วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

พระคาถาชินบัญชรอย่างสั้น

Subject: Fw: พระคาถาชินบัญชรอย่างสั้น

สาธุ
ลองดูนะ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี
ตั้งนะโม ๓ จบ ชินะปัญชะระ ปะริตตังมังรักขะตุ สัพพะทา หรือ
วิญญาณสัมปันโน อิติปิโส ภะคะวา นะโมพุทธายะ ๙ จบ
(ขอพระอนันตชินเจ้าในบัญชรแวดวงกงล้อม พระโมรปริตรและพระขันธปริตร อรหันต์เจ้า
จงคุ้มครองรักษาข้าพเจ้าให้พ้นจากภยันตรายสรรพสิ่งทั้งปวง ตลอดเวลาทุกเมื่อ)

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Mr.Bean (พากษ์ลาว) ตอน ออกเกมส์โชว์ ตอนแรก

Mr.Bean (พากษ์ลาว) ตอน ออกเกมส์โชว์ ตอนจบ

Best First Round Highlights 2010 World Cup Qualifiers S.A.

Best First Round Highlights 2010 World Cup Qualifiers S.A.

Brazil v Argentina: 2010 South American World Cup Qualifiers

2010 FIFA World Cup - Robinho and Kaka laughs in-training

อานิสงส์ของการรักษาศีล ๕ และ โทษของการละเมิดศีล ๕

Subject: FW: อานิสงส์ของการรักษาศีล ๕ และ โทษของการละเมิดศีล ๕



ผู้รักษาศีลข้อที่ ๑ คือไม่ฆ่าสัตว์ตัวชีวิต (ไม่ทำปาณาติบาต) ย่อมได้รับอานิสงส์ถึง ๒๓ ประการ คือ

๑. บริบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ คือร่างกายไม่พิกลพิการ
๒. มีกายสูงและสมส่วน
๓. สมบูรณ์ด้วยความคล่องแคล่ว
๔. เป็นผู้มีเท้าประดิษฐานลงด้วยดี
๕. เป็นผู้สดใสรุ่งเรือง
๖. เป็นคนสะอาด
๗. เป็นคนอ่อนโยน
๘. เป็นคนมีความสุข
๙. เป็นคนแกล้วกล้า
๑๐. เป็นคนมีกำลังมาก
๑๑. มีถ้อยคำสละสลวยเพราะพริ้ง
๑๒. มีบริษัทบริวารมิได้พลัดพรากจากตน
๑๓. เป็นคนไม่สะดุ้งตกใจกลัว
๑๔. ข้าศึกศัตรูทำร้ายมิได้
๑๕. ไม่ตายด้วยความเพียรของผู้อื่น
๑๖. มีบริวารหาที่สุดมิได้
๑๗. รูปสวย
๑๘. ทรวดทรงสมส่วน
๑๙. ป่วยไข้น้อย
๒๐. ไม่มีเรื่องเสียใจ
๒๑. เป็นที่รักของชาวโลก
๒๒. มิได้พลัดพรากจากผู้หรือสิ่งที่รักและชอบใจ
๒๓. มีอายุยืน
รักษาศีลข้อ ๑ คือไม่ฆ่า ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
มีคุณานิสงส์ ล้วนแต่น่าพอใจ ล้วนแต่ทำให้สุขใจ



ผู้รักษาศีลข้อที่ ๒ คือข้อไม่ลักทรัพย์(อทินนาทาน)
ผู้รักษาย่อมได้รับอานิสงส์ถึง ๑๑ ประการ ดังนี้

๑. มีทรัพย์มาก
๒. มีข้าวของและอาหารเพียงพอ
๓. ได้โภคทรัพย์ไม่สิ้นสุด
๔. โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ก็ย่อมได้
๕. โภคทรัพย์ที่ได้ไว้แล้วก็ยั่งยืน
๖. หาสิ่งที่ปรารถนาได้อย่างรวดเร็ว
๗. สมบัติไม่กระจัดกระจายด้วย
ราชภัย โจรภัย อุทกภัย อัคคีภัย หรือญาติฉ้อโกง
๘. หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่ง
๙. ได้โลกุตตรทรัพย์
๑๐. ไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยินคำว่าไม่มี
๑๑. อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข


ผู้รักษาศีลข้อ ๓ คือ เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ได้แก่เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
(ไม่ทำชู้กับคู่ครองของผู้อื่น)
ได้รับอานิสงส์ผลถึง ๒๐ ประการ (ปรมตฺถโชติกา) คือ

๑. ไม่มีข้าศึกศัตรู
๒. เป็นที่รักแห่งชนทั่วไป
๓. หาข้าวน้ำเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่ อาศัยได้ง่าย
๔. หลับก็เป็นสุข
๕. ตื่นก็เป็นสุข
๖. พ้นภัยในอบาย
๗. ไม่ต้องเกิดเป็นหญิงหรือเป็นกะเทยอีก
๘. ไม่โกรธง่าย
๙. ทำอะไรก็ทำได้ โดยเรียบร้อย
๑๐. ทำอะไรก็ทำโดยเปิดเผย
๑๑. คอไม่ตก (คือมี สง่า)
๑๒. หน้าไม่ก้ม (คือมีอำนาจ)
๑๓. มีแต่เพื่อนรัก
๑๔. มีอินทรีย์ ๕ บริบูรณ์
๑๕. มีลักษณะบริบูรณ์
๑๖. ไม่มีใครรังเกียจ
๑๗. ขวนขวายน้อยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย หากินง่าย
๑๘. อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข
๑๙. ไม่ต้องกลัวภัยจากใคร ๆ
๒๐. ไม่ค่อยพลัดพรากจากของที่รัก


ผู้รักษาศีลข้อที่ ๔ คือเว้นจาการพูดปด พูดหลอกลวงปลิ้นปล้อน
ย่อมได้รับอานิสงส์ ๑๔ ประการ (ปรมตฺถโชติกา)

๑. มีอินทรีย์ ๕ ผ่องใส
๒. มีวาจาไพเราะสละสลวย
๓. มีไรฟันอันเสมอชิตบริสุทธิ์
๔. ไม่อ้วนเกินไป
๕. ไม่ผอมเกินไป
๖. ไม่ต่ำเกินไป
๗. ไม่สูงเกินไป
๘. ได้แต่สัมผัสอันเป็นสุข
๙. ปากหอมเหมือนดอกบัว
๑๐. มีบริวารล้วนแต่ขยันขันแข็ง
๑๑. มีถ้อยคำที่บุคคลเชื่อได้
๑๒.ลิ้นบางแดงอ่อนเหมือนกลีบดอกบัว
๑๓. ใจไม่ฟุ้งซ่าน
๑๔. ไม่เป็นอ่าง ไม่เป็นใบ้


ผู้รักษาศีล ๕ คือเว้นจากการเสพสุราเมรัย สารเสพย์ติดทุกชนิด
ย่อมได้รับอานิสงส์ ๓๕ ประการ (ปรมตฺถโชติการ)

๑. รู้กิจการอดีต อนาคต ปัจจุบันได้รวดเร็ว
๒. มีสติตั้งมั่งทุกเมื่อ
๓. ไม่เป็นบ้า
๔. มีความรู้มาก
๕. ไม่หวั่นไหว (ผู้ใดชวนในทางผิดไม่ร่วมมือด้วย)
๖. ไม่งุนงง ไม่เซอะ
๗. ไม่ใบ้
๘. ไม่มัวเมา
๙. ไม่ประมาท
๑๐. ไม่หลงใหล
๑๑. ไม่หวาดสะดุ้งกลัว
๑๒. ไม่มีความรำคาญ
๑๓. ไม่มีใครริษยา
๑๔. มีความขวนขวายน้อย
๑๕. มีแต่ความสุข
๑๖. มีอต่คนนับถือยำเกรง
๑๗. พูดแต่คำสัตย์
๑๘. ไม่ส่อเสียดใคร ไม่มีใครส่อเสียด
๑๙. ไม่พูดหยาบกับใคร ไม่มีใครพูดหยาบด้วย
๒๐. ไม่พูดเล่นโปรยประโยชน์
๒๑. ไม่เกียจคร้านทุกคืนวัน
๒๒. มีความกตัญญู
๒๓. มีกตเวที
๒๔. ไม่ตระหนี่
๒๕. รู้เฉลี่ยเจือจาน
๒๖. มีศีลบริสุทธิ์
๒๗. ซื่อตรง
๒๘. ไม่โกรธใคร
๒๙. มีใจละอายแก่บาป
๓๐. รู้จักกลัวบาป
๓๑. มีความเห็นถูกทาง
๓๒. มีปัญญามาก
๓๓. มีธัมโมชปัญญา (มีปัญญารสอันเกิดแต่ธรรม)
๓๔. เป็นปราชญ์ มีญาณคติ (เป็นคลังแห่งปัญญา)
๓๕. ฉลาดรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และรู้ในสิ่งอันเป็นโทษ

ที่มา ธรรมจักรดอทเน็ต
โทษของการละเมิดศีล ๕
ละเมิดศีลข้อแรกคือ การทำลายชีวิต
หากทำลายชีวิตบุพพการีถือว่าเป็นอนันตริยกรรมคือกรรมหนัก กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าประหารชีวิตสถานเดียว การฆ่า การทำลายชีวิตซึ่งเป็นการละเมิดศีลข้อ ๑ ผิดทั้งกฎหมายของบ้านเมือง และผิดศีล ผิดหลักพระพุทธศาสนาด้วย

โทษขอการละเมิดศีลข้อที่ ๑ คือการทำลายชีวิตนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต (การทำลายชีวิต) ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในกำเนิดเปรตวิสัย
วิบากคือเศษกรรม (ผลกรรมที่เหลือ) ของการทำลายชีวิตอย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำซึ่งเป็นมนุษย์ กลายเป็นคนอายุสั้น (พลันตาย)”

โทษของการละเมิดศีลข้อที่ ๒ คือ อทินนาทาน ได้แก่ลักทรัพย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย อทินนาทาน (การลักทรัพย์) ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อยไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากหรือเศษกรรม เศษของโทษ ที่ละเมิดศีลข้อ ๒ คือลักทรัพย์ (อทินนาทาน) อย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลาย เป็นคนมีทรัพย์วินาศย่อยยับ (เช่น ถูกไฟ ไหม้หรือโจรผู้ร้ายปล้น เป็นต้น)”

โทษของการละเมิดศีลข้อที่ ๓ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
“กาเมสุมิจฉาจาร (การทำชู้) ที่บุคคลทำจนคุ้น ฯลฯ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ฯลฯ
วิบากของกาเมสุมิจฉาจาร (การทำชู้) อย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลายเป็นคนถูกจองเวร”

โทษของการละเมิดศีลข้อที่ ๔ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
“มุสาวาท (พูดปดหลอกลวง) ที่บุคคลทำจนคุ้น ฯลฯ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ฯลฯ
วิบากคือเศษกรรม ของการพูดปดหลอกลวง อย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลายเป็นคนถูกกล่าวตู่ด้วยความเท็จ

โทษขอการละเมิดศีลข้อที่ ๕ คือ สุราเมรัย นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย การดื่มสุราเมรัย ที่บุคคลทำจนคุ้น ฯลฯ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ฯลฯ วิบากของการดื่มสุราเมรัย (เสพยาเสพย์ติด) อย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์ กลายเป็นคนบ้า”
สำหรับศีลข้อ ๕ การเสพยาเสพย์ติดทุกชนิด เช่น เฮโรอีน ฝิ่น กัญชา ยาม้า ยาบ้าน ยาอี โคเคน เป็นอาที ก็สงเคราะห์เข้าในศีลข้อนี้ ผู้ใดเสพ ก็ถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้อ ๕ นี้ด้วยเช่นกัน

ปกติมนุษย์ก็เมาอยู่แล้วด้วยกิเลส คือ ราคะ โลภะ โทสะและโมหะ ยิ่งเติมสิ่งเสพย์ติดเข้าไปอีก จึงเมาและบ้ากำลัง ๒ (ยิ่งบ้ากันใหญ่) เที่ยวจับคนเป็นตัวประกันบ้าง โดดตึกตายบ้าง ฆ่าเมีย ฆ่าลูก ฆ่าตัวเองฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตัวเองตายบ้าง เมืองไทยคนไทยเดินอยู่ตามถนนเตียน ๆ แท้ ๆ ยังถูกจับไปเป็นตัวประกันและถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

เพราะฉะนั้น จงรีบเร่งรักษาศีล ๕ กันเถิดครับ เพื่อกำจัดปัญหาทางสังคมที่เกิดจากการที่มนุษย์ไม่รักษาศีล ๕ จึงเกิดโทษต่าง ๆ นานา มากหลายดังที่ปรากฏเป็นประจักษ์พยานให้เห็นอยู่

ผู้ละเมิดศีลข้อ ๕ ท่านกล่าวว่าวิบากกรรมที่เหลือย่อมทำให้เป็นบ้าเป็นคนเสียสติ
ในเวสสัตตรทีปนี ภาค ๒ ท่านพรรณนาให้เห็นคนบ้า ๘ จำพวก ดังนี้
. บ้าเพราะกาม
. บ้าเพราะโทสะ
. บ้าเพราะทิฎฐิ
. บ้าเพราะหลงใหล
. บ้านเพราะผีสิง (คือโลภ โกรธ หลง)
. บ้าเพราะดีเดือด
. บ้าเพราะเหล้า และ
. บ้าเพราะประสบเหตุร้าย
มีคำอธิบายขยายความดังนี้
. คนบ้ากาม ย่อมทำอะไรตามใจตกอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ
. คนบ้าเพราะโทสะ ย่อมมุ่งร้ายตกอยู่ในอำนาจการเบียดเบียน
. คนบ้าเพราะทิฎฐิ จิตย่อมวิปลาส คือมีความเป็นคลาดเคลื่อน
. คนบ้าเพราะหลง ความคิดย่อม เลอะเลือน
. คนบ้าเพราะผีสิง ย่อมตกอยู่ในอำนาจผี (กิเลส)
. คนบ้าเพราะดีกำเริบ ย่อมแล้วแต่ดีจะกำเริบ
. คนบ้าเพราเหล้า ย่อมตกอยู่ในอำนาจการดื่ม
. คนบ้าเพราะประสบเหตุร้ายย่อมตกอยู่ในอำนาจของความเศร้าโศก
ที่มา ธรรมจักรดอทเนต

เรื่องของอุจจาระ

Subject: Fw: เรื่องของอุจจาระ





อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแล้วปล่อยผ่าน มีประโยชน์มากนะ











เรื่องของอุจจาระ

> เมื่อเร็วๆนี้ผู้เขียนได้รับอีเมลฉบับหนึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ
> "อันตรายจากอุจจาระตกค้าง" ระบุว่า
>
> หากคนเราเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด กินอาหารที่มีกากใยน้อย มีพยาธิ หรือ
> เชื้อรา ระบบดูดซึมเสีย ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 น. เช้า หรือ
> หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบ ให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน
> เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด อุจจาระที่ค้าง ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้
> พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน
> แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ ค้างแข็งไว้
> ก็เกาะติดแน่นไปเรื่อย ๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่าง ๆ
> ในกระเพาะและกดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง
> ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ
> เป็นฝ้า ไมเกรน และอื่น ๆ
>
> เพื่อให้ผู้อ่านหายข้องใจ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบัน
> เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ จะมาไขข้อข้องใจให้ทุกคนได้รับทราบ
>
> นพ.กฤษดา อธิบายว่า เรื่องอุจจาระตกค้าง หรือ อึค้างเป็นเรื่องจริง
> แต่ไม่ทุกคน เราอาจตรวจสัญญาณ อึค้างในลำไส้ใหญ่ได้เองง่ายๆ
> โดยการนอนหงายแล้วเอามือคลำท้องด้านซ้ายล่าง เลยสะดือไปทางซ้ายหน่อย
> แล้วเอานิ้วทั้ง 5 ลองกดดูจนลึกเต็มที่เลื่อนไปมา
> ถ้ามีอึค้างอยู่จะคลำได้เป็นลำคล้ายแท่งยาว ๆ อยู่ตามรูปลักษณ์ของ ลำไส้
> โดยลำไส้ใหญ่นี้จะยิ่งคลำได้ชัดในคนที่ผอม
> สำหรับคนเจ้าเนื้ออาจต้องใช้เทคนิคนอนแล้วแขม่วพุงช่วยแล้วค่อยคลำจะชัดขึ้น
> ที่จริงเรื่องการอึที่ดูเหมือนเป็นกิจวัตรธรรมดาไม่มีอะไรนั้น
> มันต้องมีการฝึกเข้าส้วมกันบ้างให้ติดเป็นนิสัย
>
> กลุ่มคนที่มักมีปัญหาเรื่องอึค้าง ได้แก่
>
> 1.เด็กเล็กที่ให้กินนมแล้วนอนเลย ไม่พาอุ้มพาดบ่าลูบหลัง
> หรือไม่พาขยับตัวกลิ้งไปมาสักนิดหน่อยให้ไส้ได้บีบตัวบ้าง
> และในเด็กที่อึแข็งมาก อึนี่อาจแข็งถึงกับบาดรูก้นได้เป็นแผล
> แล้วครั้งต่อไปเด็กจะไม่อยากอึออกมาเพราะกลัวเจ็บ แผลแยก เลยยิ่งกลั้น
> พอยิ่งกลั้นอึก็ยิ่งแข็งค้างไปเรื่อย
>
> 2.คนที่ผ่าตัดบ่อย
> จะมีพังผืดไปรัดลำไส้ข้างในนุงนังทำให้บีบตัวไม่ดีอาจมีอึค้างอยู่ตามซอกโน้นซอกนี้ในลำไส้
> จนบางท่าน กลายเป็นลำไส้อุดตันไปได้ก็มี
>
> 3.ผู้สูงอายุและคนไข้นอนโรงพยาบาล ที่ไม่ค่อยได้ขยับตัวลุกเดิน
>
> 4.คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแถมกลั้นอึบ่อย
> โดยเฉพาะท่านที่ทำงานออฟฟิศต้องนั่งแปะอยู่กับที่นานหรืองานเข้าบ่อยต้องขอผลัดเข้าห้องน้ำไปเรื่อยๆก็ไม่ดีครับ
>
> 5.ท่านที่มีลำไส้ยาว คือยิ่งยาวก็ยิ่งเป็นไซโลเก็บอึไว้ได้นานขึ้น
> บางท่านจะสังเกตว่าผักก็กินเยอะ
> แต่อึแค่สัปดาห์ละหนเท่านั้น
>
> สำหรับเทคนิค "อึให้ดี ไม่มีตกค้าง" มีดังนี้
>
> 1.อย่าอั้นอึตอนเช้า เพราะถ้าเลยเช้าไปแล้ว
> กว่าร่างกายจะส่งสัญญาณให้ปวดอีกอาจจะนานจนผิดเวลา
>
> 2.อึให้ตรงกับเวลาเดิม เหมือนเป็นการช่วย "โปรแกรม ลำไส้"
> ให้คอยบีบไล่อึออกมาสม่ำเสมอก็จะไม่ค้างครับ
>
> 3.รอจังหวะขณะอึ ถ้าขณะนั่งห้องน้ำถ่ายหนัก อยู่ ถ้าไม่ปวดอย่าเบ่งครับ
> ให้ลองจับสังเกตว่ามันจะ"ปวดเป็นช่วงๆ"
> แล้วก็คลายไปแล้วประเดี๋ยวก็ปวดบีบขึ้นมาอีก
> นั่นเป็นเพราะลำไส้คนบีบตัวเป็น ลูกคลื่นเหมือนงูเลื้อย
> ถ้ามันเลื้อยมาถึงตรงอึพอดีมันจึงปวดขึ้นมา
> ถ้าเบ่งตอนไม่ปวดจะเหมือนเป็นการ "แกล้งลำไส้"
> ให้เกิดแรงดันขึ้นมาโดยใช่เหตุเกิดโป่งพองขึ้นมาได้ "ริดสีด?งทวาร"
> เป็นของแถม
>
> 4.นวดลำไส้ ถ้าในเด็กให้นวดรอบสะดือ
> ในผู้ใหญ่ให้นวดตรงท้องด้านล่างซ้ายเลยสะดือไป นวดเบาๆ
> ไปมาแล้วทิ้งไว้สักพักจะรู้สึกปวดถ่ายขึ้นมา
>
> 5.เอามือกดท้องด้านซ้ายล่างขณะถ่าย
> หรือจะลุกขึ้นนั่งยองเอาหน้าขาเป็นตัวกดไล่อึออกมา
> เพราะที่จริงแล้วการอึที่ดีตามธรรมชาติของคนคือ"นั่งยอง"
> เพราะจะได้มีแรงกดจากหน้าขาด้วย
> การที่ฝรั่งเอาส้วมแบบนั่งมาให้เราใช้เป็นการผิดธรรมชาติมนุษย์ที่จะไม่มีแรงเบ่งอึมากในท่านั่งห้อยขาทำให้คนเอเชียกลายเป็นทั้งริดสีดวงและท้องผูกมากเหมือนฝรั่งด้วย
>
> 6.ลุกขึ้นเดินไปมา จะทำให้ไส้บีบตัวดี สักพักไส้จะบีบรีดเอา "อึท้ายขบวน"
> ที่เหลือออกมาแล้วเราจะรู้สึกปวดเบ่งอีกที
>
> ไม่ว่าใครก็ตามถ้าความถี่ในการอึน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ถือว่า "ท้องผูก"
> นอกจากออกกำลังกายแล้วอาจใช้อาหารล้างลำไส้ช่วยได้ คือ
>
> 1. น้ำมะขามเปียกก้นครัว
> 2.ลูกพรุนแห้งรับประทานทั้งผล เพราะจะได้กากด้วย ไม่ต้องแยกกินแต่น้ำ
> ยกเว้นถ้าเป็นเด็ก
> 3.แอปเปิ้ลเขียว กินทั้งผลหรือปั่นทั้งกากก็ได้
> 4.ถั่วดำ จัดเป็นอาหารล้างพิษได้ด้วย
> 5.สับปะรดและมะละกอที่มีน้ำย่อยช่วยกัดกากคราบโปรตีนเก่า ๆ
> ที่ถูกย่อยไม่หมดและจะมีสภาพติด
> เป็นอุจจาระยางเหนียวสีดำคล้ายกับ "จาระบี"
> 6.ให้เลี่ยงการ ดื่มน้ำเย็นในตอนเช้า
> โดยให้ดื่มน้ำปกติหรือน้ำอุ่นตอนเช้าขณะตื่นมาท้องว่างจะช่วยให้ไส้บีบรัดตัวได้
> ชวนให้ปวดอึขึ้นมาได้ดีทีเดียว
>
> นพ.กฤษฎา ศิรามพุช

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ห้องที่ชื่อว่า "ใจ"

Subject: ห้องที่ชื่อว่า "ใจ"

>
> ใจ ของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า
> เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น
> สถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า
> เรามีห้องว่างเปล่าอยู่ห้องหนึ่ง เมื่อ - -
>
> เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ
> เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ
> เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว
> เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน
> เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก
> เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี
>
> ห้องแห่งหัวใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย
> ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน
>
> เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี
> เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ
> เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน
> เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม
> เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ
> เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้
> เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย
>
> เห็นด้วยหรือไม่ว่า ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย
> เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้
> พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์ ...
> หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเตน นียติ โลโก แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ
> โลกในที่นี้ หมายถึง ชีวิตของเรานั่นเอง โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา
> หมุนตรงหรือหมุนเอียง
> หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง
> ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น
>
> ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไป
> ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น
> ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราบรรจุอะไร ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเราบ้าง
> ความรู้ ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความดี ความชั่ว ความริษยา
> ความหน้าด้าน ความสะอาด สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร
> รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย
> ขึ้นสูงหรือลงต่ำ สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง ...
>
>
> ว.วชิรเมธี
>

เคล็ดลับจากญี่ปุ่น วิธีเป่าผมที่เปียกให้แห้งเร็วกว่าปกติ


รถเสียตอนกลางคืน call 1137 !

บอกต่อๆกันไว้นะ เผื่อรถเสียตอนกลางคืนจะได้มีคนช่วยแบบ (แบบไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นมิจฉาชีพ)



--------------------------------------------------------------------------------
ผู้ใช้รถ หรือผู้ที่ไม่ได้ใช้รถส่วนตัว จะไปบอกต่อกันก็ ได้ ช่วยกันบอกต่อๆ ไป รถเสียช่วยฟรี กด 1137


ชาวกรุงซึ้งน้ำใจรถเสียช่วยฟรี 24 ชม.
รถ เสียกลางกรุงไม่ต้องตกใจ กด 1137
เรียกใช้บริการช่างซ่อมอาสาได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ตามโครงการ
ช่วยป้องกันทั้งโจรในคราบพลเมืองดีและภัยสุภาพสตรีที่รถเกิดเสียกลางทาง

คนยังเรียกใช้น้อย เพราะส่วนใหญ่ยังไม่ รู้จัก วอนรัฐช่วยส่งเสริมสนับสนุน ขณะที่ ผู้คนในสังคมต่างดิ้นรนเอาตัวรอด
ส่งผลให้ผู้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นเสีย สละต่อผู้อื่นน้อยลง และไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของคน อื่น

แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งแม้จะไม่มากนัก
แต่ก็พร้อมจะทำงานที่เสียสละช่วยเหลือคนอื่น โดยไม่มุ่งหวังสิ่งตอบแทน
อย่างกลุ่มคนในโครงการ ' ปันน้ำใจช่วยเหลือรถจอดเสียกลางทาง '
นายกฤตวิทย์ ศรีพสุธา เจ้าของโครงการ ' ปันน้ำใจช่วยเหลือรถจอดเสียกลางทาง ' กล่าวถึงที่มาโครงการนี้ ว่า

เห็นข่าวผู้หญิงรถเสียในเวลากลางคืนและเกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา โดยพวกมิจฉาชีพคอยทำร้ายชิง ทรัพย์
รวมไปถึงทำตัวเป็นพลเมืองดีในคราบโจรแล้วน่าเป็นห่วง นอกจากนี้จากการสำรวจดู ยังพบว่า มีรถเก่าจอดเสียอยู่ข้างทางไกลบ้านและไม่มีใครดูแลจึงได้หารือกับ พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล ผบก.จร .
เพื่อหาทางแก้ไขให้ประชาชนมีที่พึ่ง เพราะเชื่อว่าในสังคมไทยยังมีคนดีอยู่อีก จำนวนมาก

บทสรุปที่ได้ คือ
ให้ตำรวจแต่ละท้องที่จัดหาอู่ซ่อมรถ จัดซื้อรถลากรถยกไว้ให้ บริการ โดยมีตำรวจโครงการพระราชดำริมาร่วมด้วยช่วย กัน
ปรากฏว่าเจ้าของอู่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยไม่คิดค่าแรง และบอกว่า ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็ม ที่ เพราะต้องการช่วยประชาชนอยู่แล้วแต่ ไม่มีโอกาส
นายกฤตวิทย์ กล่าวว่า เพื่อสร้างความ เชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ จึง กำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่ออกให้บริการต้องติดบัตรใส่ชุดฟอร์ม และไม่รับค่าตอบ แทน เพราะทุกคนทำด้วยใจรัก ' บริษัทได้ทำประกันอุบัติเหตุให้เป็นค่า ตอบแทน 1 ปี ถึงขณะนี้ การช่วยเหลือยังน้อยอยู่เดือนหนึ่งประมาณ 50-60 ราย
เฉลี่ยวันละ 4-5 รายแต่ในช่วงคืน ฝนตกจะมีคนเรียกใช้มากถึงวันละ 10 ราย '

ผู้ริเริ่มโครงการนี้กล่าวและยอมรับ ว่า โครงการ ' ปันน้ำใจช่วย เหลือรถจอดเสียกลางทาง ' ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนยังไม่ทราบว่ามีโครงการนี้ หากมีการประชาสัมพันธ์มากกว่าที่เป็นอยู่เชื่อว่าจะมีคนที่เดือดร้อนขอใช้ บริการมากกว่านี้ และน่าจะมีอู่ซ่อมรถยนต์มาร่วมช่วยเหลือมากขึ้น

' ถ้าผู้ใช้รถไม่ฟัง จส. 100 จะไม่ รู้ว่ามีโครงการนี้ อย่างไรก็ดียังมีประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่เชื่อใจว่าจะช่วยเหลือจริงหรือเปล่า หวังอะไรหรือไม่ ถ้าทำอย่างโปร่งใส คนจะเชื่อใจและใช้บริการมากขึ้นเราก็พร้อมจะขยายขอบข่ายการช่วยเหลือออก ไป

เพราะโครงการนี้ตั้งเป้าใช้งบไว้ 4 ล้านบาท แต่ทำจริงๆใช้เงินเพียง 1.69 ล้านบาทเท่านั้น '

นายกฤตวิทย์กล่าวและย้ำว่า คนที่ต้อง การความช่วยเหลือจากรถเสีย กดโทรศัพท์แจ้งเรื่องได้ที่ 1137

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ประโยคปวดใจ‏

เอาไปอ่านซะแล้วดูว่าคุณเคยโดนใครพูดอย่างนี้หรือป่าว?


1."เราต่างกันเกินไป" (แหม!!!ประโยคนี้อยากถามกลับว่าแล้วมึงมาจากดาวไหนล่ะ?)

2."เราไปด้วยกันไม่ได้หรอก" (แล้วไมเมื่อก่อนไปด้วยกันมาได้ตั้งนานสองนาน.......ถึงเวลานี้ไปด้วยกันไม่ได้แ
ล้วซะงั้น)

3."ยังมีคนอื่นที่ดีกว่าฉันนะ" (เป็นคนดีมาตั้งนมตั้งนาน.......มาถึงตอนนี้มึงอยากเป็นคนเลวเอาดื้อๆเลยนะ)

4."เธอยังไม่ใช่" (แต่ก่อนหน้านี้มึงบอกว่ากรูใช่ที่สุด....กรูจำได้)

5."เธอไม่ใช่คนนั้น" (อืม....แต่เมื่อก่อนกรูเคยเปนคนนั้นนะ....)

6."ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะ" (ไม่ต้องก้อได้.....แค่เอาทุกสิ่งทุกอย่างมาคืนกรูก้อพอ)

7."ฉันอยากมีพี่ชาย(น้องสาว)" (แต่กรูไม่ได้อยากได้น้องสาว)

8."ฉันชอบเธอแบบพี่ชาย(น้องสาว) มากกว่า" (งั้นกรูคงเป็นพี่ชายคนที่ 8 ,9,10 ฯลฯ ของมึง)

9."มันสายไปแล้วล่ะ" (กรูว่ามันบ่ายแล้ว)

10."เราจบกันแค่นี้นะ" (อ้าว! แค่นี้แค่ไหนวะ)

11."เธอเป็นคนดีเกินไป" (คือ....จะบอกกรูว่า มึงชอบคนเลวว่างั้นเถอะ ด้ายยยเชิญ..)

12."เธอก็น่าจะรู้" (กรูไม่ได้มีพลังจิตอ่านใจคนได้นี่)

13."เธอไม่เข้าใจฉัน" (ไหนเมื่อก่อนบอกกรูเปนคนที่เข้าใจมึงที่สุดไง)

14."เราเป็นแค่เพื่อนกันดีกว่านะ" (เพื่อนมีเยอะแล้ว.....เพื่อนมีเยอะแล้วโว๊ย)

15."เธอตัดใจซะเถอะ" (ตัดใจ....แม่งทำง่ายๆก้อดีสิ)

16."เราเหมือนเส้นขนานกันนะ" (เส้นขนานอย่างน้อยก็ไปด้วยกันได้)

17."นึกถึงความจริงบ้างซิ" (แล้วนี่กรูฝันอยู่รึไงวะ)



.......................................................

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ลองอ่านดูละกัน ‏ 5555

+เจ็บจริง ๆ +
เด็กชายวัย 5 ขวบสองคนกำลังยืนปัสสาวะอยู่ในห้องน้ำ
เด็กคนหนึ่งพูดขึ้น "ของนายทำไมหัวเปิดล่ะ"
"เราขลิบมาแล้ว"
"หมายความว่าไงนะ ?"
"ก็หมายความว่าเขาตัดหนังที่ปลายออกไปแล้วน่ะสิ"
"แล้วนายถูกขลิบตอนอายุเท่าไรล่ะ ?"
"แม่เราบอกว่าตอนเราอายุได้ 2 วัน"
"เจ็บไหมล่ะ ?"
"เจ็บซี เราเดินไม่ได้เป็นปีเชียวล่ะ"

+เงื่อนไข +
เศรษฐีคนหนึ่งหลงรักสาว และขอเธอแต่งงาน
เธอขอให้เขาทำตามคำขอ 3 ข้อของเธอก่อน เธอจึงจะแต่งงานด้วย
ด้วยความรัก เศรษฐีจึงตกลง ที่จะทำตามข้อตกลง และให้เธอบอกมา
"ข้อแรก คุณต้องหาเพชร 60 กะรัตมาเป็นของหมั้น"
"ตกลงๆ ผมจะซื้อ ผมจะซื้อ..." เศรษฐีตอบทันที

"ข้อสอง คุณต้องสร้างเรือนหอเป็นตึกสูง 20 ชั้น มีห้อง 1000 ห้อง
อยู่กลางเมือง"
"ตกลงๆ ผมจะสร้าง ผมจะสร้าง..."
เศรษฐีตอบหลังจากหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"ข้อสุดท้าย ฉันจะแต่งงานถ้าคุณมีไอ้จู๋ยาว 12 นิ้ว"
เศรษฐีได้ยินดังนั้นก็นั่งอึ้ง
เขาซบหน้าลงกับมือทั้งสองเป็นเวลานานสองนานและแล้วก็เงยหน้าตอบ
"ตกลงๆ ผมจะตัด ผมจะตัด..."

+รู้แล้ว+
ชายหนุ่มมาปรึกษาหมอเพื่อให้หมอช่วยรักษาอาการตายด้าน
เพราะเขาไม่มีอารมณ์กับภรรยาเลย
หมอตรวจเขาแล้วแต่ยังหาสาเหตุไม่ได้จึงบอกให้เขาพาภรรยามาด้วย
วันรุ่งขึ้นชายหนุ่มก็พาภรรยามาหาหมอ
"คุณผู้หญิงลองถอดเสื้อให้หมอดูหน่อยครับ" หมอบอกภรรยา
ภรรยาถอดเสื้อผ้าออก
"ช่วยหมุนตัวด้วยครับ เอ่อ.. นอนลงบนเตียงนั่นสิครับ
เอาล่ะ.. เอาล่ะ ใส่เสื้อผ้าได้แล้วครับ" หมอบอก
ภรรยาหยิบเสื้อผ้ามาใส่ ขณะที่หมอบอกผลการตรวจให้สามีทราบ
"สุขภาพคุณปกติดีครับ ปัญหาอยู่ที่ภรรยาคุณ" หมอบอกชายหนุ่ม
"ผมดูภรรยาคุณแก้ผ้าแล้ว ผมก็ไม่รู้สึกอะไรเหมือนกัน"

+โรงรถ+
พ่อ,แม่,และลูกชายจอมทะเล้นวัย 3 ขวบ..
กำลังอาบน้ำรวมกันอย่างมีความสุข..
และแล้วความฉงนก็เกิดขึ้นในใจเจ้าลูกชายตัวดี...
"พ่อๆ นั่นมันอะไรของพ่อน่ะ" เจ้าลูกชายถาม..
" เอ่อ..คือ..เขาเรียกว่ารถยนต์ น่ะลูก..หึ หึ..".....
" อ้าว..แล้วแม่ทำไม่ไม่มีล่ะ" เจ้าลูกชายรุกแม่ต่อ..
" ของแม่น่ะ..โรงรถ. ไงจ๊ะ!." ...
"อ๋อ..รู้แล้ว..งั้นของหนูก็รถจักรยานน่ะสิ" ....
"เห่อๆๆ จ้ะ" (แล้วแต่เอ็งจะคิดเถอะ ไอ้ลูกwell)...
คืนนั้นเองเจ้าลูกชายปวดท้องฉี่.. ลุกออกจากห้องจะไปห้องน้ำ
เดินผ่านห้องของแม่.. ก็ได้ยินเสียงกุ๊กกิ๊กๆๆ.. อยู่ภายในห้อง...
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จ้าหนูจึงเข้าไปมองลอดช่องกุญแจดู....
" ผั๊บผ่าสิ. พ่อนี่ไม่ไหวจริงๆ.. ขับรถก็ไม่เก่ง..
แค่เอารถเข้าจอดเท่านั้น.. ถอยหน้าถอยหลังอยู่นั่นแหละ.. ......
เฮ่อ..".....

+เรื่องนี้มีเหตุผล +
ภรรยากลับมาจากไปเที่ยวรอบโลกมาพบสามีนอนกับหญิงอื่นอยู่บนเตียง
เธอโมโหมากและเก็บของ ออกจากบ้าน
สามีหนุ่มเข้ามาฉุดเธอไว้
"ที่รัก ให้ผมอธิบายก่อนซิ"

ภรรยาหยุดฟังคำสามี
"ผมขับรถเจอเธอเดินโซเซอยู่บนถนน
เนื้อตัวเปื้อนมอมแมม หิวโซ เลยพากลับมาบ้าน
เอาเนื้อที่คุณไม่ชอบในตู้เย็นมาทำอาหารให้เธอกิน
เห็นเธอใส่รองเท้าขาดๆ ก็เลยเอารองเท้าตกรุ่น ที่คุณทิ้งให้เธอใส่
เอาเสื้อกันหนาวที่ผมซื้อให้คุณแต่คุณไม่เคยใส่เพราะไม่ชอบสีให้เธอ"
"กางเกงเธอก็ขาด ผมก็เอากางเกงที่คับคุณใส่ไม่ได้แล้วให้เธอ"

ภรรยาเริ่มใจอ่อนแต่ไม่วายสงสัย
"แล้วทำไมถึงได้เนื้อตัวล่อนจ้อนอยู่บนเตียงกับเธอล่ะ"
"ก็ก่อนไป เธอถามว่ามีอะไรอีกไหมที่คุณไม่ค่อยได้ใช้"

周日我最大魔幻盛宴贺新春--刘谦 最快手法的位移魔术

สมการ การคบคน 1 คน‏

การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน
ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ “ คน ” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น

อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป

เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว

อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป

เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น

อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป

เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว. ............. ............. คนเดียว ................

อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป

เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง

อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป

เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด

อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้

เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้

คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที

เธอ. ............. ............. ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ

ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา

ฉันเองก็เป็น “ คน ” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน

... อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...

- - - > ส่งให้เพื่อนคุณอย่างน้อย 5 คนแล้ว


จะสมหวังในทุกสิ่ง < - - -

【2010央视春晚 1080HD】17 - 魔术表演 Magic Show 2/2 刘谦 Liu Qian

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

NATURE | Hummingbirds: Magic in the Air | Hovering | PBS

NATURE | Cloud's Legacy: The Wild Stallion Returns | Roundup

NATURE | Behind the Scenes of "Hummingbirds" | PBS

บัตรประจำตัวประชาชนชนิดใหม่ ที่เรียกกันว่าสมาร์ทการ์ด

นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยออกบัตรประจำตัวประชาชนชนิดใหม่ ที่เรียกกันว่าสมาร์ทการ์ดนั้น เดี๋ยวนี้บัตรเดียวใช้ได้ทุกอย่าง บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีถูกยกเลิก บัตรรักษาพยาบาลไม่ต้องมีไม่ว่าคุณจะอยู่ในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคหรือไม่ก็ตาม เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นกับ บุญโฮม แต่ไม่แน่...อาจเกิดขึ้นกับคุณด้วยก็ได้


.......... กริ๊งงงง....กริ๊งงงง.....กริ๊งงงง....กริ๊งงงง...
พนักงาน : สวัสดีค่ะ พิซซ่าเวิลด์ ดิฉันสายคนึง ยินดีรับใช้ค่ะ

บุญโฮม : ขอสั่งพิซซ่าหน่อยครับ

สายคนึง : กรุณาแจ้งเลขประจำตัวประชาชนของคุณหน่อยค่ะ

บุญโฮม : อืม์ม์ม์...เดี๋ยวๆ.. ถือสายรอสักครู่ อ้าาา...88971003542864

สายคนึง : คุณบุญโฮม ใช่ไหมคะ? คุณอยู่บ้านเลขที่ 39/7512 ซอยวิภาวี 47
แขวงทุ่งกาหลง เขตดอนกรุง หมายเลขโทรศัพท์บ้าน 0299765651 หมายเลขที่ทำงาน 0201184927 เบอร์มือถือ 0798052473
คุณโทรมาจากบ้านใช่ไหมคะ?

บุญโฮม : เอ๊ะ นี่คุณรู้ได้อย่างไร? รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลของผมด้วย

สายคนึง : สายโทรศัพท์ของเราเชื่อมกับระบบฐานข้อมูลแห่งชาติค่ะ ขอโทษ
คุณจะสั่งอะไรคะ?

บุญโฮม : ขอสั่งพิซซ่าทะเลสองถาด

สายคนึง : ไม่ได้ค่ะ นโยบายเราจะไม่ยอมให้ลูกค้าสั่งสิ่งที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกค้า ตามประว ั ติแล้ว คุณไม่เพียงแต่แพ้ อาหารทะเล แต่คุณยังมีความดันโลหิตสูงและมีระดับคอเรสเตอรอลสูงเกินเกณฑ์อีกด้วย

บุญโฮม : อะไรนะ? แล้วผมจะกินอะไรได้นี่?

สายคนึง : ดิฉันขอเสนอพิซซ่าสมุนไพร ดิฉันเชื่อว่าคุณต้องชอบแน่ๆเลย

บุญโฮม : คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมต้องชอบ?

สายคนึง :ก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคุณยังไปยืมหนังสือ สมุนไพรไทย และ
สมุนไพรยาอายุวัฒนะ จากหอสมุดแห่งชาติ นี่คะ

บุญโฮม : เอาล่ะๆ ผมยอมแพ้ ขอพิซซ่าสมุนไพรสองถาด เป็นเงินเท่าไหร่ครับ?

สายคนึง : สองถาดกำลังดีสำหรับคุณ ภรรยา และลูกสาวสองคน ทั้งหมด 540บาทค่ะ

บุญโฮม : คุณรับบัตรเครดิตหรือเปล่า?

สายคนึง : ปกติเรารับบัตรเครดิตค่ะ แต่วันนี้เราขอโทษที่รับบัตรเครดิตคุณไม่ได้
เพราะคุณใช้เต็ มวงเงินแล้ว นอกจากนั้น คุณยังมียอด หนี้ค้างจ่ายตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้วอีก 24,754 บาท นี่ไม่รวมค่าผ่อนบ้านที่ยังค้างชำระ อีกสองเดือน ดังนั้นออร์เดอร์นี้คุณต้องชำระเป็นเงินสดค่ะ

บุญโฮม : อย่างนั้นผมจะไปกด เอทีเอ็ม เตรียมเงินสดไว้จ่ายตอนเด็กมาส่งพิซซ่า

สายคนึง : ดิฉันคิดว่าวันนี้คุณกดไม่ได้แล้วค่ะ เพราะคุณกดครบ??ำนวนเงินที่กำหนดแล้ว

บุญโฮม : เอาเถอะๆ คุณให้เด็กมาส่งเดี๋ยวนี้เลย ผมมีเงินสดจ่ายให้ก็แล้วกัน
คาดว่าอีกนานเท่าไหร่?

สายคนึง : ประมาณ 40 นาทีค่ะ แต่ถ้าคุณรอไม่ไหวคุณจะขี่มอเตอร์ไซค์มารับเองก็ได้นะคะ

บุญโฮม : หา... คุณว่าอะไรนะ?

สายคนึง : ก็คุณมีมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าอาร์เอฟ120 หมายเ ลขทะเบียน มยว 093 อยู่นี่คะ ถ้าคุณมารับเองจะเร็วกว่าค่ะ

บุญโฮม : โอเคๆ แล้วโค้ก สองกระป๋องที่จะแถมตามโปรโมชั่นยังมีอยู่หรือเป! ล่า?

สายคนึง : ตอนนี้เรายังแถมอยู่ แต่ขอโทษค่ะ เราคงแถมให้คุณไม่ได้ เพราะคุณมีประวัติเป็นเบาหวานเรื้อรัง

บุญโฮม : คุณ..? คนไม่ดีที่สุด

สายคนึง : ขอโทษค่ะ คุณใช้คำไม่สุภาพอีกทั้งๆที่เคยถูกภาคทัณฑ์จากศาลเมื่อ 13 มิถุนายน 2547 ในคดีมีปากเสียง กับเพื่อน

เรื่อง...ขอขึ้นเงินเดือน

เรื่อง...ขอขึ้นเงินเดือน

หลังจากทำงานผ่านไปได้ 2 ปี... หนุ่มคนหนึ่งก็เริ่มสงสัยว่า ทำไม๊ทำไมเค้าไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
และไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย
เช้าวันหนึ่ง...เค้าตัดสินใจเข้าไปพบผู้จัดการแผนกบุคคลและคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อฝ่ายบุคคลได้ฟังข้อ
สงสัยของเค้า จึงได้หัวเราะและเชิญให้เค้านั่งลงและพูดว่า...

บุคคล : นี่คุณ คุณจะให้ผมขึ้นเงินเดือนให้คุณได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่ได้ทำงานที่นี่เลยแม้แต่วันเดียว

ชายหนุ่ม : ได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก แต่ฝ่ายบุคคลก็ยังคงใจเย็นและอธิบายต่อไป

บุคคล : ไหนคุณตอบคำถามผมหน่อยสิว่า ในหนึ่งปีมีกี่วัน

ชายหนุ่ม : 365 วัน และบางปีก็ 366 วันครับ

บุคคล : แล้วในหนึ่งวันมีกี่ชั่วโมง

ชายหนุ่ม : 24 ชั่วโมง

บุคคล : แล้วในหนึ่งวัน คุณทำงานกี่ชั่วโมง

ชายหนุ่ม : 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น มีพัก 1 ชั่วโมง ..........ทำ 8 ชั่วโมงครับ

บุคคล : อาฮะ .... แสดงว่า คุณทำงานเท่าไหร่ต่อหนึ่งวัน

ชายหนุ่ม : ก็ทำ 8/24 ชั่วโมง ก็แปลว่า 1/3 ก็คือทำงาน 1 ใน 3 ของวันครับผม

บุคคล : โอเคขอบคุณมาก งั้นลองมาคิดต่อนะ คุณทำงาน 1 ใน 3 ของ 366 วันแสดงว่าคุณทำงานกี่วัน

ชายหนุ่ม: 1 ปี ผมทำงาน 122 วันครับ (366 หาร 3 = 122 วัน)

บุคคล : เอาล่ะ ปกติคุณมาทำงานวันเสาร์อาทิตย์ด้วยรึเปล่า

ชายหนุ่ม : ไม่ได้มาครับ

บุคคล : แล้วปีหนึ่งมีวันหยุดสุดสัปดาห์กี่วัน

ชายหนุ่ม : มีวันเสาร์ 52 วัน วันอาทิตย์ 52 วัน รวมเป็น 104 วันครับ

บุคคล : 1 ปี คุณว่าคุณทำงานจริง 122 วัน แต่มีเสาร์อาทิตย์อีก 104 วัน งั้นตกลงคุณทำงานกี่วัน

ชายหนุ่ม : 122 – 104 = 18 วันครับ (เสียงเริ่มอ่อย)

บุคคล : โอเค .. ปกติผมอนุญาตให้คุณลาป่วยได้ปีละ 2 อาทิตย์ ซึ่งก็คือ 14 วัน ตกลงตอนนี้คุณเหลือเวลาทำงานกี่วัน

ชายหนุ่ม : 18 – 14 = 4 วันครับ

บุคคล : แล้ววันปีใหม่คุณมาทำงานมั๊ย

ชายหนุ่ม : ไม่ครับ

บุคคล : วันแรงงานล่ะ

ชายหนุ่ม : ไม่ครับ

บุคคล : ตกลงเหลือกี่วัน

ชายหนุ่ม : 2 วันครับ

บุคคล : วันพ่อ...มาทำงานมั๊ย

ชายหนุ่ม : ไม่มาครับ

บุคคล : ตกลงเหลือกี่วันแล้ว

ชายหนุ่ม : 1 วันครับ

บุคคล : แล้ววันแม่ล่ะ...หยุดมั๊ย

ชายหนุ่ม : หยุดครับ

บุคคล : ตกลงปีนึงคุณทำงานให้บริษัทกี่วันเนี๊ยะ...

ชายหนุ่ม : ไม่ได้ทำเลยครับ!!!

บุคคล : อ้าว !! .. แล้วนี่คุณจะมาเรียกร้องอะไรอีกเนี๊ยะ

สนุกๆ...คลายเครียดอย่าคิดมากน่ะ...

กลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพผ่านหน่วยงาน DSI

กลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพผ่านหน่วยงาน DSI



ในวันที่4 มิถุนายน 2553 ดิฉันได้รับแจ้งผ่านทางโทรศัพท์มือถือว่ามีหนี้ค้างชำระในบัตรเครดิตกับทางธนาคารกสิกรไทย แต่ดิฉันได้ปฏิเสธเนื่องจากไม่เคยทำบัตรเครดิตกับทางธนาคาร ทางกลุ่มมิจฉาชีพบอกว่าอาจมีการลักลอบขโมยข้อมูล จะแจ้งหน่วยงาน DSIให้ หลังจากนั้นประมาณ ๕ นาทีก็ได้รับโทรศัพท์ว่าเขาคือ พตท.วิชัย สุวรรณประเสริฐ เจ้าหน้าที่จากหน่วยDSI เพื่อให้สบายใจให้ดิฉันทำการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้รับจาก หมายเลข1133 หลังตรวจสอบก็พบว่าเป็นหมายเลขของDSIจริง หลังจากนั้นอีกประมาณ ๕ นาที เขาก็สอบถามว่าดิฉันเคยทำธุรกรรม หรือเคยทำเอกสารหล่นหายหรือไม่ ซึ่งดิฉันอาจจะเผลอบอกว่าได้รูดบัตรของธนาคารกรุงศรีอยุธยาไปเมื่อปลายเดือนพ.ค. เขาจึงได้แจ้งข้อมูลว่าดิฉันได้เปิดบัญชีของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่เชียงใหม่โดยมีเงินเข้า-ออก วันละ 1แสน-3แสนบาท และทาง DSIกำลังจับตาอยู่ซึ่งหมายความว่าดิฉันเข้าข่ายคดีฟอกเงิน ให้ดิฉันเข้าไปให้ปากคำที่กรุงเทพ ดิฉันได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ทางกลุ่มมิจฉาชีพจึงขอให้ดิฉันร่วมมือกับทางราชการในการตามจับ โดยให้แจ้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลการติดต่อทำธุรกิจของดิฉันเพื่อนำไปปรึกษากับคุณกิตติ สำเภาทอง(อ้างว่าเป็นรองผู้การธนาคารชาติเพื่อออกรหัสของธนาคารให้ใหม่ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์จาก รตท.สมศักดิ์ว่ารับเรื่องต่อมา ให้แจ้งข้อมูลและให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ ซึ่งทุกขั้นตอนขอให้เก็บเป็นความลับเพราะข่าวการตามจับอาจจะรั่วไหล และให้เปิดโทรศัพท์ไว้ตลอดเพราะจะทำการบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน โดยให้ย้ายเงินออกจากธนาคารกรุงศรีให้มากที่สุดแต่ไม่ต้องปิดบัญชี และให้ย้ายมาเข้าธนาคารกสิกรไทยหรือธนาคารกรุงเทพ เพื่อที่เงิ นของดิฉันจะได้ไม่สูญหาย เพราะผู้ต้องสงสัยอาจจะเป็นคนในธนาคาร (ดิฉันได้นำฝากที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาพัทลุง) ดิฉันเริ่มมาเอะใจในขั้นตอนการทำ ATM เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพบอกว่าเป็นขั้นตอนการเปลี่ยนรหัสไปทางธนาคารชาติและเพื่อบันทึกภาพของดิฉันไว้เปรียบเทียบกับคนร้ายที่เชียงใหม่ โดยให้ใส่หมายเลข 10หลักในช่องผู้รับโอน และใส่passwordในช่องจำนวนเงิน พร้อมทั้งย้ำตลอดว่าเงินไม่ได้ถูกดึงออกไปให้เข้าไปสอบถามกับธนาคารได้ จึงได้ทำการกดไป2-3 ครั้งแต่มี slip ออกมา 1 ครั้ง เขาบอกให้รีบทำลายทิ้ง แต่ดิฉันได้เก็บไว้และเริ่มเอะใจ มาดูภายหลังพบว่าเป็นใบโอนเงิน ไปหมายเลขบัญชี 7362731997 MR JEERASAK TAENGPHONG โดยที่หน้าจอไม่ได้ขึ ้นขั้นตอนเพื่อยืนยันว่าเป็นการโอนเงินให้กับผู้ใด จึงคิดว่าน่าจะถูกหลอกจึงกลับไปติดต่อในธนาคาร (ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที) ปรากฏว่าเงินได้ถูกถ่ายโอนไปเป็นจำนวน 199,986.55 เจ้าหน้าที่แจ้งว่าถูกกดจากบริเวณ ม.รามคำแหง

ดิฉันรู้สึกเสียใจและเจ็บใจที่โดนฉ้อโกงจิตสำนึกที่ต้องการจะช่วยเหลือทางหน่วยงานราชการไป มากกว่าจำนวนเงินที่สูญเสียไป ดิฉันไม่คิดว่าจะได้เงินคืนแต่ต้องการจะประชาสัมพันธ์ให้คนอย่างเราๆรับรู้ให้มากที่สุด และหากท่านมีเครือข่ายหรือมีอำนาจพอที่จะติดตามจับได้ดิฉันยินดีที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติม(Email-ampa.thean22@gmail.com)

(หมายเหตุ ชื่อที่อ้างถึงตรวจสอบแล้วมีอยู่ในหน่วยงานที่กล่าวถึงจริง และภายในครึ่งวันมีผู้ถูกหลอกลวงโดยอ้าง DSI ถึง ๓ ราย )

น้ำหนักลดในผู้สูงอายุ

น้ำหนักลดในผู้สูงอายุ

โดยปกติผู้ชายทุกคนจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงอายุ 40-50 ปี ขณะที่ผู้หญิงจะมีน้ำหนักตัวขึ้นสูงสุดระหว่างอายุ 50-60 ปี หลังจากนั้นผู้ชายจะสูญเสียเนื้อเยื่อของร่างกายส่วนที่ไม่ใช่ไขมันไปรวดเร็วกว่าผู้หญิง ทำให้ผู้สูงอายุที่เป็นชายมีน้ำหนักลดได้เร็วกว่า ไขมันที่บริเวณใบหน้าจะลดจำนวนลง ทำให้ใบหน้าของผู้สูงอายุจะแลดูแก้มตอบ ซึ่งอาจทำให้มีคนทักว่าผอมลงทั้งที่ความจริงไม่มีน้ำหนักลดเลย และไม่ถือว่าผิดปกติ

จะทราบได้อย่างไรว่า ผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักลดนั้นเป็นสิ่งผิดปกติหรือเกิดจากความชราเอง ? โดยทั่วไปถือกันว่า ถ้าน้ำหนักลดลงจากเดิม 5% ภายในเวลา 6-12 เดือน ถือว่าอาจมีสาเหตุทางการแพทย์อย่างอื่นที่ไม่ใช่แค่จากความชราแล้ว

สาเหตุทางการแพทย์ของอาการน้ำหนักลดในผู้สูงอายุ มีดังนี้

1. ระบบฟันและเหงือกผิดปกติ

ปกติผู้สูงอายุจะมีการสูญเสียต่อมรับรสอาหารที่อยู่บนลิ้นไป ฟันปลอมอาจไปบดบังต่อมรับรสอาหารที่มีเหลืออยู่บ้าง และทำให้ผู้สูงอายุไม่ค่อยรับรู้รสอาหาร นำมาสู่การเบื่ออาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง

2. การกลืนลำบาก

อาการกลืนลำบาก อาจแบ่งได้เป็น 2 อย่าง

2.1) อาจมีสาเหตุจากความผิดปกติในระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อที่บริเวณหลอดอาหาร หรือมีการอุดตันที่บริเวณช่องปากด้านหลัง ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง

2.2) อาจมาจากความผิดปกติที่หลอดอาหารเองเช่น มีเนื้องอก หรือมีอะไรมากดทับหลอดอาหารจากทางด้านนอก เช่น ต่อมน้ำเหลืองในช่องอกที่โตขึ้นหรือหลอดเลือดแดงที่โตมากดทับ

3• อาการท้องร่วงเรื้อรัง

ผู้สูงอายุบางรายที่มีอาการท้องร่วงมานานเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังอาหาร แต่สุขภาพโดยทั่วไปค่อนข้างดี ส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารชนิดที่มีกากอาหารมากเกินไป โดยกากอาหารที่มีอยู่ในลำไส้จะไม่ถูกย่อย กลับจะดูดน้ำเข้ามาไว้ กระตุ้นให้ถ่ายเหลวหลังอาหารได้ จึงทำให้ผู้สูงอายุประเภทนี้พยายามทานอาหารลดน้อยลง เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องท้องเสีย และนำมาสู่อาการน้ำหนักลดได้

วิธีแก้ไขคือ ผู้สูงอายุที่มีอาการดังกล่าวควรลดอาหารชนิดที่มีกากมากลง แต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารให้เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยให้ได้ปริมาณอาหารทั้งหมด 4• โรคประจำตัวของผู้สูงอายุเอง

โรคเรื้อรังบางชนิดที่พบบ่อยในผู้สูงอายุเช่น โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ภาวะหัวใจวาย (กล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน)นอกจากจะทำให้ความอยากอาหารลดลงแล้ว ร่างกายยังมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อสนองตอบการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากโรคเรื้อรัง

5• ภาวะซึมเศร้า หรือ มะเร็ง

20% เกิดจากมะเร็ง ผู้สูงอายุโดยทั่วไป อาจมีอาการซึมเศร้าได้บ่อย ซึ่งมักจะไม่ทราบตนเอง แล้วแสดงออกด้วยอาการทางกายต่างๆ ทำให้ผู้สูงอายุไปพบแพทย์ด้วยอาการทางกายที่มีสาเหตุมาจากจิตใจได้ เช่น อาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เป็นต้น ควรไปพบแพทย์เฉพาะด้านประสาท

6• ภาวะสมองเสื่อม

ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมมีความจำหลงลืม ที่มีน้ำหนักลดด้วย มักไม่ทราบตนเองว่ากำลังผอมลง เพราะประสาทการได้กลิ่นลดลง อาการหิวเมื่อท้องว่าง หรือความอยากอาหารก็หายไป การรับประทานด้วยตนเองก็อาจทำไม่ได้ จึงทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้น้ำหนักลดลงได้มาก ญาติผู้ดูแลจึงสมควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางให้การบำบัดรักษา รวมทั้งวิธีในการให้อาหารผู้ป่วย

7• ผลข้างเคียงของยา

มียาอยู่หลายประเภทที่เมื่อผู้สูงอายุรับประทานแล้ว จะรบกวนระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักลดได้โดยไม่รู้ตัวเช่น

ยาขับปัสสาวะ ยาระงับอาการซึมเศร้าในกลุ่ม Tricyclic ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการปากแห้ง จะทำให้การรับรสและการกลืนเสียไป

ยาแก้ปวดข้อในกลุ่ม Nonsteroidal ยาแก้หอบหืดพวก Theophylline ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการท้องอืด , คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร ยาโรคหัวใจชนิด Digoxin และ ACE inhibitor (ไม่ใช่ วิตามิน)จะรบกวนการได้กลิ่นและการรับรส

ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุควรทราบและสังเกตุตัวผู้สูงอายุว่า อาการน้ำหนักลด แพทย์อาจยังให้การวินิจฉัยสาเหตุไม่ได้ในระยะแรก ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดอีกสักระยะหนึ่ง

ราว 25% มีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อีก 10% มีน้ำหนักลดจากสาเหตุทางด้านจิตใจ 20%เป็นผลจากมะเร็ง

คัดเรียบเรียงจากบทความของ รศ . นพ . ประเสริฐ อัสสันตชัย

--------------------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Do Re Mi - 2006 London

Do Re Mi - Wellington Railway Station, NZ - Tawa College

พิษไซยาไนด์ตกค้างในหน่อไม้

พิษไซยาไนด์ตกค้างในหน่อไม้

หน่อไม้จานโปรดของคนหลายคน มีสารไซยาไนด์ผสมอยู่ตามธรรมชาติ แต่ไม่ต้องกังวลต้มในน้ำเดือดอย่างน้อย 10 นาที ก็อร่อยได้อย่างปลอดภัย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยผลสำรวจ การได้รับสารไซยาไนด์จากการบริโภคหน่อไม้ของคนไทย โดยใช้ค่าเฉลี่ยของการบริโภคหน่อไม้ต้มต่อคนต่อวัน พบคนไทยได้รับสารไซยาไนด์เฉลี่ย 0.041 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งค่าความปลอดภัย ที่ FAO และ WHO กำหนดไว้ ไม่ควรเกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน

พร้อมแนะวิธีลดความเสี่ยงก่อนนำหน่อไม้มาบริโภค ให้ต้มด้วยความร้อนที่อุณหภูมิน้ำเดือดนานอย่างน้อย 10 นาที จะช่วยลดปริมาณสารไซยาไนด์ได้ถึง 90.5 %

นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากข้อมูลทางวิชาการพบว่าในธรรมชาติของหน่อไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคมีสารพิษไซยาไนด์ (Cyanide) เช่นเดียวกับมันสำปะหลัง

ด้วยเหตุนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทำการสำรวจปริมาณสารไซยาไนด์ในหน่อไม้ในท้องตลาดทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบว่าก่อนที่ผู้บริโภคจะนำหน่อไม้มาประกอบอาหารยังมีไซยาไนด์ตกค้างอีกหรือไม่ และจากการสำรวจพบไซยาไนด์ในหน่อไม้ต้มและหน่อไม้ปี๊บมีค่าเฉลี่ย 19.4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ดังนั้น จึงนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ยมาประเมินการได้รับสารไซยาไนด์จากการบริโภคหน่อไม้ของคนไทย โดยใช้ค่าเฉลี่ยของการบริโภคหน่อไม้ต้มต่อคน ต่อวันของสำนักงานมาตรฐานสินค้าการเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ปี 2549 เท่ากับ 126.6 กรัม และใช้น้ำหนัก 60 กิโลกรัม

ในการคำนวณพบว่าคนไทยได้รับสารไซยาไนด์ เป็นปริมาณเฉลี่ย 0.041 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน และผู้ที่บริโภคหน่อไม้มากจะได้รับสารไซยาไนด์เฉลี่ย 0.092 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ
ทั้งนี้ค่า ADI หรือ Acceptable Daily Intake หรือปริมาณสารที่ร่างกายสามารถรับได้ในแต่ละวันคิดเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมนั้น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดไว้สำหรับสารไซยาไนด์ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งจากการสำรวจครั้งนี้พบว่าปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ยที่คนไทยได้รับใกล้เคียงค่า ADI แต่ในกลุ่มที่บริโภคมากจะมีปริมาณสูงกว่าค่า ADI กำหนด 1.8 เท่า

การต้มหน่อไม้สามารถลดปริมาณสารไซยาไนด์ได้ แต่ถ้าอุณหภูมิและระยะเวลาในการต้มไม่เหมาะสมจะไม่สามารถลดปริมาณไซยาไนด์ได้ทั้งหมด เนื่องจากสารไซยาไนด์เป็นสารพิษและมีอันตรายต่อร่างกาย หากเข้าสู่ร่างกายในปริมาณน้อยสามารถขับออกทางปัสสาวะได้

แต่ถ้าได้รับในปริมาณมาก สารดังกล่าวจะไปจับตัวกับสารในเม็ดเลือดแดง ( Hemoglobin) แทนที่ออกซิเจน ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทุรนทุรายหมดสติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้เนื่องจากขาดออกซิเจน

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ก่อนที่จะนำหน่อไม้มาประกอบอาหาร ให้ต้มด้วยความร้อนที่อุณหภูมิน้ำเดือดนานอย่างน้อย 10 นาที จะสามารถช่วยลดระดับของสารไซยาไนด์ได้ถึง 90.5 %

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Sound of Music | Central Station Antwerp (Belgium)

คนเลี้ยงไก่

หลวงพ่อชา ... "คนเลี้ยงไก่"

Enjoy your life Everyday

หลวงพ่อชา - “คนเลี้ยงไก่”

มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน

คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ แล้วก็เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!! แล้วทิ้งไข่ไก่ให้เน่าไว้ในโรงเรือน เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขึ้ไก่ !!! คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น!!!

คนเลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เก็บ "ไข่ไก่" ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือเขาก็
เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก.....

ในชีวิตของเรา พวกเรา เป็นคนเก็บ "ไข่ไก่" หรือ เก็บ"ขี้ไก่"

เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บเรื่องร้ายๆ แย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน!!! หรือเราเป็นคนที่เก็บ "ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆที่เกิดในชีวิตของเรา และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!!

คนเราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่"
เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจ ฯลฯ มักจะติดอยู่ในใจ ของเรานานเท่านาน

ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ "ไข่ไก่" กับชีวิต และทิ้ง "ขี้ไก่"

中国の交通事故映像集① Chinese traffic accident compilation

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง

มื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง

1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน
คำตอบคือ กินสายกลาง
กินสายกลาง คือ กินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง + งดมื้อเย็น
เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้
สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่ จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก.. ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน60 นาที จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด
ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดย ตับ เป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆ ก็มากทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่น ถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร
การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน
การไม่กินอาหารมื้อเย็น เป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน

วิธีฝึกมี 4 วิธี
1. ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารมื้อเย็นทีละน้อยๆ เช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็น แล้ว ห้ามกินอาหารใดๆ ทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น

2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น สุดท้ายงดอาหารเย็น

3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว

4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์ พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน
ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน

2. โรค Attention Deficit Trait โดย ผศ. ดร. พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th
ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ? คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลายๆ อย่างไปในเวลาเดียวกัน เช่น ในขณะที่กำลังเช็คอีเมล์ทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ **Multitasking** นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก **Attention Deficit Trait** หรือ **ADT** โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก
ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่? ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ Why Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้ เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น ) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา
โรค ADT นี้ มักจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความ รู้สึกว่ามีงานด่วน หรือ สิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้นเมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็วการทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused) แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น ? ง่ายๆก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆเพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น
โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ เรา มักจะคิดว่า ในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า
ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม " ปิดประตู" เพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง

3. ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง
เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่านหนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก, เมนส์ไม่มา แถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้าง แล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่ ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้ หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ต้องปัสสาวะ พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอก มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี พอทำอย่างนี้ไปนานๆ เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย
โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธีการนี้ถูกต้อง ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ของร่างกาย หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง
จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆ ก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้ และฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอเส้นเลือดอุดตันได้เลย
เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นอีกอยู่ดี เช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออกยังนอนก้นอยู่ในร่างกายเรา ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือดเราอีก เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้ และลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีกเลือดเราก็ยังสกปรกและข้น หนืดมากขึ้นไปอีก และลองพิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพียงใด ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆ วัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก
ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่ เราทานเข้าไป ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่างกายเราทั้งหมดหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่ การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆ หยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป ที่ถูกสำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตกและไม่ได้รับการผสมพันธุ์ เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ 2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ 4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเรามีอาการดังที่กล่าวมา ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว มันเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ
เหมือนรุกใต้ดิน โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...

4. เส้นโลหิตในสมองบกพร่อง – เคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรค Apoplexy
เพื่อนคนหนึ่ง หกล้ม ในงานบาร์บีคิวปาร์ตี้ เพื่อนในงานแนะให้หาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น อิงอิงดูยืนไม่ค่อยมั่นคง เพื่อนช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน6 โมงเย็น ถ้าหากเพื่อนๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็นอัมพฤตหรืออัมพาด
แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม.ก็ จะมีโอกาสรอด หากคน
ข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
S: (smile) ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T: (talk) ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R: (raise) ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง

อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม
ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่ออาการอันตราย !!!
ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบติดต่อแพทย์ ส่งร.พ.โดยด่วน

อ่านให้ได้นะมีประโยชน์มากๆๆๆๆเลย ไม่รักไม่ส่งให้นะเนี่ยจริงๆ‏

เป็นห่วงหรอกนะถึงส่งให้

ดูแลตัวเองด้วยนะจ๊ะ...

ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์ ควรกินเวลา 7.00 น. - 9.00 น. เนื่องจากกระเพาะเรามีสภาพเป็นกรดสูงมากที่สุด ดังนั้นมื้อเช้าจะจำเป็นมากๆ ถ้าอดมื้อเช้าไปนานๆ ขั้วกระเพาะเราจะเป็นปุ่มปม และนานเข้าๆ ก็กลายเป็นมะเร็งในกระเพาะ

อย่าลืมดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้วนะ น้ำสะอาดจะช่วยล้างของเสียออกจากร่างกาย อย่ าขี้เกียจลุกไปห้องน้ำเด็ดขาด

ห้ามอดหลับอดนอนตั้งแต่ ตีหนึ่ง เด็ดขาด เนื่องจากถุงน้ำดีกำลังย่อยไขมัน ถ้าอดนอนเวลานี้บ่อยๆ จะเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

ห้ามกินนมตอนเช้าแทนข้าวเช้า เนื่องจากตอนเช้ากระเพาะเป็นกรดสูงมาก นึกสภาพดูหากเราบีบน้ำมะนาวลงในนมจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี กลายเป็นคอลลอยด์ มันไม่ย่อยนะจ๊ะ ถ้าดื่มนมตอนท้องว่างแบบนี้ติดต่อกันเป็นประจำแทนข้าวเช้า ระวังมะเร็งในไขกระดูกนะจ๊ะ แต่ถ้าเป็นช่วงหลังอาหารเช้า หรือตอนบ่ายไปแล้ว หรือตอนเย็นดื่มได้ตามปกติจ้า มื้อเย็นอาจเป็นมื้อง่ายๆ อย่างนมกับไข่ก็ไม่ว่ากัน

ถั่วต่างๆ รวมทั้งธัญพืชสารพัดอย่าง เช่น ลูกเดือย, ข้าวฟ่าง ฯลฯ มีประโยชน์ต่อลำไส้ คือ ช่วยกวาดเชื้อโรค + แบคทีเรียชนิดไม่ดีออกจากลำไส้เรา ควรกินอาทิตย์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

พืชผักสีเขียวมีคลอโรฟิว ช่วยทำให้เม็ดเลือดลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี เซลล์แต่ละเซลล์จะแข็งแรงเมื่อมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง ก่อนเอาผักมากินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสารพิษ อย่าลืม แช่น้ำส้มสายชู 45 นาทีนะจ๊ะ
ขอให้ถนอมสุขภาพร่างกายของเราให้ดีกันทุกคนนะจ๊ะ ด้วยความปรารถนาดี ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจร้า

อันนี้ขอเพิ่มให้อีกหน่อย สุขภาพจิตต้องดีด้วยนะ อย่าเครียด อย่าไปยึดติดกับอะไรมาก ทุกอย่างเป็นภาพลวงตาทั้งนั้น มีแต่ความรักที่สัมผัสได้จริง..แล้ววันนี้ คุณลืมใส่ใจความรักที่คุณมีไปแล้วหรือยัง..

ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต‏

ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต (chinese tantra totem for good luck)

จงให้มากกว่าที่ผู้รับต้องการ และทำอย่างหน้าชื่นตาบาน
จงพูดกับคนที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่า แต่เขาก็มีความสำคัญเท่ากัน
จงอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ใช้ทั้งหมดที่มี และนอนเท่าที่อยากจะนอน
เมื่อกล่าวคำว่า 'ฉันรักเธอ' จงหมายความตามนั้นจริง ๆ
เมื่อกล่าวคำว่า 'ขอโทษ' จงสบตาเขาด้วย
ก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน จงหมั้นเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน
จงเชื่อในรักแรกพบ
อย่าหัวเราะเยาะความฝันของผู้อื่น คนที่ไม่มีฝันก็เหมือนไม่มีอะไร
เมื่อรักจงรักให้ลึกซึ้ง และ ร้อนแรง อาจจะต้องเจ็บปวดแต่นั่นคือหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตถูกเติมเต็ม
ในเหตุการณ์ขัดแย้ง โต้อย่างยุติธรรม ไม่มีการตะโกนใส่กัน
อย่าตัดสินคนเพียงเพราะญาติๆ ของเขา
จงพูดให้ช้า แต่ต้องคิดให้เร็ว
ถ้าถูกถามด้วยคำถามที่ไม่อยากตอบ จงยิ้มแล้วถามกลับว่า จะรู้ไปทำไม
จงจำไว้ว่า สองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือความรัก และความสำเร็จ ล้วนต้องมีการเสี่ยง
พูดว่า ขอพระคุ้มครอง เมื่อได้ยินใครจาม
เมื่อพ่ายแพ้ จงอย่าสูญเสียบทเรียนไปด้วย
จงจำ 3 R :- นับถือผู้อื่น นับถือตนเอง รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ
จงอย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่
ทันทีที่รู้ตัวว่าทำผิด ลงมือแก้ไขทันที
จงยิ้มเวลารับโทรศัพท์ ผู้ฟังจะเห็นได้จากน้ำเสียงของเรา
จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

A Tiny Apartment Transforms Into 24 Rooms

A Tiny Apartment Transforms Into 24 Rooms

ธรรมะ Delivery


๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ
ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา!
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างในกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

อาหารอารมณ์ดี

Subject: Fwd: อาหารอารมณ์ดี



ถ้ามีกินก้ออารมณ์ดีได้น่ะ



ปกติคนที่ซึมเศร้าอาจต้องไปพบจิตแพทย์ แต่งานวิจัยชั้นนำหลายชิ้นชี้ว่า อาหาร เช่น ปลาทะเลน้ำลึก กล้วย องุ่น ช่วยแก้ความหม่นหมองได้ อาหาร 7 อันดับ ที่กินแล้วช่วยให้อารมณ์ดี
1. "ปลาทะเลน้ำลึก" ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลมักจะดูมีความสุขมากกว่าคนที่อาศัยลึกเข้ามาในแผ่นดิน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอากาศทะเลที่สดชื่นช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชาวบ้านกลุ่มนี้ได้บริโภคปลาทะเลน้ำลึกจำนวนมาก งานวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่า กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลน้ำลึก ทำหน้าที่เสมือนยาแก้อาการซึมเศร้า ช่วยให้ประสาทสงบและเพิ่มการหลั่งของสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น สำหรับปลาทะเลน้ำลึก ได้แก่ แซลมอน เฮอร์ริ่ง แม็กเคอเรล ทูน่า ฯลฯ
2. "กล้วย" ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าหลายคนรู้สึกดีขึ้นเมื่อกินกล้วย เพราะกล้วยมีส่วนประกอบทริปโตฟาน (Tryptophan) โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็น เซโรโทนิน นอกจากนี้ กล้วยยังมีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ ผู้หญิงที่มีอาการ PMS (Premenstrual Syndrome) หรือช่วงอารมณ์ไม่ดีก่อนมีประจำเดือนควรกินกล้วยจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
3. "องุ่น" อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยปรับปรุงระบบภูมิต้านทานโรคของร่างกาย ช่วยให้ความหนาแน่นของเซลล์เม็ดเลือดแดงคงที่ กินแล้วช่วยคลายเครียด ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินซียังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างโดปามีน (dopamine) และอะดรีนาลิน (adrenalin) ซึ่งสารเคมีทั้งสองตัวช่วยในการกระตุ้นความกระฉับกระเฉงตื่นตัว
4. ขนมปัง ขนมปังและข้าวทุกชนิด คือแหล่งคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นให้สมองหลั่ง สารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งช่วยให้เกิดความสงบ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์ สหรัฐ อเมริกา แนะนำให้กินขนมปังเพื่อต่อต้านอาการซึมเศร้า
5. ผักโขม อุดมด้วย กรดโฟลิก (Folic acid) กรดดังกล่าวช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยให้เซลล์ใหม่แข็งแรงสมบูรณ์ สำคัญมากต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่สำคัญการขาดโฟลิกนำไปสู่การลดการหลั่งของฮอร์โมนเซโรโทนินโดยตรงซึ่งก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า
6. เชอร์รี่ แพทย์ตะวันตกเรียกเชอร์รี่ว่าเป็น "แอสไพรินธรรมชาติ" เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้เชอร์รี่มีสีสันสวยสดใส แต่สรรพคุณสำคัญ คือ ทำให้คนกินมีความสุข งานวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า การกินเชอร์รี่ 20 ผล ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยาเสียอีก
7. กระเทียม อุดมด้วย สารเซเลเนียม (Selenium) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น คนเราควรได้รับเซเลเนียม อย่างน้อยวันละ 50 ไมโครกรัม แต่เซเลเนียมในกระเทียมนั้นปริมาณไม่แน่นอน กระเทียมหนัก 1 ขีด อาจมีเซเลเนียมตั้งแต่ 3-25 ไมโครกรัม นักวิจัยเยอรมันแนะว่า การกินกระเทียมวันละ 2 กลีบน่าจะเหมาะสม นอกจากนี้ กระเทียมยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือดและรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วย

มีประโยชน์ดีลองอ่านดู : การบรรยายของอาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด)‏

สรุปการบรรยายของอาจารย์ไกร มาศพิมล (นักโภชนาการบำบัด)
ในหัวข้อ “ผู้เฒ่า...ลืมเล่าขาน”
หลัก 3 อ.

1. อารมณ์ต้องดี

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3. อาหาร


การออกกำลังกาย
ควรออกกำลังกายทุกวัน ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น

1. การขยับนิ้วมือ เป็นการช่วยเรื่องน้ำในข้อ ผลที่ได้กระดูกจะไม่ผุ

2. งอนิ้วมือ ช่วยในเรื่องของอาการนิ้วล็อค

3. กำมือและแบมือสลับข้างกันไปมา ช่วยในเรื่องของโรคหัวใจ และลด Cholesterol

4. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ และขยับเท้ายกขึ้นทำท่าวิ่งบนอากาศ

5. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ ทุบขาด้านนอก และด้านใน ทุบแขน สลับกันไป

6. การนั่งตรง ๆ นั่งแค่ครึ่งเก้าอี้ ประมาณ 10 นาที ช่วยป้องกันในเรื่องของริดสีดวงทวาร

7. กำมือขวาหมุนเป็นวงกลมออกนอกตัว และกำมือซ้ายหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัว เป็นการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก

8. มือประสานกันสองของ ยืดตรงไปข้างหน้า เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล มองตรง แล้วหมุนเอวไปรอบ ๆ ทั้งด้านซ้าย และขวา ครั้งละ 5 รอบ ทำตอนเช้า จะช่วยลดส่วนเกินตรงหน้าท้อง

อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกอย่างที่มีส่วนผสมของสารเคมี
การสระผม
ไม่ควรใช้แชมพู เนื่องจากมีส่วนผสมของโซดาไฟ ควรสระผมด้วยสบู่เด็ก ควรสระผมช่วงเช้า ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะผมจะไม่สามารถแห้งได้ทัน เวลานอนจะเกิดเชื้อรากลางคืน เป็นเหตุของอาการคันศีรษะ
น้ำมันพืช
ควรหยุดกินน้ำมันพืช เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมีที่ช่วยป้องกันการบูด กันหืน แต่งสี เพราะเมื่อน้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 60 องศา จะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ควรบริโภคมะพร้าว น้ำมันหมู น้ำมันไก่
ตับจะทำหน้าที่ผลิต Cholesterol โดยที่ Cholesterol LDL จะช่วยป้องกันผิวหนัง และผลิต Cholesterol HDL เพื่อดักจับ LDL ไปทิ้ง
การทำน้ำมันหมู
นำน้ำมันหมูเปลว 1 ก.ก. กับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เจียวบนกระทะ จะทำให้ไม่ติดกระทะ ไม่กระเด็น ได้น้ำมันเกือบ 2 ลิตร กากหมูจะกรอบมาก เนื่องจากเกลือจะเป็นตัวช่วยดึงน้ำมันออกมาจนหมด
น้ำมันมะพร้าว นำกะทิใส่ถุงแช่ตู้เย็น 3 ช.ม. เพื่อให้เนื้อกับน้ำแยกตัวกัน นำเนื้อมะพร้าวส่วนบนไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน
เกลือ
การบริโภคเกลือ ไม่ได้ทำให้ไตวาย แต่เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่ขาวละเอียดมีการเติมโพลิเมอร์ โดยหยดลงบนเกลือ ทำให้โครงสร้างจากเดิมโซเดียมคลอไรด์เปลี่ยนเป็นโซเดียมซัลเฟต ซึ่งมีผลต่อไต เพราะไม่สามารถขับออกได้ ซึ่งเกลือชนิดนี้จะโรยบนอาหารแล้วยังคงทำให้อาหารกรอบ แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นโซเดียมคลอไรด์นั้น จะมีคุณสมบัติดูดความชื้นทำให้อาหารไม่คงความกรอบ
กะทิ
กะทิไม่มี Cholesterol เนื่องจาก Cholesterol จะเกิดจากการผลิตขึ้นเองโดยร่างกายมนุษย์ ซึ่งตับจะเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดังกล่าว สามารถใช้กะทิแทนน้ำมันมะพร้าวได้ กะทิให้แคลเซียมดีกว่านม ลดความอ้วน ป้องกันเบาหวาน โดยให้ดื่มทุกเช้าวันละ 1 กล่อง (สามารถช่วยแก้เจ็บคอได้ด้วย) ทั้งกะทิชาวเกาะ และอร่อยดี ไม่มีการเติมสารเคมี เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ
น้ำมันมะพร้าว
ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหาร 4 ช้อนกาแฟ
ใช้เป็น Hair Serum
ใช้ล้างเครื่องสำอาง
ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้
มี SPF 90 (Sun block)
Oil Pulling
ใช้น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันทานตะวัน ที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อน อมไว้ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่อยู่ในช่องปากจะมีไขมันเกาะอยู่ ช่วยลดอาการทางช่องปากได้
น้ำเปล่า อุณหภูมิห้อง
ควรดื่มครั้งละไม่เกิน 150 ซีซี เนื่องจากกระเพาะจุได้ 400 ซีซี เวลาดื่มน้ำให้ค่อย ๆ จิบ อย่าดื่มรวดเดียว และให้ดื่มให้ได้วันละ 14 ครั้งเป็นอย่างน้อย การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ
น้ำตาลปื๊บ
น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลปึกเป็นชนิดเดียวกัน ถ้านำไปเคี่ยวจะกลายเป็นน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งเทียม) น้ำตาลปี๊บแท้ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล เมื่อดมกลิ่น จะได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว
น้ำตาลทราย/น้ำตาลกรวด
เมื่อทานแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์ สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาวจะใช้สารคลอลีน ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้น ท็อฟฟี่ จึงมีน้ำตาลสูง ไม่ควรบริโภค
กาแฟ
การดื่มกาแฟ จะมีผลไปยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกผุ มะเร็ง แต่กลิ่นของกาแฟจะสามารถช่วยบำบัดโรคได้ ดังนั้นจึงควรสูดกลิ่นกาแฟ แต่ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีน เป็นตัวกระตุ้นเซลมะเร็ง หากชงกาแฟควรใช้น้ำตาลปี๊บ
ไมโครเวฟ
การใช้ไมโครเวฟ ระวังมะเร็ง เนื่องจากมีการกระจายคลื่นเข้าสู่เซลมีผลทำให้ตายได้
ขนมหวานจากกะทิ
ส่วนผสม กะทิ 4 กล่อง โดยกะทิ 1 กล่องจะใช้เกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ (ต้องโยนลงในกะทิที่ตั้งไฟ เพราะช่วยลดการเกิดฟอง) และใช้น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะต่อกะทิ 1 กล่อง เคี่ยวกะทิให้เดือด แล้วใส่
-กล้วย ต้องเป็นกล้วยสุก (ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่) แล้วยกขึ้นทันที เนื่องจากถ้าต้มต่อไปจะทำให้กล้วยมีรสเปรี้ยว
-มันเทศ เผือก ฟักทอง ให้แช่น้ำปูนใส 2 นาที แล้วนำไปต้ม 5 นาที จากนั้นค่อยนำไปใส่กะทิเดือดอยู่คนให้ทั่วแล้วยกลง
กล้วยไข่
กล้วยไข่ 1 ผล มีสารป้องกันมะเร็งมากกว่า Apple
กล้วยน้ำว้า
ถ้าห่าม ๆ แก้ท้องเสีย กินลดอาการของแผลสด
ผลสุก 2 ลูก และน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน ช่วยลดอาการท้องผูก (ใช้เป็นยาระบาย)
ที่สำคัญ เด็กอายุเกิน 6 เดือนถึงจะกินกล้วยน้ำว้าได้
กล้วยน้ำว้าทั้งหวี หากต้องการเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน ให้จุ่มลงในน้ำเดือด 10 วินาที แล้วนำมาผึ่ง
น้ำมะพร้าวอ่อน
ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ
กล้วยหอม
มีโปแทสเซียม ป้องกันโรคพากินสัน และอัลไซเมอร์ สำหรับผู้สูงอายุให้ทานสัปดาห์ละ 3 ผล เพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมน
สับปะรด
มีสารบอบิเรน ป้องกันมะเร็ง มีมากที่แกนสับปะรด โดยให้ดูดแต่น้ำ แล้วคายกากทิ้ง
ตะไคร้แกง
นำมาหั่นแล้วต้มเป็นน้ำตะไคร้ ดื่มเพื่อช่วยลดเบาหวาน
การทำบุหงารำไป
พริกไทดำ 1 ส่วน กานพลู 1 ส่วน โป้ยกั๊ก 1 ส่วน (แก้หวัด 2009) ดอกจันทร์ กลีบใหญ่เอามาเด็ดกลีบ 1 ส่วน นำมาคลุกรวมกัน
แต่ถ้านำมาเติมพิมเสน 1 ส่วน การบูร 1 ส่วน (ครึ่งกระป๋อง) เมนทอล 1 ส่วน คลุกรวมกัน ทิ้งไว้ 1 วัน เทใส่ตะแกง นำเอาส่วนที่แห้ง ๆ มาใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ดมกลิ่น ถ้าไม่หอมให้นำไปตากแดด เก็บไว้ใช้ได้นาน 4 ปี แต่ถ้านำน้ำที่แยกออกมาและเติมสมุนไพรอีก 12 ชนิด หมักไว้ 1 เดือน ก็จะคล้าย ๆ น้ำมันที่มีกลิ่นเหมือนพิมเสนเอาไว้ดม และทา
ไข่
ไข่ต้ม ไข่เค็ม ไข่พะโล้ โดยเฉพาะไข่แดง หากกินวันละ 2 ฟอง จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ลดเบาหวาน) เนื่องจากไข่แดงมีซิลิเนียม งานวิจัยของฮาวาดร์ พบว่าหากบริโภคไข่วันละ 3 ฟอง (อายุต่ำกว่า 45 ปี) บริโภควันละ 2 ฟอง (อายุ 45 ปี – 50 ปี) และบริโภควันละ 1 ฟอง (อายุเกิน 50 ปี) จะไม่เป็นเบาหวาน
ไข่ต้ม 1 ฟอง มีสรรพคุณสูงกว่านม 5 กล่อง
นม
ไม่ควรดื่มนมข้ามสายพันธุ์ ดังนั้น ไม่ควรดื่มนมวัว นมแพะ
ทุเรียน
กินแล้วไม่อ้วน แต่ช่วยลดความอ้วน และ Cholesterol
ข้าวเหนียว
กินแล้วไม่อ้วน ถ้าไม่มีน้ำตาลทราย
กวาวเครือขาว

สำหรับสุภาพสตรี ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม บริโภคทุกวันวันละ 1 เม็ด จะไม่เป็นวัยทอง

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป


Subject: Fw: สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป



เมื่อคุณชี้แจงไปแล้ว เขาก็ควรจะยอมรับฟัง
แต่เมื่อเขาไม่ฟัง และคุณก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด
ไปแล้ว ก็คงต้อง “ ปล่อยมันไป ”

ในโลกนี้ มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ที่เราไม่สามารถให้เวลา
กับมัน หรือไม่สามารถทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แต่แล้วเราก็ต้องปล่อย
ให้สิ่งเหล่านั้น ผ่านไป เพราะหากเรามัวแต่จะ “นับเม็ดทรายใน
แม่น้ำคงคา” เวลาของคุณ คงไม่พอเป็นแน่
(มีความหมายว่า จะพยายามทำให้คนทั้งโลกรู้สึกพอใจ ตัวเองในทุกเรื่อง)

ดังนั้น ทำอะไรก็ตาม ควรทำเท่าที่เราทำได้
เมื่อทำอย่างดีที่สุดแล้ว คนเขาไม่เห็นว่าดีก็ต้อง “ปล่อยมันไป”

เลือกทำในสิ่งที่เห็นว่า เราถนัดที่สุด และมีความสุขที่จะทำก็พอแล้ว

อะไรก็ตาม ที่เราไม่ถนัด หรือถึงถนัด...แต่ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็อย่าทำ

เรามีเวลาไม่มากนักหรอก ที่จะแบกสารพัดภาระในโลกนี้
ควรมองไหล่ของตัวเองดูสักหน่อย ว่าพร้อมจะแบกเป้หลัง
ที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของ
ตัวเอง เพราะไม่เพียงแต่มันจะทำให้คุณเป็นทุกข์ แต่บางที
อาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของคุณด้วย


ขออนุโมทนาขอบคุณชาวพุทธทุกท่าน
ที่กรุณา forward mail แนะนำธรรมทานนี้ต่อๆ กันไป
ทางชมรมฯ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ และขออภัยอย่างสูง
หาก mail นี้รบกวนท่าน กรุณา reply เพื่อปฏิเสธการรับ mail ครั้งต่อไปด้วย

ฉลองครบรอบ 40 ปี กับดุสิตธานี กรุงเทพฯ

Subject: Fw: ฉลองครบรอบ 40 ปี กับดุสิตธานี กรุงเทพฯ



“ทานเท่าไหร่ – ได้คืนเท่านั้น”
ฉลองครบรอบ 40 ปี กับดุสิตธานี กรุงเทพฯ

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เชิญท่านร่วมเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของโรงแรมดุสิต
ธานี กรุงเทพฯ

“เพียงท่านใช้บริการทุกห้องอาหารของโรงแรมฯ ทานเท่าไหร่ เก็บใบเสร็จไว้ ภายใน 40 วัน มาทาน
ครั้งต่อไป ฟรี! มูลค่าเท่าใบเสร็จแรก”*

ไม่ว่าจะเป็น ห้องอาหารฝรั่งเศส เดซองส์, ห้องอาหารอิตาเลี่ยน อิล ชิเญโล, แฮมิลตันส์ สเต็กเฮ้าส์
, ห้องอาหารไทย เบญจรงค์, ห้องอาหารเวียดนาม เธียนดอง, ห้องอาหารจีน เมย์ฟลาวเวอร์ ห้อง
อาหารนานาชาติ เดอะพาวิลเลี่ยน, มายบาร์ และ ล็อบบี้เล้าจน์

และ ฟรี! เค้กวันเกิดสำหรับลูกค้าที่มีอายุครบ 40 ปี

สิทธิพิเศษนี้มีจนถึง 31 สิงหาคมนี้เท่านั้น

เพื่อขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่คอยสนับสนุน และใช้บริการที่โรงแรมฯ มาโดยตลอด สอบถามรายละเอียดเพิ่ม
เติมได้ที่แผนกอาหารและเครื่องดื่ม โทร. 0 2200 9000 ต่อ 2524

*สำหรับการใช้บริการมูลค่าตั้งแต่ 1,000 – 10,000 บาท และ (ยกเว้นห้องอาหารญี่ปุ่น โชกุน และ
ดุสิต กูร์เม่ต์ เบเกอรี่ของโรงแรมฯ)

เตือนภัยผู้ใช้รถยนต์ Vigo หรือ D-Max ( โจรขโมยเซนเซอร์วัดเลขไมล์ )

ไปเจอมา เลยช่วยประชาสัมพันธ์ครับ...

ฝากเตือนภัยผู้ใช้รถยนต์Vigo หรือ D-Max หรือใครมีญาติพี่น้องใช้อยู่จงระวัง ขณะนี้ พวก มิจฉาชีพ มันมาแนวใหม่ จากสมัยก่อนขโมยยางอะไหล่ หรือไม่ก็แกะโลโก้ ยี่ห้อ หรือรุ่นรถ ตอนนี้แถวสุพรรณฯและจังหวัดใกล้เคียงกำลังระบาดหนักคือขโมยถอด อุปกรณ์เซนเซอร์ไมล์(เดิมเรียกสายไมล์วัดความเร็วรถยนต์) ผมพึ่งโดนไปเมื่อ
5 มีนา 53 (สะเดาะเคราะห์วันเกิด) ผมไปทำธุระแถวโลตัสสุพรรณฯก็จอดรถไว้ในที่ฝากรถ(หลังร้านปะยางข้างโลตัส) ตั้งแต่บ่าย จนถึง 5 ทุ่ม ก็ขับรถจะกลับบ้าน สังเกตเห็นว่าเข็มไมล์ ไม่ขึ้น ก็คิดว่าฟิวส์คงขาด เพราะเครื่องยนต์ก็ยังทำงานปกติ ขณะนั้นเห็นว่าดึกแล้วก็เลยขับรถกลับบ้านที่ อยุธยา พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบเอารถเข้าศูนย์ช่างก็ตรวจสอบจึงรู้ว่าอุปกรณ์เซน เซอร์ไมล์ถูกขโมยถอดและตัดสายไฟเอาไป ไอ้ตัวที่มันถอดออกไป ราคา ตัวเซนเซอร์ไมล์2800+สายไฟ6800+ค่าแรง ก็ไม่เท่าไหร่ แค่หมื่น ต้น ๆ แต่ที่หนักกว่านั้นคือ เกียร์พังครับเพราะตัวเซนเซอร์ไมล์ที่ว่ามันอยู่ติดกับกระปุกเกียร์ใต้ท้อง รถ เมื่อถูกถอดออกไป ทำให้น้ำมันเกียร์ไหลพุ่งออกหมด น้ำมันเกียร์แห้ง ผมต้องซ่อมเกียร์ไปครึ่งลูก เบ็ดเสร็จ แล้ว8หมืน7พัน ก็ยังดีมีประกันชั้นหนึ่ง(อันสุดห่วยไม่ยากบอกว่าบริษัทอะไรขึ้นต้นด้วย ตัว L …ลงท้ายด้วยตัว G) ขอย้ำ! ประกันชั้นหนึ่ง ผมยังต้องออกเอง เกือบ 3 หมื่น มันบ่ายเบี่ยงหาว่าผมดันทุรังขับมาได้ไง โธ่ ก็กรู ไม่รู้นี่หว่ามันมีขโมยแบบนี้ด้วย ถ้ากรูรู้ กรูจะยอมให้รถพังหรืออีกอย่างเหตุมันก็เกิดกลางดึกต่างบ้านต่างเมืองจะ ให้กรูทำไง …เคราะห์ซ้ำด้ามพลอยเหตุเกิดคืนวันที่ 5 เช้าวันที่6 เอารถเข้าศูนย์แล้วโทรหาประกัน มันมาถึงรถ บ่ายวันที่ 9 (บริการทุกระดับประทับใจจริงจิ้ง)ช่างก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะต้องรอประกัน อนุมัติก่อน เท่านั้นยังไม่พอ เคราะห์ซ้ำด้ามเพชร บ.ตรีเพชรหยุดงานเพราะไอ้พวกเสื้อแดงไปเพ่นผ่านหน้าโรงงาน เลยสั่งอะไหล่ไม่ได้ สรุปแล้ว เสียเวลาไป 17 วัน
ผมมาทราบทีหลังคืนเดียว กันนั้นเพื่อนผมอีกคนก็โดนเหมือนกัน เขาจอดรถในลานจอดรถของโลตัสสุ1000แท้ๆ ห่างจากรถผม 200 เมตร เขาใช้ Vigo เขาพอรู้มาบ้างแล้วว่ามีขโมยแบบนี้ก็ระวังเหมือนกันก็ยังโดน เขาก็ค่อย ๆ ขับช้า ๆ กลับบ้านที่บางปลาม้า ซึ้งอยู่ไม่ไกลรถเลยไม่เป็นไรมาก เขาก็ไปซื้ออะไหล่เชียงกงมาใส่เอง (ไม่รู้ซื้อของตัวเองหรือเปล่า)หมดไป 8 พันกว่า ก็ไม่รู้ไอ้ที่มันขโมยไปจะขายได้กี่ร้อย แต่กรูต้องซ่อมหมดเป็นหมื่น หรือว่ามีใบสั่ง!!
ผมไปแจ้งความกับตำรวจ(ก็ได้แต่บันทึกประจำวัน) ตำรวจได้แต่บอก ฮะฮะ ไอ้น้องเอยสบายใจได้เองมีพวกเยอะแยะ วันก่อนที่โรง’บาลสุ1000 ก็โดนไป 5-6 คัน ผมจึงตรัสรู้ว่าไม่ได้มีแต่กรูคนเดียวเท่านั้น เลยลืมถามตำรวจว่าแล้วพี่ไม่มีมาตรการป้องกันเตือนภัยอะไรเลยหรือนอกจากตั้ง ด่านตั้งโตะใต้สะพานทุกวัน
ขอฝากบอกเตือนภัยให้รู้ทั่วกัน ไม่รู้ว่ายี่ห้ออื่นๆโดนด้วยหรือเปล่า
ข้อสังเกต/วิธีปฏิบัติเมื่อโดน
- หากรถวิ่งแล้วเข็มไมล์ไม่ขึ้น ท่านอาจโดนเข้าแล้ว ให้จอดรถลงมาดูใต้ท้องรถ ตรงปลายสุดของกระปุกเกียร์(D-Max อยู่ด้านคนขับVigo อยู่อีกฟากหนึ่ง) ตัวไม่ใหญ่ไม่ยาว เท่าไอ้นั่น..คือหมายถึงประมาณหัวแม่เท้าผู้ใหญ่(กำนันไม่เกี่ยว) ถ้ายังอยู่แสดงว่าเป็นที่สาเหตุอื่น แต่ถ้าไม่อยู่เห็นแต่รูโบ๋ๆเหมือนไอ้นั่น แล้วมีน้ำเยิ้มออกมา หมายถึงนำมันเกียร์นะครับ แสดงว่างานเข้าแล้วให้หาที่จอดรถที่ปลอดภัย โทรหาใครที่เชื่อถือได้ มาลากจูงรถเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อมซะราคาไม่ถึง2หมื่น อย่าดันทุรังขับเหมือนผม ปาเข้าไปเกือบแสน หรือถ้าจำเป็นต้องขับก็อย่าขับเร็ว หรือไกลมาก
แนวทางป้องกันไม่ให้ถูกขโมย
-ไม่จอดรถในที่เปลี่ยวไกลหูไกลตา(ควรให้ตา มานั่งเฝ้า)โดยเฉพาะแถวสุ1000 ส่งสัยไอ้ตัวใหญ่มันอยู่สุ1000
-ควรจอดรถคร่อมที่ชื้นแฉะ หรือ กองอุจจาระสุนัข (พอมันมุดใต้ท้องรถไปก็จะได้เปื้อนขี้หมาโดนบ่อยๆมันก็เข็ดไปเอง)
-แอบอยู่ ในรถพอมันมุดไปถอดก็ออกรถให้เหยียบหัว(แม่เท้า)แม่มเลยอย่าไปเหยียบหัวอื่น เดียวเราติดคุก
-หาน็อตอื่นมาเปลี่ยน(มันมีน็อตแค่ตัวเดียว) เช่นน็อตหกเหลี่ยมแล้วหาซีเมนต์อุดหัวน็อตซะ หรือเจียร์ตะไบหัวน็อตให้กลมมนถอดลำบากหน่อยซึ่งจริงๆแล้วตลอดอายุรถก็คงไม่ ได้ถอดอยู่แล้ว
-ให้ช่างหรือทำเองหาเหล็กฉากเหล็กแบนเจาะรูแล้วหาที่ยึด กะแท่นเกียร์ให้มันบังหัวน็อตซะอย่างน้อยให้ขโมยมันรู้ซึ้งถึงความลำบากซะ บ้าง
สุดท้ายนี้หากท่านรู้แล้วช่วยเผยแพร่ความรู้ให้เท่าทันพวกมิจฉาชีพ ก็ขอให้ทุกท่านปลอดภัย ส่วนไอ้หัวขโมย หากชาติหน้ามีจริงถ้ามึงเกิดเป็นชายก็อย่าให้มีกระจู๋เกิดเป็นหญิงก็ขอให้รู ตัน โอมมะลึก กึก กึ๋ย! เจียดกรอย สม ออย โพง จอร เตียง หลาย เกิด เจีย โกนเปราะฮ์ มัน เมียน กะดอ เกิด เจียโกน สแร็ย มันเมียน กะนูย โอมเพียง!

คิดจากความว่าง

หัวเรื่อง: FW: คิดจากความว่าง
ว่างจากการพูดร้าย
คิดจากความว่าง โดยดังตฤณ


ควันร้ายจากปาก เหม็นมากกว่าควันไฟ

โชยลามได้ไกลกว่าควันพิษ

ทำชีวิตเสียหายได้ยิ่งกว่าควันปืน



ใจต้องกล้า หน้าต้องด้าน คำเท็จจึงผ่านปากได้



เมตตา ต้องน้อย หูตาต้องคอย จับผิด

ปาก จึงโปรยพิษ แห่ง คำนินทาว่าร้ายได้



จิตต้องหยาบ บาปต้องแรง

คำหยาบอันเสียดแทงหู จึงทะลุปากออกไปได้



ความคิดต้องฟุ้งกระจาย

ต้องกลายเป็นคนเหลวไหล

คำพล่ามเพ้อเจ้อ จึงสะพัดออกจากปากได้



พูดอย่างไร ก็กลายเป็นคนอย่างนั้น

กำลังแห่งคำพูด ดัดจิตให้บิดเบี้ยวได้เร็ว

ควันทึบแห่งคำพูด ปกคลุมจิตให้มืดมนได้นาน

มนต์สาปแห่งคำพูด แปรจิตให้เศร้าหมองได้หนัก



บาปแห่งวาจาที่ก่อไว้

อาจดลใจให้เห็นคำหวานเป็นของตลก

มองคำสกปรกเป็นเรื่องสนุก

แล้วค่อยเห็นผล ของความสนุกว่า ไม่ตลก



มองการพูดร้ายเป็นพิษภัย ตั้งใจเลิกพูดร้ายทีละข้อ

ก็จะเป็นมหาทานประการที่สี่

ไม่มีขวานไว้ในปาก ไม่มีปากไว้เป็นขวาน





ว่างจากความโกรธ



เมื่อมาสู่โลกนี้ ทุกคนต้องเจอเรื่อง น่าโกรธ

แต่ไม่ทุกคนที่ อยากโกรธ ไม่ทุกคนที่ หวงความโกรธ

นั่นเพราะแต่ละคน เห็นความโกรธต่างกัน

บางคนเห็นความโกรธเป็นธรรมชาติ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

บางคนเห็นความโกรธ เสริมความน่าครั่นคร้ามของตน

บางคนเห็นความโกรธ เป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้

ขณะที่บางคนเห็นความโกรธ เป็นไฟเผาตัวต้องรีบดับ



โกรธไม่เป็นไร

แต่อย่าเกลียดก็แล้วกัน

เพราะโกรธนั้น ทุกข์เดี๋ยวเดียว

แต่ถึงขั้นเกลียด จะต้องทุกข์ยืดเยื้อ

และอาจยาวนานกว่าที่คิด



เกลียดไม่เป็นไร

แต่อย่าอาฆาตก็แล้วกัน

เพราะเกลียดนั้น ทุกข์อยู่คนเดียว

แต่ถึงขั้นอาฆาต จะเป็นทุกข์หลายคน

และอาจลงเอย เป็นโศกนาฏกรรมคาดไม่ถึง



จิตต้องขุ่น ถึงจะโกรธได้

จิตต้องทึบ ถึงจะเกลียดลง

จิตต้องมืดบอด ถึงจะอาฆาตนาน

จิตต้องสว่าง จึงจะดับอาฆาตสนิท



จิตต้องโปร่ง จึงจะระงับความเกลียดไหว

จิตต้องใส ถึงจะหยุดความโกรธเร็ว

จิตจะขุ่น ทึบ หรือมืดบอด จิตจะสว่าง โปร่ง หรือใส

ขึ้นอยู่กับความคิด ขึ้นอยู่กับวิธีมองความโกรธ

ถ้าเห็นความโกรธเป็นโรคทางใจ ก็จะยอมอภัยแลกกับการฟื้นไข้

เมื่อถูกโลกกระทบแล้วโกรธ นั้นไม่แปลก

แต่หลังจากคิดแล้ว ยังโกรธ

หรือหลังจากคิดแล้ว ถึงค่อยโกรธ

แสดงว่า ยังคิดจากความว่างไม่เป็น



เป็นแต่คิด สร้างความทึบ

เป็นแต่คิด สร้างกำแพงไฟ

โทสะคือ รากแห่งบาปข้อที่สอง



บุคคล ละความโกรธได้แล้ว

ย่อมนอนหลับสบายฝันร้ายไม่มี



เมื่อนั้นมองย้อนไปจะรู้

ความโกรธ ทำให้เราอยากฆ่าบางสิ่ง

จะดียิ่งหากสิ่งนั้นคือ ความโกรธ



คิดแล้ว ใจเย็นแปลว่า เห็นความว่าง

ในท่ามกลางเรื่องร้อน



ว่างจากความไม่รู้



เมื่อรู้เพียงน้อยนิด แล้วอหังการ

แปลว่า กำลังอหังการ ในความไม่รู้อันยิ่งใหญ่ของตน

มนุษย์เราโง่ที่สุด ตอนไม่รู้แม้แต่เรื่องของตัวเอง



เกิดอย่างไม่รู้ อยู่อย่างไม่รู้ ตายอย่างไม่รู้



ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ แต่ถ้าขยันสร้างเหตุแห่งทุกข์

ก็ต้องทนทุกข์ไม่มีลดหย่อน จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้

และถึงแม้อยากดับทุกข์ แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์

อย่างไรก็ต้องทุกข์ต่ออยู่ดี



ถ้าอยู่ไม่ถึงแก่ ก็ไม่รู้ว่าความแก่น่าเอือมเพียงใด

ถ้าไม่เห็นภาพการเกิดใหม่หลายหน

ก็ไม่รู้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดน่าเบื่อขนาดไหน



เริ่มจากรู้ตัวว่า ไม่รู้ แล้วรู้จักภาวะที่กำลังเป็นอยู่

ก็เริ่มรู้ต่อไปได้ถึงเหตุผลต้นปลาย

รู้ว่าโลกไม่ตามใจเรา แต่โลกตามใจเหตุผล



รู้ว่า ตนเป็นอุปาทาน

รู้ว่า หมดอุปาทานคือหมดตน

รู้ว่า ความอยากได้ อยากมี เป็นที่ตั้งของอุปาทาน

รู้ว่าหมดอยากก็หมดที่ตั้งของอุปาทาน



รู้ว่า สุขลวงใจ เป็นเครื่องล่อให้กระหายอยากได้อีก

ไม่อยากหลีกไปไหน

รู้ว่า ทุกข์แน่นอก เป็นเครื่องบีบให้อยากโจนทะยานหนี

หาทางลี้ไปสู่ความเป็นอื่นที่น่าใคร่อยาก

รู้ว่า สุขทุกข์ไม่เที่ยง

รู้ว่า หมดความไยดีสิ่งที่ไม่เที่ยงเสียแล้ว

ก็หมดเครื่องล่ออันใด ให้กระหายอยากได้อีก



เมื่อหมด อุปาทาน ในตัวตน

หมดความอาลัยไยดี ในสุขทุกข์ อันไม่เที่ยงทั้งปวง

ก็ย่อมรู้ที่จิตว่าพ้นแล้ว

ปราศจากเครื่องหมักดอง ให้ติดอยู่ในภาวะทั้งหลายแล้ว

ไม่มีอันต้องเสวยทุกข์ทางใจแล้ว

นั่นคือรู้ว่า ได้ทำทุกข์ถึงที่สุดแล้ว

เป็นหนึ่งในผู้หยุด เกิดตายเพราะหายโง่แล้ว



ความว่างอันเป็นที่สุด คือการยุติทุกข์อย่างถาวร

การยุติทุกข์อย่างถาวร คือมหาสมุทรแห่งบรมสุข

อันไพศาลเหนือการประมาณทั้งปวง

ทำไมต้องโกหกกัน และความรู้เกี่ยวกับการโกหก

Subject: Fw: ทำไมต้องโกหกกัน และความรู้เกี่ยวกับการโกหก



แม้เราทุกคนจะได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ให้พูดแต่ความจริง ไม่ให้พูดโกหก และสำหรับชาวพุทธ การโกหกถือเป็นการผิดศีล แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แทบทุกคนไม่มีใครที่ตลอดชีวิตไม่เคยโกหกเลย
การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี เราทุกคนรู้และไม่มีใครชอบ แต่เพราะอะไร ทำไมถึงต้องโกหก
ยิ่งใกล้ชิดยิ่งโกหก
นักจิตวิทยาพบว่า มนุษย์เริ่มโกหกเป็นตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และเมื่ออายุได้ 5 ขวบ ความสามารถในการโกหกจะได้รับการพัฒนาขึ้นอีกมาก แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะในทางจิตวิทยาถือว่าการโกหกเป็นธรรมชาติของเด็กที่เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีพิษมีภัย เพราะเด็กยังไม่สามารถแยกแยะจินตนาการออกจากความจริงได้
เด็กมักโกหกเพราะความกลัว ต้องการเลียนแบบและเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่
แต่เมื่อโตขึ้น ไม่ว่าหญิงและชาย ประเภทและระดับการโกหกจะยิ่งมากขึ้นและซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
งานวิจัยล่าสุดของ โรเบิร์ต เฟลด์แมน อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแมสซาซูเซตส์ และผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Liar in Your Life พบว่า ระหว่างการสนทนาทุกๆ 10 นาที จะมีการโกหกประมาณ 2-3 ครั้ง และในบางคู่สนทนาอาจเกิดขึ้นได้มากถึง 12 ครั้ง
เจมส์ แพตเตอร์สัน ผู้เขียนหนังสือ The Day America Told the Truth เผยว่า ไม่ว่าคู่สนทนาจะเป็นใครก็ตามแต่ แทบทุกครั้งของการสนทนามักจะมีเรื่องโกหกร่วมอยู่ด้วยเสมอ เป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะพูดความจริงต่อกันทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคนใกล้ชิดอย่างคู่รัก พ่อ แม่ ลูก

โกหกกันเพื่ออะไร
การโกหกเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาตราบเท่าที่มีการสื่อสารกัน แม้กระทั่งการสื่อสารข้อความผ่านอีเมล หรือการส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์ (sms)ก็เป็นอีกช่องทางยอดฮิตในการโกหก
พอล เอ๊กแมน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งศึกษาเรื่องการโกหกมานานกว่าสี่สิบปี ลงความเห็นว่า “มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการโกหกได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องการโกหกจะเป็นผลดีต่อชีวิต”ว่าจะดีขึ้นแค่ไหน เราคงต้องมาพิจารณาดูประเภทของการโกหกก่อน
โกหกสีขาว (White Lie) เป็นการโกหกด้วยเจตนาดี เพื่อถนอมความรู้สึกและรักษาน้ำใจ แทนที่จะบอกความจริงที่เชื่อว่าผู้ฟังคงรับไม่ได้ออกไป บางครั้งการโกหกในลักษณะนี้เป็นการพูดเพื่อให้กำลังใจอีกฝ่าย เรียกได้ว่าเป็นการโกหกเพื่อทำให้ผู้อื่นมีความสุขนั่นเอง
งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การ “รู้จักโกหก”เพื่อเข้าสังคมนั้น ส่งผลให้บุคคลนั้นๆ เป็นที่ชื่นชอบของคนในสังคมมากกว่าผู้ที่พูดแต่ความจริงเพราะการเข้าสังคมบางครั้งจำเป็นต้องปรุงแต่คำพูดซึ่งต่างไปจากความรู้สึกที่แท้จริงเพื่อให้คู่สนทนาสบายใจและประทับใจ
โกหกเพื่อปกป้องตนเอง เป็นการโกหกเพื่อการเอาตัวรอด เช่นกลัวความผิด กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวเสียเกียรติ กลัวการเผชิญหน้า กลัวความผิดหวัง ฯลฯ การโกหกประเภทนี้ในบางครั้งอาจร้ายแรงถึงขั้นโยนความผิด ใส่ความผู้อื่น เป็นพยานเท็จ ฯลฯ
โกหกเพื่อหวังผลประโยชน์ เป็นการโกหกเพื่อทำให้ตนเองได้รับการยอมรับ ความไว้วางใจ ได้โอกาสในการทำงาน มักเป็นในรูปของการปลอมแปลงข้อมูลทางคุณวุฒิ คุณสมบัติ ฐานะการเงิน ฯลฯ
โกหกตนเอง มักเกิดกับคนที่สูญเสียความมั่นใจ สับสน และหวาดกลัวความจริง คนประเภทนี้มักสร้างเรื่อง “หลอกตนเอง”ให้คลายจากความทุกข์ชั่วขณะ เช่นหลอกว่าคนรักที่ทอดทิ้งไปยังมีใจให้อยู่เสมอ และสุดท้ายคนเหล่านี้มักโทษตนเอง อาจเลยไปถึงขั้นทำร้ายร่างกายตนเองหรือตกอยู่ในภาวถซึมเศร้าก็มี
และเมื่อไรก็ตามที่การโกหกลักษณะนี้มีการพัฒนาการมากขึ้น ข้อมูลที่ไม่จริงทั้งหลายก็จะถูกตอกย้ำใส่หูตนเองซ้ำๆ จนตัวเองเริ่มเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จากนั้นจึงนำเรื่องไม่จริง(ที่ตัวเองเชื่อว่าจริง)นี้ไปบอกผู้อื่นต่อ ทางจิตเวชถือว่าอาการเช่นนี้อยู่ในข่ายอันตรายที่ต้องได้รับการบำบัดเยียวยาอย่างเร่งด่วน
ผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีความสามารถในการใช้สมองซีกขวา รวบรวมเรื่อง จัดการอารมณ์และความรู้สึกได้ดีกว่าผู้ชาย ผู้หญิงมักโกหกเพื่อถนอมความรู้สุก รักษาน้ำใจของคนใกล้ชิด
• ผู้ชาย * มักโกหกเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและมักเห็นว่าการโกหกเป็นทางออกที่ง่ายที่สุด สถิคิโดยเฉลี่ย ผู้ชายจะโกหกมากถึง 6 ครั้งต่อวัน ขณะที่ผู้หญิงจะโกหกเพียง 2 ครั้งต่อวัน
• - ประโยคโกหกยอดฮิตของทั้งหญิงและชาย “ไม่เป็นไร… สบายดี”
• - ประโยคโกหกยอดฮิตที่ทำให้คนรักหน้ามืดตามัว “คุณเป็นคนเดียวที่ฉันจะรักจนวันตาย”
• - ประโยคโกหกยอดฮิตที่คนมักใช้กับคนรักเพื่อหวังให้อีกฝ่ายใจอ่อนยอมยกโทษให้ “รับรองจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก…ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย”

จะรู้ได้อย่างไรว่าใครโกหก
นักจิตวิทยาพบสถิติที่น่าสนใจว่า บรรดาคนพูดโกหกจำนวนกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ หากพบว่าไม่มีใครจับได้ คนเหล่านั้นก็มีแนวโน้มจะพูดโกหกต่อไปเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าการโกหกเป็นเรื่องธรรมดา
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ไม่ว่าคนคนนั้นจะโกหกได้แนบเนียนอย่างไร ก็ไม่อาจปิดบังปฏิกิริยาในร่างกายขณะโกหกได้ เช่นอัตราการเต้นของหัวใจและชีพจรจะไม่สม่ำเสมอ เหงื่อจะออกมากขึ้น อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ที่สำคัญระดับความดันโลหิจจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการระคายเคืองในระดับเนื้อเยื่อ เช่นบริเวณจมูก ลำคอ ใบหน้า คนที่กำลังโกหกจึงมักเกาหรือถูผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆเพื่อลดการระคายเคือง
อาการผิดปกติที่พบเห็นทั่วไปเมื่อเวลาโกหก
1. หลบสายตา กะพริบตาหรือกลอกตามองซ้ายขวาไปมาบ่อยครั้งอย่างไม่จำเป็น
2. กลืนน้ำลายบ่อยกว่าปกติ อาการนี้ผู้ชายจะเป็นมากกว่า
3. น้ำเสียงไม่ปกติ ขึ้นเสียง โวยวายเมื่อถูกถามซ้ำๆเพราะคนโกหกจะไม่สามารถจดจำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้นาน หรือเล่าความได้ครบถ้วนเหมือนตอนที่เล่าครั้งแรก
4. ตอบคำถามด้วยการย้ำคำพูดหรือหยุดชะงัก ก่อนจะตอบคำถามแบบยืดยาวด้วยการทวนคำถามอีกรอบ ทั้งนี้เพื่อประวิงเวลาในการสร้างเรื่องโกหก

โกหกแล้วได้อะไร
อันดับแรกคือ ความโล่งอกที่หลุดพ้นภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นมาได้ แต่สิ่งที่จะตามมาติดๆคือ ความกังวลใจ กลัวไปสารพัด เพราะไม่อยากถูกจับได้
แต่ยิ่งกลัวมากเท่าไร โอกาสที่การโกหกจะลุกลามต่อไปก็มีมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อกลัวว่าที่โกหกไปแล้วจะไม่แนบเนียนก็ย่อมต้องโกหกเรื่องอื่นๆ ตามมาเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือขึ้นอีกเป็นชั้นๆ บางกรณีเมื่อโกหกแล้วยังไม่มีใครจับได้ ก็ได้ใจและทำต่อไปเรื่อยๆ สำหรับบางคนเลยเป็นสิ่งที่กลายเป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย
แต่ความลับไม่มีในโลก ดังนั้นไม่ว่าการโกหกจะถูกเปิดโปงด้วยวิทยาการล้ำสมัยหรือเป็นการจนมุมง่ายๆด้วยวิธีใดก็ตามที ผลที่ผู้โกหกจะได้รับคงไม่แตกต่างไปจากเด็กเลี้ยงแกะที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครเชื่อถือและให้ความไว้วางใจอีกต่อไป

รู้จัก ปฏิกิริยา พิน็อกคิโอ
การแตะจมูกเป็นสัญญาณมือสำคัญที่สื่อว่า เขากำลังโกหก นักวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อคนเราโกหก ความดันเลือดจะสูงขึ้น จมูกจะบานออก หรือที่เรียกว่า พิน็อกคิโอ ทำให้คนที่โกหกต้องถูจมูกเร็วๆ เมื่อคลายอาการคันที่เกิดขึ้น

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

"อึ" กับ "ใบหน้า" ใกล้กันยิ่งกว่าที่คิด

เรื่อง: "อึ" กับ "ใบหน้า" ใกล้กันยิ่งกว่าที่คิด


ใครเคยอึแล้วหันกลับไปมองมันอย่างพินิจพิจารณาบ้าง?? ไม่มี!! ยิ่งทุกวันนี้เครื่องสุขภัณฑ์หรูหราทันสมัย อึก็ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้ "ห่างเหิน" จากเจ้าของมันมากขึ้น

ทั้งๆ ที่อึนั่นแหละคือ "สัญญาณ" ที่ดีของระบบสุขภาพคนเรา เพราะมันจะสะท้อนว่า เรากินอะไรเข้าไป และร่างกายซึมซับได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งสัญญาณเหล่านี้สุดท้ายก็ส่งผลต่อความอ่อนวัยของใบหน้าคนเราด้วย "อึ" จึงสัมพันธ์กับ "ใบหน้า" อย่างใกล้ชิด!!

เพื่อเป็นการเปลี่ยนทัศนคติใหม่เกี่ยวกับอึให้ทุกคน เราจึงนำเรื่องราวดีๆ จากงานเสวนา หัวข้อ "อึ ดั๊นลอยฟ่องเพราะกินของดี ดีท็อกซ์ เดลี หน้าใสนะคะ" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 โดยมีนักโภชนาการ และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งสาวๆ หน้าใสมาเป็นผู้ให้รายละเอียด

เริ่มจาก อัจฉรา พรไพศาลสกุล นักโภชนาการ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท อธิบายให้เห็นภาพการเดินทางของอาหารหลังจากผ่านเข้าสู่ปาก แล้วถูกย่อยด้วยกระเพาะอาหารก่อนจะส่ง ต่อไปยังลำไส้เล็กจนถึงลำไส้ใหญ่ "อาหารจะตกอยู่ในลำไส้ประมาณ 60-100 ชั่วโมง

แต่เนื่องจากว่า ระบบการย่อยของคนเราถูกสร้างขึ้นมาสำหรับสัตว์กินพืช ลำไส้จึงไม่เชี่ยวชาญในการย่อยเนื้อ จึงทำให้เกิดคราบตกค้างตามซอกของลำไส้ซึ่งนานวันมันก็จะเกิดการสะสมและเป็นสาเหตุของอาการท้องผูก

ดังนั้น เราต้องกินผักซึ่งเป็นไม้กวาดลำไส้ซึ่งจะอยู่ในลำไส้ไม่เกิน 1 วัน จะช่วยชะล้างคราบเหล่านั้นออกไปพร้อมกันด้วย ควรรับประทานผักอย่างน้อย 1 ถ้วยต่อวัน เพื่อทำให้ขนาดของอึพอดีกับลำไส้และขับเคลื่อนผ่านไปได้สะดวก

อึ สามารถบอกได้ว่าใครสุขภาพดีทั้งร่ายกายและใบหน้าอย่างไร พ.ญ.เรขา กลลดาเรืองไกร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ได้วิเคราะห์ลักษณะของอึในแต่ละรูปแบบว่า เจ้าของอึ เลือกรับประทานอาหารได้ถูกต้องหรือไม่

พร้อมอยากให้ทุกคนได้เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยหันหลังกลับไปดูสิ่งที่ขับถ่ายออกไป ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้เข้าใจสุขภาพของตัวเองได้ถูกต้อง

"อึ" ที่ลอยฟ่อง เป็นก้อนแตกกระจาย ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่เป็นก้อนยาวๆ ถ่ายได้ง่ายโดยไม่ต้องเบ่ง สีเขียวขี้ม้า หรือเหลืองทอง บ่งบอกว่าลำไส้ใหญ่สะอาด ไม่มีคราบตะกอนหมักหมม ถือเป็นคนที่เลือกรับประทานอาหารได้ถูกต้อง และมีสุขภาพดี

ส่วนถ้าใคร "อึ" เป็นก้อน จมน้ำ แต่ไม่ถึงกับเหม็นมาก สีค่อนข้างคล้ำ แสดงว่า กินเนื้อสัตว์เยอะกว่าผัก ถือว่าเป็นคนสุขภาพปานกลาง ซึ่งควรจะต้องรับประทานผักให้มากกว่านี้

แต่ถ้าสังเกตดูแล้วเห็นว่า "อึ" ติดชักโครกเป็นคราบเหนียวหนึบหนับ จับเป็นก้อน มีกลิ่นเหม็นตลบอบอวลสีออกน้ำตาลดำ เข้าขั้นน่าเป็นห่วง เพราะบ่งบอกว่า สุขภาพย่ำแย่ เนื่องจากกินแต่เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งขัดขาวหรือข้าวขาวที่ไม่มีเส้นใย และที่สำคัญไม่ได้มีผักในอาหารแต่ละมื้อเลย

"อึ" ที่เข้าข่ายวิกฤติและต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพราะอาจก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้ คือ อึที่ เหนียวข้น สีดำเข้ม มีเลือดออกมากับอุจจาระ มีอาการท้องเสียสลับกับท้องผูกบ่อยๆ น้ำหนักตัวลดเร็วและเบื่ออาหาร

ควรแก้ไขโดยการกิน ผักผลไม้เยอะๆ รวมถึงธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยดูดซึมและขนถ่ายโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไปใช้ประโยชน์มากขึ้น ช่วยเพิ่มเนื้ออุจจาระ ทำให้ขนาดพอเหมาะกับการบิดตัวของลำไส้ใหญ่ ลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งและท้องจะไม่ผูกอีกต่อไป

การดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 6-8 แก้ว กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกาย และขับถ่ายเป็นเวลา จะทำให้สุขภาพดีและมีใบหน้าที่สดใส อ่อนกว่าวัย

เชื่อ ไม่เชื่อ ก็ต้องลองนำไปใช้กันดู พร้อมทั้งอย่าลืมพิสูจน์ "อึ" ของตัวเองหลังปล่อยออกมาทุกครั้ง เป็นวิถีทางที่ง่ายที่สุดในการตรวจสอบสุขภาพของตัวเอง

18 สาเหตุ ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรง + อ่อนเพลีย

18 คำตอบ เวลาที่คุณรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง เวลาที่เราอ่อนเพลีย เรามักโทษความเครียดและการนอนน้อย แต่ยังมีสิ่งผิดปกติอื่นอีกที่สามารถสูบพลังจนหมดตัวคุณได้ โชคดีที่เรามีวิธีเรียกพลังใจและกายกลับคืนมา





1. ใช้โทรศัพท์มากเกินไป คุณ จะเสียน้ำในร่างกายไปทางปากขณะพูด ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า Phone-Fatigue ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำ หรับพนักงานตามศูนย์บริการลูกค้า อาการขาดน้ำทำให้เลือดแข็งตัวและลดปริมาณออกซิเจนในระบบที่เป็นตัวให้ พลังงาน ดังนั้น ถ้าคุณใช้โทรศัพท์นาน ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างคุย


2. ความดันเลือดต่ำ ความดันเลือดต่ำคือสาเหตุใหญ่ที่คุณหมดแรง แพทย์ยังไม่รู้ว่าทำไม แต่เป็นไปได้ว่ามันทำให้เลือดส่งไปยังสมองไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้อ่อนเพลีย อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีความดันเลือดต่ำคือ รู้สึกหน้ามืดเวลาลุกขึ้นปุบปับ หรือเวลาย ืนนานๆ ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์


3. เล่นเน็ตดึกเกินไป ฮอร์โมน เมลาโตนิน ( Melatoni n) จะกระตุ้นให้เรานอนหลับ แต่แสงจากจอคอมพิวเตอร์อาจทำให้เราหลับยาก โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังดูสิ่งที่สนใจอยู่ ซึ่งทำให้คุณมักนอนดึก และมีเวลานอนหลับน้อยลง ให้คุณทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายกว่า เช่น อ่านหนังสือแล้วดูสิว่าคุณจะตื่นตัวมากกว่าเดิมในวันใหม่หรือเปล่า


4. กินอาหารไม่เต็มที่ การเฝ้ารออาหารจะเพิ่มปริมาณน้ำย่อย และทำให้เราดูดซับสารอาหารได้มากขึ้นที่มันเกี่ยวกับอาการอ่อนเพลียก็เพราะ การขาดธาตุเหล็กคือหนึ่งในสาเหตุของความอ่อนเพลียที่พบมากในผู้หญิง ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เพิ่มระดับสารอาหารให้คุ ณ ก็จะเพิ่มพลังใจและกายให้ด้วย


5. ไม่ออกกำลัง นัก วิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังอย่างน้อย 20 นาที แม้จะแค่อาทิตย์ละครั้งก็จะรู้สึกอ่อนเพลียน้อยกว่า คนที่ไม่ออกกำลังเลยประมาณ 30% ถ้าเห็นว่าออกกำลั งเป็นเรื่องยากเกินไปให้คุณกินผักและผลไม้เพิ่ม คนที่กินผักผลไม้อย่างน้อย 4 – 5 จานต่อวันจะออกกำลังได้อย่างสบายๆ
6. อิทธิพลของเดือนเกิด ถ้าคุณเกิดเดือนธันวาคม หรือมกราคม จะอ่อนเพลียในช่วงเย็นมากกว่าคนที่เกิดเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคมที่จะขี้เซาในยามเช้า นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การสัมผัสของแสงแดดยามเช้าประมาณ 15 นาที จะทำให้คนประเภทหลังตาสว่าง ส่วนกาแฟยามบ่ายจะเพิ่มพลัง ให้กับคนประเภทแรก
7. กรามแข็ง คุณ สามารถใส่นิ้ว 3 นิ้วเรียงเป็นแนวตั้งเข้าปากพร้อมกันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ คุณคงมีปัญหาที่เรียกว่า โรค TMJ (TemporomandiBular Joint Disorder) แพทย์บอกว่ามันคือความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อใกล้กราม และตำแหน่งของฟัน อาการทั่วไปคืออ่อนเพลีย และปวดหัว ปวดคอ หรือไหล่ ควรปรึกษาทันตแพทย์
8. ธรณีหน้าต่างสกปรก จากการวิจัยพบว่า 88% ของบ้านทั่วไปจะมีราขึ้นตามหน้าต่าง และการแพ้เชื้อราเหล่านี้เองคือ สาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลีย ใช้ผงซักฟอกทำความสะอา ดและตรวจดูผ้าม่านอาบน้ำของคุณด้วยว่ามีราหรือเปล่า
9. ไม่ได้เอาผ้าห่มไปผึ่งแดด ระดับ ความขึ้นสูงทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี มันอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามหลอดลมในปอด ทำให้หายใจติดขัดและนอนหลับไม่สนิท และเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลียในวันต่อมา นำผ้าห่มผึ่งแดด เป็นประจำเมื่อความชื้นหมดไป ก็ไม่มี ไรฝุ่น
10. เชื่องช้า งุ่มง่าม ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อคุณงุ่ม ง่าม เพราะปริมาณกลูโคสเข้าสู่สมองน้อยลง คุณเลยอ่อนเพลีย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดทำได้โดยเหวี่ยงแขนไปหน้าและหลัง สลับทีละแขน

11. อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย คนที่มองทุกอย่างในแง่ร้ายจะฉุดพลังคุณหดหายไปด้วย เพื่อลดอิทธิพลของพวกเขาให้จินตนาการว่า คุณกำลังใส่เสื้อคลุมสีดำเวลาคุยกันก็จะยับยั้งไม่ให้คุณดูดพลังแง่ลบจากพวก เขาได้
12. อยู่ใกล้เครื่องใช้ ไฟฟ้ามากเกินไป ขั้วบวกที่มาจ ากอุปกรณ์ อิเล็กโทรนิกส์ หรือเครื่องปรับอากาศอาจกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนที่ทำให้เราอ่อนเพลียและซึม เศร้า ให้เสียบปลั๊กตัว แปลงขั้วไฟฟ้าเพื่อเพิ่มระดับของขั้วลบที่เสริมพลังในอากาศ
13. ลืมดื่มกาแฟตอนเช้า ถ้า คุณไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า พลังกายและใจอาจตกวูบในวันนี้ จากงานวิจัยพบว่าผู้ร่วมวิจัย 50% มีอาการอ่อนเพลียถ้าไม่ได้ดื่ม กาแฟถ้วยแรกของวัน ซึ่งมีถึง 13% ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
14. บ้าน รก ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยบอกว่ากองสิ่งของรกเกะกะจะทำ ให้สถานที่นั้นขาดพลังและกระตุ้นให้คุณขาดพลังไปด้วย คุณไม่ต้องถึงกับเก็บทุกอย่างในทันที แค่สะสางพื้นที่อาทิตย์ละครั้งก็ใช้ได้

15. ร่างกายมีปัญหา แม้ว่าการเจ็บหน้าอกคือสัญญาณหลักๆ บอกถึงอาการโรคหัวใจ แต่สำหรับเพศหญิงสัญญาณนั้นอาจเป็นความอ่อนเพลีย ซึ่งมีมากถึง 70% ที่ อ่อนเพลียภายในเดือนนั้น ก่อนหัวใจกำเริบ สัญญาณอื่นๆ อาจ รวมถึง การนอนไม่หลับ หายใจขาดห้วง อาหารไม่ย่อย และความเครียด 43% ของผู้หญิงไม่มีอาการเจ็บ หน้าอกเลย แม้โรคหัวใจจะกำเริบก็ตาม พบผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนเป็นโรคหัวใจน้อยมาก แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่ดีควรตรวจร่างกาย โดยเฉพาะถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น สูบบุหรี่ ความดันเลือดสูง คลอเรสเตอรอล สูง เป็นเบาหวาน หรือคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
16. กลั้นหาว การหาวเป็นวิธีธรรมชาติที่ร่างกายของเรากระตุ้น ให้เราตื่น นักจิตวิทยาบอกว่าการเคลื่อนไหวของ กรามจะบีบหลอดเลือดบนใบหน้า ซึ่งส่งเลือดไปยังสมอง การกลั้นหาวจึงเป็นการยับยั้งกระบวนการนี้ และทำให้คุณยิ่งง่วงนอนมากขึ้น
17. ใช้ชีวิตตามตาราง ตาราง กิจกรรมที่เตือนคุณทุกอย่างว่าต้องทำอะไรบ้าง คือตัวดูดพลังชั้นดี นักวิจัยพบว่าคนที่คิดว่าเขา ทำอะไรไปได้มากแค่ไหนมักจะอ่อนเพลียง่ายกว่า คนที่ทำสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อยๆ
18. หมอนเก่าเกินไป ถ้าหมอนของคุณยวบยาบไม่แข็งพอ จะทำให้ลำคอของคุณไม่ได้ระนาบเดียวกับลำตัว ซ ึ่งไม่เพียงทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวซึ่งทำให้คุณนอนไม่หลับแล้ว ยังไปกีดขวางระบบการหายใจเวลาคุณหลับด้วย ถ้าหมอนของคุณอ่อนนิ่มจนโอบรอบแขนคุณได้ก็ถึงเวลาซื้อใบใหม่แล้ว

ค้นหา