วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

คอกาแฟต้องกินหัวหอมใหญ่ให้มาก...

คอกาแฟต้องกินหัวหอมใหญ่ให้มาก....


อยากให้โครงกระดูกแข็งแรง ร่างกายเติบโตสูง คุณจำต้องทนกลิ่นฉุนกิน
หัวหอมใหญ่ให้มาก เพื่อป้องกัน กระดูกพรุน


รายงานผลการวิจัยล่าสุดในวารสารวิชาการ “Nature”ระบุว่า หัวหอมใหญ่ป้องกัน
กระดูกพรุนได้ผลดีกว่าcalcitonin ซึ่งเป็นยารักษาโรคกระดูกพรุนโดยเฉพาะ

นักวิจัยให้หนูตะเภาเพศผู้กินหอมใหญ่แห้งวันละ 1กรัมติดต่อกัน 4สัปดาห์
ปรากฏว่ากระดูกหนูตะเภามี ความหนาแน่นเพิ่มขึ้น13.5~ 18.5%

การทดลองอีกกลุ่มหนึ่งพบว่า ให้หนูตะเภากินผักรวมที่มีส่วนผสมของ
หอมใหญ่ ก็มีผลลดภาวะกระดูกเสื่อมเช่นกัน

การทดลองกลุ่มที่ 3 ให้หนูตะเภาเพศเมียที่ตัดรังไข่ออกและกินหอมใหญ่
วันละ1.5กรัม มีผลลดภาวะกระดูกเสื่อมในอัตรา 25%


สิ่งที่น่าสังเกตคือ สรรพคุณของหอมใหญ่ปรากฏให้เห็นได้ภายใน 12ชม.
นักวิจัยลงความเห็นว่า ในร่างกายมนุษย์ อาจต้องกินหอมใหญวันละ200~300กรัม
จึงจะได้ผลในการป้องกันกระดูกพรุน


ใส่ใจตัวเองและห่วงใยคนอื่น โปรดรีบบอกวิธีรักษาสุขภาพสูตรนี้แก่ญาติมิตรที่ชอบดื่มกาแฟ

วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

สัญญาณโรคไต

Subject: FW: สัญญาณโรคไต

> > > ตอน ... ไตเสื่อม
> > แต่มีภาระ
> > ยังตายไม่ได้
> > >
> > > อย่าเข้าใจว่า
> > ขอบตาดำ
> > เกิดจากนอนน้อย
> > นอนดึก เท่านั้น
> > ร่างกายจะมีสัญญาณ
> > บอกความผิดปกติที่เกิดขึ้นเสมอ
> > แต่เราไม่เข้าใจ
> > ไม่รู้ว่า
> > ร่างกายต้องการบอกอะไร
> > > คนที่ขอบตาดำ
> > พึงระวังไว้ครับ
> > ว่า ...
> > ร่างกายกำลังเตือนว่า
> > ไตกำลังจะเสื่อม !
> > >
> > > ไม่ว่าอายุแค่ไหน
> > หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา
> > ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น
> > ผมพูดถึง ไตเสื่อม
> > ... ไม่ใช่โรคไต
> > >
> > >
> > ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย
> > ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ
> > อย่างของไต
> > จึงสรุปสั้นๆ ว่า
> > >
> > > ไตเปรียบเหมือน GM
> > หรือ ผจก. ของร่างกาย
> > >
> > > คนยุคปัจจุบัน
> > ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว
> > ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป
> > (เค็ม-มัน- เผ็ดมาก -
> > ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป
> > –
> > แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม
> > ฯลฯ) ร่างกายเสียสมดุล
> > อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน
> > นอนมากเกิน
> > นอนไม่เป็นเวลา
> > ไม่ออกกำลังกาย
> > (รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง)
> > เครียดมาก กดดันมาก
> > รีบเร่งมาก ฯลฯ
> > >
> > > คนยุคปัจจุบัน
> > มีแนวโน้มที่จะ
> > ไตเสื่อมมากขึ้น
> > และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้
> > >
> > > 1. อ่อนเพลียบ่อย
> > ขาดความกระตือรือร้น
> > > 2. นอนไม่ค่อยหลับ
> > หรือ หลับไม่สนิท
> > > 3. ปัสสาวะบ่อย หรือ
> > กะปริดกะปรอย
> > > 4. ปวดตามตัว
> > เป็นตะคริวบ่อย
> > > 5. จาม คัดจมูก
> > เป็นหวัดง่าย
> > > 6. ซึมเศร้า
> > ปวดหัวง่าย ขี้ลืม
> > ขี้วิตกกังวล
> > > 7.
> > หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
> > หลั่งเร็ว
> > ประจำเดือนไม่ปกติ
> > > 8. ขอบตาดำคล้ำ
> > ผมหงอก ผมร่วงก่อนวัย
> > >
> > > จริงๆมีเยอะกว่านี้
> > เอาแค่นี้เช็คตัวเองก่อนแล้วกัน
> > ไม่ได้หมายความว่าต้องมี
> > อาการแบบนี้ทั้งหมด
> > แต่โดยรวมแล้วมีปรากฎให้เห็นกับตัวเอง
> > >
> > >
> > อะไรบ้างที่ทำให้ไตเราเสื่อม
> > >
> > > 1. ใช้ชีวิตขาดสมดุล :
> > นอนไม่พอ
> > ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ
> > เที่ยวกลางคืนหนัก
> > หมกมุ่นความบันเทิง
> > ฯลฯ
> > > 2. เพศสัมพันธ์ :
> > มีเพศสัมพันธ์มากเกินควร
> > และหลั่งอสุจิมากเกินควร
> > ทำให้ร่างกายเสียพลังโดยเปล่าประโยชน์
> > และไตจะอ่อนแอลง
> > > 3.
> > การทานยารักษาโรคนานๆ
> > หรือปริมาณที่มาก :
> > ทั้งยาแก้ปวด ยาคุมฯ
> > ยาแก้หวัด แก้ไอ
> > แก้เครียด
> > >
> > ซึ่งแม้โรคจะหายแต่ไตจะมีเคมีของยาตกค้างอยู่
> > ยังมีอีกเยอะ
> > แต่แค่นี้คงครอบคลุมแล้วลองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร
> > มีอาการตามที่ว่าหรือไม่
> > > การแก้ไข ง่ายสุด
> > คือ
> > >
> > > ปรับพฤติกรรมตัวเอง
> > ทั้ง การนอน การกิน
> > การอยู่ หนึ่งวันมี 24
> > ชม. ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน
> > ส่วนละ 8 ชั่วโมง
> > > ทำงาน 8 ชั่วโมง
> > ส่วนตัว 8 ชั่วโมง
> > (เที่ยว พักผ่อน ดูทีวี
> > สันทนาการ
> > ออกกำลังกาย) นอน 8
> > ชั่วโมง
> > >
> > หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย
> > แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น
> > จากการกินยา
> > แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก
> > ดังนั้น
> > ต้องตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างไร
> > ที่ไม่เสียงาน
> > ไม่เสียสุขภาพ
> > >
> > > นอกจากนี้
> > มีข้อแนะนำ ดังนี้
> > > 1.
> > ปรับวิธีการออกกำลังกาย
> > แอโรบิคก็เป็นการออกกำลังที่ดี
> > แต่ช่วงที่ร่างกายขาดสมดุล
> > จึงไม่แนะนำให้เล่นต่อ
> > เพราะอาจทำให้คุณสูญพลังมากขึ้น
> > อยากให้คุณฝึกโยคะ
> > กับครูผู้ชำนาญ
> > ซึ่งหาเรียนได้ไม่ยากในเวลานี้
> > (ห้ามฝึกเองจากหนังสือ
> > หรือ
> > ซีดีเด็ดขาดจะเสียมากกว่าได้)
> > การฝึกโยคะ
> > ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม
> > แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายในร่างกาย
> > ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่
> > แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย
> > และมีสมาธิ นอกจากนี้
> > หากมีฝึก ชี่กง
> > ควบคู่ไปด้วย
> > จะเห็นผลดี
> > และเร็วขึ้น
> > หากรู้สึกว่า
> > ยากหรือห่างตัวเกินไป
> > ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ
> > โดยว่ายอย่างเบาๆ
> > แต่ต่อเนื่อง
> > ในเวลาที่พอสมควร (
> > เหนื่อยให้หยุดพัก
> > ห้ามฝืนต่อ )
> > คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร
> > คุณกำลังบำบัดตัวเอง
> > >
> > > 2. ปรับอาหาร :
> > งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก
> > วัว หมู ไก่ เป็ด
> > ของเผ็ด ของเย็น
> > (ไอสครีม น้ำแข็ง)
> > ของมัน ของทอด
> > > ให้ทานปลาทดแทน
> > และทานผักสด
> > ที่ปรุงน้อย
> > (เช่นสลัด)มากขึ้น
> > ทานพวกถั่วแดง งาดำ
> > ข้าวโพด ข้าวกล้อง
> > >
> > ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ
> > (ห้ามดื่มน้ำเย็น)
> > และงดเครื่องดื่มของมึนเมา
> > น้ำอัดลม นม
> > น้ำอุตสาหกรรม
> > (ชาเขียว ชาขาว
> > เครื่องดื่มบำรุงกำลัง)
> > >
> > > 3.
> > อยู่ห้องแอร์ให้น้อยลง
> > อยู่หน้าจอคอม
> > จอโทรทัศน์ให้น้อยลง
> > หาเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น
> > (เดินเท้าเปล่าในสนามหญ้าได้จะดีมาก)
> > จะเห็นว่าที่แนะนำไป
> > ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ
> > แต่ทำยากมากเลย
> > นี่ล่ะครับ
> > ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น
> > เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง
> > >
> > อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย
> > ไม่ว่าพฤติกรรม
> > หรือความรู้สึก
> > ล้วนสัมพันธ์กับไต
> > >
> > ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์
> > เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาลแต่ก็เปราะบางยิ่งนักและง่ายต่อการแตกร้าว
> > >
> > วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน
> > แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้
> > นั่นคือ
> > "คล้อยตามธรรมชาติ"
> > คนสมัยก่อน ตื่นเช้า
> > นอนแต่หัวค่ำ
> > ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการ
> > อุตสาหกรรม
> > ดื่มน้ำบริสุทธิ์
> > ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกฯลฯ
> > >
> > > ในขณะที่คนยุคนี้
> > นอนดึกเป็นกิจวัตร (
> > ทำงาน,ดูบอล,ดูโทรทัศน์,เที่ยวกลางคืน)
> > ทานอาหารปนเปื้อน แปร
> > รูป ดื่มน้ำอัดลม
> > พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินความจำเป็น
> > >
> > >
> > อาการไตเสื่อมจะเกิดใน
> > 2 ลักษณะ แยกเป็น
> > ไตหยิน กับ ไตหยาง
> > > อาการไตหยาง หรือ
> > ไตหดตัวแน่น
> > > - นอนไม่หลับ หรือ
> > หลับๆตื่นๆ
> > > - นอนกัดฟัน
> > ฝันร้ายบ่อย
> > > -
> > อสุจิเคลื่อนตอนนอน
> > > - เป็นเหน็บชาบ่อย
> > ฯลฯ
> > >
> > > โดยมีสาเหตุมาจาก
> > > 1. กินรสเค็มจัด หรือ
> > เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ
> > พวกเนื้อแห้ง
> > แดดเดียวบ่อยๆ
> > > 2. การทำงาน หรือ
> > การใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบ
> > > 3. การนั่งทำงานหรือ
> > นั่งรถนาน
> > > ส่วนอีกลักษณะคือ
> > ไตหยิน หรือ ไตคลาย
> > > - เฉื่อยชา
> > เกียจคร้าน
> > > -
> > ความต้องการทางเพศต่ำลง
> > > - ปวดเมื่อหลัง
> > เอว
> > > - ปัสสาวะบ่อย
> > โดยเฉพาะกลางคืน
> > > - นอนตื่นสาย
> > ไม่อยากตื่น
> > > - อารมณ์อ่อนไหวง่าย
> > > - ขี้หูมาก
> > > -
> > เหงื่อออกเยอะผิดปกติ
> > ตามปกติแล้ว กลางคืน
> > ไต
> > ซึ่งเป็นอวัยวะธาตุน้ำ
> > หรือ "หยิน"
> > จะทำงานมากกว่ากลางวัน
> > > (
> > สังเกตว่าตื่นเช้าเราจะปวดปัสสาวะก่อนเป็นอั??ดับแรก)
> > >
> > > ดังนั้น
> > เมื่อเราใช้ชีวิตที่เพิ่มปัจจัย
> > "หยิน"
> > ในชีวิตประจำวันมากจนเกินดุล
> > ไตจึงยิ่งทำงานหนักขึ้น
> > (อาการหยินที่เกิด
> > เช่น ขี้เกียจ
> > อยากนอนตลอดเวลา
> > ปัสสาวะบ่อย
> > เซื่องซึม
> > สีหน้าซีดเซียว
> > ขอบตาคล้ำ
> > หงุดหงิดขี้รำคาญ
> > เป็นต้น)
> > >
> > >
> > การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยิน
> > ได้แก่
> > > -
> > การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย
> > รวมทั้ง น้ำแข็ง
> > ไอศกรีม หวานเย็น
> > และอาหาร ลักษณะนี้
> > > -
> > ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
> > > -
> > การสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์
> > ซึ่งมีไฟฟ้าสถิต
> > > -
> > การอาศัยอยู่ในที่เย็นนานๆ
> > เช่น ห้องแอร์ ดังนั้น
> > คนที่ทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ทั้งวัน
> > ควรหาเวลาเดินไปข้างนอกเปลี่ยนอากาศบ้าง
> > หรือ
> > ใส่เสื้อแจ็คเก็ต (
> > ควรเป็นผ้าธรรมชาติ
> > เช่น คอตตอน ) และ
> > หาโอกาสออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง
> > สำหรับคนนอนห้องแอร์
> > ควรสวมเสื้อผ้า
> > ห่มผ้าให้อบอุ่น
> > > - การนั่งรถนานๆ
> > โดยเฉพาะบนเส้นทางที่รถติดมากๆ
> > ยิ่งเพิ่มปัจจัยหยินมากขึ้น
> > > - นอนไม่เป็นเวลา
> > ทำงานไม่เป็นเวลา
> > นอนน้อย หรือ
> > นอนผิดเวลา
> > สำหรับคนที่นอน และ
> > ทำงานผิดเวลา
> > ตามหลักวงจรธรรมชาตินั้น
> > กลางวัน คือ
> > เวลาสำหรับ ทำงาน
> > เรียนหนังสือ กลางคืน
> > คือ สำหรับพักผ่อน
> > นอนหลับ
> > (หยางเคลื่อนไหว
> > หยินสงบนิ่ง)
> > >
> > >
> > การใช้ชีวิตที่ผิดวงจรนั้น
> > จะส่งผลถึงสุขภาพร่างกาย
> > และจิตใจ อย่างแน่นอน
> > >
> > >
> > แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่
> > นั่นเพราะ ตัวคุณมี "
> > ทุน" ที่ยังค้ำยันอยู่
> > แต่ ทุนจะหมด เพราะ
> > การใช้ชีวิตที่ผิดสะสม
> > >
> > อาหารที่ควรเลือกรับประทานเป็นหลัก
> > ได้แก่
> > > 1. ข้าวกล้อง
> > > 2. สาหร่ายทะเล
> > > 3. ถั่วแดง ผักสด
> > ผลไม้ไม่หวานและ
> > น้ำน้อย
> > > 4. เต้าเจี้ยว
> > >
> > > หลีกเลี่ยง
> > การใช้ชีวิต ดังนี้
> > > 1.
> > การใส่รองเท้าส้นสูง
> > > 2.
> > การนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ที่แข็ง
> > หรือ
> > นุ่มเกินไปผิดรูปกายภาพ
> > (เก้าอี้ หรือเตียง
> > ดีไซน์เก๋ๆ
> > ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่)
> > > ควรเลือกแบบที่
> > ไม่แข็ง ไม่นุ่ม
> > กำลังดี
> > อย่างที่นอนใยมะพร้าว
> > >
> > >
> > การใช้ชีวิตที่ควรปรับเพิ่ม
> > > 1.
> > พยายามอย่านั่งหลังงอ
> > > 2. อย่านั่งนานๆ หรือ
> > อย่าอยู่อย่างเฉื่อยชานานๆ
> > นึกขึ้นได้ให้ขยับตัว
> > เคลื่อนไหว
> > เปลี่ยนอิริยาบถ
> > >
> > >

สูตรสู่ความสำเร็จ

ถ้า DOWNLOAD NOW

A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

มีค่าเท่ากับ

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26

แล้วจะพบว่า...... CLICK

1) H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+23+15+18+11 = 98%

HARD WORK หรือ ทำงานหนัก มีค่าเท่ากับ 98 %

2) K+N+O+W+L+E+D+G+E = 11+14+15+23+12+5+4+7+5 = 96%

KNOWLEDGE หรือ ความรู้ มีค่าเท่ากับ 96 %

3) L+O+V+E=12+15+22+5 = 54%

LOVE หรือ ความรัก มีค่าเท่ากับ 54 %

4) L+U+C+K = 12+21+3+11 = 47%

LUCK หรือ โชค มีค่าเท่ากับ 47 % OPEN

Q : ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า 100 % เลยหรือ !!! แล้วสิ่งใดที่มีค่าเท่ากับ 100 %

- ใช่เงินหรือเปล่า ?……… .... .....ไม่ใช่ !!!!!

- ความเป็นผู้นำหรือเปล่า ?……… ไม่ใช่ !!!!!

Q : แล้วอะไรล่ะ ?

Ans. : A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%

ATTITUDE หรือ ทัศนคติ นั่นเอง ที่มีค่าเท่ากับ 100 % PLAY

ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่ ทุกปัญหามีทางออก . . บางทีแค่เพียงแต่เราเปลี่ยน "ทัศนคติ " ของเราเสียใหม่เท่านั้นเอง มีเพียงแต่ "ทัศนคติ" ของเราเท่านั้น ที่จะเป็นตัวนำทาง ไปสู่ความสำเร็จในชีวิต และงานที่ทำ

....ความคิด & ทัศนคติ....และสุดท้าย .... การลงมือทำ




สำรอง www.wsrv.net/rc/pum

วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

Rotary 3350 PETS 2010

video

เทคนิคการสอนลูกของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์

เทคนิคการสอนลูกของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์


"เด็กข้างเตียง กับคำพ่อสอน"
คุณทิพาภรณ์ เจียรวนนท์
ลูกสาวคนสุดท้องของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์
ประธานกรรมการและประธานคณะบริหารบริษัท เครือ เจริญโภคภัณฑ์
เทคนิค การสอนลูกของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ หรือท่านประธานของลูกๆ ที่บอกว่าเมื่อไหร่สวมบทท่านประธานก็จะดุ ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมตอบอยู่เสมอ ถ้าตอบไม่ได้ก็ต้องทำตัวลีบๆ แล้วไปหาคำตอบมารายงานใหม่

แต่ถ้าเป็นบทบาทคุณพ่อ จะเป็นคุณพ่อใจดีที่คอยสอนและให้คำแนะนำที่ดีเสมอ คุณบีเล่าว่าตอนเด็กๆ คุณแม่เป็นคนที่สอนไม่ให้ดูถูกคน สอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน อย่าง พี่เลี้ยงเราต้องยกมือไหว้หมด อาละวาดไม่ได้ ตีพี่เลี้ยงไม่ได้ ต้องให้ เกียรติคน คุณแม่บอกว่าคุณแม่มาจากฐานะยากจน เคยถูกคนอื่นดูถูก จะสอนเราเรื่องพวกนี้

ส่วนคุณพ่อสอนให้เรามองตัวเองตลอด เวลามีความผิดพลาด ก่อนที่จะมองคนอื่นให้มองตัวเอง ก่อน ตั้งแต่เด็กๆ มีหลายเรื่องที่คุณพ่อสอนและติดเป็นนิสัย ซึ่งมีประโยชน์มากๆ ตอนโต

ทุกคืนจะเป็นเด็กข้างเตียง ไปเกาะเตียงคุณพ่อเล่าโน่นเล่านี่ คุณพ่อจะสอนว่า ทุกวันตอนนั่งรถกลับจากโรงเรียน ให้คิดว่าวันนี้ไปพูดจาใจร้ายกับใครหรือเปล่า ทำตัวไม่ดีหรือเปล่า ไปทำตัวให้ใครเสียใจหรือเปล่า ก็มาเล่าให้คุณพ่อ ฟังว่าวันนี้เปิดกระโปรงเพื่อน หรือว่าเถียงคุณครู หรือไปช่วยคุณยายขายขนม ท่านเป็นคนที่ encourage ให้ทำเรื่องดีๆ ท่านก็จะชื่นชมถ้าเราไปทำเรื่อง ดีๆ พอเล่าเสร็จ ท่านจะเอาเรามากอด แล้วบอกว่า ฉลาดที่สุดเลย เก่งที่สุดเลย ทำให้เราที่ตัวเล็กๆ หัวใจคับตัว ทำให้เราคิดแต่จะทำความดี

หรือถ้าไปทำเรื่องไม่ดี ท่านก็จะสอนว่า พอ รู้ว่าเป็นความไม่ดี ให้คิดต่อว่าแล้วพรุ่งนี้จะไปแก้ตัวว่าอย่างไร จะปรับปรุงอย่างไร อย่างเช่นเปิดกระโปรงเพื่อน วันพรุ่งนี้ไปขอโทษ เอาขนมไปให้

ตอนแรกๆ ก็เริ่มจากการ analyse ตัวเองทุกวันว่า เราทำอะไรไม่ดี แต่พอเราได้รับคำชมเรื่องดีๆ เยอะๆ ความคิดก็เริ่มคิดที่จะทำความดีๆ ไปโรงเรียนก็พกดินสอไปเยอะๆ เผื่อใครลืมดินสอก็เอาไปให้เขา

นิสัยจากที่ถูกสอนให้เราได้วิเคราะห์ตัวเองทุกวัน เวลาเราตัดสินใจผิด หรือตัดสินใจเรื่องนี้ขาดทุนยับเยิน หรือบางทีใช้อารมณ์กับลูกน้อง กลุ้มใจ พอคิดถึงสิ่งที่เราถูกฝึกมา ก็จะเตือนตัวเองว่าอย่ากลุ้มใจนาน เอาคืนไม่ได้แล้ว คิดต่อว่าพรุ่งนี้จะไปแก้ปัญหาอย่างไร

การวิเคราะห์ตัวเองทุกวันให้อยู่กับความ เป็นจริง เป็นนิสัยที่เป็นประโยชน์มากๆ

อีกเรื่องที่คุณพ่อสอน คือ สอนให้เห็นข้อ ดีของคน วันหนึ่งมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมาหาคุณพ่อ ตอนเด็กๆ เราจะรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้ไม่ดีเราไม่คบ และผู้ใหญ่คนนี้มีพฤติกรรมบางอย่างที่เราไม่ชอบ แต่เราเดินผ่านคุณพ่อเห็นจะเรียกเรามาสวัสดี และจะชื่นชมเขาให้ฟังต่อหน้าเขา วันหนึ่งกล้ามาก ถามคุณพ่อว่าคนนี้ไม่เห็นดีเลย ทำไมคุณพ่อไปชมเขา แกล้งชมหรือเปล่า เหมือนไม่จริงใจหรือเปล่า ซึ่งตอนนั้นไปเรียนหนังสือที่อเมริกา แล้ว (ไปเรียนที่ อเมริกาตอนอายุ 14 ปี)

ท่านก็อธิบายให้ฟังว่าคนเราทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อไม่ดี ท่านถามว่าสมมติมีเพื่อนที่ชอบนินทา ถามว่าบีจะคบไหม บีฟันธงว่าไม่คบ ท่านถามต่อว่าเพื่อนคนเดียวกันนี้เป็นคนใจอ่อน เห็นใครไม่สบาย ใครมีปัญหาไปช่วยเสมอ ถามว่าบีจะคบไหม ก็เริ่มลังเล แต่ก็ยืนยันว่าไม่คบ ท่านก็สอนว่า ต้องคบคนในเรื่องที่เขาดี ต้องรู้จักชื่นชมในสิ่งที่เขาดี ในเมื่อเขามีน้ำใจช่วยเหลือทุกคน เราต้องเห็นความดีตรงนี้ของเขา ขณะที่เรื่องไม่ดีของเขา ชอบนินทา ก็ต้องรู้จักคบเขา เรื่องอะไรที่ไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องให้เขาฟัง หากเราไปเล่าให้ฟัง ถ้าเขาไปเล่าต่อก็ต้องเขกหัวตัวเอง

ท่านก็ยกตัวอย่างอีกว่าสมมติมีผู้ชายคนหนึ่ง เป็นขโมย บีก็บอกว่าไม่ดีแน่นอน และผู้ชายคนเดียวกันนี้กตัญญูมากๆ มีแม่ไม่สบาย ดูแลแม่ ป้อนข้าวป้อนน้ำ เงินที่ได้มาก็รักษาแม่ ถามว่าเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า อันนี้เริ่มลังเล ท่านบอกว่า

ในมนุษย์ทุกคนมีข้อดีและไม่ดี เราต้องสามารถมองเห็นข้อดีของคน ข้อไม่ดีของคน

ท่านบอกว่าท่านชมคนท่านชมจากใจจริง หากเราไม่จริงใจกับคน ชมเขา 3 ครั้งเขา ก็รู้ เพราะมนุษย์มี sense เพราะฉะนั้น เราต้องชมในเรื่องที่เป็นจริง ท่านสอนว่ามนุษย์รู้ว่าตัวเองเก่ง ไม่เก่ง หรือถนัด ไม่ถนัดเรื่องอะไร เขาจะ sense ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าข้อดีของเขาคืออะไร ต้องหาให้ได้ และหากจะชมเขา เราต้องชื่นชมเขาอย่างจริงใจ

ท่านสอนว่าเรื่องความไม่ดีของคนอย่าไปพูด ความดีเหมือนผ้าขาว ดูง่าย แต่ความไม่ดีเหมือนสีดำ และถ้าเราไม่รู้จริง และไปว่าคน เท่าเป็นการทำร้ายเขา คือความไม่ดี ไม่ต้องพูด ให้รู้เพื่อระวัง และสอนไม่ให้อคติ คือท่านบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีความไม่ดี อย่าไปโกรธ อย่าไปอคติ แต่ให้เราทำดีเป็นหลัก

ตอนไปเรียนที่อเมริกา ถูกฝรั่งแกล้ง เป็นเพื่อนผู้หญิงรุ่นเดียวกัน เขาดูถูกเราตลอด เป็นนักเรียนคนเดียวที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ถูกแกล้ง เอาหนังสือไปทิ้งบ้าง เดี๋ยวถูกขโมยกล่องดินสอบ้าง เดินชนบ้าง และผู้หญิงคนนี้ชอบทำหน้ารังเกียจเราบางทีก็มาด่าเราด้วย และเราไม่ชอบผู้หญิงคนนี้มาก

แต่ด้วยที่ศรัทธาคุณพ่อมาก ตอนแรกๆ ไม่ได้เชื่อคำสอน 100% แต่คิดว่าถ้าทุกคนมีความดี ผู้หญิงคนนี้มีความดีอะไร ก็เริ่มทำตัวเหมือนนักสืบอยู่หลายเดือน สะกดรอย พยายามหาข้อดีของเขา สังเกตว่าเขาไปทำอะไร เขามีข้อไม่ดี เช่นจีบผู้ชายหลายคน ชอบโดดเรียน แต่เราบังคับตัวเองว่าต้องหาข้อดีให้เจอ คิดว่าจะต้องไปรายงานคุณพ่อ สิ่งสุดท้ายที่เห็น ผู้หญิงคนนี้มีเพื่อนคนหนึ่ง ที่เดี๋ยวก็ร้องให้ เดี๋ยวก็มีเรื่องกับคนอื่น เป็นคนที่อ่อนแอมากๆ และผู้หญิงคนนี้รักเพื่อนมากๆ ต่อให้เรียนอยู่ก็โดดเรียน เดตกับผู้ชายอยู่ก็มาดูแลเพื่อนคนนี้ ทำให้เห็นข้อดีของเขา ถ้าหากให้เราโดดเรียนมาปลอบเพื่อน ถามตัวเองทำได้หรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาทำให้เพื่อนเขา เราก็ชื่นชมเขา พอเริ่มเห็นข้อดีของเขาเราก็เริ่มๆ เปลี่ยนมุมมอง ไม่เกลียดเขา เราก็ไม่เป็นทุกข์

หลังจากนั้นฝึกตัวเอง เชื่อว่าทุกอย่างฝึก ได้หมด พอไม่ชอบขี้หน้าใคร ก็ต้องหาข้อดีให้เจอ ทำมาจนอายุ 24 ปี ประมาณ 10 ปีเต็ม ทำแบบไม่รู้ตัว จนมีวันหนึ่งเมื่อเรียนจบ นั่งคุยกับเพื่อน เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง มีเพื่อน 2 คนเขาบอกว่าไม่จริง บอกว่าทุกคนจะต้องมีข้อดี เขาเริ่มโยนชื่อเพื่อนสมัยเรียนขึ้นมา เราก็สามารถตอบข้อดีได้หมด วันนั้นทำให้คิดว่าเรื่องนี้มีอยู่ในเราแล้ว 10 ปีที่ฝึกอย่างจริงจัง มันเห็นผล มันเป็นการชำระใจ บีดูแลใจตัวเองมากๆเลย พยายามไม่โกรธ ไม่เกลียดใคร พยายามไม่ให้ทุกข์ข้ามคืน ทบทวนทุกวันว่าทำอะไร

คุณพ่อสอนว่าเวลาคนมาว่าเรา มาด่าเรา จะไปโกรธเขาทำไม เพราะเวลาคนมาว่าเรา มีเหตุผลอยู่ 2 ข้อ 1.เขาคงเข้าใจผิด เขาจึงมาโกรธเรา ถ้าเข้าใจผิดเราก็หาทางไปชี้แจง จะไปโกรธตอบทำไม 2.เราต้องไปทำอะไรเขาจริงๆ ซึ่งเราอาจจะทำโดยไม่ตั้งใจ ท่านบอกว่าไปขอโทษเขาเสีย มานั่งโกรธเขาไม่ถูก

มีช่วงหนึ่งที่มีข่าวว่าท่านเยอะ ช่วงที่ทำโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย เคยถามท่านว่า ทำไมถึงมีคนว่ามากขนาดนี้ ตอนนั้นเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เพื่อนเอาหนังสือพิมพ์มาให้ดู เขียนด่าครอบครัว สาปแช่งว่าโกงกินประเทศชาติ ตอนนั้นเรียนจบ นัดกับเพื่อนว่าก่อนจบจะไปเที่ยวกัน ก็มีเพื่อนของเพื่อนอีกที ไม่รู้จักกัน เขาบอกว่าถ้าทริปนี้มีบีด้วยเขาไม่มา เขาไม่คบกับตระกูลนี้ที่โกงกินประเทศชาติ มันแย่มาก วันหนึ่งก็มาถามคุณพ่อว่าทำไมเขามาว่าเราขนาดนี้ คุณพ่อไม่พูดอะไรที่เป็นลบ ท่านบอกว่าเขาเข้าใจผิด เขาพยายามทำหน้าที่ของเขาคือรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ และหลังจากนั้นเวลาที่บีอยู่ในกลุ่ม ซี.พี. หากมีใครว่าอะไรก็จะบอกว่าคุณพ่อบอกว่าอย่างนี้ ไม่ต้องไปโกรธเขา ไม่ต้องไปว่าเขา

คุณพ่อเป็น role model สิ่งที่อยากเหมือนคุณพ่อคืออยากทำงานได้เยอะ ช่วยเหลือคนได้เยอะ และมีความสุข คุณพ่อเป็นคนที่ไม่ทุกข์ งานหนักแค่ไหนไม่มีเรื่องเนกาทีฟ ไม่มีระบายอารมณ์ที่บ้าน ไม่เก็บความทุกข์มาใส่ใจ

นายธนินท์ เจียรวนนท์
เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2482 ที่ย่านเยาวราช กรุงเทพมหานคร (ชื่อภาษาจีน ก๊กมิ้น) เป็นบุตรชายคนที่ 5 ในบรรดาบุตรทั้ง 5 คนของ นายเอ็กชอ แซ่เจี๋ย ชาวจีนแต้จิ๋วอพยพ

นายธนินท์เริ่มทำงานเป็นครั้งแรกที่ร้านเจริญโภคภัณฑ์ เมื่ออายุได้ 19 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านพาณิชยกรรมที่ฮ่องกง โดยทำงานในตำแหน่งแคชเชียร์ หลังจากนั้นได้โยกย้ายไปทำงานที่สหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย และบริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด (ตามลำดับ)

จนเมื่ออายุ 25 ปี ได้กลับมาทำงานอีกครั้งที่เจริญโภคภัณฑ์ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ รับผิดชอบบริหารงานในตำแหน่งประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีว่าเป็นบริษัทผลิตและจำหน่าย อาหารสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของ ไทย มีกลุ่มธุรกิจในเครือฯรวม 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร,กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและเคมีเกษตร, กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ, กลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย, กลุ่มธุรกิจพลาสติก, กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม, กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมทั่วไป กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง
หมายเหตุ อันดับมหาเศรษฐีโลกเมื่อ ปี 2008 โดยนิตยสารฟอร์บส์จัดให้นายธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี รวยสุดเป็น อันดับที่ 897 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 41,000 ล้านบาท

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

ก๊วยจั๊บกับถุงยาง

เมื่อวันศุกร์ เราไปหาน้องชายที่ที่ทำงานเค้าแถวสาทร เนื่องจากตอนนั้นใกล้เที่ยงแล้ว น้องชายก็เลยชวนไปทานข้าวแถว ๆ นั้น
เราอยากกินกวยจั๊บ เค้าก็เลยพาไปร้านแถว ๆ นั้นแหละ ร้านก็ดูสะอาดสะอ้านดี มีเด็กเสริฟเป็นชาวต่างชาติด้วย

ว่าแล้วก็สั่ง "เจ๊กวยจั๊บ 2 "

สักพัก น้องผู้ชายคนนึงก็ทำหน้ามึน ๆ เดินมาที่โต๊ะ แล้วพูดว่า

น้อง... พี่ ๆ เอา "ถุงยาง" ป่ะ

เรา & น้อง... (อึ้ง...หันมองโต๊ะอื่น ๆ ไมมาถามกรูโต๊ะเดียวว้า)

น้อง... เอา "ถุงยาง" มั้ย

เรา & น้อง... เอ้อ...ไม่เอาอ่ะ จะกินกวยจั๊บ

น้อง... ก็จะเอาถุงยางม้าล่า ไม่งั้นจะเอาอาลา

หน้าตาน้องเค้ากดดันเรามากเลย ประมาณว่าเร็ว ๆ ดิ
เรากับน้องก็งง ๆ กันอยู่ กรูจะกินข้าวนะเฟร้ย..นี่พี่น้องกัน ไม่ใช่คู่รัก
แล้วเมิงเล่นมาขายกันโจ่งแจ้งอย่างนี้ ตรูจะซื้อได้ไง

คิดไปต่าง ๆ นานา

แล้วก็เหมือนระฆังช่วย เจ๊เจ้าของร้านเค้าเดินเข้ามาพอดี พร้อมกับพูดว่า...

เจ๊... อ้าวได้ยัง ให้มาถามตั้งนานแล้วมัวทำอะไรอยู่

น้อง.. เนี่ยเจ๊ โผก็ถามเค้าแล้วว่าเอาถุงยางมั้ย ๆ ไม่งั้นจะเอาอาลา เค้าก็มะบอกโผเลย

เจ๊... (เสียงดังมาก) ถุงยางป้อเมิงเดะ เค้าเรียก "ทุกอย่าง" เข้าใจมั้ย ทุกอย่าง ถุงยางจะเอาไปทำ 5 อะไร

เรา & น้อง... เอ่อ...ไม่เอาตับครับ/ค่ะ (เฮ้อ...โล่ง)

BMW 1000RR....The Oldest Trick

video

Beer Holder

video

ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓

ข่าวเพิ่งออกมาเมื่อเร็วๆนี้ว่า
ฮอลแลนด์กำลังจะเป็นประเทศแรกในโลก
ที่เสนอกฎหมายให้สิทธิ์ผู้สูงวัยอายุ ๗๐ ปี
ได้จบชีวิตตัวเองด้วยการใช้ยาอย่างถูกต้อง
ในการควบคุมดูแลของแพทย์

นั่นหมายความว่าคนอยากตายกำลังจะมีสิทธิ์
เป็นการตายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
และถูกต้องตามหลักการแพทย์ที่ให้ "ไปอย่างสบาย" ด้วย


ว่ากันว่านี่ถือเป็นครั้งแรกของโลก
และมีสิทธิ์จุดชนวน
หรือรื้อฟื้นการถกเถียงกันเรื่องการทำการุณยฆาต
ซึ่งเคยเป็นข่าวเด่นประเด็นร้อนอยู่ช่วงหนึ่ง
พอซาไปก็ทำท่าจะได้กลับมาใหม่คราวนี้


คนดีๆอยู่ แน่นอนครับ ฟังแล้วว้าก หรือไม่ก็วี้ดทันที
ไม่ได้นะ จะทำแบบนั้นไม่ได้ มันเป็นเรื่องผิด
แต่คนกำลังปะแง่บๆ ทรมานอยู่ทุกลมหายใจ
เงยหน้าจากเตียงมาถามว่าทำไมถึงผิด
ทำไมถึงต้องให้ฉันทน
คนที่ยังดีๆอยู่คงได้แต่ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่า
มันผิด มันไม่ได้ อย่าทำ ถ้าทำก็ต้องถูกฉันด่าเละล่ะ


จริงๆเรามัวแต่มาเถียงกันว่าได้หรือไม่ได้
ผิดหรือถูก ควรหรือไม่ควร
แต่เราไม่ได้ให้เหตุผลอย่างคน "มีความรู้จริง"
เหตุใดไม่ตอบให้ได้ว่าทำไมการฆ่าตัวตายถึงผิด


ทางพุทธเราก็มีความเห็นอกเห็นใจ
กับคนป่วยที่ทรมานกับภาวะใกล้ตายแบบผิดปกติเหมือนกัน
มีพระรูปหนึ่งชื่อฉันนะ อาพาธอย่างรุนแรง
ทนทุกขเวทนาทางกายไม่ได้ ก็ใช้ศาสตราฆ่าตัว
มีคนไปทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่าอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์
พระฉันนะไม่ได้ฆ่าตัวตายหวังภพภูมิ
ไม่มีความอาลัยไยดีในขันธ์อันเป็นทุกข์นี้
ท่านเห็นขันธ์เป็นของอื่น ของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตนอยู่
จึงจากไปอย่างองค์อรหันต์ ไม่ใช่จากไปอย่างคนที่จะไปเป็นทุกข์


แต่เวลาคนเราทรงจำกันอย่างไม่รู้
ก็จะพูดเหมือนกันหมดแบบถอดคำจากพิมพ์เดียวกัน
คือถ้าฆ่าตัวตาย จะต้องฆ่าตัวตายอีก ๕๐๐ ชาติ
ไม่รู้เอามาจากไหน แค่ตรองดูก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
เพราะถ้าเป็นความจริง การฆ่าตัวตายแต่ละครั้ง
จะเป็นชนวนให้ฆ่าตัวตายซ้ำ ๕๐๐ ครั้งไม่รู้จบรู้สิ้นไปเรื่อยๆน่ะสิ


ท่าทีของการตอบคำถามแบบพุทธ
จำเป็นต้องมีหลักการ มีเหตุผลในแบบของพระพุทธเจ้า
และพระพุทธเจ้าก็ทรงชี้ให้ดูที่จิต
หากจิตดี จิตสดใส จิตสว่าง ทางข้างหน้าก็สว่าง
แต่หากจิตแย่ จิตหม่นหมอง จิตมืดมัว ทางข้างหน้าก็มืด
สรุปง่ายๆคือก่อนตายจิตเป็นอย่างไร
ผู้ตายย่อมไปสู่ภาวะสว่างอันสอดคล้องกันอย่างไม่ต้องสงสัย
(จิตฺเต อสงฺกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้วทุคติเป็นอันต้องหวัง)


กับคนอยากฆ่าตัวตาย
ท่าทีแบบพุทธคือต้องถามให้เขารู้ตัวว่า
มีดีอะไรไปตายบ้าง?
ก่อนนอนสั่งให้ฝันดีได้ไหม?
นั่งเฉยๆสั่งให้สงบระงับจากความฟุ้งซ่านได้ไหม?
เห็นภาพน่าตกใจแล้วสั่งใจให้วางเฉยเป็นอุเบกขาได้ไหม?
นึกถึงเรื่องน่าคับแค้นสั่งตัวเองให้อภัยเด็ดขาดได้ไหม?


ถ้าเรื่องง่ายๆขณะมีชีวิต
ยังไม่อาจสั่งจิตให้ไม่เศร้าหมอง ไม่เป็นอกุศล
ก็อย่าเพิ่งหวังจะไปตั้งจิตให้เป็นกุศล
กับเรื่องยากๆที่ต้องเผชิญขณะใกล้ตายเลย
ความตายเป็นของยากนะครับ
มันยิ่งกว่าคุณบังคับตัวเองว่าไม่เอาฝันร้าย
หลับแล้วจะให้เกิดแต่ฝันดี
อย่างนั้นยังง่ายกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า


ส่วนกรรมของผู้ทำการุณยฆาตเป็นนิตย์นั้น
ให้ผลอย่างไรอย่ารอดูชาติหน้า
เรามาวิเคราะห์ วิจัย หาหลักฐานเป็นเหตุเป็นผลกัน
ถามเขาว่าในระยะยาว ทำหลายครั้งแล้วจิตใจเศร้าหมองลงไหม?
รู้สึกเกี่ยวกับผิดชอบชั่วดีน้อยลงไหม?
จิตใจโหดเหี้ยมเห็นการฆ่าฟันเป็นเรื่องธรรมดาขึ้นไหม?
ถามแบบเอาคำตอบจริงๆ
เราจะได้เอาคำตอบนั่นแหละเป็นตัวชี้
ว่าการุณยฆาตเป็นสิ่งควรหรือไม่ควร
เพราะการุณยฆาตต้องมีคนลงมือ
หรือพูดง่ายๆว่าหาคนซวย
ประกอบกรรมเป็นเพชฌฆาตเรื่อยๆนั่นแหละ


สำคัญคือถ้าจะเอาเป็นคำตอบมาตรฐาน
ต้องไม่มีการมาด่ากันด้วยเหตุคือความเชื่อ
เราต้องถกกันด้วยเหตุคือหลักฐาน
เหมือนกับการเถียงว่าชาติหน้ามีจริงไหม
มัวแต่เอาความเชื่อมางัดข้อกัน
อีกกี่ร้อยกี่พันปีก็ไม่จบ
ถ้าเชื่อว่ามี ก็เอาหลักฐานมาแสดง
ว่าด้วยเหตุผลอย่างนี้
ด้วยข้อพิสูจน์อย่างนี้ จึงน่าเชื่อว่ามี
ในทางกลับกัน ถ้าเชื่อว่าไม่มี
ก็ต้องเอาหลักฐานมาแสดง
ว่าด้วยเหตุผลอย่างนี้
ด้วยข้อพิสูจน์อย่างนี้ จึงน่าเชื่อว่าไม่มี


เราเกิดมาบนความไม่รู้ ไม่เข้าใจ
วิธีเดียวที่จะรู้และเห็นใจกัน
คือเราต้องเห็นเหตุผลที่แท้จริง
ไม่ใช่เอาแต่เห็นเหตุผลของกิเลส
เรื่องของชีวิตนั้น
แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะมองตามใจ
แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะบังคับโลกให้เห็นสิ่งที่เรามอง
ถ้าเข้าใจแบบถึงใจจริง
โลกจะสงบจากวิวาทะอันไร้หลักการครับ


ดังตฤณ
เมษายน ๕๓






เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันสถาปนา
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เป็นปีที่ ๒๑ ในวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๓
คอลัมน์ “สารส่องใจ” ขออัญเชิญธรรมะจากพระนิพนธ์ในสมเด็จพระสังฆราชฯ
มาเป็นแนวทางให้ทุกท่าน สามารถวางใจต่อเรื่องราวน่าขัดเคืองทั้งหลายได้อย่างถูกต้อง
ในตอน "อภัยทาน" ค่ะ (-/\-)


อากาศร้อน สถานการณ์บ้านเมืองก็ร้อน +_+!
ก่อนที่จะเครียดกันไปมากกว่านี้
ขอเชิญคุณผู้อ่านแวะรับรอยยิ้มพร้อมสาระกันได้
ที่คอลัมน์ "เทศนาพาสรวล"
สรรหามาเล่าโดย “คุณอารมณ์ ดี (^______^)” ค่ะ


สำหรับชาวพุทธแท้ที่รู้โทษภัยของสังสารวัฏว่าน่ากลัวเพียงใด
การเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าปรารถนา
กระนั้น ก็ยังมีข้อสงสัยว่า
หาก "อยากเวียนว่ายตายเกิดแบบมีสัมมาทิฏฐิไปทุกชาติ" นั้น เป็นไปได้หรือไม่?
พบคำตอบได้ที่คอลัมน์ “ดังตฤณวิสัชนา” ฉบับนี้ค่ะ


ว่ากันว่า องค์ประกอบของความรักนั้น
นอกจากประกอบด้วยคนสองคนที่รักกันแล้ว
ยังต้องรวมถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่ายด้วย
แล้วถ้ามีปัญหากับญาติของคนรัก จะหาทางออกอย่างไร
คอลัมน์ “โหรา (ไม่) คาใจ” ฉบับนี้
จะพาไปฟัง “คุณ Aims Astro” ให้คำแนะนำกับคุณสะใภ้ญาติไม่ปลื้ม
ในตอน "รักแท้ (ไม่) แพ้ญาติ" ค่ะ

เรื่องเล่าดีดี


เรื่องเล่าดีดี...




มหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง
สุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชาย
วัยห้าขวบของเขากำลังจะได้
เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง
ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น

โดยส่วนตัวของเขาเอง
ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก
ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน
ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไป
ท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่อง
”ความยากจน”
เพราะเขามีความเชื่อว่า
ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง
และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเข าในวันต่อมา
มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า
ลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนา ผู้ ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดา ว่า
เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนา
และพักแรมที่นั่น
ซึ่งทำ ให้เขาได้พบว่า....
ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง
แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา

อาหารที่ชาวนารับประทานสามารถหาได้ตลอดเวลา
รอบๆบริเวณบ้านโดย ไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้น ที่เป็นที่เก็บอาหาร
เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อน
คุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหาร
กับโต๊ะอาหารที่ยาวเกือบสิบเมตร
และ มีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

ลูกชาวนา ที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา
ต้องกอดเอวพ่อให้แน่น
เพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน

แต่เขาเอง ต้องนั่งในรถที่ใหญ่โต
อยู่ข้างหลังเพียงลำพังโดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟ
ส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน
แต่เขา ก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
... ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า ...
จริงๆ แล้ว ... เรายากจนกว่าชาวนามาก


ปล.อ่านแล้วรู้สึกดีส่งต่อนะ

เครียดอ่านซ่

เครียด เป็นภาระที่ทุกคนไม่อยากประสบพบพาน แต่คงไม่มีใครที่ไม่เคยเครียด ดังนั้นมาทำความรู้จักกับความเครียด และวิธีการคิดเพื่อที่จะได้ไม่เครียดกันดีกว่า
ความเครียด เป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจ ที่เกิดจากการตื่นตัวเตรียมรับกับสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องที่เกิดกำลังความสามารถที่จะแก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์และส่งผลทำให้เกิดอาการผิดปกติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจตามไปด้วย
ความเครียดนั้นมีกันทุกคน แต่ละมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาการคิดการประเมินสถานการณ์ของแต่ละคน ถ้าคิดว่าปัญหาไม่ร้ายแรงแก้ไขได้โดยง่าย ก็จะไม่เครียด แต่ถ้าหากว่าปัญหานั้นยิ่งใหญ่ ร้ายแรง แก้ไขลำบาก ก็จะทำให้เครียดมาก หากว่ามีความเครียดในระดับที่พอดี ๆ ก็จะช่วยให้มีพลัง มีความกระตือรือร้นในการต่อสูงชีวิต ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งนี่เองคือข้อดีของความเครียด ไม่ใช่ว่าเครียดจะไม่มีส่วนดี ๆ เอาเสียเลย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียดมี 2 ประการคือ
1. สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาการปรับตัว ปัญหาการเรียน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ล่วนเป็นตัวกระตุ้นอย่างดีที่จะทำให้เกิดความเครียดได้
2. การคิดและการประเมินสถานการณ์ของบุคคล จะสังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาจริงเอาจัง ใจร้อนและวู่วาม
จากสาเหตุที่สำคัญนี้ ความเครียดจะไม่เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากทั้งสองสาเหตุประกอบกันคือ มีสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นตัวกระตุ้น แล้วมีความคิดและการประเมินสถานการณ์เป็นตัวบ่งว่าจะเครียดมากเครียดน้อย เพียงใด
เมื่อปัญหากระตุ้นให้เกิดความเครียด การลดความเครียดจึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งวิธีคิดที่เหมาะสมได้แก่
1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วยสรุปอะไรง่าย ๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่าย ๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีกด้วย
3. คิดหลาย ๆ แง่มุม มองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดี ๆ ให้มาก ๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย
5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบ กับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

อากิเน๊ะ & อาเจโปะ ฮา..ฮา...‏

อากิเน๊ะ & อาเจโปะ ฮา..ฮา...
กระเหรี่ยงหนุ่มคนนี้ หลังจากแต่งงาน
กับสาวชาวเขาเดียวกันได้ไม่นาน
เธอก็ตั้งท้องลูกคนแรก
ประคองครรภ์อยู่บนยอดดอยจนใกล้คลอด
เธอก็รีบชวนเพื่อนสาวบ้านใกล้กันมา
แอ๊ดมิทยังโรงพยาบาลพื้นราบ
เตรียมตัวและเตรียมพร้อม
เพื่อจะเป็นคุณแม่อย่างเต็มที่
เธอนอนครางโอดโอยอยู่จนคุณหมอบอกว่า
ถึงเวลาแล้วท ี่จะต้องเข้าห้องคลอด
แต่ก่อนเข้าหมอก็แจ้งแก่เธอว่า
ต้องทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อน
โดยการแว๊กซ์ หรือกำจัดขนบริเวณนั้นให้เหี้ยนเตียนเมื่อเธอได้ยินเธอก็ให้ตกอกตกใจยิ่งนัก
แล้วก็ตั้งมั่นกับตัวเองว่า
ยังไงก็ไม่ให้หมอโกนแน่นอน
ขณะพยาบาลจับขึ้นขาหยั่ง
เธอก็ส่ายหน้าแล้วเอามือปิดตรงนั้นไว้แน่น
"เราม่ายโกเดะขาด " เธอพูดกับหมอเสียงแข็ง
" ไม่โกนไม่ได้นะคะ เพราะว่าบริเวณนั้นมันสกปรก แล้วอาจจะทำให้ลูกติดเชื้อ " หมออธิบาย

" ม่าโก ยางายเราก็ม่าโก "
คุณหมออธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอก็ยังไม่ยอม แต่แล้วจู่ๆ
เธอก็หาทางออกให้คุณหมอได้
ด้วยวิธีที่เธอคิดว่า
น่าจะเป็นการพบ! กันครึ่งทาง
" แหวะ ๆ อากิเน๊ะ....แหวะ ๆ อากิเน๊ะ "
เธอพูดประโยคนี้กับหมอ
แต่หมอฟังยังไงก็ไม่เข้าใจ
เพื่อนสาวของเธอที่มาด้วยก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะพูดไม่ชัดเหมือนกัน

ในที่สุด หมอก็บอกกับเพื่อนสาวของ
เธอว่าให้ไปตามสามีของหญิงคนนี้มาให้หน่อยเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง
เพื่อนสาวของเธอรีบขึ้นดอยไปตามสามีเธอมา
เมื่อมาถึงคุณหมอก็บอกกับสามีเธอว่า
" นี่ช่วยอธิบายให้เมียเธอเข้าใจหน่อยว่ายังไง
ก็ต้องโกนเพราะถ้าไม่โกนเด็กอาจจะเป็นอันตราย"
สามีรีบหันไปพูดกับภรรยาเหมือนที่หมอบอก แต่คำตอบก็ได้กลับมา อย่างเดิม คือ

" แหวะ ๆ อ ากิเน๊ะ"
" ไหนบอกหมอซิว่าเมียเธอพูดว่ายังไง " หมอถาม
“เมียผมบอกว่าให้หมอแหวก ๆ แล้วเอากิ๊บเหน็บครับ” หมอได้ยินก็สะดุ้งโหยง และบอกกลับไปว่า

“เธอจะบ้าเหรอ!ใครมาคลอดลูกก็ต้องโกนกันทั้งนั้น
แล้วกิ๊บ ที่ไหนมันจะเก็บได้ทุกเส้นล่ะ "
สามีหันไปพูดกับภรรยา
และก็ได้คำตอบกลับมาว่า
“หวิ ๆ อาเจโปะ....หวิ ๆอาเจโปะ”
" อ่ะ...ไหนว่ามาซิ เมียเธอบอกว่ายังไง " หมอถาม
สามีอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ แล้วก็บรรจง! แปลให้หมอฟังว่า
" เมียผมบอกว่า ถ้าหมอกลัวว่าจะเก็บไม่ได้ทุกเส้น ก็ให้หมอหวีๆ แล้วก็เอาเ จลโปะครับ "

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

Birth of an elephant ช้างเกิด เคยเห็นมะ มา มาดูกัน

video

ใบละ 1 บาท เริ่ม 6 มิ.ย.53 ทุกห้าง ใน กทม.

วัยรุ่นยุคใหม่พกถุงจ้า

โครงการลดโลกร้อน...


25 ห้่างสรรพสินค้าใหญ่ ในกทม. อาทิ โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี เซเว่น อีเลฟเว่น ฯลฯ
พร้อมใจกันร่วมนโยบายลดโลกร้อน....



โดยจะเก็บเงินค่าถุงพลาสติกใส่สินค้า ใบละ 1 บาท เริ่ม 6 มิ.ย.53 นี้ เป็นต้นไป...


ถ้าไม่อยากจ่ายค่าถุง....อย่าลืมเอาถุงผ้าติดตัวไปด้วยนะจ๊ะ...


เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกในพื้นที่ กทม. ประหยัดพลังงาน และลดโลกร้อนจ้า...

ข่าวจาก นสพ.เดลิพิวส์ 19 เม.ย.53

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

เทคนิคการเติมน้ำมัน...ดีมากๆ แต่ ปตท. ไม่ชอบ

น้ำมันแพง ..............ต้องฉลาดเติม
(ภาคพิสดาร)
ไม่ทราบว่าเหล่าผู้ชายเช่นคุณควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าน้ำมันกันยังไง
แต่ที่ California
ผู้ใช้รถก็จ่ายไม่เบา
จนมีผู้รู้สอนเคล็ดลับการเติมน้ำมัน
เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถจ่ายเงินอย่างคุ้มค่า



ผู้รู้ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการน้ำมันกว่า 31 ปี
เล่าว่า
เขาทำงานที่คลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน
San Jose , CA
ซึ่งมีคลังเก็บ 34 คลัง


ขนาดบรรจุรวม 16,800,000 แกลลอน ณ
ที่นั่นแต่ละวันจะจ่ายน้ำมัน
ประมาณ 4 ล้านแกลลอน ตลอด 24 ชม.
โดยวันหนึ่งจ่ายน้ำมันดีเซล
อีกวันหนึ่งจ่ายน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันรถยนต์เกรดต่างๆ
สลับกันเขาบอกว่า

1.
จงเติมน้ำมันตอนเช้าขณะที่อุณหภูมิบนพื้นดินยังเย็นอยู่

อย่าลืมว่าปั๊มน้ำมันทุกแห่งมีถังน้ำมันฝั่งอยู่ใต้ดิน
เมื่อพื้นดินยิ่งเย็น

น้ำมันยิ่งควบแน่น
เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
น้ำมันก็จะขยายตัวตาม

ดังนั้น หากเติมน้ำมันช่วงบ่ายหรือเย็น

คุณจ่ายค่าน้ำมัน 1 แกลลอน

แต่ได้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ธุรกิจค้าน้ำมัน
ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันสำหรับเครื่องบิน

เอทานอล หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ

อุณหภูมิและความถ่วงจำเพาะ

มีบทบาทสำคัญ
อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา
หมายถึง.........เงินมหาศาลในธุรกิจนี้
แต่ปั๊มน้ำมันไม่มีการชดเชยอุณหภูมิให้ลูกค้า



2. ขณะเติมน้ำมัน
อย่าให้เด็กปั๊มตั้งหัวฉีดอยู่ในตำแหน่งไหลเร็ว

(ในอเมริกาเจ้าของรถต้องลงมือเติมเอง)


หากคุณสังเกต จะเห็นว่ากลไกเหนี่ยวมี
3 ระดับ คือ
low, middle, และ high
เมื่อตั้งในระดับไหลช้า
จะเกิดไอระเหยของน้ำมันน้อยที่สุด

หากตั้งในระดับไหลเร็ว
น้ำมันบางส่วนจะกลายเป็นไอระเหย

และถูกสูบย้อนกลับไปยังถังใ้ต้ดิน
นั่นหมายถึงคุณจ่ายเงินมากกว่าที่ควร

3.เคล็ดลับอีกอย่างคือ
ควรเติมน้ำมันเมื่อน้ำมันในรถเหลือครึ่งถัง

(แหล่งข้อมูลบางแห่งแนะนำว่า เติมน้ำมันแค่ครึ่งถังก็พอ
จะได้ลดน้ำหนักบรรทุกและประหยัดน้ำมัน
ทั้งนี้และทั้งนั้น
ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณตัดสินเอาเองก็แล้วกัน―หมายเหตุผู้แปล)


เหตุผลคือ น้ำมันบรรจุในถังยิ่งมาก เนื้อที่ว่างสำหรับไอระเหยก็ยิ่งน้อย
เพราะน้ำมันระเหยเป็นไอเร็วกว่าที่คุณคาดคิด
ในคลังเก็บน้ำมันจะมีอุปกรณ์ภายในถัง ทำหน้าที่เป็นเพดาน
ลอยขึ้นลงตามระดับน้ำมัน
ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างน้ำมันกับอากาศ
ลดไอระเหยของน้ำมันให้น้อยที่สุด
รถขนส่งน้ำมันเมื่อมาบรรทุกน้ำมัน
จึงเติมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ผิดกับที่ปั๊มน้ำมันซึ่งไม่มีการชดเชยอุณหภูมิ


4.
ข้อเตือนใจอีกข้อหนึ่ง

ขณะที่คุณขับรถเข้าปั๊มถ้าเห็นรถบรรทุกกำลังถ่ายน้ำมันเข้าสู่ถังเก็บใต้ดิน
จงอย่ารีบร้อนเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น
เพราะตอน
"ลงของ" สิ่งแปลกปลอม
ซึ่งปกติตกตะกอนอยู่ใต้ถัง จะถูกปั่นป่วนจนลอยตัว

หากคุณเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น
อาจมีโอกาสดูดเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่รถคุณได้


โปรดแบ่งปันเคล็ดลับเหล่านี้ให้ทั่วถึงเพื่อทำให้เกิดอิทธิพลขึ้น
เราจำต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงผู้ใช้น้ำมันจำนวนนับล้าน
ซึ่งก็ไม่ยาก
ผู้เป็นต้นคิดส่งให้เพื่อนฝูง 30 ราย
หากแต่ละรายส่งต่ออีก 10 คน

(30 x 10 = 300)...300 คนส่งต่ออีก 10 คน
(300 x 10 = 3,000)
..ทำเช่นนี้เป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง
พอถึงลูกโซ่ข้อที่ 6
ข้อมูลก็จะถึงมือผู้ใช้น้ำมัน
3 ล้านคน
หาก 3 ล้านคนนั้นตื่นตัวพร้อมกัน
ต่างส่งต่ออีก 10 คน ก็จะมี
30 ล้านคนรับรู้ข้อมูลนี้
จากจุดนี้ก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
ลองทายดูว่าจะเป็นเท่าไร 300 ล้านแน่ะ

ฉะนั้น

โปรดเริ่มลงมือส่งให้ญาติมิตร 10 คน คงเสียเวลาไม่มากใช่ไหม?

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

รุมกัดผู้หญิงที่ไม่ยอมรับสติ๊กเกอร์

video

เทคนิคการเติมน้ำมัน...ดีมากๆ แต่ ปตท. ไม่ชอบ

น้ำมันแพง ..............ต้องฉลาดเติม
(ภาคพิสดาร)
ไม่ทราบว่าเหล่าผู้ชายเช่นคุณควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าน้ำมันกันยังไง
แต่ที่ California
ผู้ใช้รถก็จ่ายไม่เบา
จนมีผู้รู้สอนเคล็ดลับการเติมน้ำมัน
เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถจ่ายเงินอย่างคุ้มค่า



ผู้รู้ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการน้ำมันกว่า 31 ปี
เล่าว่า
เขาทำงานที่คลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน
San Jose , CA
ซึ่งมีคลังเก็บ 34 คลัง


ขนาดบรรจุรวม 16,800,000 แกลลอน ณ
ที่นั่นแต่ละวันจะจ่ายน้ำมัน
ประมาณ 4 ล้านแกลลอน ตลอด 24 ชม.
โดยวันหนึ่งจ่ายน้ำมันดีเซล
อีกวันหนึ่งจ่ายน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันรถยนต์เกรดต่างๆ
สลับกันเขาบอกว่า

1.
จงเติมน้ำมันตอนเช้าขณะที่อุณหภูมิบนพื้นดินยังเย็นอยู่

อย่าลืมว่าปั๊มน้ำมันทุกแห่งมีถังน้ำมันฝั่งอยู่ใต้ดิน
เมื่อพื้นดินยิ่งเย็น

น้ำมันยิ่งควบแน่น
เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
น้ำมันก็จะขยายตัวตาม

ดังนั้น หากเติมน้ำมันช่วงบ่ายหรือเย็น

คุณจ่ายค่าน้ำมัน 1 แกลลอน

แต่ได้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ธุรกิจค้าน้ำมัน
ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันสำหรับเครื่องบิน

เอทานอล หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ

อุณหภูมิและความถ่วงจำเพาะ

มีบทบาทสำคัญ
อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา
หมายถึง.........เงินมหาศาลในธุรกิจนี้
แต่ปั๊มน้ำมันไม่มีการชดเชยอุณหภูมิให้ลูกค้า



2. ขณะเติมน้ำมัน
อย่าให้เด็กปั๊มตั้งหัวฉีดอยู่ในตำแหน่งไหลเร็ว

(ในอเมริกาเจ้าของรถต้องลงมือเติมเอง)


หากคุณสังเกต จะเห็นว่ากลไกเหนี่ยวมี
3 ระดับ คือ
low, middle, และ high
เมื่อตั้งในระดับไหลช้า
จะเกิดไอระเหยของน้ำมันน้อยที่สุด

หากตั้งในระดับไหลเร็ว
น้ำมันบางส่วนจะกลายเป็นไอระเหย

และถูกสูบย้อนกลับไปยังถังใ้ต้ดิน
นั่นหมายถึงคุณจ่ายเงินมากกว่าที่ควร

3.เคล็ดลับอีกอย่างคือ
ควรเติมน้ำมันเมื่อน้ำมันในรถเหลือครึ่งถัง

(แหล่งข้อมูลบางแห่งแนะนำว่า เติมน้ำมันแค่ครึ่งถังก็พอ
จะได้ลดน้ำหนักบรรทุกและประหยัดน้ำมัน
ทั้งนี้และทั้งนั้น
ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณตัดสินเอาเองก็แล้วกัน―หมายเหตุผู้แปล)


เหตุผลคือ น้ำมันบรรจุในถังยิ่งมาก เนื้อที่ว่างสำหรับไอระเหยก็ยิ่งน้อย
เพราะน้ำมันระเหยเป็นไอเร็วกว่าที่คุณคาดคิด
ในคลังเก็บน้ำมันจะมีอุปกรณ์ภายในถัง ทำหน้าที่เป็นเพดาน
ลอยขึ้นลงตามระดับน้ำมัน
ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างน้ำมันกับอากาศ
ลดไอระเหยของน้ำมันให้น้อยที่สุด
รถขนส่งน้ำมันเมื่อมาบรรทุกน้ำมัน
จึงเติมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ผิดกับที่ปั๊มน้ำมันซึ่งไม่มีการชดเชยอุณหภูมิ


4.
ข้อเตือนใจอีกข้อหนึ่ง

ขณะที่คุณขับรถเข้าปั๊มถ้าเห็นรถบรรทุกกำลังถ่ายน้ำมันเข้าสู่ถังเก็บใต้ดิน
จงอย่ารีบร้อนเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น
เพราะตอน
"ลงของ" สิ่งแปลกปลอม
ซึ่งปกติตกตะกอนอยู่ใต้ถัง จะถูกปั่นป่วนจนลอยตัว

หากคุณเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น
อาจมีโอกาสดูดเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่รถคุณได้


โปรดแบ่งปันเคล็ดลับเหล่านี้ให้ทั่วถึงเพื่อทำให้เกิดอิทธิพลขึ้น
เราจำต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ให้เข้าถึงผู้ใช้น้ำมันจำนวนนับล้าน
ซึ่งก็ไม่ยาก
ผู้เป็นต้นคิดส่งให้เพื่อนฝูง 30 ราย
หากแต่ละรายส่งต่ออีก 10 คน

(30 x 10 = 300)...300 คนส่งต่ออีก 10 คน
(300 x 10 = 3,000)
..ทำเช่นนี้เป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง
พอถึงลูกโซ่ข้อที่ 6
ข้อมูลก็จะถึงมือผู้ใช้น้ำมัน
3 ล้านคน
หาก 3 ล้านคนนั้นตื่นตัวพร้อมกัน
ต่างส่งต่ออีก 10 คน ก็จะมี
30 ล้านคนรับรู้ข้อมูลนี้
จากจุดนี้ก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
ลองทายดูว่าจะเป็นเท่าไร 300 ล้านแน่ะ

ฉะนั้น

โปรดเริ่มลงมือส่งให้ญาติมิตร 10 คน คงเสียเวลาไม่มากใช่ไหม?

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

ต่ออายุ...ความรัก ^_^

ทำได้แบบนี้ รักนี้ก็ยาวาวาวาววววว นานานนนนนนนน...จ๊า.....





ไม่โกรธพร้อมกัน

คงไม่ต้องถึงขั้นว่าเมื่อใดคนใดร้อนเป็นไฟ แล้วอีกคนต้องเย็นประดุจน้ำ
เพราะในความเป็นจริงแล้ว น้ำกับไฟอยู่ด้วยกันไม่ได้
แต่เป็นการเปรียบเปรยว่าหากคุณเกิดอารมณ์ร้อนขึ้นมา
เขาหรือเธอก็ควรจะนิ่งเสีย ไม่ใช่ว่าเธอแรงมาฉันก็แรงไป
ช่วยกันกระพืออุณหภูมิให้สูงยิ่งขึ้น
มันไม่ต่างกับการที่คนรักกัน แต่กลับมาสาดโคลนใส่กัน
ลองนึกภาพดูนะ หากคนสองคนอยู่ในอารมณ์โกรธทั้งคู่
คำพูดคำจาคงดุเดือดเชือดเฉือนกันน่าดู
ดังนั้นหลายๆ คู่จึงมักจะทำข้อตกลงไว้ก่อนว่าเราจะไม่โกรธพร้อมกันเด็ดขาด




ไม่โกรธข้ามคืน

ต่อเนื่องมาจากข้อแรก คือนอกจากจะไม่โกรธพร้อมกันแล้ว
ก็ไม่ควรจะโกรธกันข้ามวันข้ามคืนด้วย
แม้ว่าอารมณ์โกรธน่ะไม่เข้าใครออกใคร และก็ห้ามยาก
ทำได้อย่างมากก็แค่ ข่มอารมณ์โกรธไว้
แต่เมื่อโกรธขี้นมาแล้ว ก็อย่าเก็บเอามาเป็นเรื่องค้างคาใจ
เคลียร์ได้ก็ควรเคลียร์ให้จบภายในวันนั้น อย่าได้พกพาอารมณ์โกรธเข้านอนไปด้วย
เพราะนอกจากจะทำให้คุณนอนไม่หลับแล้วคู่ กรณีของคุณก็พลอยหลับไม่ลงไปด้วย




ไม่ขึ้นเสียงใส่กัน

ก็ยังเป็นผลสืบเนื่องจากอารมณ์โกรธอยู่นั่นเอง
ไม่ว่าจะโกรธเกรี้ยวขนาดไหน
หรือเพียงแค่เป็นความคุกรุ่นไม่พอใจอยู่ในอก
แต่น้ำเสียงที่สื่อสารออกมานั้น
จะมีความเข้มข้นหนักเบา และสะดุดหูต่างกันไป
ความดังของเสียงอาจจะเริ่มต้นจากพูดเสียงสะบัด
หางเสียงตวัดขึ้นสูงไปจนถึงขั้นตวาดแว้ดๆ ฟังไม่รู้เรื่องเลย
ส่วนคุณพ่อบ้าน ก็อาจจะเผลอเรอตะคอกใส่หน้าสุดที่รักได้
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพียงเพราะอารมณ์พาไปทั้งนั้น
ดังนั้น เมื่อใดที่รู้ตัวว่าเก็บอารมณ์ไม่อยู่แล้วจริงๆ ให้ใช้วิธีนิ่งเสีย
แล้วก็ปลีกตัวออกห่างๆ จะเป็นการดีที่สุด




ไม่ยุแหย่ยั่วยุ

ไม่ว่าหญิงหรือชาย เมื่อมีปากเสียงกันแล้ว นอกจากไม่ขึ้นเสียงใส่กัน
ทั้งคู่ควรระวังคำพูดที่จะทำร้ายซึ่งกันและกัน เพราะคำพูดที่ยั่วยุ
ยั่วอารมณ์ไม่ได้ทำให้ปัญหามีจบลงได้
ทั้งนี้ทั้งคู่ต้องอดทน หนักแน่นและหันหน้ามาพูดจากันดีๆดีกว่า




ไม่ลงไม้ลงมือ

สาเหตุหลักสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้หลายคู่ต้องยุติชีวิตรักนั้น
มาจากการถูกทำร้ายร่างกายจากคนที่รัก
โดยเฉพาะฝ่ายหญิง ที่มักจะโดนท้าร้ายอยู่เสมอ
ดังนั้นไม่ว่าจะประสบปัญหาร้ายแรงสักเพียงใด
ขอให้ตระหนักไว้ว่า คนตรงหน้า คือคนที่เราตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันแล้ว
เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น “คนรักกัน จะไม่ทำร้ายกัน”




ไม่รื้อฟื้นเรื่องอดีต

เราอาจจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็เลือกจำเฉพาะส่วนที่ดีๆได้
เรื่องราวใดที่สร้างความบาดหมางใจ บั่นทอนความรักความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน
ก็ควรลืมมันเสีย เก็บไว้เป็นบทเรียนหรือประสบการณ์สอนใจ
ถ้าจะนั่งรำลึกความหลังก็ควรพูดถึงแต่เรื่องดีๆ ของเขาหรือเธอ
ก็จะทำให้คุณทั้งสองมีความรู้สึกที่ดีต่อกันอยู่เสมอ


ไม่เงียบเกินไป

เป็นบ้างไหม อยู่กันไปนานวันเข้า คุยกันแทบจะนับคำได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องคุยมันหายไปไหนหมด
กลับเข้าบ้านก็เหมือนต่างคนต่างอยู่ อย่างนี้ไม่ดีแน่นอน
คุณอาจจะแย้งว่า อยู่กันมาหลายปี คุยกันจนหมดเรื่องคุยแล้ว
อันนี้คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่แน่ๆ เรื่องคุยไม่มีวันหมดหรอก
ถามใจตัวเองดีกว่า ว่าความเงียบระหว่างสองเราที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะอะไรแน่
ความเงียบจะนำมาซึ่งความห่างเหินและหมางเมิน
จนในที่สุด คุณอาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันได้ในสักวัน

เพราะฉะนั้น หันหน้ามาคุยกันเถอะ เรื่องราวสัพเพเหระต่างๆ
ให้เขาหรือเธอ รู้สึกว่าคุณยังอยู่เคียงข้างเสมอ
เพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจได้แล้ว

ไม่ท้าทายเรื่องเลิก

สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้
เพราะหากเราพูดจาท้าทายเรื่องเลิกกันหลายๆครั้ง
ความรู้สึกที่โดนท้าทาย อาจชินชาเข้าสักวัน
จนความรักที่อยู่มันถูกบั่นทอนไปไม่รู้ตัว
และในที่สุด ชีวิตรักก็จะสั้นลงกว่าที่คิดไว้

สิบเมษาห้าสาม ที่แยกคอกวัว .. ในสายตาแพทย์ทหาร อยากให้ทุกคนได้อ่านและช่วยกันส่งต่อให้มากที่สุดนะคะ

Weerawong Sangphosuk : สิบเมษาห้าสาม ที่แยกคอกวัว

15 เม.ย. 53


ผมในฐานะแพทย์ทหารคนหนึ่งที่ปฎิบัติงานในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 53 อยากจะเขียนบันทึกความทรงจำเหตุการณ์ในวันนั้น

เพื่อเก็บไว้เป็นบทเรียน เป็นอุทาหรณ์ หรือเป็นสิ่งเตือนใจให้แก่ตนเอง และประชาชนชาวไทย

ไม่ให้ลืมเลือนบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปกับกาลเวลา

ผมได้รับภารกิจในฐานะ ผบ.มว.สร.พัน.ร. (ผู้บังคับหมวดเสนารักษ์ กองพันทหารราบ) หรือก็คือแพทย์ทหารประจำกองพัน

หน้าที่ของผมคือติดตามดูแลกำลังพลเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การป้องกันโรค การส่งกำลังบำรุงทางสายแพทย์

รวมถึงงานอื่นๆตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ผมมาภารกิจในครั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 53

ย้ายสถานที่พักไปตามภารกิจต่างๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตั้งด่านตรวจ และเฝ้าระวังเหตุร้ายตามสถานที่สำคัญ

เช่น ที่ ร.1 พัน.1 รอ., ร.11 รอ., สนามบินสุวรรณภูมิ, ลาดหลุมแก้ว

และที่สุดท้าย คือ สี่แยกคอกวัวบริเวณถนนตะนาวศรี (ข้างวัดบวรนิเวศฯ ย่านบางลำภู)

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย. 53

หน่วยของเราได้รับภารกิจในการขอพื้นที่คืนจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ออกจากที่ตั้งปกติโดยรู้ก่อนล่วงหน้าไม่ถึง 1 ชม.

หลังจากเข้าที่รวมพลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสี่แยกคอกวัวไม่นานก็ต้องเคลื่อนย้ายราวสักบ่ายโมง ผมขึ้นบนหลังคารถฮัมวี่คันแรกสุด

(หากใครเห็นในรูปถ่าย ก็คงจะเห็นทหารคนหนึ่งบนหลังคารถฮัมวี่ที่ติดปลอกแขนกาชาด ถือโล่บังตัวเอง นั่นก็ผมล่ะครับ)

จนกระทั่งถึงบริเวณถนนตะนาวศรี กำลังพลรวมทั้งผู้พันก็ลงจากรถ ไปตั้งแนวโล่หน้ากลุ่มผู้ชุมนุม

ผู้พันผมบอกให้ผมรออยู่ในรถก่อน เนื่องจากกลัวว่าผมอาจโดนสิ่งของขว้างปามาจะเกิดอันตราย ซึ่งอีกไม่นานก็เกิดขึ้นจริงๆ

ทหารของเราตั้งแนวโล่ มีเพียงชุดเกราะป้องกัน (ผมเรียกว่า ชุดโรโบคอป) หมวกกันน๊อค โล่ และกระบองป้องกันตัว

เราถูกกลุ่มผู้ชุมนุมปาของทุกอย่างที่คิดว่าจะปาได้ ทั้งขวดเบียร์ ขวดกระทิงแดง ไม้ อิฐบล๊อค กระถางต้นไม้ บันได ขวดน้ำ ฯลฯ อีกสารพัด

รถบางคนกระจกถูกปาแตก แต่อาจเป็นเพราะรถฮัมวี่ของผมคงจะแข็งมากมั้งครับ กระจกเลยไม่เป็นไร

หลังจากนั้นไม่นาน ผมเริ่มเห็นมีคนเจ็บจากของที่ถูกขว้างปา เลยตัดสินใจบอกพลขับว่าผมจะลงจากรถไปดูคนเจ็บ ฝากตอบ ว. (วิทยุ) ให้ด้วยนะครับ

หลังจากนั้นก็ลงไปดูคนเจ็บและสถานการณ์อยู่หลังแนวโล่ ซึ่งในระหว่างนั้นก็ต้องคอยหลบซ้าย หลบขวา ก้มหัว หลบบรรดาสิ่งของที่ขว้างมา

แต่ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าผมโชคดีมาก เพราะหลังจากผมตัดสินใจลงจะรถไม่นาน

กลุ่มผู้ชุมนุมก็รุกไล่แนวโล่มาจนถึงรถฮัมวี่ที่ผมเคยนั่งอยู่ก่อนไม่ถึง 5 นาที ทุบรถ ทุบกระจก แล้วขึ้นไปบนช่องของพลสังเกตการณ์

(บนเพดานรถจะมีช่องไว้สำหรับให้ทหารนั่งคอยสังเกตการณ์ หรือติดปืนกล แต่นี่เป็นรถธุรการของผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ฮัมวี่รบ เลยไม่ได้ติดอาวุธ)

พลขับของผมถูกผู้ชุมนุมใช้เท้ายันศีรษะกับพวงมาลัยรถ ลากลงมารุมกระทืบ แล้วจ้วงแทงด้วยมีด แต่เขาก็ยังโชคดีมากที่ใส่เกราะ มีดเลยไม่เข้า

ไม่อย่างนั้นก็คงไส้ทะลักแน่ๆ ผมทำหน้าที่ช่วยกันกับทหารและนายสิบพยาบาลลำเลียงผู้ป่วยจากด้านหน้าแนวมาไว้ที่รวบรวมผู้ป่วยเจ็บด้านหลัง

ซึ่งผมกำหนดไว้ที่ริมกำแพงข้างวัดบวรนิเวศฯ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นการปะทะกันของแนวโล่กับกลุ่มผู้ชุมนุม

ผู้ป่วยเจ็บส่วนใหญ่จึงมักเกิดจากการขว้างของแข็งเข้าใส่ มีบาดแผลแตกหรือบาดแผลที่ศีรษะ

รวมทั้งผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนกทำให้เกิดอาการหายใจเร็วเกินไป (ผมขอเรียกตามศัพท์ทางแพทย์ว่า Hyperventilation syndrome)

ในส่วนของผมมีผู้ป่วยอยู่ในเวลานั้นประมาณ 20-30 คน การทำงานชุลมุนมาก เพราะเรามีคนน้อยแค่ผมกับนายสิบพยาบาลรวมกันไม่ถึง 6-7 คน

แต่ต้องขอขอบคุณพี่ๆน้องๆกู้ภัย เจ้าหน้าที่ EMS ของวชิรพยาบาล

รวมทั้งพ่อแม่พี่น้องประชาชนละแวกนั้นที่ให้ความช่วยเหลือ คอยติดต่อเอารถกู้ภัยมารับคนป่วยไป รพ.ศิริราช และ รพ.วชิรพยาบาล

คุณยายบางคนไม่รู้จะช่วยยังไงก็ควักยาดมให้ พี่ๆหลายคนก็วิ่งไปหาน้ำเย็น น้ำแข็ง ผ้าเย็น แอมโมเนีย ให้คนไข้

หรือแม้แต่น้องผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงที่ผมจำได้ดี น้องเค้าวิ่งหาท๊อฟฟี่คอยแจกพี่ๆทหารและคนที่มาช่วย

พนักงานเดอะพิซซ่าก็คอยเอากระดาษลังมาพัดให้ผู้ป่วย

แต่มีนายสิบกับพลทหารอีกคนหนึ่งของหน่วยผมที่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่บริเวณต้นขา

ถามเขาบอกว่าเขาอยู่บริเวณแถวหน้าสุดของแนวโล่ มีการ์ด นปช. คนนึงถูกยิงด้วยกระสุนยางที่ไหล่

เขาโมโห เขาพูดว่า “มึงยิงกูเหรอ” หลังจากนั้นก็ชักปืนพก 11 มม. ยิงใส่ทหาร

ถูกนายสิบคนหนึ่งมีบาดแผลรูกระสุนที่ต้นขาซ้าย และถูกพลทหารอีกคนที่บริเวณขา

ผมได้ทำการห้ามเลือดด้วยผ้าแต่งแผลและสายรัดห้ามเลือด (Tourniquet) แล้วส่งรถกู้ภัยต่อ

หลังจากเหตุปะทะช่วงแรกสักราวๆ ½ - 1 ชม. ทั้ง 2 ฝ่ายก็เจรจากัน

ผู้ชุมนุมขอให้ทหารถอยออกไป ส่วนทหารขอให้ผู้ชุมนุมถอยเพื่อลากเอารถที่เสียหายออกมา

ก็ตกลงกันได้ ต่างฝ่ายจึงถอยออกห่างจากกันประมาณ 20 เมตร

ซึ่งช่วงนั้นผมและเจ้าหน้าที่ได้ทำการลำเลียงผู้ป่วยเจ็บออกไปได้หมดแล้ว

ทั้งผู้ชุมนุมและทหารก็ต่างนั่งพักตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ของตน

ในระหว่างนั้นก็มีประชาชนเอาน้ำ เอาของกิน เอาผ้าเย็นมาให้ทั้งฝ่ายทหารและผู้ชุมนุม

เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงราวๆหกโมงเย็น (หลังเคารพธงชาติ) ทางทหารจึงได้รับคำสั่งให้ทำการขอคืนพื้นที่ชุมนุมอีกครั้ง

โดยตั้งขบวนแถวแรกจำนวน 1 กองร้อย ด้วยแนวโล่และกระบอง และมีกำลังด้านหลังมีปืน M16 เพื่อทำการยิงขู่ขึ้นฟ้าในกรณีที่จำเป็น

กำลังของทหารสามารถผลักดันผู้ชุมนุมให้ถอยร่นจากบริเวณปากทางเข้าถนนข้าวสารจนเกือบจะถึงถนนราชดำเนินนอก

ซึ่งตอนนั้นผมอยู่หลังกองร้อยที่อยู่ด้านหน้า (ชุดโรโบคอป โล่ กระบอง)

โดยมีผู้บังคับกองพันและผู้บังคับการกรมคอยสั่งการอยู่ด้านหน้าของผม (หลังแถวกองร้อย)

ลักษณะการจัดแนวจะเป็นแถวหน้ากระดานประมาณ 4-6 แถว ขณะนั้นผมอยู่ที่ริมฟุตบาทถนนข้าวสาร

ในระหว่างนั้นผู้ชุมนุมเริ่มมีการใช้อาวุธที่ร้ายแรงมากขึ้น เช่น ขว้างแก๊สน้ำตาใส่ ขว้างระเบิดเพลิง (โมโรตอฟ)

จนกระทั่งมีการเปิดถังแก๊สใส่ทหาร (โชคดีที่ไม่มีใครจุดไฟ มิเช่นนั้นทหารรวมทั้งผมคงถูกไฟคลอกตายแน่)




จนกระทั่งเหตุการณ์สำคัญที่สุดก็เกิดขึ้น ...




ผมจำได้ติดตาเลยว่า ตอนนั้นมีระเบิดควันลูกหนึ่งโยนมาตกที่บริเวณแถวทหารหน้าสุด

ซึ่งตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นแก๊สน้ำตา จึงรีบนำผ้าพันคอปิดจมูก และเตรียมถอยกลับออก

แต่ตอนนั้นทั้งทหารและผมก็โดนแก๊สน้ำตา 3-4 ครั้งแล้ว จึงรู้โดยทันทีว่านั่นไม่ใช่แก๊สน้ำตา เป็นระเบิดควันเฉยๆ

ผมได้ยินเสียงผู้พันสั่งว่า “ไม่ใช่แก๊ส ไม่ต้องถอย ตั้งแนวต่อไป”

แถวทหารก็เริ่มตั้งแนวและผลักดันต่อ ผมเองก็ค่อยๆเดินตามหลังแถวทหารไป

หลังจากนั้นไม่ถึง 1 นาที ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นบริเวณหน้าแถวทหาร (ห่างจากเท้าของทหารแถวแรกไม่กี่เมตร)

ผมยอมรับตามตรงว่าทั้งชีวิตไม่เคยเห็นระเบิด M79 มาก่อน แต่สิ่งที่เห็นคล้ายกับประทัดยักษ์ระเบิดที่พื้นถนน

แต่ปกติประทัดยักษ์ควรจะมีแต่เสียงดังกับควัน แต่สิ่งที่เห็นกลับมีประกายไฟกระจายออกมาด้วย

ผมก็คิดอยู่ว่า “ทำไมประทัดมันมีประกายไฟด้วย”

จุดที่ระเบิดตกห่างจากผมไปราวๆ 10 เมตร หลังจากนั้นก็มีอีกลูกหนึ่งตกหลังผมไปทางหน้าแนวทหารที่ 2

ผมได้ยินเสียงผู้การสั่งว่า “มันเล่นของจริง ทุกคนถอย”

หลังจากนั้นแถวของเราก็แตกถอยมาด้านหลัง นายสิบพยาบาลของผมคนหนึ่งดึงผมให้หลบออกมาทางฟุตบาทให้หลบ

ผมหันหลังกลับมาทางถนน เห็นคนเจ็บนอนเลือดอาบอยู่ราวๆ 10-20 คน

ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นทหารเป็นลูกน้องในกองพันของผม บางคนเมื่อวานเพิ่งมาขอยา บางคนยังเคยกินข้าวด้วยกันไม่นานนี้เอง

ตอนนั้นผมยอมรับจริงๆว่าเบลอไปหมดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปทำด้วยสัญชาตญาณ

ภาพที่เห็นคือทหารนอนเลือดอาบ ตาลอย ตามร่างกายมีสะเก็ดระเบิด และบางคนมีรูกระสุนปืนด้วย

เพื่อนทหารต่างพากันช่วยลากออกมาจากจุดที่ระเบิด

ร้องเรียก “หมอ ช่วยด้วย” “หมอ ดูเพื่อนผมด้วย” “หมอ หมอ ช่วยเพื่อนผมด้วย”

บรรยากาศตอนนั้นหลายท่านคงเห็นจากในคลิปวีดีโอหรือในสื่อต่างๆ

แต่ ณ สถานที่เกิดเหตุจริงมันยิ่งกว่านั้น มันไม่รู้จะอธิบายยังไง ทั้งตกใจ ทั้งหดหู่ ทั้งเศร้าใจ

แม้ว่าผมจะเป็นแพทย์ แต่สิ่งที่ทำได้ผมก็ทำได้เพียงเข้าไปช่วยลากคนเจ็บ เข้าไปช่วยกันห้ามเลือดด้วยผ้าพันคอ

เพราะตอนนั้นทั้งตัวไม่มีอุปกรณ์อะไรติดตัวเลย มีแต่ stethtoscope (หูฟัง) ไม่มีสายรัดห้ามเลือด ไม่มีผ้าพันแผล

สมัยเป็น นพท.ปี 6 ผมเคยเรียนวิชาเวชปฎิบัติการยุทธ (ปฎิบัติการเพชราวุธ) ผมรู้ว่าสถานการณ์แบบนี้คือ Care under fire

แต่ผมเพิ่งจะเข้าใจจริงๆว่า หัวใจของ care under fire คือ เอาชีวิตตัวเองให้รอด

แล้วเอาคนเจ็บออกจากบริเวณสังหาร (Killing zone) ให้เร็วที่สุด

ลืมเรื่องการปฐมพยาบาล ลืมเรื่อง primary survey หรือ ABCD ที่เคยเรียนไปได้เลย

เพราะขณะช่วยเอาคนไข้ออก ก็มีทั้งระเบิด M79 ระเบิดขว้างลูกเกลี้ยง M26 เสียงปืน

(ตอนหลังเพื่อนผู้หมวดบอกว่าเขามีทั้ง M16, AK47 และปืนพก)

ขณะนั้นรถกู้ภัย รถพยาบาล จอดอยู่บริเวณหัวถนนตะนาว ใกล้กับวงเวียนบางลำพู

รถไม่กล้าขับเข้ามาเพราะยังมีระเบิดตกอยู่เรื่อยๆและมีเสียงปืนดังอยู่ตลอดจากฝั่งผู้ชุมนุม

ผมวิ่งไปเรียกตรงกลางทางให้รถพยาบาลเข้ามา (แต่ตอนนั้นก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าเป็นตัวเองก็คงไม่กล้าขับรถเข้ามาหรอก)

ขอบคุณพี่ๆกู้ภัยหลายคนช่วงนั้นที่เสี่ยงตายวิ่งเข้ามาช่วยพวกเราลากผู้ป่วย

ตอนนั้นผู้ป่วยทั้งหมดถูกลำเลียงออกมารวมกันบริเวณเกาะกลางถนนตรงแยกบางลำพู

ผมช่วยกันลำเลียงผู้ป่วยออกมาได้ 2-3 คน ใส่รถกู้ภัย หลังจากนั้นพอจะกลับเข้าไปช่วย

สิ่งที่เห็นก็คือฝ่ายตรงข้ามก็ยิงระเบิดไล่หลังมาเรื่อยๆจนเกือบถึงหัวถนนตะนาวตรงหัวมุมวัดบวรนิเวศฯ

ทหารฝ่ายเราต้องเริ่มคว้าปืนมายิงคุ้มกันให้พวกที่ลำเลียงผู้ป่วยออกมาตรงฟุตบาท 2 ข้างของถนนตะนาว

ผมไม่สามารถเข้าไปในบริเวณถนนตะนาวได้อีกแล้วเพราะบริเวณนั้นกลายเป็น killing zone

ผมจึงต้องหลบอยู่หลังรถกู้ภัยตรงวงเวียนบางลำพู (พร้อมๆกับบอกให้พี่ๆกู้ภัยก้มหัวหมอบ ต้องเอาชีวิตตัวเองรอดก่อนไปช่วยคนอื่น)

จุดนั้นมีการปะทะอยู่นานประมาณ 15-20 นาที

ฝ่ายอำนวยการของผมแจ้งให้ทราบในภายหลังว่านับระเบิด M79 ได้เกือบ 15 ลูก ระเบิดขว้าง M26 อีก 2 ลูก

รวมทั้งมีพลทหารคนหนึ่งซึ่งผมไปรับหลังจากกลับจาก รพ. บอกผมว่า

เขาเห็นแสง laser pointer สีเขียวคอยส่องอยู่แถวศีรษะของทหารแถวหน้า

คาดว่าน่าจะมีคนซุ่มยิงมาจากบริเวณอาคารสูงบริเวณแยกคอกวัว

แต่คงไม่พบเป้าหมายซึ่งคาดว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะแต่ละคนต่างกระจาย ไม่รวมกัน และมี รปภ. คุ้มกันไม่มากนัก

หลังจากนั้นเราได้ลำเลียงผู้ป่วยทั้งหมดขึ้นรถพยาบาลได้หมด

ฝ่ายนั้นเริ่มยิงตอบโต้มากขึ้น ผมเห็นไม่ปลอดภัยจึงขอให้รถกู้ภัย รวมทั้งรถจี๊ปพยาบาลไปหลบอยู่ในซอยบางลำภู

ฝ่ายนั้นก็ยังคงพยายามยิงระเบิดใส่ท้ายขบวนรถของเราที่จอดอยู่ถนนริมวัดบวรนิเวศฯ

ซึ่งคาดว่าหากไม่มีทหารของเราที่คอยยิงคุ้มกันตอนลำเลียงผู้ป่วยและถอยกลับ

รถหลายคันคงถูกยิงระเบิด ทหารและประชาชนแถวนั้นคงตายอีกเป็นจำนวนมาก

ต่อมาผู้บังคับหน่วยของเราจึงขอหน่วยเหนือในการถอนกำลัง ซึ่งกว่าจะเคลื่อนย้ายออกไปได้หมด ก็ต้องใช้เวลานานเพราะรถมีจำนวนมาก

และการจราจรแถวนั้นก็ถูกปิดกั้นบางส่วน แถมตอนเราถอนตัวฝ่ายตรงข้ามก็ยังพยายามยิงระเบิดใส่พวกเราอีกด้วย

ในช่วงก่อนถอนตัวผมจำได้ว่ามีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อแดง 2 คน ขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดข้างๆรถจี๊ปพยาบาล แล้วพูดด้วยน้ำเสียงยั่วโมโหว่า

“หน่วยพยาบาลคงไม่โดนอะไรหรอกมั้ง มีคนตายด้วย พวกพี่ยิงคนเหรอ”

ผมยอมรับว่าแม้ว่าปกติผมจะไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน แต่จากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาที่ประสบ ผมเลือดขึ้นหน้า อารมณ์ตอนนั้นคุกรุ่นเต็มที่

ผมพูดจริงๆ ผมอยากลงไปต่อยเด็กคนนั้น แต่ผมก็อดทนแล้วตอบกลับไปว่า

“แล้วทีพวกน้องยิงระเบิดใส่พวกพี่ล่ะ น้องยิงทั้งระเบิด น้องขว้างทั้งระเบิด แถมเอาอาวุธสงครามยิงใส่ทหาร

ทหารแถวหน้าเค้ามีแต่โล่กับกระบอง ป้องกันตัวเองอะไรไม่ได้เลย เค้าก็มีครอบครัว มีลูกมีเมีย

แล้วนี่ที่ทหารยิงก็เพื่อคุ้มกันคนเจ็บกับตอนถอนตัว แล้วน้องจะให้ทหารเอาโล่กับกระบองไปไล่ตีไอ้พวกที่ยิงระเบิดใส่หรือไง

น้องไสหัวไปเลย ไสหัวไปหลบ ระวังลูกหลงจากระเบิดที่พวกน้องยิงมาด้วยแล้วกัน”

เด็กคนนั้นอึ้งไปแล้วก็ขี่รถมอเตอร์ไซด์ออกไป

เราถอนตัวออกจากจุดตรงแยกคอกวัวเป็นหน่วยสุดท้ายกลับที่รวมพลเดิม

ซึ่งก็หลงทางไปทางวังสวนจิตรลดา เนื่องจากเราไม่ใช่ทหารกรุงเทพจึงไม่รู้เส้นทาง

คืนนั้นพอผมกลับมาได้ พบกับผู้พัน พบกับผู้กองและเพื่อนผู้หมวด จึงได้รู้ว่าในขณะที่หน่วยของผมถอนตัวออกมาทางถนนตะนาว

มีอีกกองร้อยที่ต้องถอยร่นออกมาทางถนนข้าวสาร โดยมีผู้บังคับกองพันอีก 2 คน และรองผู้บังคับกองพันอีกคน

ผู้พันคนหนึ่งถูกยิงจากฝั่งตรงข้ามเข้าที่สีข้าง เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามกราดยิงปืนซึ่งคาดว่าเป็น M16

เพื่อนผมบังผู้พันของเขาอยู่แต่กระสุนเฉี่ยวข้างตัวไปถูกผู้พัน

แต่ที่น่าเศร้าคือมีนายสิบของต่างหน่วยอีกคนถูกยิงทะลุหมวกเหล็ก เสียชีวิตคาที่ นายสิบที่เป็น รปภ. หลายคนก็ถูกยิงเข้าที่ขา

โชคดีมากๆ และต้องขอขอบคุณเจ้าของผับแห่งหนึ่งที่ถนนข้าวสาร

ที่เปิดร้านนำคนเจ็บเข้ามาให้เด็กในร้านช่วยปฐมพยาบาล ทำแผล ห้ามเลือด

ปิดประตูหน้าร้าน และติดต่อตำรวจและรถกู้ภัยให้มารับที่หลังร้านซึ่งทะลุออกทางถนนอีกเส้นหนึ่ง

มีทหารประมาณ 1 กองร้อยที่ไม่สามารถออกมาขึ้นรถได้เพราะหลงเข้าไปในถนนข้าวสารและถูกปิดทางด้านถนนตะนาวไว้

ก็ต้องวิ่งออกมาทางถนนสามเสนไปยังที่รวมพลซึ่งอยู่ห่างเกือบ 5 กม. แต่อย่างไรก็ตามทุกคนปลอดภัยดี

(ขณะนี้ผมได้ไปเยี่ยมทหารทุกคนที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ทุกคนปลอดภัยดี และออกจาก ICU ได้หมดแล้ว)

ในขณะที่เกิดเหตุการณ์โทรศัพท์มือถือของผมแบตหมด พอกลับมาชาร์ทแบต ก็พบว่ามีหลายคนโทรเข้ามา หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนของผมที่ วพม.

ผมโทรกลับไปจึงทราบว่ามีนายทหารหลายคนถูกระเบิด
หนึ่งในนั้น arrest (เสียชีวิต) ก่อนมา รพ. ต่อมา CPR (ปั๊มหัวใจ) ขึ้น และต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองด่วน

ซึ่งนายทหารคนนั้นเป็นเพื่อนกับอาจารย์ที่พระมงกุฎของผม แต่อาจารย์จำผิดคนคิดว่าเป็นผู้บังคับกองพันของผมจึงรีบโทรหาผม

แต่มือถือผมแบตหมด จึงให้เพื่อนติดต่อ

ในภายหลังจึงทราบว่าคือ พี่เปา (พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม) ซึ่งอยู่รุ่นเดียวกับผู้พันของผม

คืนนั้นผมกินข้าวไม่ลง กว่าจะนอนตาหลับได้ก็เกือบตี 3 ซึ่งภายหลังอาจารย์ก็โทรมาบอกว่า พี่เปาเสียแล้ว ให้บอกผู้พันผมด้วย

ผมหลับไปกลางพื้นโรงเก็บรถที่ที่รวมพล ตื่นขึ้นมาตอน 6 โมง ผมไม่ฝันร้าย แต่ผมอยากให้เรื่องที่ผมจำได้มันเป็นแค่ความฝัน

วันรุ่งขึ้นผมได้ไป รพ.พระมงกุฎ เพื่อติดตามผู้ป่วยและประสานงานกับอาจารย์ที่ รพ.พระมงกุฎ

วันนั้นเองผมได้ทราบว่ามีทหารของผมเกือบ 10 คนที่บาดเจ็บตอนปะทะช่วงแรก

และที่ถูกสะเก็ดระเบิด บาดเจ็บเล็กน้อย ที่ส่งไป รพ.วชิรพยาบาล

จ่าคนหนึ่งติดต่อมาว่าเขาติดอยู่ที่วชิรพยาบาล แต่มีเสื้อแดงมาปิดล้อม

ทหารบางคนที่บาดเจ็บไม่มาก ทาง ER ให้คัดแยกอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน

พอผู้ชุมนุมเสื้อแดงมาส่งคนป่วยของเขาที่เจ็บ ก็มาไล่กระทืบทหารของผมที่นอนอยู่ ทหารต้องหนีตาย บางคนต้องปีนดาดฟ้าหนี

แต่ขอขอบคุณพี่ๆน้องๆหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ รพ.วชิรพยาบาล ที่ช่วยกันพาทหารไปหลบที่บริเวณที่ปลอดภัยหลัง รพ.

หาชุดไปรเวทให้ใส่ และให้พักอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยไปก่อน

ทหารบางคนเล็ดลอดออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยที่เอาเสื้อเครื่องแบบใส่ทับให้ขึ้นรถกู้ภัย

เอาวิทยุกับอุปกรณ์ออกมาใส่กระเป๋า EMS แล้วมาส่งให้ที่รวมพล

ผมเห็นทหารหลายๆคนเจ็บ เห็นทหารที่เป็นลูกน้องเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเจ็บ

ผมอาจจะโชคดีที่ไม่บาดเจ็บอะไร (แต่ตอนหลังมาคิดก็ยังคิดอยู่เลยว่า รอดมาได้ยังไงเนี่ย ^_^)

แต่บาดแผลในจิตใจก็มีอยู่ในหัวใจทหารทุกๆคน ผมน้ำตาซึมทุกวันที่ไปเยี่ยมลูกน้องที่เจ็บ

ผมเห็นผู้การ รองผู้การ ผู้พันของผมพยายามกลั้นน้ำตาทุกครั้งที่เห็นลูกน้องตัวเองเจ็บ

เฉพาะหน่วยของผม มีคนเจ็บที่ต้องนอน รพ. เกือบ 80 คน บาดเจ็บเล็กน้อยที่ไม่ได้นอน รพ. อีก 60 กว่าคน

ผมขอเถอะครับ ...

มีประชาชนบางคนถามผมว่าผมโกรธเสื้อแดงมั้ย ผมแค้นเค้ามั้ย ผมตอบไปว่า แม้ผมจะรู้สึกโกรธ แต่ผมแยกแยะได้

ผมเคยเจอผู้ชุมนุมทั้งที่ราบ 11 ที่ลาดหลุมแก้ว คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่จะมาชักปืนยิงใส่หรือโยนระเบิดใส่

เกือบทั้งหมดเป็นคนธรรมดาที่เค้ามาเรียกร้องในสิ่งที่เค้าต้องการ แต่เราอย่าตกเป็นเครื่องมือของคนบางคน

(จะเป็นใครผมก็ไม่ทราบ แต่น่าจะคิดกันได้นะครับ)

อย่าให้ใครบางคนใช้ทั้งคนเสื้อแดง ใช้ทหารเป็นเพียงหมากบนกระดาน ให้เราต่างฝ่ายต่างเจ็บต่างล้มตายเพื่อผมประโยชน์ของคนบางคน

ประเทศเราจะล่มสลายอยู่แล้วนะครับ เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ประเทศชาติ อย่าให้ใครแค่ไม่กี่คนมาทำลายประเทศไทยของเราเลย



แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตก็ยังมีเรื่องดีๆ

ขอบคุณพี่ๆน้องๆเพื่อนๆร่วมชาติทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือคนเจ็บโดยไม่แบ่งสีไม่แบ่งความคิด

ผมซาบซึ้งในน้ำใจของทุกๆท่านมาก หากไม่มีพวกท่าน ผมคงไม่สามารถพาคนเจ็บออกมาได้ขนาดนี้ ดีไม่ดีผมอาจจะโดนไปด้วยก็ได้

เหนือสิ่งอื่นใด ตลอดระยะเวลาที่เรียนในวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ผมรับรู้รับทราบมาโดยตลอดถึงภารกิจของแพทย์ทหาร

ถึงตอนนี้อารมณ์ของผมจะตกอยู่ในความเศร้า ตกอยู่ในความหดหู่

แต่ผมก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ของแพทย์ทหาร ที่ได้ทำหน้าที่เป็นวีรบุรุษในแนวหน้า (Heroes in the front line) อย่างที่ทหารขนานนามเหล่าแพทย์ของเรา

ถึงแม้ว่า “การเป็นแพทย์ทหารนั้นมันเหนื่อย”

แต่มันก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ทหารของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

ได้เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ภาพที่ได้ประสบมา ผมคงจดจำไปจนวันตาย (เพราะตอนนี้มันติดตาแล้วครับ ลืมไม่ลง)

ขอให้พระบารมีของพระองค์ท่านคุ้มครองเพื่อนทหารและประชาชนทุกคนให้ปลอดภัย และคุ้มครองให้ประเทศชาติของเราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

ท้ายที่สุด ... ขอคารวะหัวใจของพี่น้องผองเพื่อนทหารจากใจจริง



แพทย์ทหาร

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ประกันภัย...ความลับที่ประกันภัยไม่ยอมบอกคุณ

ประกันภัย...ความลับที่ประกันภัยไม่ยอมบอกคุณ



บ่อยครั้งที่ผู้เอาประกันซื้อกรมธรรม์ประกันภัยด้วยความเชื่อและเครดิต มากกว่าที่จะตั้งใจอ่านสัญญาในกรมธรรม์ซึ่งเต็มไปด้วยภาษากฏหมายเข้าใจยาก

ด้วยเหตุนี้ความรู้เกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ที่หลายคนยังไม่ทราบจึงยังคงเป็นปริศนาต่อไป การเข้าใจกรมธรรม์แบบง่ายๆ จึงน่าจะสามารถช่วยให้คุณรักษาสิทธิประโยชน์ของคุณไว้ได้อย่างเต็มที่



10 เรื่อง "ต้อง" รู้เกี่ยวกับประกันภัย

1. กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์จะมีผลทันทีที่ผู้เอาประกันชำระเบี้ยประกันภัยให้กับบริษัท (รวมไปถึงนายหน้าผู้เอาประกันด้วย) ดังนั้นแม้การซื้อผ่านนายหน้าถ้ามีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบมิได้


2. ในกรณีที่รถคุณเสียหายอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถซ่อมกลับคืนได้ บริษัทต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันเต็มทุนประกัน และรถคันนั้นจะตกเป็นทรัพย์สินของบริษัทประกันภัย


3. ค่าแอกเซ็ปต์ หรือค่าใช้จ่ายส่วนแรกนั้น ในกรณีไม่มีคู่กรณีจะจ่ายเพียง 1,000 บาท เท่านั้น แต่ถ้าคนอื่นขับไปทำให้เกิดความเสียหาย ต้องจ่าย 6,000 บาท


4. ค่าอะไหล่ที่เกิดจากการซ่อม ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้องเป็นเงินตามราคาประเมินเพื่อนำไปจัดหาเองได้ ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะได้อะไหล่แท้หรือไม่


5. หากภายในรถของคุณมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบก๊าซ NGV หรือ LPG เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องแจ้งให้บริษัททราบ เพราะหากเกิดเหตุและรถคันเอาประกันเป็นฝ่ายผิด ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการประกันอาจไม่สมบูรณ์


6. หากคุณขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของท่านเป็น "ฝ่ายถูก" คุณควรตรวจสอบไปที่บริษัทประกันภัยว่าตามรายงานอุบัติเหตุนั้น รถของคุณเป็นฝ่ายถูกจริงเหรอ ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์


7. การดูแลขนย้ายรถที่เสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุเพื่อไปซ่อมที่อู่เป็นหน้าที่ของบริษัท แม้ว่าจะต้องย้ายรถไปโรงพักหรือที่ใดก็ตามตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนกระทั่งซ่อมเสร็จ บริษัทประกันภัยจะต้องรับภาระส่วนนี้ แต่ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าซ่อม


8. ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน และคุณไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายถูกหรือผิด คุณไม่จำเป็นต้องเซ็นรับผิดในใบเครม เพราะไม่ใช่กติกาหรือข้อกฏหมายแต่เป็นหน้าที่ที่บริษัทซึ่งคุณทำประกันจะไปทำการตกลง


9. อย่าคิดหนีในกรณีที่ขับรถชนคน ให้ช่วยเหลือคนเจ็บให้เต็มที่ และถ่ายรูปหลักฐานที่เกิดเหตุไว้ต่อสู้คดี เพราะศาลจะพิจารณาจากความมีน้ำใจที่คุณช่วยเหลือผู้อื่น บางทีโทษทางอาญาอาจเหลือแค่การรอลงอาญา และตกลงค่าเสียหายกันตามสมควรแต่ถ้าคุณหนีจะติดคุกทันที


10. ประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายในขณะที่รถของคุณถูกลากจูง หรือขับรถขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า 150mg% หรือขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เว้นแต่ในกรณีที่ทำประกันประเภทระบุชื่อคนขับ และความเสียหายนั้นเกิดขึ้นในขณะที่คนระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:"ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง"

ดวง ปี 2553 ตามปีเกิด

ดูดวงปี 2553 สำหรับท่านที่เกิดปีชวด
ท่านที่เกิดปีชวดรอบอายุ 86 ปี (พ.ศ. 2467) และรอบอายุ 26 ปี (พ.ศ. 2527)
………
………ในปี 2553 นี้ เจ้าชะตารอบอายุ 86 ปี ยังมีบุตรหลานนำโชคลาภมาให้ มีเงินไหลเข้ากระเป๋า แต่ก็จะมีเรื่องให้ต้องใช้จ่ายเหมือนกัน
………ส่วนด้านสุขภาพ ระวังโรคความดันโลหิต และโรคตับอักเสบ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายให้เหมาะกับวัยจะช่วยให้อายุยืน
………สำหรับ เจ้าชะตา รอบอายุ 26 ปี มีโอกาสริเริ่ม หรือเปิดกิจการเป็นของตัวเอง การงานและธุรกิจการค้ามีแววเจริญก้าวหน้าดี ขอให้วางแผนงานให้ดี ปีนี้หากต้องการซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือจะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก็ทำได้ ก้าวหน้าดี มีอุปสรรคน้อยมาก สิ่งที่ต้องระวัง คือ การคบเพื่อน ที่ไม่ดี อาจถูกเอาเปรียบ ถูกหลอกใช้ และมีเรื่องนินทาให้ร้าย นอกจากนี้อย่าไปในสถานที่อโคจร จะนำภัยร้ายมาให้ การเดินทางและทำงานควรระวังอุบัติเหตุ และอาจมีคนลอบทำร้าย ระวังของมีค่าจะสูญหายด้วย
………
ท่านที่เกิดปีชวดรอบอายุ 74 ปี (พ.ศ. 2479)และรอบอายุ 14 ปี (พ.ศ. 2539)
………
………สำหรับ เจ้าชะตารอบ อายุ 74 ปี ในปี 2553 นี้ เป็นอีกปีมงคลที่จะโชคดี ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวกับญาติมิตร เพื่อนฝูง หรือลูกหลาน ได้ไปร่วมงานบุญงานกุศล แต่มีเรื่องที่ต้องระวังคือ เรื่องของสุขภาพ หากมีสิ่งใดผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์ทันที หรือหากเจ็บไข้ได้ป่วยอะไร ก็ต้องหมั่นไปพบแพทย์ตามนัด ทานยาตามสั่ง อย่าดื้อกับลูกหลาน หมั่นทำบุญเยอะๆ เพื่อบรรเทาเคราะห์ภัยด้านสุขภาพ ควรทำใจให้แจ่มใส โดยเฉพาะกับลูกหลาน อย่ามีปากเสียงให้อารมณ์ขุ่นมัว จะทำให้เครียดและมีผลต่อสุขภาพได้
………ส่วน เจ้าชะตารอบ อายุ 14 ปี เป็นวัยที่มีพละกำลัง ชอบแสวงหาสิ่งใหม่ๆ จึงทำอะไรผิดพลาดได้ง่าย ต้องรู้จักคบคนให้ดี มิฉะนั้นจะถูกชักจูงให้เดินทางผิด เนื่องจากปีนี้ท่านจะเดือดร้อนมีภัยเพราะเพื่อนฝูง อย่าไปในที่อโคจร ระวังสิ่งยั่วยุต่างๆ มีเกณฑ์เดือดร้อนแน่ การเรียนจะเสียหาย ควบคุมตัวเองให้ดี ให้มีสติให้ได้ ทำอะไรนึกถึงพ่อแม่พี่น้อง และคบมิตรที่ดีจะนำพาให้ผ่านพ้นไปได้
………
ท่านที่เกิดปีชวดรอบอายุ 62 ปี (พ.ศ. 2491)และรอบอายุ 2 ปี (พ.ศ. 2551)
………
………สำหรับ เจ้าชะตารอบ อายุ 62 ปี ที่ยังคงทำงานทำการ หรือมีงานค้าขายอยู่ ยังต้องลงมือเอง เพราะไม่ไว้ใจใคร มีโอกาสได้งาน คู่ค้าใหม่ ควรศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ ค่อยลงมือ โดยเฉพาะงานที่ต้องลงทุนสูง อาจเครียดได้ ควรวางมือให้รุ่นลูกหลาน และสอนงานเบื้องหลังจะได้ไม่เหนื่อย ไม่เครียด ส่วน
………ดวง การเงินปี 2553 นี้ โดยรวมดี แต่อาจมีเรื่องเสียเงินโดยไม่คาดฝัน ระวังการใช้จ่ายให้ดี ส่วนสุขภาพ ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ดี ให้มีประโยชน์กับร่างกาย อย่าให้เครียด นอกจากนี้ หากจะเดินทางไปไหนมาไหนควรมีผู้ติดตามด้วย
………สำหรับ เด็กน้อยอายุ 2 ขวบ อยู่ในวัยซุกซน มักจะชอบปีนป่ายเดินเข้าเดินออก ผู้ปกครองควรระวัง โดยเฉพาะถ้าหากไปเที่ยวให้ที่ต่างๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้า หรือที่สาธารณะ ระวังจะพลัดหลง หรือเล่นซน บาดเจ็บ นอกจากนี้ควรระวังเรื่องการแพ้อากาศ เรื่องอาหารการกิน และดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี เด็กมีเกณฑ์ไม่สบาย
………
ท่านที่เกิดปีชวดรอบอายุ 50 ปี (พ.ศ. 2503)
………
………ใน ปี 2553 นี้ เจ้าชะตารอบอายุ 50 ปี ชะตาอยู่ในเกณฑ์ดีเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน ความรัก ครอบครัว ญาติมิตรเพื่อนฝูง หรือสุขภาพ
………ด้าน การงาน ท่านที่ทำงานประจำ มีโอกาสได้ตำแหน่งใหม่ ส่วนผู้ที่ทำธุรกิจการค้า มีโอกาสขยายงาน ประสบผลสำเร็จดีทั้งการลงทุนในประเทศ และต่างประเทศ ที่ต้องระวังคือคู่แข่งเลียนแบบ และมีเกณฑ์ทรัพย์สินมีค่าถูกขโมย
………ใน ส่วนของครอบครัวปีนี้จะมีเรื่องน่ายินดี จะมีงานมงคลหรือมีสมาชิกใหม่มาเพิ่ม มีโอกาสซื้อที่ดิน หรือสิ่งมีค่าเก็บไว้ ส่วนที่ ต้องระวังในปีนี้คือ เรื่องของสุขภาพ เพราะท่านกำลังอยู่ในวัยทองและสะสมความเครียดจากการงาน ต้องหาเวลาพักผ่อน ทำจิตใจให้ผ่องใส จะช่วยได้
………
ท่านที่เกิดปีชวดรอบอายุ 38 ปี (พ.ศ. 2515)
………
………ใน ปี 2553 นี้ เจ้าชะตารอบ อายุ 38 ปี ต้องทำงานด้วยความขยัน อดทน ให้มากกว่าเดิม ถึงจะประสบความสำเร็จ ก้าวหน้า เพราะการเงินขึ้นอยู่กับการงานอย่างมาก ถ้าอยากได้เพิ่มต้องหางานพิเศษทำด้วย เพราะปีนี้มีรายจ่ายหนักรออยู่
………ปี นี้ท่านจะได้พบเพื่อนฝูงใหม่ ให้ระวังให้ดี จะเจอแต่พวกที่ชักชวนไปในทางเสียหาย หรือเสียเงิน กับการกิน เที่ยว ดื่ม ควรหัดปฎิเสธไว้เลย ส่วนเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอีกเรื่องคือ เรื่องความรัก ต้องซื่อสัตย์ เข้าใจ และให้อภัยกัน ถึงจะไปด้วยกันรอด

ดูดวงปี 2553 สำหรับท่านที่เกิดปีฉลู
ท่านที่เกิดปีฉลูรอบอายุ 85 ปี (พ.ศ.2468) และรอบอายุ 25 ปี (พ.ศ.2528)
………
………สำหรับเจ้าชะตารอบอายุ 85 ปี ในปี 2553 นี้ เรื่องที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือ เรื่องอาหารการกิน ต้องสะอาดและเหมาะกับวัย อย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของลูกหลานมากเกินไป ปีนี้บุตรหลานบริวารรักใคร่เอาใจใส่ท่านดี สบายใจได้
………สำหรับเจ้าชะตาครบรอบ 25 ปี ในปี 2553 นี้ ท่านมีโอกาสสร้างหลักปักฐาน ควรขยันตั้งใจ หากทำงานหรือรับราชการ ปีนี้ผลงานจะเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่และมีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง หากทำธุรกิจส่วนตัวปีนี้สามารถขยับขยาย หรือหากมีโครงการอะไรที่อยากทำ ก็จะได้ทำเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ด้านการเงินไหลมาเทมา การร่วมงานหรือเข้าหุ้นลงทุนดี จะมีผลตอบแทนน่าชื่นใจ อาจมีอุปสรรคบ้าง อย่าย่อท้อ ต้องมุ่งมั่น อดทน อย่าปล่อยเวลาในปีนี้ให้ผ่านไปโดยเด็ดขาด
ในปีนี้มีช่วงเวลาที่ต้องระวังเรื่องคนพาลหาเรื่อง อย่าต่อปากต่อคำเด็ดขาด เพราะจะเกิดเรื่องเดือดร้อนตามมา ระหว่างวันที่ 14 ก.พ. – 15 มี.ค. / 14 พ.ค. – 11 มิ.ย. และ ช่วง 10 ส.ค. – 7 ก.ย. 2553
………
ท่านที่เกิดปีฉลูรอบอายุ 73 ปี (พ.ศ.2480)และรอบอายุ 13 ปี (พ.ศ.2540)
………
………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 73 ปี ในปี 2553 นี้ให้ระวังปัญหาด้านสุขภาพและอุบัติเหตุ อาจจะมีภัยบาดเจ็บเลือดตกยางออก ระวังจะหน้ามืดพลัดหกล้ม ขอให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วง 14 ก.พ.-15 มี.ค. / 14 พ.ค.-11 มิ.ย. และช่วง 10 ส.ค.-7 ก.ย. นอกจากนี้ระวังเรื่องการมีปากเสียงกับลูกหลาน มีเวลาหาโอกาสชวนลูกหลานเข้าวัด ปฎิบัติธรรม เป็นการเสริมบารมี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุตรหลาน
………สำหรับเด็กรอบอายุ 13 ปี มีดาวมงคลส่งเสริมให้การเรียนในปีนี้มีความก้าวหน้า แต่ต้องตั้งใจเรียนด้วย อย่าอวดตัว นอกจากนี้ควรระวังการหาเรื่องจากเด็กพาลเกเร รวมถึงสิ่งยั่วยุต่างๆ ที่จะทำให้ขาดสมาธิในการเรียน ขอให้แบ่งเวลาในการเรียน และการเล่น ให้ดีมีวินัยในตัวเอง จะทำให้พ่อแม่มีความสุข
………
ท่านที่เกิดปีฉลูรอบอายุ 61 ปี (พ.ศ.2492)และรอบอายุ 1 ปี (พ.ศ.2552)
………
………สำหรับเจ้าชะตารอบอายุ 61 ปี ในปี 2553 นี้ การงานและธุรกิจการค้าจะมีผู้อุปถัมภ์ มีโอกาสย้ายเข้าบ้านใหม่ จะมีข่าวดี ได้ไปร่วมงานมงคล สิ่งไม่ดีคือ ปัญหาด้านสุขภาพ เป็นเหตุให้ต้องเสียทรัพย์รักษาตัว และญาติมิตรนำเรื่องเดือดร้อนมาให้ ควรหมั่นไปทำบุญ ปฎิบัติธรรม เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิต ทำให้ไม่เครียด ก็จะทำให้สบายใจมากขึ้น
………สำหรับเจ้าชะตาที่อายุ 1 ปี มีเรื่องที่ต้องระวังในปี 2553 นี้ คือ โรคท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ ซึ่งผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิด อย่าให้เด็กเอาของแปลกปลอมเข้าปากจะเกิดการติดเชื้อ หากอยู่ในที่เย็นหมั่นตรวจผ้าอ้อม และเปลี่ยนให้บ่อย จะได้ไม่ชื้นแฉะทำให้ไม่สบาย นอกจากนี้ระวัง และดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อพาออกนอกบ้าน มีเกณฑ์พลัดหลง หรือใครอุ้มไปได้
ท่านที่เกิดปีฉลูรอบอายุ 49 ปี (พ.ศ.2504)
………
………ปี 2553 ถือเป็นอีกปีหนึ่งที่ทรัพย์มงคลจะเข้ามา สิ่งที่ไม่ราบรื่นที่ผ่านมาจะลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด โชควาสนาจะเข้ามามีส่วนช่วยให้ชีวิตการงาน ธุรกิจการค้า พบกับการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าดีขึ้น หากทำงานประจำหรือรับราชการ ปีนี้จะมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง หากทำธุรกิจส่วนตัวหรือประกอบการค้าปีนี้ยอดขายจะขยายตัว หากมีโอกาสดีเข้ามาหา
………ท่านสามารถตกลงรับงานชิ้นใหญ่ได้ เพราะปีนี้จะมีพลังความสำเร็จสูง แต่การทำงานใหญ่ใดๆ ในปีนี้จะสำเร็จได้ ท่านจะต้องได้รับการร่วมแรงร่วมใจจากเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นปัจจัยหลักสำคัญในปีนี้ คือ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง การงานจึงจะประสบความสำเร็จรุ่งเรืองดังหวัง
ส่วนช่วงที่ควรระวัง คือระหว่างวันที่ 14 ก.พ.-15 มี.ค. / 14 พ.ค.-11 มิ.ย. และช่วง 10 ส.ค.-7 ก.ย. จะมีคนพาลหรือผู้ไม่หวังดีมาหาเรื่อง ควรหลบเลี่ยงอย่าได้เข้าไปเป็นคู่กรณี เพราะ จะมีแต่เสียไม่มีได้ อย่างไรก็ดีแม้การงานข??งท่านจะราบรื่น แต่ความรักอาจมีปัญหา เพราะทุ่มเวลาให้กับงานมากเกินไป จนทำให้อีกฝ่ายน้อยใจ จัดสรรเวลาในการทำงานและการอยู่กับครอบครัวให้ดี ควรหากิจกรรมทำกับครอบครัวบ้างจะได้มีความสุขทุกฝ่าย
ท่านที่เกิดปีฉลูรอบอายุ 37 ปี (พ.ศ.2516)
………
………ถึงแม้จะมีดาวมงคลเข้ามาทำให้การงาน ธุรกิจการค้า เดินหน้าไปด้วยดี แต่ก็ยังมีอุปสรรคปัญหาเกี่ยวกับคนให้ท่านหนักใจอยู่เป็นระยะๆ ขอให้ท่านอดทนมุมานะ อย่าใจร้อน จะมีคนช่วยเอง อย่าท้อแล้วกัน ผ่านกลางปีไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นเอง โดยเฉพาะผลกำไรตอบแทนจะเข้ามาทำให้ท่านได้ชื่นใจ
………ด้านการเงินโชคลาภ จะมีรายรับที่ดี ในขณะที่มีรายจ่ายออกมากเช่นกัน ส่วนมาจะหมดไปกับการใช้จ่ายและการลงทุน สภาพ การเงินขึ้นๆ ลงๆ ต้องบริหารให้ดีตั้งแต่ต้นป มิฉะนั้นอาจพบทางตันได้ ในปีนี้แม้การงาน การค้า ธุรกิจ จะดี ได้รับความไว้ใจ และความร่วมมือช่วยเหลือจากเพื่อนรอบข้าง แต่ให้ท่านระวังเรื่องการใช้คำพูด และอารมณ์หงุดหงิด อาจเป็นเหตุให้ธุรกิจติดขัดได้ ต้องรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายให้ดี เพราะทุกคนมีส่วนช่วยผลักดันให้ท่านประสบความสำเร็จและมีความเจริญก้าวหน้ามากในปีนี้

ดูดวงปี 2553 สำหรับท่านที่เกิดปีขาล
ท่านที่เกิดปีขาลรอบอายุ 84 ปี (พ.ศ.2469) และรอบอายุ 24 ปี (พ.ศ.2529)
………
………สำหรับ เจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 84 ปี ในปี 2553 นี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การดูแลสุขภาพตัวเองทั้งสุขภาพกายและใจ ด้านสุขภาพกาย ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ คือ เรื่องอาหารการกิน และต้องหมั่นออกกำลังกายบ้าง พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นระยะๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนสุขภาพใจต้องอย่าให้เครียด ปล่อยวางเรื่องลูกหลานให้เค้าจัดการกันเอง เรามีหน้าที่ให้ศีลให้พรลูกหลาน เท่านั้นพอ นอกจากนี้ควรหมั่นทำบุญสร้างกุศล แค่นี้ก็จะเป็นสุขในปีนี้แล้ว
………สำหรับเจ้าชะตาหนุ่มสาว รอบอายุ 24 ปี เนื่องจากตกอยู่ในปีชงปีหนึ่ง จึงส่งผลให้ทุกกิจกรรม การงานติดขัดไม่ราบรื่น ก่อนจะทำการใดๆ ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน สิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่าทำเป็นอันขาด ระวังอย่าหลงเชื่อเพื่อนฝูงที่ชักชวนไปลงทุนทำสิ่งที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย อาจพลาดพลั้งได้ นอกจากจะสูญเงินลงทุนแล้ว ยังต้องรับผิดทางคดีอาญาด้วย และระหว่างทำงาน หรือเดินทางในปีนี้อย่าประมาท มีเกณฑ์ประสบอุบัติเหตุ ต้องระวังไว้เสมอ
………
ท่านที่เกิดปีขาลรอบอายุ 72 ปี (พ.ศ.2481) และรอบอายุ 12 ปี (พ.ศ.2541)
………
………สำหรับ เจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 72 ปี ปีนี้ถูกจัดให้เป็นปีชงปีเกิด สิ่งที่ท่านควรระวังในปีนี้ คือ ปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคซ่อนเร้น ซึ่งจะปรากฎในปีนี้ ควรระวังเรื่องอาหารการกิน ควบคุมเรื่องน้ำตาล, ไขมัน, ความเค็ม ให้ดี เพราะจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเบาหวาน, โรคไขมันอุดตัน และโรคไต และที่สำคัญคือ การปล่อยวาง อย่าไปเครียดเรื่องลูกหลานเพราะจะส่งผลต่อสุขภาพกายได้
………ส่วนผู้เยาว์อายุ 12 ปี ในปี 2553 นี้ โดยภาพรวมมีทั้งดี และไม่ดี เรื่องดีเกี่ยวกับการเรียน ผลการเรียนของท่านก็จะได้รับการเกื้อหนุนจากดาวมงคลให้ ก้าวหน้าด้วยดี อย่างไรก็ตามเจ้าตัว ก็ต้องตั้งใจหมั่นทบทวนบทเรียนด้วย ไม่เข้าใจก็ต้องหัดไต่ถามครูอาจารย์ จะช่วยให้ ระดับการเรียนขึ้นไปสู่เป้??หมายที่ตั้งใจ แต่เนื่องจากเป็นปีที่ตรงทับกับปีเกิด จึงมีสิ่งที่จะทำให้วุ่นวาย คือ โรคภัยไข้เจ็บ จะเกิดอาการแพ้อากาศ เป็นหวัดบ่อย และเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ผู้ปกครองควรเพื่มการดูแล เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
………และเนื่อง จากปี 2553 นี้ เป็นปีที่ทับปีเกิดทั้งสองรอบอายุ ทั้งผู้เยาว์และผู้อาวุโส จะมีเหตุการณ์ไม่ราบรื่นผ่านเข้ามาแน่ ดังนั้นช่วงต้นปีจึงควรหาเวลาไปไหว้พระ และหมั่นทำบุญ ตักบาตร สวดมนต์เพื่อคุ้มครองดวงชะตา และบรรเทาเคราะห์ภัยร้ายต่างๆ
………
ท่านที่เกิดปีขาลรอบอายุ 60 ปี (พ.ศ.2493)
………
………สำหรับเจ้าชะตารอบอายุ 60 ปี ปีเกิดท่านถูกจัดให้เป็นปีชงราศีหนึ่ง ตลอดทั้งปีจึงอาจต้องเผชิญกับปัญหาความวุ่นวายไม่น้อย แต่ก็มีดาวมงคลแห่ง ปัญญามาคอยช่วยเหลือ เคราะห์ภัยที่มีจึงได้รับการบรรเทา จะทำอะไรใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบโดยเฉพาะเรื่องงาน และธุรกิจการค้า ในปีนี้ไม่ควรใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ
………ด้านสุขภาพระวังการเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะและลำไส้ อีกทั้งต้องระวังอุบัติเหตุทั้งในระหว่างทำงานและเดินทาง หลีกเลี่ยงการไปร่วมงานศพ ไม่ว่าจะไปเป็นประธาน หรือรองประธานในพิธี หรือเดินทางไปส่งศพที่สุสาน หรือแม้แต่การรับประทานอาหารในงานศพก็ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด
………ในช่วงต้นปีท่านควรหาเวลาไปไหว้พระ ทำบุญตักบาตร และหมั่นสวดมนต์ นั่งสมาธิ ปฎิบัติธรรมให้เป็นประจำ ก็จะช่วยให้พบแต่สิ่งมงคลและโชคดี
ท่านที่เกิดปีขาลรอบอายุ 48 ปี (พ.ศ.2505)
………
………ใน ปี 2553 นี้ ท่านจะพบกับปัญหา ความเดือดร้อน วุ่นวาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท้งเรื่องการงาน-การค้า, ครอบครัว สุขภาพดังนั้นเตรียมใจรับมือกับปัญหาและวางแผนไว้ล่วงหน้าได้เลย การงานทุกอย่างควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนลงมือทำ อย่าใจร้อน อย่าใช้อารมณ์ตัดสินใจ จะสร้างความเสียหายติดตามมา อุปสรรคและปัญหาทุกอย่างแม้จะหนักแต่ ท่านก็จะสามารถผ่านไปได้ หากมีความมานะพยายามและอดทน สิ่งสำคัญคือ ท่านควรสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงานไม่ว่าจะในระดับที่สูงกว่า หรือต่ำกว่า นอกจากนี้ท่านต้องรักษาความจริงใจ และมีความยุติธรรมโปร่งใส จึงจะช่วยให้การงาน-การค้า ราบรื่นก้าวหน้า
………ด้านครอบครัวจะมีความสุขดีพอใช้ แต่ควรระวังเรื่องสุขภาพที่จะเกิดกับตับ ถุงน้ำดี ม้าม หรือกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ในช่วง 14 เม.ย.-13 พ.ค. และ 12 ก.ค. – 9 ส.ค. เจ้าชะตาต้องระวังการมีปากเสียง หรือเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น จนส่งผลให้เกิดเรื่องเดือดร้อน และเสียหายตามมา
………
ท่านที่เกิดปีขาลรอบอายุ 36 ปี (พ.ศ.2517)
………
………เนื่อง จากปี 2553 นี้ เป็นปีที่ตรงทับปีเกิด ดวงชะตาจะไม่ใคร่ดี หลายเรื่องที่ตั้งใจจะทำ อาจไม่สำเร็จ หรือไม่ราบรื่นเท่าที่ควร จะมีปัญหา อุปสรรครังควานเสมอ ดังนั้นในการทำงาน หรือธุรกิจการค้าใดๆ ก็ตามในปีนี้ ควรทำด้วยความสุขุมรอบคอบ ตัดสินใจให้ละเอียด เพราะจะส่งผลเสียหายหนัก โชคยังดียังมีดาวมงคลคอยช่วยเหลือบ้าง ประกอบกับ หากท่านมีความตั้งใจ มีความขยันอดทน ไม่ท้อ ก็จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ และกิจการเดินหน้าไปได้ด้วยดี
………ด้านการเงินท่านไม่ค่อยดี ไม่ควรเล่นการพนันเสี่ยงโชค ห้ามลงทุนในธุรกิจที่เสี่ยงต่อกฎหมาย เพราะนอกจากจะทำให้สูญเสียเงินแล้วยังอาจต้องโทษคดีอาญาอีกด้วย ที่สำคัญท่านมีเกณฑ์จะพบกับปัญหาขาดสภาพคล่อง หากมีการใช้จ่ายแบบมือเติบโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี
………ด้านครอบครัว ปีนี้?่านควรหาเวลาอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวให้มากขึ้น เพื่อจะได้กระชับความสัมพันธ์ การพูดคุย และสื่อสารที่ดีจะนำมาซึ่งความสงบสุขในครอบครัว นอกจากนี้ช่วงต้นปีท่านควรหาเวลาไปไหว้พระตามวัดต่างๆ หมั่นทำบุญ ตักบาตร ถือศีล ทำสมาธิ และปฎิบัติธรรม ผลบุญก็จะช่วยให้การงานราบรื่นทุกสิ่งสมหวัง

«
ดูดวงปี 2553 สำหรับท่านที่เกิดปีเถาะ
ท่านที่เกิดปีเถาะรอบอายุ 83 ปี (พ.ศ. 2470) และรอบอายุ 23 ปี (พ.ศ. 2530)
………
………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 83 ปี ปีนี้มีดาวมงคลที่ส่งผลให้ท่านสุขสบาย ลูกหลานดูแล ถ้ามีธุรกิจ การค้า ก็ส่งผลดีต่อเนื่อง ปีนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาทำงานเบาๆ เช่น ทำสวน ดูแลต้นไม้ อ่านหนังสือ รับประทานอาหารกับลูกหลาน บั้นปลายชีวิต เป็นสุขดี
……… สำหรับผู้มีอายุ 23 ปี ในปี 2553 นี้ ด้านการเรียนจะดี ส่วนใครที่ทำงาน ก็จะมีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ช่วยเหลือทำให้งานเจริญก้าวหน้า จะได้ไปงานมงคล และมีโชคลาภเข้ามาเยือน สิ่งที่ต้องระวังคือ การใช้เครื่องมือ-เครื่องใช้ ที่มีคม จะทำให้เลือดตกยางออกได้ นอกจากนี้ควรระวังอุบัติเหตุจากการเดินทางทั้งใกล้และไกล ระวังถูกลูกหลงจากการทะเลาะวิวาท อย่าคบเพื่อนที่ชอบชวนไปที่อโคจร จะมีเหตุแน่นอน
………
ท่านที่เกิดปีเถาะรอบอายุ 71 ปี (พ.ศ. 2482) และรอบอายุ 11 ปี (พ.ศ. 2542)
………
………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 71 ปี หากยังทำงานอยู่ ปี 2553 นี้ จะพบอุปสรรคปัญหา ท่านที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องไม้ เครื่องมือ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะประสบเหตุบาดเจ็บเลือดตกยางออก และสะดุดหกล้ม ในที่สูงต่ำ อีกทั้งต้องดูแลเรื่องการอาหารการกิน ให้ถูกสุขอนามัย รวมทั้งทำใจให้สบาย อย่าเครียด ถึงจะมีความสุข
………สำหรับเจ้าชะตาวัยเยาว์อายุ 11 ปี ในปี 2553 นี้ เด็กจะเป็นที่รักใคร่ของคนในบ้าน อีกทั้งการเรียนจะมีความก้าวหน้า เรียนดี ขอให้ตั้งใจเรียน ทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอ คบเพื่อนที่รักเรียน ก็จะส่งผลให้การเรียนดีตามที่ตั้งเป้าไว้ พ่อแม่ควรใส่ใจเรื่องเรียนของลูกด้วย สิ่งที่ควรระวังคือ อุบัติเหตุระหว่างการเดินทางแ ละการทำกิจกรรมนอกบ้าน นอกจากนี้ต้องระวังภัยที่เกิดจากไฟให้ดี ทั้งระบบไฟฟ้า หรือเปลวไฟที่ลุกไหม้ มีเกณฑ์ได้รับอันตราย เรื่องการ
ท่านที่เกิดปีเถาะรอบอายุ 59 ปี (พ.ศ. 2494)
………
………ปี 2553 นี้ จะทำงานการใดๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ มีการวางแผนงาน และเตรียมความพร้อมให้ดี
………การเงินระวังลูกน้องยักยอกทรัพย์ อาจเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องของเงินทุนหมุนเวียน ดังนั้นควรวางแผนทางการเงินตั้งแต่ต้นปีให้ดี จะได้จัดการกับปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้
………นอกจากนี้ควรระวังปัญหาด้านสุขภาพ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน การเกิดภัยร้ายที่ไม่คาดคิด ทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวก็จะนำเรื่องไม่สบายใจมาให้ท่าน
………อย่างไรก็ดีหากภายในบ้านของท่านมีงานมงคลในปีนี้ ก็จะสามารถผ่อนคลายเรื่องร้ายๆ นี้ไปได้ หรือมีอีกวิธีคือ หากท่านได้เดินทางไปไหว้องค์พระที่ประดิษฐานอยู่ทางทิศเหนือ ก็จะช่วยได้ หรือหากไม่สะดวก ท่านอาจหาโอกาสทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านโดยตั้งพระประธานหันหน้าไปทางทิศเหนือ ก็ได้เช่นกัน จะช่วยให้ก?รงานและสิ่งที่ติดขัดราบรื่นขึ้น
………
ท่านที่เกิดปีเถาะรอบอายุ 47 ปี (พ.ศ. 2506)
………
………ปี 2553 นี้ ด้านการงานจัดว่าดี งานของท่านจะพบผู้อุปถัมภ์ ส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้าได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ส่วนใครที่ทำธุรกิจการค้า เจริญก้าวหน้าดี ใครอยากขยับขยายการลงทุน มีโอกาสสำเร็จได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งปีนี้ท่านจะมีโอกาสซื้อทรัพย์สินราคาแพง หรือมีโอกาสย้ายเข้าบ้านใหม่ อาจกล่าวได้ว่า ในปี 2553 นี้ ท่านจะมีความเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง เงินทอง เข้ามา ทำให้ ท่านประสบความสุข
………ส่วนที่ต้องระวังคือ ปัญหาด้านสุขภาพ และอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องจักร นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระวังอีกเรื่อง คือ การบริหารจัดการด้านการเงิน ต้องวางแผนการใช้จ่ายให้รอบคอบ อย่าฟุ้งเฟ้อ หรือลงทุนผิดกฎหมาย จะพบกับความเดือดร้อน อีกทั้งไม่ควรนำเงินไปใช้เที่ยวเตร่เฮฮา เที่ยวสถานบันเทิงเริงรมย์ เพราะนอกจากต้องเสียทรัพย์โดยไม่จำเป็นแล้ว ยังจะทำให้ท่านต้องโชคร้ายพบกับความเดือดร้อน หรือพบกับอุบัติเหตุด้วย
………
ท่านที่เกิดปีเถาะรอบอายุ 35 ปี (พ.ศ. 2518)
………
………ในปี 2553 นี้ มีดาวมงคลส่องสว่าง ทางทิศการงาน การค้าของท่าน จึงมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ท่านควรจะเพิ่มความขยัน อดทน และสร้างผลงานให้มากขั้น เพื่อที่จะได้มีรายรับเข้ามามากขึ้น ปีนี้นับเป็นจังหวะเหมาะในการลงทุนขยับขยายกิจการ โครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้ก็มีโอกาสสำเร็จ เพราะจะได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้างเป็นอย่างดี การเงินมีแนวโน้มดีขึ้น หมุนเวียนคล่องตัว อีกทั้งจะมีโอกาสซื้อทรัพย์สินราคาแพง แต่สิ่งที่ท่านควรระลึกไว้เสมอคือ ความสำเร็จที่ได้มานั้น ต้องอาศัยความขยันพากเพียรของตัวท่านเองเป็นหลัก
………ส่วนทางด้านครอบครัว ปีนี้ขาดความสงบสุข อาจมีเหตุวุ่นวายเรื่องการรักษาพยาบาลและดูแลความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน จึงควรระวังเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ท่านมีเกณฑ์จะผิดใจกับคนรัก หรือคู่ครอง จากมือที่ 3 ต้องแบ่งเวลาให้ดี หากมีปากเสียงต้องใช้สติ อย่าใช้อารมณ์ แล้วทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปด้วย

ดูดวงปี 2553 สำหรับท่านที่เกิดปีมะโรง
ท่านทีเกิดปีมะโรงรอบอายุ 82 ปี (พ.ศ.2471) และรอบอายุ 22 ปี (พ.ศ. 2531)
………
………ในปี 2553 นี้ เจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 82 ปี ต้องระวังจะมีภัยอันตราย และมีเหตุให้ต้องไว้ทุกข์ อย่าก้าวก่ายหรือจุกจิกกับลูกหลาน หมั่นไปทำบุญสร้างกุศล ทำสมาธิ ทำบุญใส่บาตร บริจาคทาน และไถ่ชีวิตสัตว์ จะช่วยให้รู้สึกสงบ และมีความสุขมากขึ้น
………สำหรับหนุ่มสาวอายุ 22 ปี จะทำกิจกรรมอะไรต้องไตร่ตรองให้ดีก่อน ด้านการศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มดี หากขอทุนมีโอกาสได้สูง ส่วนผู้ที่ก้าวเข้าสู่การทำงานในปีนี้ ก็เป็นการเริ่มต้นที่สดใส หากจะสอบเข้าทำงาน ในหน่วยงานราชการ หรือดำเนินงานธุรกิจส่วนตัว ก็มีโอกาสที่ดี สิ่งที่ต้องระวังคือ การถูกหลอก หรือเพื่อนไม่ดีชักชวนไปในทางผิด นอกจากนี้ยังต้องระวังอุบัติเหตุ หรือการเกิดเคราะห์ภัย เพราะปีนี้ท่านอาจจะต้องไว้ทุกข์ให้กับญาติผู้ใหญ่ ดังนั้นควรหาโอกาสไหว้พระไหว้เจ้า หรือทำสิ่งที่เป็นกุศล เช่น ถวายสังฆทาน ปล่อยสัตว์ ก็พอจะช่วยบรรเทาเคราะห์ภัยได้
………
ท่านที่เกิดปีมะโรงรอบอายุ 70 ปี (พ.ศ. 2483) และรอบอายุ 10 ปี (พ.ศ. 2543)
………
………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 70 ปี ในปีนี้ ท่านต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายจนดิ้นไม่หลุด ฉะนั้นในทุกการงาน ท่านควรมองให้ชัดก่อนลงมือ แม้ดวงครอบครัวจะมีงานมงคล แต่ท่ามกลางเรื่องน่ายินดีอาจปรากฏเรื่องเสียใจ มีเรื่องวุ่นวายทำให้ครอบครัวขาดความสงบสุข ท่านควรระวังความปลอดภัยและสุขภาพของคนในบ้าน สำหรับการงานควรมองหาคนรุ่นใหม่มารับช่วงงานต่อ จะช่วยให้สุขภาพกายและใจของท่านดีขึ้น นอกจากนี้ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง เกี่ยวกับเรื่องของลูกหลาน
………ปีนี้ให้ระวังปัญหาสุขภาพ การเจ็บป่วยโดยเฉพาะ เรื่องความดันผิดปรกติ และโรคตับอักเสบ ระวังการเกิดอุบัติเหตุ และผู้ไม่หวังดีสร้างความเดือดร้อน
………สำหรับเยาวชน ปีมะโรงอายุ 10 ปี ปีนี้การเรียนไม่ราบรื่น ต้องเพิ่มความขยันให้มากขึ้นกว่าเดิม ด้านการเล่นผู้ปกครองอย่ามองข้ามความปลอดภัย ควรเตือนให้เด็กระมัดระวังในการทำกิจกรรมต่างๆ เสมอ อย่าประมาท ระวังการเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทาย อย่าไว้ใจคนที่ไม่รู้จักเด็ดขาด ทำอะไรต้องอยู่ในสายตา ของผู้ใหญ่ มีเกณฑ์ได้รับอันตราย
………
ท่านทีเกิดมะโรงรอบอายุ 58 ปี (พ.ศ.2495)
………
………ปี 2553 ดวงชะตาโดยรวมไม่ค่อยดี จะทำการสิ่งใดมักพลิกผันได้ง่าย จะทำอะไรต้องมีสติ และรอบคอบเสมอ ถึงจะพ้นอุปสรรคไปได้ นอกจากนี้ ในปีนี้ยังมีเกณฑ์เสียทรัพย์ ไม่เหมาะกับการลงทุน หรือร่วมทุนใดๆ เพราะมีโอกาสประสบภาวะขาดทุน หากจำเป็นต้องลงทุนทำกิจการใดๆ จริงๆ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ระวังการทุจริตทางบัญชี ระวังการขาดสภาพคล่องของเงินทุนหมุนเวียน และระวังถูกผู้อื่นหลอกใช้ เอกสารปลอมในการทำธุรกรรมต่างๆ โดยเฉพาะช่วง 14เม.ย.-13พ.ค. / 12 มิ.ย.-11 ก.ค. / 8 ก.ย. – 7 ต.ค. และช่วง 8 ต.ค.-5 พ.ย.
………และเพื่อบรรเทาดวงชะตา ควรเสริมสร้างบารมี ด้วยการปฏิบัติธรรม ทำบุญ และ บริจาคทานแก่ผู้ด้อยโอกาส ก็จะส่งผลให้ดีขึ้น ส่วนความสุขด้านครอบครัว ราบรื่น สดใส ลูกหลานจะนำข่าวดีมาให้ น่าปลื้มใจ
………
ท่านที่เกิดปีมะโรงรอบอายุ 46 ปี (พ.ศ.2507)
………
ในปี 2553 นี้ ดวงชะตาของท่านต้องประสบเคราะห์กรรม การงาน การค้า มีอุปสรรค มีคนจ้องทำร้าย เป็นปีที่ท่านจะต้องใช้ความอดทน และความรอบคอบอย่างสูงในการดำเนินกิจกรรมงานต่างๆ ไม่ควรใจร้อนวู่วาม เพราะจะนำพาความเสียหายมาให้
สิ่งที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา คือ ความซื่อสัตย์ ดังนั้นการประกอบการงานใดๆ ก็ตามขอให้ทำแบบตรงไปตรงมา ห้ามทำเรื่องทุจริตโดยเด็ดขาด เพราะมีสิทธิ์ต้องคดีความ อีกทั้งจะทำอะไรอย่าเอาแต่อารมณ์ เป็นใหญ่ จะทำให้ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครคบหา ระวังการพูดจาติดต่อกับผู้คน ควรหมั่นทำบุญสร้างกุศลก็จะช่วยลดเคราะห์ภัย และช่วยเสริมให้การงานธุรกิจเจริญรุ่งเรืองได้
………
ท่านที่เกิดปีมะโรงรอบอายุ 34 ปี (พ.ศ.2519)
………
………ปี 2553 เป็นปีที่มีผลด้านลบต่อครอบครัวของเจ้าชะตา โดยจะทำให้คนในครอบครัวเกิดปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท ควรหาโอกาสทำบุญ สร้างกุศล ไม่ว่าจะเป็น การสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา จะทำให้ท่านได้พบกับคนดี เป็นกัลยาณมิตร ช่วยเหลือทำให้หลายอย่างราบรื่นรวดเร็วขึ้น และควรหาโอกาสพาสมาชิกในครอบครัวไปทำบุญร่วมกันอย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อเสริมบารมีและผ่อนคลายเคราะห์ร้ายที่จะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวให้เบาบางลง
………อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปีนี้โชคชะตาจะไม่เอื้ออำนวย การงานก็ยังมีขวากหนาม ก็ยังมีทางให้เดินอยู่ ขอให้ปฏิบัติตัวดังนี้ คือ หมั่นเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ รักษาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง และพันธมิตรทางการค้าไว้เสมอ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมตัวเองด้วยการเพิ่มความเพียรในหน้าที่การงานของตน ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง หมั่นแสวงหาความรู้อยู่เสมอ เป้าหมายและความสำเร็จก็จะไม่ไกลเกินมือคว้า
ดูดวงปี 2553 สำหรับท่านที่เกิดปีมะเส็ง
ท่านที่เกิดปีมะเส็งรอบอายุ 81 ปี (พ.ศ.2472) และรอบอายุ 21 ปี (พ.ศ.2532)
………
………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 81 ปี ในปี 2553 นี้ เป็นอีกปีหนึ่งที่ท่านควรดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ควรดูแลให้ถูกสุขอนามัย อย่าทานรสจัด และต้องหมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นระยะๆ นอกจากนี้ท่านไม่ควรจู้จี้จุกจิกกับลูกหลาน ใครไปมาหาสู่ควรให้ศีลให้พร แล้วท่านจะเป็นที่เคารพรักใคร่ของครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด
………สำหรับดวงของเจ้าชะตารอบอายุ 21 ปี ในปี 2553 นี้ ท่านได้พลังมงคลด้านการงานจะพบผู้อุปถัมภ์ ส่วนด้านการเรียนจะมีความก้าวหน้า ท่านที่ทำการค้าของตัวเองจะมีความสำเร็จดังที่ตั้งใจ ขอให้ขยัน อดทน และมีคนแนะนำที่ดี
………ส่วนสิ่งที่ควรระวัง คือ อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องที่ไม่ใช่กิจธุระของเรา และระวังอุบัติเหตุทั้งระหว่างทำงาน และการเดินทาง ระวังคนให้ร้ายป้ายสี ระวังเรื่องการควบคุมอารมณ์ของตนเอง อย่าเที่ยวไปทะเลาะกับใคร เพราะจะเสียใจภายหลัง
………
ท่านที่เกิดปีมะเส็งรอบอายุ 69 ปี (พ.ศ.2484) และรอบอายุ 9 ปี (พ.ศ.2544)
………
………ในปี 2553 ดวงชะตาสำหรับท่านที่รอบอายุ 69 ปี ไม่ค่อยดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ร่างกาย มีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ต้องเสียเงินรักษาบ่อยครั้ง เช่น อาการปวดเมื่อยตามข้อต่อต่างๆ โดยเฉพาะหัวเข่า หรือมักเป็นตะคริว ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆ และหมั่นพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นระยะๆ ระวังโรคภัยซ่อนเร้น ด้วย เพราะมันทำให้ท่านรู้สึกหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ดังนั้นสิ่งที่ควรทำในปีนี้ คือ ทำจิตใจให้สบาย อย่าไปสนใจปัญหาของผู้อื่น และอย่าว่ากล่าวตำหนิลูกๆหลานๆ ให้ปล่อยวางซะ จิตใจของท่านจะรู้สึกสบายขึ้น
………สำหรับเจ้าชะตาวัยเยาว์ 9 ปี ปีนี้ควรระวังเพื่อนบางคนชักชวนไปเล่นเกมส์นอกบ้าน หากเล่นมากเกินไปจะไม่ดีต่อทั้ง การเรียนและสุขภาพ นอกจากนี้มีเกณฑ์หกล้ม ได้รับบาดเจ็บเลือดออก เป็นเหตุให้ผู้ปกครองเสียทรัพย์ ช่วงต้นปีท่านผู้ปกครองควรจะพาไปไหว้พระให้คุ้มครอง ให้รอดพ้นจากเคราะห์ภัย
………
ท่านที่เกิดปีมะเส็งรอบอายุ 57 ปี (พ.ศ.2496)
………
………เจ้าชะตาที่เกิดปีมะเส็งรอบอายุ 57 ปี ในปีนี้มีทั้งดีและร้ายปะปนกันอย่างละครึ่ง ด้านการงานหรือธุรกิจการค้า ท่านจะพบผู้อุปถัมภ์คอยให้การสนับสนุนช่วยเหลือ มีความเจริญก้าวหน้า ส่วนเรื่องร้าย ท่านต้องระวังลูก??้อง กลั่นแกล้งให้ร้ายทำให้เสียทรัพย์ แต่ถึงแม้ท่านจะเหน็ดเหนื่อยด้านการงาน แต่ผลจากความเหน็ดเหนื่อยนั้นก็จะแปรเปลี่ยนเป็นผลงานให้ท่านได้ชื่นชมยินดีในภายหลัง จึงขอให้ท่านอดทนไปอีกปี แล้วความพยายามของท่านก็จะสัมฤทธิผล
………อย่างไรก็ตามแม้ดวงปีจะได้รับพลังชง แต่ท่านโชคดีกว่ารอบอายุอื่น เนื่องจากมีดาวมงคลให้ความช่วยเหลือทำให้เรื่องร้ายผ่อนจากหนักเป็นเบาได้ ทว่าท่านก็ไม่ควรประมาท ควรระวังปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านการมีปากเสียงและปัญหา ด้านการถูกตรวจสอบ โดยท่านมีแนวโน้มจะเกิดปัญหากับหน่วยงานราชการ ช่วงต้นปีท่านจึงควรไปไหว้พระไหว้เจ้า เพื่อ จะช่วยให้การงานหรือการค้ามีความราบรื่น ค้าขายดีและหากหมั่นทำบุญสร้างกุศลจะช่วยบรรเทาเคราะห์ภัยได้
………
ท่านที่เกิดปีมะเส็งรอบอายุ 45 ปี (พ.ศ.2508)
………
………ดูดวงในปี 2553 นี้ ชาวมะเส็งรอบอายุ 45 ปี มีส่วนรับพลังชงอยู่ทำให้ การจะทำกิจการ งานใดๆ มีปัญหา อุปสรรค แต่ก็ ยังมีดาวมงคลเกื้อหนุน หากท่านตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี ขยันตั้งใจทำงานโดยไม่ย่อท้อ ก็จะทำให้หน้าที่การงานหรือธุรกิจการค้าท่านมีความเจริญก้าวหน้า ถึงแม้รอบตัวจะติดขัดหลายเรื่อง ท่านก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ในที่สุด
………ส่วนปัญหาหนักสำหรับท่านในปีนี้คือ เรื่องสุขภาพ ควรระวังโรคตับ โรคกระเพาะโรคลำไส้ โรคอาหารเป็นพิษ ทั้งต้องเพิ่มความระมัดระวังอุบัติเหตุทั้งในระหว่างทำงาน และเดินทางสัญจร อีกหนึ่งเรื่องที่ควรระวังคือ การลง ทุน ในปีนี้จะมีความเสี่ยงสูง ท่านจึงควรระมัดระวังการลงทุนให้ดี อีกทั้งเรื่องของคนอื่นก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง เพราะอาจได้รับเคราะห์จากสิ่งที่ท่านไม่ได้ก่อ และระวังทรัพย์สินมีค่าสูญหาย ทางที่ดี ต้นปีท่านควรหาเวลาไปไหว้พระ ขอพร หมั่นทำบุญ ปฎิบัติธรรมเป็นประจำ ผลบุญก็จะช่วยคุ้มครองให้ทุกอย่างราบรื่น และดีขึ้น
………
ท่านที่เกิดปีมะเส็งรอบอายุ 33 ปี (พ.ศ.2520)
………
………ในปี 2553 ผู้ที่เกิดปีมะเส็ง จะมีดวงชะตาที่ดี การงานเจริญ รุ่งเรืองก้าวหน้า ผลงานจะเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่ และมีโอกาสให้ท่านได้แสดงความสามารถเต็มที่ และเรียนรู้ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการงานของตัวเอง ดังนั้นปีนี้ เจ้าชะตาควรจะขยันตั้งใจสร้างผลงาน ก็จะมีอนาคตที่สดใส แต่ก็ระวังจะถูกคนอิจฉา ริษยา
………ดังนั้นต้องรู้จักนอบน้อมถ่อมตน ควบคุมอารมณ์ และคำพูด ที่เหน็บแนม โดยเฉพาะท่านที่ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต มีสิทธิ์จะถูกกลั่นแกล้งใส่ร้าย ก็ขอให้ระมัดระวังตัวในการกระทำต่างๆ ทุกอย่างต้องโปร่งใสมีเหตุผลอธิบายได้ มิฉะนั้นผู้ไม่หวังดีจะได้โอกาสเลื่อยขาเก้าอี้ของท่านได้ ส่วนการเที่ยวเตร่แบบไร้สาระในที่อโคจร จะทำให้เกิดโทษภัยแก่ท่าน ไปไหว้พระดีกว่านะ

ดูดวงปี 2553 สำหรับท่านที่เกิดปีมะเมีย

ท่านที่เกิดปีมะเมียรอบอายุ 68 ปี (พ.ศ.2485) และรอบอายุ 8 ปี (พ.ศ.2545)
………
………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 68 ปี แม้ว่าจะมีดาวอัปมงคลเพ่งเล็งรังควานในเรือนชะตา แต่ท่านก็จะสามารถผ่านไปได้เนื่องจากมีดาวมงคลคอยช่วยเหลือ ปีนี้ท่านจะรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีคนไปมาหาสู่น้อยลง อาจเกิดอาการน้อยใจว่าถูกทอดทิ้ง ต้องทำใจ เปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ ปรับตัวให้อยู่ได้โดยลำพัง ดีซะอีกจะได้มีเวลาคิดทำไรในสิ่งที่อยากทำมานาน ได้มีอิสระ อาจใช้เวลาว่างนั้นไปสร้างบุญสร้างกุศล เดินทางท่องเที่ยว พบเพื่อนใหม่วัยเดียวกันบ้าง จะสนุกและเพลิดเพลินไปอีกแบบ
………ส่วนสิ่งที่ควรระวัง ก็คือ ปัญหาด้านสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาล และไขมัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และควรหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ เพราะคำพูดของท่านอาจส่งผลทำให้คนไม่อยากเข้าใกล้ การใช้จ่ายควรจะประหยัด จึงจะช่วยให้ท่านมีสภาพคล่อง
………สำหรับเจ้าชะตาวัยเยาว์ มีดาวมงคลที่โคจรอยู่ในเรือนราศี ดังนั้นในปีนี้การเรียนจะมีความรุดหน้า จึงขอให้ตั้งใจเรียน แบ่งเวลาเล่น และเรียนให้ดี ก็จะได้รับการชื่นชมรักใคร่จากผู้ใหญ่และครูบาอาจารย์ สิ่งที่ควรระวัง คือ อุบัติเหตุเลือดตกยางออกจากการเล่นหรือ ร่วมกิจกรรมต่างๆ หากต้องไปพักแรมต่างถิ่น ต้องระแวดระวังคนแปลกหน้าให้ดี
………
ท่านที่เกิดปีมะเมียรอบอายุ 56 ปี (พ.ศ.2497)
………
………สำหรับเจ้าชะตารอบอายุนี้ เนื่องจากปีนี้มีดาวมงคลโคจรเข้ามาส่องสว่างกลางเรือนชะตาของท่าน จึงนับเป็นปีศุภมงคล ส่งผลให้หน้าที่การงานก้าวหน้า ท่านที่ทำธุรกิจการค้าก็จะรุ่งเรืองมีความราบรื่น แต่อย่างไรก็ดี ควรรักษาความขยัน มุมานะอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จะช่วยให้การงานมีความสำเร็จก้าวหน้ามากขึ้น
………เข้าปีนี้ไม่ว่าจะคิดอ่านสิ่งใด ก็จะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือด้วยดี มีคนคอยอุปถัมภ์ตลอดเส้นทาง แต่ไม่ควรประมาทควรหมั่นตรวจสอบหน้าที่การงาน หาจุดอ่อนข้อบกพร่อง แล้วนำมาปรับปรุงเพื่อให้ทันยุคสมัย และการเปลี่ยนแปลงที่มักเกิดขึ้นเสมอในปีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ควรระวังคือ สุขภาพร่างกายปีนี้ควรหมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะมีเกณฑ์เจ็บป่วยอยู่บ่อยๆ หรือมีโรคเก่ากำเริบ จะเป็นสาเหตุหลักให้เสียทรัพย์
………นอกจากนี้ควรหาโอกาสทำบุญสร้างกุศลด้วยการไปทำบุญตามโรงพยาบาลสงฆ์ หรือไปบริจาคเลือด บริจาคร่างกาย หรือบริจาคเงินตามโรงพยาบาล เพื่อสะเดาะเคราะห์เกี่ยวกับโรคภัยและสุขภาพของท่าน และหากต้องการเสริมชะตาเกี่ยวกับหน้าที่การงานและการเงิน ควรหาเวลาไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือเข้าไปช่วยเหลืองานบุญงานกุศลให้ประสบความสำเร็จ ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มพูนเสริมบารมีในเรื่องหน้าที่การงานการค้าให้ดียิ่งขึ้น
………
ท่านที่เกิดปีมะเมียรอบอายุ 44 ปี (พ.ศ.2509)
………
………เนื่องจากในปี 2553 นี้ มีดาวเคราะห์มงคลโคจรมาส่องสว่างอยู่ในเรือนราศีของท่าน จึงมีส่วนผลักดันให้การงานที่ทำอยู่ หรือที่วางแผนจะทำ จะขยาย นั้นสำเร็จลุล่วงตามที่หวัง มีความเจริญก้าวหน้า และมีผลตอบแทนที่น่ายินดีกลับมา แต่ต้องอาศัยสติปัญญา ความอดทน ความเพียรพยายาม และความรอบคอบก่อนจะทำการงานใดๆ ให้ถือคติในปีนี้ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
………อย่างไรก็ดีเนืองจากมีดาวร้ายโคจรเข้ามาด้วย จึงแผ่อิทธิพลทำให้ท่านอารมณ์แปรปรวน รู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ใครพูดไม่เข้าหู ก็มักจะสวนกลับด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนสร้างความไม่พอใจแก่คนรอบข้างโดยที่ท่านไม่รู้สึกตัว ทำให้ผู้คนรอบข้างไม่อยากคบหา และไม่ให้ความร่วมมือในการทำงาน จึงควรหาเวลาไปปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา หาหนังสือดีๆ อ่าน ระงับจิตใจให้ดี
………
ท่านที่เกิดปีมะเมียรอบอายุ 32 ปี (พ.ศ.2521)
………
………ปีนี้มีดาวพระเคราะห์มงคลแผ่อิทธิพลกระทบดวงชะตาท่าน ส่งผลให้ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องการงาน และการเงิน จะขยับขยายกิจการ หรือลงทุนทางการค้าก็ล้วนแต่ไปได้สวย ปีนี้จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่ท่านควรจะทุ่มสุดตัว เพราะได้โอกาสก้าวหน้าและได้แรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง
………หากท่านคิดว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็จงรีบใช้โอกาสนี้ในการสร้างผลงาน ขยายงาน ขยายสาขาเพื่อทำยอดขายเพิ่ม เพราะหากไม่ช่วงชิงเวลานี้ จะทำให้พ?าดโอกาส แต่ก่อนที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆ ควรจะวางแผนเพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายอย่างรอบคอบ ตั้งแต่บุคลากรและวิธีการ โดยเฉพาะด้านมนุษย์สัมพันธ์จะมีส่วนสำคัญมากต่อหน้าที่การงานของท่าน พยายามกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลรอบข้างไว้ จะได้รับการสนันสนุนที่ดี
………แต่ระหว่างปี อาจมีช่วงมรสุมพัดกระหน่ำ อย่าท้อแท้ ขอให้มีกำลังใจต่อสู้ เข้มแข็ง มีปัญหาใดก็ขอคำแนะนำและปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ สิ่งที่ตั้งหวังไว้ก็จะไม่ ผิดหวัง

ดูดวงปี 2553 สำหรับท่านที่เกิดปีมะแม

ท่านที่เกิดปีมะแมรอบอายุ 79 ปี (พ.ศ. 2474) และรอบอายุ 19 ปี (พ.ศ. 2534)
………
………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 79 ปี เนื่องจากดาวพระ เคราะห์ที่โคจรเข้าสู่เรือนราศีของท่านส่งผลแผ่อิทธิพลทำให้เกณฑ์ชะตาขึ้นลง ไม่คงที่ ช่วงครึ่งปีแรกต้องระวังปัญหาสุขภาพ และความปลอดภัยในบ้านให้ดี การเดินทางไปไหนมาไหน ควรให้ผู้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจสะดุด เสียหลัก หกล้มได้รับบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนี้ระวังมีเกณฑ์จะมีปากเสียงกับคนรอบข้าง เช่น ลูก หลาน คนรับใช้ใกล้ชิด เพื่อนฝูง ต้องใจเย็น และอย่าเที่ยวไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของใคร ควรเข้มงวดกับการดูแลสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้น หมั่นทำบุญสร้างกุศล จะทำให้ชีวิตมีความสุขราบรื่นในบั้นปลาย
………สำหรับเจ้าชะตาวัยรุ่นรอบอายุ 19 ปี ดาวพระเคราะห์ที่โคจรเข้าสู่ถนนชีวิตของท่านในปีนี้ ล้วนเป็นดาวร้าย ที่จะส่งผลให้ท่านเดือดร้อน ที่ควรระวังที่สุด คือ การคบเพื่อน ระวังจะถูกชักนำให้ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท และมีคดีความ อาจเกิดอุบัติเหตุ หรือถูกลูกหลง ถึงกับเลือดตกยางออกได้ ต้องเลือกคบเพื่อนให้ดี หัดเป็นคนใจเย็น จะทำอะไรอย่าวู่วาม ให้มีสติอยู่เสมอ แล้วจะผ่านพ้นเรื่องร้ายๆ ไปได้
………
ท่านที่เกิดปีมะแมรอบอายุ 67 ปี (พ.ศ. 2486) และรอบอายุ 7 ปี (พ.ศ. 2546)
………
………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโส รอบอายุ 67 ปี เนื่องจากดาวเคราะห์ที่โคจรเข้าสู่เรือนชะตาท่านในปีนี้ ล้วนเป็นดาวอัปมงคลที่ส่งผลร้าย ทุกกิจกรรมการงานที่จะดำเนินไปจึงไม่ราบรื่น ดังนั้นหากจะทำการใดๆ ควรไตร่ตรองและวางแผนให้รอบคอบ ระวังอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง จะทำให้ได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ ในส่วนของการงานการค้าปีนี้จะมีอุปสรรคขัดขวาง และเต็มไปด้วยปัญหาที่กดดัน ห้ามลงทุนในธุรกิจที่หมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมาย อันจะนำมาซึ่งคดีความ การเสียทรัพย์และความท

ค้นหา