท้
แต่ชาวหนูก็บูชา และชื่นชมผู้คนที่ใกล้ชิดมากทีเดียว
เมื่อคุณได้เป็นเพื่อนแท้ของคนปีชวดแล้วล่ะก็จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ราวครอบครัวเดียวกันนั่นเลย
คนเกิดปีนี้เป็นคนเก็บตัว
และไม่ชอบเล่าปัญหาส่วนตัวให้ใครฟัง
เห็นช่างพูดช่างคุยอย่างนั้นเถอะ เคยไว้ใจใครเสียที่ไหน
แม้คนเกิดปีชวดจะมองโลกด้วยสายตาโหดร้าย
และใจแคบเป็นบางครั้ง
แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์ดีแม้ชีวิตจริงจะไม่สมบูรณ์แบบ
แต่เมื่อมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันแล้ว
ชาวหนูสามารถประสบความสำเร็จได้เสมอ
คนเกิดปีชวดนั้นหัวไว
และทำอะไรต่อมิอะไรเสร็จเร็วกว่าคนอื่นมาก
นอกจากนั้นยังมีความมั่นใจสูง และมีสัญชาติญาณที่ดี
ด้วยความดื้อที่มีอยู่
ชาวชวดจึงนิยมดำรงชีวิตอยู่ด้วยกฎเกณฑ์ของตัวเองมากกว่ากฎที่ผู้อื่นตั้งขึ้น
การทำงานกับคนปีชวดนั้นไม่ง่ายเลย
เนื่องจากพวกเขานิยมแต่ความสมบูรณ์แบบเท่านั้น
คนเกิดปีชวดเป็นคนมีระเบียบและมีความสามารถ
ดังนั้นจึงเหมาะกับการเป็นนักธุรกิจ และนักการเมือง
อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเกิดปีนี้ได้เงินมา ก็จะใช้มันทันที
นอกจากนั้นยังระมัดระวังตัวมากเมื่อมีใครมาขอยืมเงิน
ถ้าใครคิดจะยืมเงินชาวหนูล่ะก็
เตรียมตาโตกับดอกเบี้ยอันสูงลิ่วได้เลย
คนเกิดปีชวดไม่โรแมนติกแต่ชอบดูแลเอาใจใส่และมีมิติแห่งอารมณ์อันดื่มด่ำลึกล้ำช่วงแรกๆ
มักจะยากที่จะเข้าใจไปทำความรู้จักกับคนปีนี้
แต่ก็นับว่าคุ้ม เพราะคนปีชวดเป็นคู่รัก พ่อแม่ ลูก
หรือเพื่อนที่ดีมาก
นอกจากนั้นซื่อสัตย์และทุ่มเทกับครอบครัว
คู่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนเกิดปีชวดคือคนที่เกิดปีมะโรงหรือปีวอก
รองลงมาก็คือปีฉลู ชวด หรือกุน
นอกจากนั้นที่พอจะเข้ากันได้บ้างก็คือปีขาล จอ
หรือมะเส็ง ส่วนปีต้องห้ามที่ไม่ถูกโฉลกกันคือระกา มะเมีย และ มะแม
2 ปีฉลู วัวจอมขยัน
ลักษณะเฉพาะ: สุขุม มีหลักการ ไม่ยืดหยุ่น
ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง
จุดเด่น: สุขุม ไม่ผลีผลาม กล้าตัดสินใจ
จุดอ่อน: ต้องการความแน่นอนในชีวิต เป็นคนเงียบและเดายาก
คู่รักที่เหมาะสม: ปีมะเส็ง ระกา หรือชวด
ผู้ที่เกิดปีฉลูเป็นคนขยัน แน่วแน่
และเชื่อมั่นในตัวเอง
ด้วยความที่มีมาตรฐานความดีความชั่วแบบขาวกับดำ
จึงมักตัดสินผู้อื่นอย่างไร้การประนีประนอมด้วยมาตรฐานเหล่านั้น
คนเกิดปีนี้ไม่ชอบเข้าสังคม
และมักจะเงียบมากตามงานปาร์ตี้ต่างๆ
ภายใต้ลักษณะภายนอกอันสงบนิ่งนั้นซุกซ่อนความช่างคิด
และความรุนแรงหากถูกยั่วให้โกรธเอาไว้
เพื่อความปลอดภัยจึงมิควรทำให้คนเกิดปีฉลูโกรธเอา
คนเกิดปีฉลูเป็นนักสังเกตการณ์ที่ดี มีความจำเป็นเลิศ
และสามารถรายงานทุกสิ่งที่พบได้อย่างแม่นยำ
ถ้าพูดถึงครอบครัวแล้ว คนเกิดปีฉลูนับว่าเป็นสมาชิก
ครอบครัวที่เยี่ยมมาก ส่วนเรื่องการงาน
ชาวฉลูก็ทำได้ดีในเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปะ
รับเหมาก่อสร้างหรือแม้แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
เนื่องจากมีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ
นอกจากนั้นความสามารถในการใช้สองมือเพื่อทำสิ่งต่างๆ
บวกกับความฉลาดจึงทำให้ชาวฉลูเป็นศัลยแพทย์ได้ดีเช่นกัน
คนเกิดปีฉลูนั้นตื้อและยึดมั่นในความคิดของตนเอง
โดยเชื่อการตัดสินใจของตนเองอย่างไม่มีการเสียใจภายหลัง
นอกจากนั้นยังเป็นคนรักครอบครัว
แม้จะคิดอยู่เสมอว่าบุคคลใกล้ชิดไม่เข้าใจตัวเองก็ตาม
แต่ชาวฉลูก็ยังเป็นคนอดทน เป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น
และเป็นเพื่อนที่น่าคบคนหนึ่ง
ชาวฉลูนั้นมีความรับผิดชอบสูง ซื่อสัตย์
เห็นความสำคัญของครอบครัว และหัวโบราณ
แม้จะไม่ใช่คนขี้หึง
แต่ชาวฉลูก็ถือว่าตนเองมีสิทธิ์ได้รับความซื่อสัตย์
รักเดียวใจเดียวจากคู่ของตนเสมอ
คู่ที่เหมาะกับคนปีฉลูที่สุดคือคนที่เกิดปีชวด ระกา
มะเส็ง หรือวอก
รองลงมาคือผู้ที่เกิดปีฉลูด้วยกันเองหรือผู้ที่เกิดปีเถาะ
ที่พอเข้ากันได้บ้างก็คือผู้ที่เกิดปีกุน หรือจอ
ที่ไม่ถูกกันอย่างยิ่งคือผู้เกิดปีมะเมีย หรือปีขาล
3 ปีขาล เสือจอมพลัง
ลักษณะเฉพาะ: เป็นผู้นำ ชอบเสี่ยง ทำก่อนคิด
เป็นคนโชคดีมากและมักเอาตัวรอดได้เสมอ
จุดเด่น:
กล้าทำตามความเชื่อของตนเองเป็นที่ชื่นชมของผู้อื่น
จุดอ่อน: เนื่องจากใช้หัวใจนำทาง
จึงกลายเป็นคนอารมณ์ร้อน
คู่รักที่เหมาะสม: ปีมะเมีย ปีมะโรง หรือปีจอ
คนเกิดปีขาลนั้นเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำอย่างแท้จริง
นอกจากนั้นยังมีจิตใจสูงส่ง
และกล้าหาญจนได้รับความเคารพแม้กระทั่งจากศัตรูของตนเอง
คนเกิดปีขาลคือนักสู้ผู้กล้าหาญที่สามารถต่อสู้ได้จนหยดสุดท้ายเพื่อสิ่งที่ถูกต้องแม้บางทีจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้างในเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ
แต่จริงๆแล้วชาวปีขาลนั้นใจกว้างไม่เบาคนเกิดปีเสือนั้นมักทำให้ผู้อื่นแปลกใจเสมอ
รวมทั้งตื่นตัว และเร่งรีบอยู่ตลอดเวลาด้วย
บุคลิกอันน่าเกรงขามแต่ดึงดูดใจในเวลาเดียวกันทำให้ใครๆ
ก็หลงใหลคนเกิดปีขาล
บางทีชาวเสือก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง
ไม่ว่าจะโกรธง่ายแต่สงบนิ่งใจดีแต่ขี้กลัว
กล้าหาญยามคับขันแต่นุ่มนวล ฯลฯ
คนเกิดปีขาลนั้นมั่นใจในตัวเอง
และบางครั้งก็มั่นใจเกินไป
ถึงแม้คนเกิดปีเสือจะรักการผจญภัย และความตื่นเต้น
แต่ทางที่ดีคุณไม่ควรไปท้าทายคนเกิดปีขาลหรอกนะ
เพราะคนเกิดปีนี้ยังไงก็ชอบเป็นผู้ควบคุม
และเผลอๆอาจต้องการจัดการกับคุณให้เลิกจุ้นก็เป็นได้
เนื่องจากเป็นคนที่รีบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ เสมอ
คนเกิดปีขาลจึงชอบทำงานคนเดียวชาวเสือเป็นพวกชอบทำงาน
ขยัน และคล่องแคล่ว
ถ้าคุณมอบหมายงานให้คนปีเสือทำล่ะก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้รับผลงานยอดเยี่ยมมีประสิทธิภาพ
คนเกิดปีเสือมักหาเงินได้มากแม้ว่าจริงๆแล้วจะไม่ได้สนใจเรื่องเงินมากนักก็ตาม
ชาวขาลเป็นคนความรู้สึกไว
และใจน้อยความรู้สึกรุนแรงที่มี
อาจทำให้คนปีเสือพลาดท่าได้ในเรื่องความรัก
นอกจากนั้นยังเป็นคนขี้หึง ขี้หวงเอามากๆ
ถ้าคุณมีเพื่อนเกิดปีขาล
เขาอาจขอให้คุณเข้าข้างเขาจนวินาทีสุดท้าย
และด้วยความน่ารักเฉพาะตัวของเขา
คุณจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยสักครั้ง
คนเกิดปีขาลเป็นคนรักที่โรแมนติก ลึกซึ้ง
แต่อย่างไรก็ตามคนปีนี้มักมีปัญหาไม่สามารถเดินทางสายกลางได้
( เพราะมักจะมากเกินไปตลอด)
คู่ที่เหมาะที่สุดกับคนปีขาลคือคนเกิดปีจอ มะเมีย
หรือวอก รองลงมาคือปีกุน หรือมะโรง
ที่พอเข้ากันได้บ้างคือปีมะโรงหรือชวด
ส่วนปีต้องห้ามคือปีระกา ขาล เถาะ ฉลู หรือมะแม
4 ปีเถาะ กระต่ายน้อยแสนอ่อนหวาน
ลักษณะเฉพาะ: นุ่มนวล รู้กาลเทศะ ชอบสังคม
มักมีโชคด้านการเงิน ได้รับมรดกตกทอด
จุดเด่น: มารยาทงดงาม รสนิยมดี
สู้ไม่ถอยหากต้องปกป้องครอบครัวและบ้านเรือน
จุดอ่อน: ไม่ชอบการเผชิญหน้า
และมักโอนอ่อนผ่อนปรนมากกว่าที่จะดันทุรัง
คู่รักที่เหมาะสม: ปีมะแม ปีกุน หรือปีจอ
กระต่ายคือสัตว์ที่อ่อนโยนน่าทะนุถนอมมากที่สุดอย่างหนึ่งในบรรดา
12 นักษัตร
นอกจากนั้นยังเป็นที่เข้าใจกันว่ากระต่ายคือลักษณ์ของความเมตตากรุณา
อ่อนหวานน่ารักและเป็นที่รักของผู้อื่น
ไม่มีใครปฏิเสธผู้ที่เกิดปีเถาะ
เนื่องจากชาวเถาะนั้นเป็นเพื่อนที่ดี และรู้จักวางตัว
บ้านเรือนของชาวกระต่ายมักจะสวยงามเสมอ
คนเกิดปีเถาะมีชื่อเสียงด้านความเป็นศิลปินและมีรสนิยมที่ดี
คุณจึงมักพบชาวกระต่ายที่แต่งตัวดีอยู่เสมอๆ
และถ้าคุณลองแอบค้นตู้เสื้อผ้าของเพื่อนชาวกระต่ายเข้า
คุณก็จะพบแต่เสื้อผ้าสวยงามราคาแพงทั้งนั้น
แต่ถึงแม้จะเป็นที่รักของเพื่อนฝู?และครอบครัว
ชาวกระต่ายก็ยังคงเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายอยู่ดี
นอกจากนั้นยังหัวโบราณและรู้สึกไม่ปลอดภัยได้ง่าย
จึงทำให้เป็นคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากผู้เกิดปีเถาะเป็นคนสุขุม
จึงเป็นการยากที่จะปลุกอารมณ์กระต่าย
ไม่ว่าจะในแง่ใดก็ตาม เพราะกระต่ายไม่ชอบโต้เถียง
และรักชีวิตที่เงียบสงบ นอกจากนั้นยังมีอารมณ์อ่อนไหว
และขี้สงสาร ถ้าคุณเผลอเล่าปัญหาส่วนตัวให้ฟัง
ชาวกระต่ายก็มักจะอินไปกับคุณ และอาจร้องไห้ได้ง่ายๆ
ดังนั้นถ้าคุณมีอาชีพเป็นนักขายล่ะก็
อย่าพลาดที่จะแวะเวียนไปทักทายชาวกระต่าย
เพราะพวกเขาจะต้องยอมซื้อสินค้าของคุณแน่ๆ
( บอกแล้วว่าคนเกิดปีนี้ขี้สงสาร)
ไม่ว่าคุณจะเรียกชาวกระต่ายว่าคนขี้ขลาดหรือคนขี้ระแวงก็ตาม
เรื่องของเรื่องก็คือชาวกระต่ายมักต้องเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงมือทำอะไรลงไปทุกครั้ง
และนี่ก็คือเคล็ดลับที่ทำให้คนเกิดปีเถาะประสบความสำเร็จในที่ทำงาน
และหากชาวกระต่ายต้องการมีชีวิตที่มีความสุขตามอัตภาพล่ะก็
อย่าลืมทิ้ง ทิ้งความหัวโบราณไปบ้าง
แล้วเพิ่มความแข็งกร้าวลงไปนิด แล้วชีวิตก็จะราบรื่น
ในเรื่องความสัมพันธ์ ผู้เกิดปีเถาะเป็นคู่รักที่ดีมาก
ทั้งโรแมนติก น่ารัก และซื่อสัตย์
จึงมีคนมาแวะเวียนขายขนมจีบอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ชายที่เกิดปีเถาะนั้นอาจจะช่างเลือกบ้าง
และไม่ใช่แฟมิลี่แมนนัก
ผู้หญิงปีเถาะควรใช้เวลาชื่นชมตัวเองในกระจกให้น้อยลง
และใช้เวลากับเพื่อนๆให้มากขึ้น
คู่ที่ดีที่สุดสำหรับคนเกิดปีกระต่ายคือ คนเกิดปีกุน
มะโรง หรือมะแม รองลงมาคือปีจอ วอก หรือเถาะด้วยกัน
ที่พอเข้ากันได้บ้างก็คือปีฉลู หรือมะเส็ง
ส่วนปีต้องห้ามคือปีระกา มะเมีย หรือชวด
5 ปีมะโรง มังกรผู้สูงส่ง
ลักษณะเฉพาะ: เซ็กซี่ คล่องแคล่ว มีเสน่ห์
ดึงดูดเพศตรงข้าม
ชาวจีนถือว่ามังกรคือสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ
จุดเด่น: มีชีวิตชีวา ทะเยอทะยาน
จุดอ่อน: เน้นรายละเอียด ชอบสั่ง รักความหรูหรา มือเติบ
คู่รักที่เหมาะสม: ปีชวด มะเส็ง วอก หรือระกา
คนเกิดปีมะโรงนั้นเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำอย่างแท้จริง
ใครๆก็ชื่นชมในความพร้อมความโชคดี
และความมีอำนาจของคนปีมะโรง
เนื่องจากมังกรเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิจีน
คนเกิดปีมะโรงจึงเห็นว่าอำนาจที่ตนมีนั้นเป็นอำนาจสิทธิ์ขาดที่ทุกคนต้องยอมรับ
และยังเป็นผู้นิยมความสมบูรณ์แบบตัวยงอีกด้วย
คนเกิดปีมะโรงเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง
กระตือรือร้น ทรงอิทธิพล และคล่องแคล่ว
นอกจากนั้นยังแข็งกร้าว ย??นหยัดและแน่วแน่
คนเกิดปีมะโรงเป็นคนมีศิลปะในการพูดมักมีความคิดเห็นดีๆ
และเป็นที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยมมาก
พรสวรรค์บวกกับความใจกว้างทำให้คนเกิดปีนี้มีหน้าที่การงานโดดเด่น
อย่างไรก็ตาม คนเกิดปีมะโรงมีนิสัยโกรธง่าย
และมีแนวโน้นที่จะภูมิใจในตัวเอง และมั่นใจจนเกินไป
จนทำให้กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ดื้อรั้น เผด็จการ
และหัวสูง นอกจากนั้นยังหมกมุ่นกับยศถาบรรดาศักดิ์
และเงินทองมากเกินไป
คนเกิดปีนี้จึงเกลียดที่จะต้องแก่ตัวไปตามวัย
คนเกิดปีมังกรนี้มีแต่คนรัก และไม่เคยผิดหวังในรักเลย
ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะมีชายหนุ่มมารุมตอมจนหัวกระไดไม่แห้ง
คู่ที่เหมาะที่สุดกับคนเกิดปีมะโรงคือคนเกิดปีชวด เถาะ
กุน หรือวอก รองลงมาคือขาล มะแม ระกา มะเส็ง หรือมะเมีย
ถ้าคนเกิดปีขาลจับคู่กับคนปีจอ
คนที่จะไม่สบายใจที่สุดคือคนปีจอ เอง
คู่ปีมะโรงกับฉลูมีแนวโน้มจะทะเลาะกัน
ส่วนคู่มะโรงกับมะโรงนั้นมักจะมีปัญหาชิงดีชิงเด่นกันตลอดเวลา
6 ปีมะเส็ง งูน้อยฝีปากเอก
ลักษณะเฉพาะ: ลึกลับ พูดจาแผ่วเบา
รูปร่างหน้าตาสวยงามถูกใจเพศตรงข้าม
จุดเด่น: ฉลาด เดาสถานการณ์เก่ง รักการอ่าน การเรียนรู้
และดนตรี
จุดอ่อน: หลงตัวเอง ใจแคบเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ
( แทบจะไม่ให้ใครหยิบยืมเลย)
คู่รักที่เหมาะสม: ปีฉลู หรือระกา
คนเกิดปีมะเส็งนั้นมีเสน่ห์ เป็นที่รักของผู้อื่น
และดึงดูดใจ
แต่คนเกิดปีงูก็ไม่เคยส่งเสียงดังหรือพยายามพูดจาหวานหูเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นเพราะชาวปีงูไม่เคยนินทาว่าร้ายใคร
และมีมารยาทดีมาก
คนเกิดปีมะเส็งนั้นมีโชคเสมอ และไม่เคยขาดเงิน
เคล็ดลับสำหรับคนเกิดปีงูคือให้พยายามหางานที่ไม่เสี่ยง
และไม่หนักมากนัก
เนื่องจากคนเกิดปีนี้มีนิสัยเกียจคร้านเป็นทุนอยู่แล้ว
คนเกิดปีมะเส็งเป็นคนช่างคิด ฉลาด และล้ำลึก
นอกจากนั้นยังเป็นคนมุ่งมั่นไม่ทิ้งอะไรไปกลางคัน
คนเกิดปีมะเส็งเชื่อเรื่องความประทับใจแรก ความ รู้สึก
ความเห็นอกเห็นใจ คำแนะนำและความเห็นของผู้อื่น
รวมทั้งสัมผัสที่หกในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ
ถ้าคุณไปยืมเงินคนเกิดปีมะเส็งจะพบว่าคนปีมะเส็งนั้นเขี้ยวน่าดู
แม้ว่าท้ายที่สุดจะยอมให้คุณยืมเงินแต่โดยดีก็ตาม
ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของคนเกิดปีนี้คือการพูดอะไรเกินความจริง
ถ้าคนเกิดปีมะเส็งยอมช่วยใครแล้วล่ะก็
หลังจากนั้นเขาหรือเธอจะทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของคนๆ
นั้นจนน่าตกใจเลยทีเดียว ( บอกแล้วว่างูรัดไม่ปล่อย)
ข้อเสียอีกอย่างของคนราศีนี้ก็คือโกหกเก่ง
ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่
แล้วก็เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง
คนเกิดปีมะเส็งนั้นชอบหว่านเสน่ห์
ถึงแม้จะเซ็กซ์จัดไปหน่อยแต่ก็ยังนับว่าพอทนได้ไม่น่ารังเกียจเกินไปนัก
ด้วยความเจ้าเสน่ห์นี้เองที่ทำให้ใครต่อใครพากันมาหลงรักคนปีมะเส็งอย่างหัวปักหัวปำ
เมื่ออยู่ในห้วงรัก หนุ่มมะเส็งจะโรแมนติก และเจ้าเสน่ห์
นอกจากนั้นยังมีอารมณ์ขันเหลือเฟือ
ส่วนสาวมะเส็งก็จะสวยหวาน และประสบความสำเร็จในชีวิต
อย่างไรก็ตามหากใครได้สมรักสมรสกับชาวปีมะเส็งแล้วละก็
เตรียมถูกงูรัดแบบถาวรได้เลย
เพราะคนปีมะเส็งนั้นขี้หึงหวงมาก และจะหวงยาวไปเรื่อยๆ
แม้ว่าจะหมดรักกันไปเนิ่นนานแล้วก็ตาม
สิ่งที่ชาวปีมะเส็งเกลียดมากก็คือ
การถูกปฏิเสธด้วยความที่เป็นคนมีอัตตาสูง
คนเกิดปีมะเส็งจึงคาดหวังว่าตนเองจะต้องได้รับการต้อนรับ
และยอมรับจากทุกคนที่ตนเองติดต่อด้วยเพื่อให้ตนเองรู้สึกมั่นใจ
และปลอดภัยเสมอ คู่ที่เหมาะกับคนเกิดปีมะเส็งที่สุดคือ
คนเกิดปีระกา รองลงมาคือฉลู หรือมะเมีย
ที่พอเข้ากันได้บ้างก็คือคนเกิดปีมะแม จอ ขาล ฉลู
หรือมะโรง ปีต้องห้ามคือ ปีเถาะ วอก
มะเส็งด้วยกันเองหรือกุน
7 ปีมะเมีย อาชาจอมขยัน
ลักษณะเฉพาะ: มีสไตล์ พูดจาดี มีความตั้งใจ
และเป็นนักกีฬา พ่อแม่ชาวจีนจะรู้สึก
สิ้นหวังมากหากมีลูกสาวเกิดปีมะเมีย
เพราะรู้ว่าลูกสาวอาจต้องอยู่เป็นสาวโสดไม่ได้แต่งงาน
จุดเด่น: มีแรงบันดาลใจ มีเพื่อนมาก
ทักษะการปรับตัวทำให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์
จุดอ่อน: มักตกหลุมรักอย่างบ้าคลั่งและบ่อย ๆ
รวมทั้งทิ้งทุกอย่างเพื่อความรักเพียงอย่างเดียว
คู่รักที่เหมาะสม: ปีขาล ปีจอ และปีมะแม
ผู้เกิดปีมะเมียมักใช้สติปัญญา
และแรงกายอย่างสุดความสามารถ
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ
นอกจากนั้นยังมีความทะเยอทะยาน และพลังงานเต็มเปี่ยม
รวมทั้งขยันขันแข็งเป็นยอด
คนที่ปีมะเมียนั้นเป็นคนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
แต่งตัวดี และเซ็กซี่ชอบเป็นจุดสนใจ
มักชอบอยู่ตามงานปาร์ตี้ คอนเสิร์ต
และการแข่งขันกีฬาต่างๆ เสมอ
ความที่ชอบเดินทาง
และรักการแข่งขันทำให้คนเกิดปีมะเมียมักแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว
ตั้งแต่อายุไม่มาก ความเป็นตัวของตัวเอง
และความกบถที่มีอยู่ในตัวทำให้ชาวมะเมียเกลียดระเบียบแบบแผนจนมักจะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นเสมอ
นอกจากนั้นยังเจ้าเล่ห์เ?ทุบายมากกว่าจะฉลาดหลักแหลม
รวมทั้งมีแนวโน้มว่าจะขาดความมั่นใจในตัวเองที่แท้จริงอีกด้วย
เนื่องจากเป็นคนเลือดร้อน หุนหัน และไม่อดทน
ชาวมะเมียจึงมีความสนใจในระยะที่สั้นมากๆ ( ขี้เบื่อ
หน่ายเร็วว่างั้นเถอะ)
แถมบางทียังเป็นคนเห็นแก่ตัวหลงตัวเองอีกต่างหาก
คนเกิดปีมะเมียมักจะมีความขัดแย้งในตัวเองหลายอย่าง
ทั้งหยิ่งแต่ก็อ่อนหวานในเวลาเดียวกัน
โอ้อวดแต่ก็แสนถ่อมตัวยามมีความรัก
ขี้อิจฉาแต่ก็ช่างประนีประนอม
ต้องการเป็นที่ยอมรับแต่ก็ยังอยากเป็นอิสระอยู่ลึกๆ
ต้องการความรักและแสวงหาความใกล้ชิด
แต่ในขณะเดียวกันก็มักรู้สึกอึดอัดกดดันและจนแต้มอยู่บ่อยๆ
ในเรื่องความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม
คนเกิดปีมะเมียนั้นอ่อนแอ
และพร้อมสละทุกอย่างเพื่อความรัก คู่ที่เหมาะที่สุดคือ
คนเกิดปีจอ ขาล มะแม หรือมะเส็ง รองลงมาคือ
ปีกุนหรือปีมะเมียด้วยกัน
ความสัมพันธ์กับคนเกิดปีมะโรงจะร้อนแรงเร้าใจ
แต่ไม่ยืนยาว ส่วนปีต้องห้ามคือ ปีชวด ระกา เถาะ ฉลูและวอก
8 ปีมะแม แกะน้อยแสนนุ่มนวล
ลักษณะเฉพาะ: เป็นศิลปิน โรแมนติก น่ารัก ช่างฝัน
ชอบทำอะไรแบบนุ่มนวลค่อยเป็นค่อยไป
จุดเด่น: ปีมะแมคือสัญลักษณ์แห่งความใจบุญตามราศีแบบจีน
มีทักษะและความรับผิดชอบสูง ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ
และมักคาดหวังว่าผู้อื่นและตนเองจะไร้ที่ติ
จุดอ่อน: เมื่อผิดหวังจะโอดครวญ ไม่ค่อยรู้กาลเทศะ
คู่รักที่เหมาะสม: ปีเถาะ ปีกุน หรือปีมะเมีย
ผู้เกิดปีมะแมนั้นสง่างาม มีเสน่ห์ เป็นศิลปิน
มีพรสวรรค์ และรักธรรมชาติ
นอกจากนั้นยังมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าบรรดาผู้เกิดปีอื่นๆ
ความนุ่มนวล มารยาทงดงาม และเสน่ห์ทำให้มีคนมาหลงรัก
และชื่นชอบมากมาย
ผู้เกิดปีนี้ไม่ค่อยมั่นใจ และปลอดภัยนัก
โดยจะต้องการความรักความคุ้มครองตลอดเวลาไม่ชอบเผชิญหน้า
ไม่ชอบตัดสินใจเรื่องหนักๆ
และมักปฏิเสธที่จะอยู่ข้างที่มีแววว่าจะแพ้เอาดื้อๆ
เมื่อยามมีข้อขัดแย้งกัน
คนเกิดปีมะแมเป็นคนช่างฝัน
แต่บ่างครั้งก็มองโลกในแง่ร้าย ลังเล กังวล
วิตกจริตมากไป คนเกิดปีนี้ค่อนข้างขี้เกียจ ดังนั้น
หากสบโอกาสก็พร้อมจะยอมแต่งงานกับคนร่ำรวย
เพื่อความสะดวกสบายของตนเอง
นอกจากชาวปีมะแมยังหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ของตนเอง
ด้วยคิดว่ารูปลักษณ์ภายนอกส่งผลต่อความมั่นคงทางจิตใจเพราะฉะนั้นถ้าไม่มั่นใจว่าตัวเองดูดีจริงๆ
แล้ว ชาวมะแมก็จะไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนเด็ดขาด
เนื่องจากเป็นพวกไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาด
คนเกิดปีมะแมจึงชอบศึกษาเรื่องลี้ลับเพื่อตนเองจะได้รอบรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่มีใครรู้เหล่านั้น
( หาข้อมูลให้ทั่วว่า งั้นเถอะ)
นอกจากนั้นยังชอบอ่านหนังสือเรื่องโหราศาสตร์
และโชคชะตาราศี
จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณจะพบหมอดูที่เกิดปีมะแมอยู่บ่อยๆ
คนเกิดปีนี้เป็นคนไม่มีระเบียบ
ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะทำธุรกิจ
โดยควรหันมาเป็นช่างฝีมือ ศิลปิน หรือนักเขียน อาชีพใดๆ
ก็ตามที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะทางศิลปะ
คนเกิดปีมะแมเป็นคนโรแมนติก อ่อนไหว อ่อนหวาน
และเป็นที่รักของผู้อื่น เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์
คนเกิดปีนี้อาจจะเจ้ากี้เจ้าการและขี้เกียจไปบ้าง
แต่เนื่องจากเป็นคนนุ่มนวล และช่างเอาใจ จึงทำให้ใครๆ
ก็ติดกับเสน่ห์ถอนตัวไม่ขึ้นอยู่เสมอ
คู่ที่เหมาะสมที่สุดคือคนเกิดปีกุน
รองลงมาคือปีมะเมียหรือมะโรง
ที่พอเข้ากันได้บ้างคือปีวอก มะเส็งหรือจอ ปีต้องห้ามคือ
ปีชวด ฉลู ระกา ขาล หรือมะแมด้วยกัน
9 ปีระกา ไก่แสนกระตือรือร้น
ลักษณะเฉพาะ: จริงใจ มีชีวิตชีวา
มีความสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้
คุณคือนาฬิกาปลุกของธรรมชาติที่คอยส่งสารและปลุกผู้คนขึ้นจากความหลับไหล
จุดเด่น: มั่นใจในตัวเอง
มีความคิดเห็นเป็นของตัวเองอย่างหนักแน่น
จุดอ่อน:
ความรู้มากของคุณอาจทำให้กลายเป็นว่าคุณกำลังยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของคนอื่น
บางครั้งคุณก็ทื่อเกินไป และไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น
คู่รักที่เหมาะสม: ปีฉลู มะเส็ง หรือมะโรง
ลึกๆแล้วคนเกิดปีระกาเป็นพวกหัวอนุรักษ์นิยม ตรงไปตรงมา
ไม่อ้อมค้อมปิดบังชอบสังคม ต้องการการใส่ใจจากผู้อื่น
เป็นเจ้าภาพที่ดี และชอบเอนเตอรเทรนผู้อื่น
ชอบตกเป็นเป้าสายตา ชอบการเยินยอ
และบางครั้งอาจแต่งตัวฟู่ฟ่าเพื่อเรียกความสนใจ
คนเกิดปีระกามักจะแต่งตัวสวยงามเสมอ
เพราะเป็นคนที่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองมากถึงจะติดหัวโบราณ
แต่คนเกิดปีนี้ก็เต็มที่กับการจ่ายเงินเรื่องเสื้อผ้า
และมักใช้เวลาหมุนตัวอยู่หน้ากระจกทีละนานๆ
คนเกิดปีระกาแม้จะชอบใช้เงิน
แต่ก็ไม่ได้มือเติบเพราะจริงๆ แล้วเป็นคนชอบของลดราคา
ชอบเปรียบเทียบราคา และชอบต่อรอง
คนเกิดปีนี้เป็นผู้สังเกตการณ์ที่แม่นยำ
และมีสัมผัสที่หก
ดังนั้นอย่าคิดว่าจะหลอกคนเกิดปีไก่ได้ง่ายๆ เชียวนะ
เพราะชาวไก่มีพื้นฐานจิตใจที่ค่อนข้างระมัดระวัง
ด้วยพรสวรรค์ในด้านการรับรู้นี้
ทำให้คนเกิดปีระกาแก้ปัญหาได้เก่ง เหมาะกับอาชีพแพทย์
นักสืบ นักจิตวิทยา และพยาบาล
คนเกิดปีนี้มักอยู่เฉยไม่เป็น นอกจากนั้น
ทักษะที่มีในหลายๆ
ด้านยังทำให้ประสบความสำเร็จได้มากมายอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นนักปฏิบัติผู้มากความสามารถ
แต่ชาวปีระกาก็เป็นนักฝันด้วยเช่นกัน
และความช่างฝันนี่เองที่มักทำให้คนปีระกา
ทำให้คนรักผิดหวังเสมอเนื่องจากความเป็นจริงไม่เหมือนกับความฝันสวยงามที่คนปีระกาวาดไว้ให้
แม้ว่าจริงๆ
แล้วคนปีระกาจะเชื่อมั่นอย่างจริงใจว่าความฝันเล่านั้นน่าจะเป็นจริงขึ้นมาได้ก็ตามความดีหมายเลขหนึ่งของคนเกิดปีระกาคือ
ความซื่อสัตย์
โดยจะเป็นเพื่อนที่แสนทุ่มเทเมื่อคนปีระกาตกอยู่ในห้วงรัก
จึงพร้อมจะมอบกายถวายชีวิตทำทุกอย่างตามใจคนรัก
คู่ที่เหมาะสมที่สุดคือ คนเกิดปีมะเส็ง รองลงมาคือ ปีฉลู
กุน วอก หรือมะโรง ที่พอเข้ากันได้บ้างคือ ปีชวด
หรือปีจอ ปีต้องห้ามคือ มะเมีย ขาล เถาะ มะแมหรือระกาด้วยกัน
10 ปีวอก ลิงเจ้าสำราญ
ลักษณะเฉพาะ: ฉลาด
มีความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจผู้อื่น ขี้เล่น
จุดเด่น: เป็นนักแก้ปัญหาและหาทางลัด มีเสน่ห์
พูดจาน่าหลงใหล
จุดอ่อน: บางทีคุณชอบปลุกปั่นผู้อื่น
และบางครั้งก็ชอบแกล้งคนเพื่อความสนุกสนาน
คู่รักที่เหมาะสม: ปีมะโรง หรือชวด
คนเกิดปีนี้เป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง คล่องแคล่ว
และน่ารัก นอกจากนั้นยังฉลาดเป็นกรด
ลองยื่นหนังสือน่าเบื่อให้สักเล่ม
แล้วคุณจะเห็นว่าคนปีวอกสามารถทำเรื่องน่าเบื่อให้สนุกได้อย่างน่าประหลาดด้วยความมีทักษะ
และความคิดสร้างสรรค์ส่วนตัว
อย่าแปลกใจถาคุณพบคนเกิดปีวอกเป็นจุดสนใจของผู้คนในงานปาร์ตี้
ความมีเสน่ห์ และอารมณ์ขันคือ
ตัวดึงดูดที่สำคัญที่คนเกิดปีนี้มี
นอกจากนั้นยังดูเชี่ยวชาญด้านสังคม
พูดจาเสนาะหูมีวาทศิลป์
แต่บางทีก็สวมหน้ากากเพื่อพรางความคิดเห็นที่ตนเองมีต่อผู้อื่นได้อย่างแนบเนียนภายใต้ท่าทางที่แสนเป็นมิตร
อย่างไรก็ตามคนเกิดปีวอกไม่เคย ซ่อนอารมณ์ของตัวเอง
เพราะทุกอย่างจะออกมาที่ใบหน้าให้รู้กันทั่ว
คนเกิดปีวอกแก้ปัญหาเก่งมาก
ถ้าคุณมีปัญหาเชิญหมุนหาคนเกิดปีนี้รับรองไม่ผิดหวัง
เพราะชาววอกเป็นผู้ฟังที่ดีและจะชี้แนะคำที่เหมาะสมเสมอ
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้คนเกิดปีนี้ต้องการจะเรียนรู้ตลอดเวลา
ส่วนข้อเสียของคนปีวอกคือบางครั้งก็ขาดเหตุผล
และพร้อมที่จะสร้างภาพให้ตัวเองและคนอื่นเชื่อได้ว่าทุกสิ่งที่คนเกิดปีวอกกำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ
บางคนเห็นว่าคนเกิดปีวอกเป็นคนเห็นแก่ตัว ชอบฉวยโอกาส
เจ้าเล่ห์ แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร
คนเกิดปีนี้ก็ไม่เคยใส่ใจ
คนเกิดปีวอกชอบรับประทานอาหารมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นตะกละ
เพียงแต่ชอบรับประทานขนมคบเคี้ยวตามใจปากเท่านั้น
และเรื่องเหลือเชื่อเกี่ยวกับคนเกิดปีนี้ก็คือ
พวกเขาชอบกินกล้วยเป็นที่สุด
เสน่ห์และโชคที่มีอาจทำให้คนเกิดปีวอกมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป
คนเกิดปีนี้เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ทุ่มเท
นอกจากนั้นยังเป็นคนรักที่อารมณ์อ่อนหวาน แต่โลเล
รักง่ายหน่ายเร็ว คู่ที่เหมาะกับคนเกิดปีวอกที่สุดคือ
คนเกิดปีชวดหรือวอกด้วยกัน รองลงมาคือปีขาล กุน ฉลู
หรือเถาะ ที่พอเข้ากันได้บ้างคือระกา จอ มะแม หรือ
มะเส็ง ปีต้องห้ามคือปีมะเมีย
11 ปีจอ สุนัขผู้ซื่อสัตย์
ลักษณะเฉพาะ: ซื่อสัตย์ ติดดิน มีสัญชาตญาณ
แข็งนอกอ่อนใน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีต้องการความรัก
โดยต้องการให้ผู้อื่นรักในความเป็นคุณ
ไม่ใช่รักในสิ่งที่คุณทำเพื่อผู้อื่น
จุดเด่น: รู้เท่าทันเรื่องต่าง ๆ เสมอ
มองสถานการณ์ได้ลึกซึ้ง ไม่ทอดทิ้งเพื่อนแม้ในยามยาก
จุดอ่อน: คุณคือนักสู้ของทั้ง 12 นักษัตร
ถ้าใครมีความรู้สึกต่างไปจากคุณ
คุณก็อาจเผลอตัววิพากษ์วิจารณ์: และขาดการผ่อนปรนได้
คู่รักที่เหมาะสม: ปีมะเมีย ขาล หรือเถาะ
คนเกิดปีจอนั้นซื่อสัตย์ จริงใจและจงรักภักดี
คนเกิดปีนี้มักเป็นคนจริงจัง ขี้บ่น ขี้วิตก
แต่ก็เป็นคนมีศักดิ์ศรี
และพร้อมจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเสมอ
ถ้าเข้าผิดทาง คุณจะพบว่าคนเกิดปีจอเป็นคนช่างเลือก
และระมัดระวังตัว แต่โดยรวมก็เป็นเพื่อนที่น่ารักพอตัว
อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่ตกใจกลัวขึ้นมา
คนเกิดปีจอก็สามารถผันตัวเป็นคนน่ารังเกียจ
และโวยวายไม่หยุดได้เหมือนกัน
คนเกิดปีนี้รักษาความลับได้ เคารพประเพณี
และชอบช่วยเหลือผู้อื่น
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นสีสันอันจัดจ้านของงานปาร์ตี้
แต่คนเกิดปีนี้ก็เป็นคนฉลาด ช่างเอาใจใส่
และเป็นผู้ฟังที่ดี
เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์
คนเกิดปีจอจะยอมให้คนรักเป็นฝ่ายได้
ส่วนตัวเองเป็นผู้ให้ คู่ที่เหมาะที่สุดกับคนปีจอคือ
ปีมะเมีย ขาล หรือกุน ที่พอเข้ากันได้คือ ปีเถาะ ชวด
หรือวอก หรือหากคิดจะรักกับคนเกิดปีฉลู มะโรง มะแม ระกา
หรือจอด้วยกันก็ได้ แต่จะลำบาก
12 ปีกุน หมูผู้กล้า
ลักษณะเฉพาะ: ฉลาด ไว้ใจได้ ใจดี ไม่เห็นแก่ตัว
ชาวจีนนิยม “ หมู ” ( สัตว์สัญลักษณ์แห่งความมั่งมี)
เพราะถือว่าการมีหมูจำนวนมากในฟาร์มหมายถึงความกินดีอยู่ดี
จุดเด่น: หมูเป็นสัตว์จิตใจดี ให้อภัย ไม่เคียดแค้น ใจดี
บุคลิกง่าย ๆ สบาย ๆ ดังนั้นใครๆ
ต่างก็เข้ามาหาเมื่อมีปัญหา
จุดอ่อน: บางครั้งก็แสนซื่อไร้กลยุทธ์
เชื่อแทบทุกเรื่องที่มีคนบอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำเยินยอ
คู่รักที่เหมาะสม: ปีเถาะหรือมะแม
คนเกิดปีกุนคือ ต้นแบบแห่งความจริงใจ บริสุทธิ์ ผ่อนปรน
และศักดิ์ศรีเมื่อแรกพบ
คุณจะรู้สึกว่าคนเกิดปีกุนนี้ช่างดีเหลือเกิน
นอกจากนั้นยังเป็นคนระมัดระวัง ช่างเอาใจใส่ และกล้าหาญ
ลองมอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้คนเกิดปีกุน
แล้วคุณจะรู้ว่าพวกเขาช่างแสนดีพร้อมจะทำทุกสิ่งที่ถูกต้อง
และไม่ทำให้คุณผิดหวัง คนเกิดปีกุนมักเป็นที่รักของทุกคน
คนเกิดปีนี้เกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้ และรักการบริการ
คนส่วนใหญ่จึงฉวยโอกาสเอาเปรียบตรงข้อนี้
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คนปีกุนรู้สึกแย่แต่อย่างไร
แม้จะเริ่มแก่ตัวขึ้น
คนปีกุนก็ยังเชื่อมั่นว่ามนุษย์ล้วนแล้วแต่เกิดมาพร้อมกับจิตใจที่ดีงามเป็นพื้นฐาน
คนเกิดปีนี้พร้อมสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น
และเป็นเพื่อนที่ดี
ดังนั้นหากคุณมีเพื่อนปีกุนที่คบกันมาเนิ่นนาน
อย่าลืมถนอมน้ำใจกันไว้ดีๆ วิธีง่ายๆ ก็คือ
อย่าไปบังคับขู่เข็ญให้เขามามีความคิดเหมือนกับคุณเด็ดขาด
และอย่าลืมว่าคนปีกุนไม่ชอบขอหรือรับความช่วยเหลือจากใคร
คนเกิดปีกุนเป็นคนพูดน้อย แต่ลองได้พูดเมื่อไรล่ะก็
หยุดไม่ได้เลยล่ะ นอกจากนั้นยังเป็นคนฉลาด ใฝ่รู้
( เหมือนคนเกิดปีวอก)
บางคนบอกว่าคนปีกุนนั้นหัวสูง และให้ความสำคัญกับมารยาท
การเลี้ยงดู และรสนิยมที่ดีเป็นอันมาก แต่จริงๆ แล้ว
คนเกิดปีนี้เพียงแต่เกิดมาพร้อมกับ “ สไตล์ ” ในทุกๆ
เรื่อง คนเกิดปีกุนชอบรับประทานอาหาร
และชอบทานชอคโกแลตหลังอาหารค่ำโดยมักเผลอตัวรับประทานอาหารมากเกินไปเสมอ
ในเรื่องความสัมพันธ์ คนเกิดปีกุนมีความรู้สึก

"ฟักข้าว"..... ผักร่ำรวยสารต้านมะเร็ง "ไลโคปีน"‏

“ฟักข้าว” ผักร่ำรวยสารต้านมะเร็ง “ไลโคปีน”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2552 08:10 น.




เจ้าผักลูกกลม ๆ มีหนามเล็ก ๆ โดยรอบแลดูน่าตาตลกมากกว่าน่ากินชนิดนี้ถูกขนานนามด้วยหลายชื่อแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “แก็ก”, “มะข้าว”, “ผักข้าว”, “ขี้กาเครือ” และที่คุ้น ๆ หูก็คือ “ฟักข้าว”...ฟักข้าวเป็นพืชในตระกูลแตงกวา และมะระ มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
“มีงานวิจัยของต่างประเทศที่ระบุว่าสารไลโคปีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสามารถป้องกันความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ และระบุว่าสารนี้มีมากในมะเขือเทศ แต่จริง ๆ แล้วในภูมิภาคบ้านเรายังมีพืชบางชนิด ที่มีไลโคปีนสูงกว่ามะเขือเทศนับ 10 เท่า นั้นก็คือ “ฟักข้าว” นั่นเอง เราพบว่าในมะเขือเทศสุก 1 กรัม มีสารไลโคปีนอยู่ประมาณ 31 ไมโครกรัม ในขณะที่เยื่อเมล็ดฟักข้าว 1 กรัม ให้ไลโคปีนสูงถึง 380 ไมโครกรัมเลยทีเดียว” ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว แห่ง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ข้อมูล
เภสัชกรหญิงคนเก่งรายนี้ กล่าวต่อไปอีกว่า มีการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่า ไลโคปีนสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยแบ่งกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินมะเขือเทศวันละถ้วย อีกกลุ่มหนึ่งไม่ให้กิน ปรากฏว่า กลุ่มที่กินมะเขือเทศ เสี่ยงป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กิน ซึ่งจากการทดลองนี้แสดงให้เห็นชัดว่า ไลโคปีนมีผลต่อการป้องกันความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
“ปัญหาก็คือเราพบว่า คนไทยส่วนใหญ่จะกินของที่ดีมีประโยชน์ จากงานวิจัยของต่างชาติ คือถ้าไม่มีผลวิจัยจากต่างชาติก็จะไม่กิน พอกินก็กินเป็นกระแส ฮือฮากันได้สักพักก็จะเลิกเห่อไป อย่างมะเขือเทศกับไลโคปีน พอมีบทวิจัยก็เห่อกินกัน ทั้งที่มันก็เป็นพืชผักพื้นบ้านของไทยมานาน และในฟักข้าวที่มีไลโคปีน คนไทยก็ไม่สนใจเพราะมันไม่มีงานวิจัย ทั้ง ๆ จริง ๆ ดั้งเดิมก็กินมานานแล้ว เพื่อนบ้านเราหลายประเทศก็กินกันเป็นเรื่องปกติ”
ภญ.ผกากรอง กล่าวว่า การบริโภคฟักข้าวในเมืองไทยส่วนใหญ่จะไม่กินลูก หากจะกินส่วนยอด ลูกก็กินบ้างแต่กินดิบ แต่ไลโคปีนในฟักข้าวจะมีมากที่สุดที่เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง เมื่อขณะที่มันสุกเต็มที่ ที่เวียดนามจะรู้จักฟักข้าวในชื่อของ “เกิก” ข้าวชนิดหนึ่งของเวียดนามจะหุงด้วยเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงของฟักข้าว หุงเสร็จก็จะกลายเป็นข้าวสีออกส้ม ๆ แดง ๆ
พี่น้อง-โสรัจ เบญจกุศล
“ฟักข้าว เป็นพืชพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ อยากเชิญชวนให้นำมาทำเป็นอาหารบริโภค และอยากรณรงค์ให้บริโภคเป็นอาหาร เพราะเชื่อว่าธรรมชาติได้กำหนดสัดส่วนดีไซน์มาให้เรียบร้อยแล้ว การกินสารอาหารจากพืชผักจะให้ดีที่สุดควรกินเป็นอาหาร แต่ที่ห่วงคือส่วนใหญ่จะกินแบบง่าย ๆ คือหาแบบที่เป็นสำเร็จรูป เป็นแคปซูล เป็นยาที่สกัดออกมาแล้ว ซึ่งเราไม่รู้ว่าการที่ผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่นทำให้แห้ง ทำให้เป็นผง หรือสกัดเอาแต่สารเพียว ๆ นั้น จะทำให้โครงสร้างของสารนั้น ๆ เปลี่ยนไปหรือไม่” ภญ.ผกากรอง แนะนำทิ้งท้าย
ด้าน “พี่ติ่ง” - พนิดา เกษรศรี แห่ง “บ้านฟักข้าว” อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ในฐานะของผู้ที่เคยกินฟักข้าวแล้วได้ผลดี จนกระทั่งเพาะขายเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ในครัวเรือน เท้าความให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้หนีอากาศร้อนมาเที่ยวภาคเหนือ ก็ไปเจอลูกฟักข้าวแก่จัดที่วางขายอยู่ในตลาด เห็นว่าแปลกดีจึงซื้อมาดูเล่น จากนั้นก็กลับไปหาข้อมูลว่าลูกฟักข้าวแก่จัดที่ได้มานั้น สามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง
“เราก็หาในอินเทอร์เน็ต ก็พบงานวิจัยว่า มันมีไลโคปีนสูง มีสารมีประโยชน์ ก็เลยหาวิธีทำกินกันเองในบ้าน เราใช้เยื่อหุ้มเมล็ดมาทำเป็นน้ำผลไม้ แต่งรสด้วยน้ำตาลนิดหน่อย ดื่มเองในครอบครัว แล้วก็แจกคนรู้จัก หนัก ๆ เข้าหลายคนชอบก็ขอให้ทำให้บ้าง แนะนำให้ทำขายบ้าง เราก็หาข้อมูลเรื่อยมา ซื้อมาปลูก ตอนนี้ก็กลายเป็นกิจการเล็ก ๆ ของครอบครัวมา 2 ปีกว่าแล้ว คนให้ความสนใจมากขึ้น อาจจะเพราะว่าคนเริ่มหันมาสนใจสุขภาพแนวป้องกันมากขึ้นด้วย”
พี่ติ่งขยายความอีกว่า คนในแถบภาคเหนือนิยมกินส่วนของยอดฟักข้าว โดยนำมาแกงใส่ปลาแห้งบ้าง นำมาลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริกบ้าง ส่วนลูกอ่อน ๆ ที่เนื้อแข็ง ๆ มาปอกแล้วหันเป็นชิ้น ๆ ลงไปรวมกับผักอื่น ๆ เป็นแกงแคบ้าง ส่วนลูกสุกไม่ค่อยมีคนกิน จะปล่อยให้สุกคาต้นเป็นอาหารของนก หนู กระรอกไปตามธรรมชาติ
ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว
“จากประสบการณ์ตรง ปรากฎหลังการดื่มน้ำจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวพบว่า รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น คุณแม่พี่อายุ 50 กว่าแล้วก็บอกว่า ดื่มระยะหนึ่งแล้วผมเริ่มกลับมาดำอีกครั้ง แล้วพวกเราทั้งบ้านก็ไม่ค่อยป่วย อย่างโรคหวัดนี่ไม่มีใครเป็นมาสักพักแล้วค่ะ”
พี่ติ่งยังกระซิบอีกนิด สำหรับผู้ที่อ่านแล้ว ชักจะเห็นความสำคัญของผักพื้นบ้าน น่าตาน่าเอ็นดูชนิดนี้ และอยากหามาปลูกบ้างว่า ฟักข้าวปลูกง่าย แค่โยนเม็ดลงดินก็ขึ้นแล้ว มีหลายสายพันธุ์ พันธุ์ลูกใหญ่เฉลี่ยน้ำหนักลูกละ 1 กิโลกรัม เหมาะแก่การปลูกลงดิน เพราะรากจะขยายไปเรื่อย ๆ แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านน้อย ๆ หรือคอนโดมิเนียมก็อย่าเพิ่งเสียใจไป เพราะพันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิม ที่ใบออกทรงกลม จะให้ลูกเล็กกว่า และมีขนาดต้นเล็กกว่า เหมาะแก่การปลูกในพื้นที่จำกัด เช่นบนระเบียงในกระถาง ขนาดลูกก็เล็กตามไปด้วย ราว ๆ ลูกเทนนิส ซึ่งเหมาะแก่กินคนเดียว หรือสองคนแบบฉบับครอบครัวสมัยใหม่ในเมืองใหญ่
ในขณะที่หนึ่งใน “คนสีเขียว” อย่าง “พี่น้อง” - โสรัจ เบญจกุศล” แห่งเครือข่ายตลาดสีเขียว เจ้าของร้านวุ้นดอกไม้หวาน ที่หลงรักในคุณประโยชน์ของฟักข้าวเข้าอย่างจัง ได้แสดงความเป็นห่วง ต่อการลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบของฟักข้าวว่า เพราะหลายคนมองว่ามันเป็นวัชพืช ทำให้มีการถอนทิ้ง จนปัจจุบันหากจะซื้อฟักข้าวแต่ละครั้ง ต้องใช้บริการไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ ให้จัดส่งเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะหาในแถบภาคกลางไม่ได้เลย

“เสียดายมาก เพราะเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก บ้านไหนมีอยากให้เก็บไว้ อย่าไปฟันทิ้ง และอยากให้ช่วยกันปลูกมาก ๆ เราจะได้มีพืชผักมีประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชนิดในสวยหลังบ้านของเรา”
พี่น้องยังได้แนะนำ สูตรน้ำฟักข้าวผสมเสาวรส รสเปรี้ยวจี๊ดชื่นใจอย่างไม่หวงตำราว่า เป็นเครื่องดื่มปกติที่ทำดื่มเองอยู่แล้ว และมีประโยชน์ทั้งจากฟักข้าวและเสาวรส เนื่องจากฟักข้าวจริง ๆ จะรสออกจืด ๆ มัน ๆ ทำให้หลายคนที่ไม่คุ้นอาจจะไม่ชอบ การผสมน้ำเสาวรส หรือกระทั่งน้ำส้ม หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวอื่น ๆ จะทำให้ดื่มง่ายขึ้น
“ใช้น้ำเสาวรสประมาณ 70% ผสมกับเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าว 30% เติมน้ำตาลชิมรสตามใจชอบ ถ้าวันไหนร้อน ๆ ยิ่งแช่เย็นยิ่งชื่นใจค่ะ”
แค่ฟังสูตรก็น้ำลายสอ ใครจะเอาไปทำพี่น้องไม่หวง แถมสนับสนุนให้ทำอีกต่างหาก เพราะอยากเห็นคนไทยห่างไกลมะเร็ง

กดเงิน ธ.กรุงเทพ เสียเงินแล้วนะ‏

กดเงิน ธ.กรุงเทพ เสียเงินแล้วนะ
รับทราบข้อมูลหรือยังครับด่วน ระวังเสียค่ากดเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพเยอะ

ช่วงนี้ แต่ละธนาคารก็หากินกับชาวบ้านแบบนี้แหล่ะ มากบ้าง น้อยบ้าง ต้องช่วยดูๆ กันเองนะ
จะไปกดเงินที่เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ บังเอิญเห็นป้ายประกาศติดอยู่เลยเดินไปอ่าน
เขาบอกอย่างนี้

กดเงินเอทีเอ็ม 10,000 บาท แรก คิดค่าบริการ 10 บาท
กดเงินเกินกว่า 10,000 บาท คิดค่าบริการเพิ่ม 10 บาท
หากกดเงินส่วนเกินกว่า 10,000 บาท คิดค่าบริการเพิ่มต่างหากอีก 1,000 ละ 1บาท

ตะกี้จะกดเงิน 40,000 ถ้า ไม่ไปยืนอ่านประกาศจะเสียค่ากดเอทีเอ็มตั้ง 50 บาท

จึงเรียนมาเพื่อโปรดระวังเสียค่าบริการเอทีเอ็มเยอะๆ

Dancing of the year ... Dancin' the Boogie !‏

video

" ไม่อยากให้ไฟไหม้บ้าน..ต้องอ่าน"‏

ไม่อยากไฟไหม้บ้านต้องอ่าน!!!!!

ผมเป็นคนชอบ”ไฟฉาย”มากๆ และตามท้องตลาดเดี๋ยวนี้ก็มี”ไฟฉาย”ที่ผลิตมาจาก”จีน”มากมาย โดยเฉพาะชนิดที่ชาร์ทแบตเตอรี่กับไฟบ้านได้นั่นแหละผมชอบซื้อมาใช้จริงๆ ราคาก็ประมาณกระบอกละ 100-150 บาท
เช้าวันนั้นประมาณกลางเดือนตุลาคม 2552 นี้ที่ผ่านมา ผมตื่นขึ้นมาก็เอาไฟฉายไปเสียบชาร์ทแบตกับปลั๊กแล้วก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวแล้วก็กินกาแฟ สักพักก็ได้กลิ่นไหม้โชยมาพร้อมกับเขม่าสีดำ ในใจก็นึกไปว่า...คงเป็นการเผาขยะจากข้างบ้านเพราะเค้ามักจะเผาอยู่บ่อยๆ แต่ก็ยิ่งแปลกใจเพราะว่าทำไม่มันกลิ่นแรงและมีเขม่าเข้ามามากอย่างนี้ และดูเหมือนเขม่าจะออกมาจากจุดที่ผมชาร์ไฟฉายเอาไว้ ผมเลยรีบเดินมาดูตรงจุดที่ชาร์ทไฟฉายเอาไว้ ...ปรากฏว่าเปลวไปกำลุกติดปลั๊ก ลามมาติดชั้นลิ้นชักพลาสติกอย่างน่ากลัว ตอนนั้นรู้สึกตกใจมากแต่ก็พยายามคุมสติ แล้วก็รีบวิ่งไปเอาหม้อที่แขวนไว้ตักน้ำจากถังมาดับได้ทันที
หากผมเห็นช้ากว่านี้แค่ไม่กี่นาที ป่านนี้ผมคงไม่มีบ้านอยู่แล้ว เพราะจุดที่ผมชาร์ทไฟฉายมีทั้งลิ้นชักพลาสติก หนังสือ กระดาษต่างๆและเสื้อผ้าที่ล้วนแต่เป็นเชื้อไฟอย่างดี
ผมจึงอยากขอเตือนเพื่อนๆทุกคนที่ซื้อสินค้าจาก”จีน” ชนิดที่ชาร์ทแบตเตอี่กับไฟบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฉาย.ไม้ตียุง.โคมไฟหรือแม้กระทั่งแบตฯมือถือ ของพวกนี้มีอันตรายอย่างคาดไม่ถึง อาจทำให้ไฟไหม้บ้านง่ายๆ ทางที่ดีอย่าไปซื้อมาใช้เลย หรือถ้าใครซื้อมาใช้แล้วถ้าจะชาร์ทไฟก็ขอให้นำมาชาร์ทตรงที่โล่ง ไม่มีสิ่งใดติดไปได้ และที่พลาดไม่ได้คือ......”ต้องนั่งเฝ้า อย่าให้คลาดสายตาในขณะที่เสียบชาร์ทไฟ” แบตฯพวกนี้ชาร์ทประมาณ30นาทีก็เต็มแล้วเพราะเป็นแบตฯคุณภาพต่ำมากๆ
ช่วยfowordเมล์นี้ไปบอกเตือนเพื่อนๆให้ได้มากที่สุดนะครับ อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟไหม้บ้านเพื่อนๆและยังได้บุญกุศลด้วยครับ
ขอบคุณครับ



รูปที่1 ซากไฟฉายชนิดชาร์ทไฟบ้านจากจีนระเบิดไฟลุกไหม้ติดปลั๊กไปด้วย



รูปที่2 ให้ดูอีกมุมหนึ่งของ”ไฟฉาย”มฤตยู





รูปที่3 นี่คือลิ้นชักพลาสติกที่อยู่ติดกับปลั๊ก ลุกติดไฟอย่างรวดเร็ว

ค้นหา