วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไฟฟ้าช๊อต ตายช่วยได้ครับ.....‏

> ก่อนอื่นผมขอออกตัวนะครับทุกท่าน
> ว่าไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้เลิศเลอ มากมาย เพียงแต่อยากจะนำความรู้ที่พอมี
> และประสบการณ์มาแบ่งปันกันบ้างในฐานะที่เราอยู่ใต้ร่มโพธิ์
> อาศัยพระบารมีของพระองค์ท่าน ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาตลอด
> มีคุณอนันต์
> แต่มีโทษมหันต์ครับ ผมไปเรียนซ่อม วิทยุโทรทัศน์ เครื่องขยายเสียงและ..ฯ กับ
> คุณครู
> ถาวร คำมณีจันทร์ คนขอนแก่น
> ท่านเป็นช่างยุคแรก ๆ ของเมืองไทย เคยอยู่โรงเรียนแสงทองวิทยุโทรทัศน์ ,
> อิเล็กทรอนิคส์กรุงเทพ-รังสิต
> สุดท้ายกลับบ้านสร้างโรงเรียนสอนซ่อมโทรทัศน์ที่ อ.ชุมแพ ขอนแก่นโน่น
> ท่านแนะนำเกี่ยวกับคนที่โดนไฟฟ้าช็อตตาย ตายนะครับ อย่าปล่อยไว้นานเกิน 1
> ชั่วโมง
> และอย่าเพิ่งรีบส่งโรงพยาบาล ให้หาทางคลายประจุไฟฟ้าในตัวคนตายก่อน
> โดยหาแผ่นเหล็ก
> หรือสังกะสีมาวางคนที่โดนไฟฟ้าช็อตบนนั้น
> แล้วเทน้ำราด(อย่าให้น้ำเข้าจมูกนะครับ
> กระแสไฟที่อยู่ในตัวจะถูกคลายประจุลงดินครับ..เขาจะค่อย ๆ รู้สึกตัว
> หรือร้องลั่น
> ก็แล้วแต่ ฟื้นแล้วค่อยส่งโรงพยาบาล ผมเคยเจอมากับตัวเองครับ ฟื้นครับ สิบราย
> ฟื้นทั้งสิบครับ สมัยก่อน นะครับ คนที่ถูกฟ้าลงข้าง ๆ ตัว (ไม่ถึง
> กะตัวไหม้เกรียมนะครับ)เขาใช้ น้ำเหล้าขาวที่ดื่มกันมาเป่า ก็
> ยังฟื้นได้นับประสาอะไรกับน้ำเป็นครุถัง แต่ถ้านำไปโรงพยาบาลทันที
> โดนปั๊มหัวใจทันที
> ตับแตกตายแน่นอนครับท่าน สาเหตุเพราะว่ากระแสไฟฟ้าชาร์ทประจุอยู่เต็มตัว
> ฉะนั้นจึงให้คลายประจุก่อน จึงค่อยส่งโรงพยาบาลและขอแนะนำว่า
> เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดให้ทำการต่อสายดินเอาที่เส้นโต ๆ
> หน่อยหาเหล็กแท่งมาตอกลงดินเทน้ำให้ชื้น ๆ คนใช้ ก็
> จะปลอดภัยครับส่วนสาเหตุที่
> เมื่อต่อสายดินแล้วทำไมไฟฟ้าไม่ช็อตนั้นตามหลักการแล้วกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านตัวนำที่เป็นสื่อทุกชนิด
> มากน้อยแล้วแต่ความต้านทานของสื่อไฟฟ้าครับ ความต้านทานน้อย
> กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านมาก ความต้านทานมากกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านได้น้อย
> ขอให้ท่านสังเกตุดูนะครับว่าเสาไฟฟ้าแรงต่ำจะมีสายต่อลงดินเป็นระยะ ๆ ไป
> นั่นก็เป็นการป้องกันในระดับหนึ่งครับ
> เรื่องของสายล่อฟ้าก็เช่นเดียวกันไม่ใช่ไม่ให้ฟ้าลงนะครับ
> แต่เป็นการล่อให้มันลงมา
> ลงมาทีละน้อย ๆ ไง. มันจึงไม่ผ่าเพราะประจุไฟฟ้าไม่มากพอ ถ้าท่านไม่เชื่อ
> ในขณะครื้มฟ้าครื้มฝนลองไปยืนใกล้ ๆสายล่อฟ้าดูนะครับ
> จะมีกระแสไฟฟ้าทำให้เราขนลุกได้แต่ไม่มีอันตราย ......
> ขอจบตรงนี้นะครับ ความดี นี้ขอมอบแด่คุณครู ถาวร คำมณีจันทร์
> ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ครับ...
>

ระวังเนื้อปลาแซลมอน‏

> ผมเป็นคนชอบกินปลาครับ

> ปลาในดวงใจที่ชอบก็คือปลาจะละเม็ด
> ปลาทู และปลาแซลมอน

> จำได้ว่ากินปลาแซลมอนครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อนในต่างแดน
> อาหารเย็นมื้อนั้นเพื่อนฝรั่งพาไปกินปลาแซลมอนรมควัน
> ผมยังนึกสงสัยอยู่ในใจว่า
> ปลาอะไรหนอ
> เนื้อสีส้มอมชมพูแสนสวย
> พอได้ชิมเนื้อปลาแล้วก็เริ่มติดใจในรสชาติขึ้นมา
> เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ยังหาโอกาสกินปลาแซลมอนบ้าง
> แต่ไม่บ่อยนัก
> เพราะตอนนั้นราคาปลาแซลมอนในเมืองไทยจัดว่าค่อนข้างแพง
> นาน ๆ
> ครั้ง
> เพื่อนพาไปกินอาหารญี่ปุ่น
> อันดับแรกที่ต้องสั่งคือซาชิมิปลาแซลมอนจิ้มวาซาบิ
> เพื่อนสั่งปลาดิบมาให้กินกี่จาน
> ๆ ก็กินหมดจนพุงกาง
> หากวันไหนเพื่อนพาไปร้านอาหารฝรั่ง
> ก็จะต้องสั่งปลาแซลมอนรมควัน
> จนกลายเป็นอาหารจานโปรดไปเสียแล้ว

> เพื่อนผมเคยบอกว่า
> สงสัยชาติที่แล้วผมคงเกิดเป็นหมีสีน้ำตาลแถวอะแลสกา
> ที่ชอบกินปลาแซลมอนตามลำธารเวลาที่มันอพยพขึ้นมาวางไข่

> ผมชอบกินปลาแซลมอนเพราะเนื้อไร้กลิ่นคาว
> เวลาเคี้ยวก็รู้สึกได้ถึงความลื่นมัน
> ได้รสธรรมชาติแสนเอร็ดอร่อย
> และต้องกินแบบไม่ปรุงแต่ง
> ถ้าเอาปลาไปนึ่งหรือทอด
> รสชาติก็สู้กินแบบดิบ
> ๆ ไม่ได้
จนกระทั่ง ๔-๕
> ปีให้หลัง
> ผมสังเกตเห็นว่ามีการนำเนื้อปลาแซลมอนเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรามากขึ้น
> ราคาก็ไม่แพงเหมือนในอดีต
> สมัยก่อนอาจมีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำไม่กี่แห่ง
> แต่ตอนนี้ตลาดติดแอร์แทบทุกแห่งจะมีเนื้อปลาแซลมอนวางขาย
> เคียงคู่กับเนื้อปลากะพง
> ปลาเก๋า
> ในราคาไม่แตกต่างกัน
> และดูเหมือนว่าจะถูกกว่าเนื้อปลาจะละเม็ดเสียอีก
> กล่าวคือเนื้อปลาแซลมอนที่เคยขายกันกิโลกรัมละ
> ๗๐๐-๘๐๐ บาท
> บัดนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ
> ๓๐๐-๔๐๐ บาท
> ขณะที่เนื้อปลาจะละเม็ดขนาดใหญ่ยังคงยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ
> ๔๐๐-๕๐๐ บาทขึ้นไป

> เมื่อเห็นว่าปลาแซลมอนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศทางยุโรป
> ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
> วันไหนพอมีเวลาก็แวะซูเปอร์มาร์เกตซื้อปลาแซลมอนมากินเล่น
> พลางดูรายการสารคดีชีวิตปลาแซลมอนที่ต้องว่ายน้ำข้ามทะเลหลายพันไมล์เพื่อขึ้นมาวางไข่ออกลูกหลานที่ต้นลำธาร
> ดูแล้วก็นึกเอาเองว่าปลาแซลมอนที่เรากินคงต้องเป็นปลาที่พลานามัยแข็งแรงแน่
> แถมยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-๓
> ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ
> อย่างนี้จะไม่ให้หลงใหลแซลมอนอย่างไรไหว

> จนกระทั่งวันหนึ่ง
> ผมเหลือบไปเห็นบทความเกี่ยวกับปลาแซลมอนในวารสาร
> ecologist
> ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
> ก็ตาสว่างขึ้นทันที

> ปลาแซลมอนที่เรากินก็คงไม่ต่างจากกุ้งกุลาดำในฟาร์มเลี้ยง
> ที่เราส่งไปขายเมืองนอกจนติดอันดับโลก
> คือถูกเลี้ยงให้เติบโตมาด้วยการใช้สารเคมีและอัดยาเยอะ
>
> ปลาแซลมอนที่ส่งมาขายบ้านเราส่วนใหญ่มาจากฟาร์มเลี้ยงปลาในยุโรป
> ปลาแซลมอนเหล่านี้อุดมไปด้วยเชื้อโรค
> เจ้าของฟาร์มจึงต้องใส่สารเคมีและยาปฏิชีวนะลงในบ่อปลา
> เพื่อกำจัดแมลงรบกวนและเชื้อโรคหลายอย่าง

> ปลาแซลมอนในธรรมชาติมีเนื้อเป็นสีชมพู
> เพราะมันกินพวกกุ้งตัวเล็ก
> ๆ และพืชทะเล
> ปลาแซลมอนในฟาร์มก็มีเนื้อสีชมพูน่ากินเช่นกัน
> แต่เป็นเพราะมันกินอาหารปลาที่มีสารให้สีจำพวก
> astaxanthin
> และ
> canthaxanthin
> ชนิดเข้มข้น
> ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารเหล่านี้มากเกินไป
> อาจจะมีผลต่อระบบประสาทตา

> นอกจากนี้
> เนื้อของปลาแซลมอนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังยังอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว
> ซึ่งมีผลต่อการอุดตันของเส้นเลือด
> แถมยังมีกรดไขมันโอเมกา-๓
> น้อยกว่าปลาแซลมอนในธรรมชาติถึง
> ๓ เท่า
> ดังนั้นหากบริโภคแซลมอนจากฟาร์มเหล่านี้มากเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้

> ในสหรัฐอเมริกายังมีการวิจัยพบว่า
> เนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงมีสารก่อมะเร็งที่มาจากอาหารปลาในระดับที่สูงกว่าปลาแซลมอนจากธรรมชาติถึง
> ๑๖ เท่า
> มากกว่าเนื้อวัว ๔
> เท่า
> ไม่นับรวมว่าปลาแซลมอนบางตัวมีพยาธิทะเลอาศัยอยู่ด้วย

> ทุกวันนี้การเลี้ยงปลาแซลมอนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
> เพราะมีความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก

> เมื่อไทยส่งกุ้งกุลาดำตีตลาดยุโรป
> ฝรั่งก็ส่งปลาแซลมอนมาเป็นบรรณาการบ้าง
> ทั้งสองล้วนเป็นอาหารยอดฮิต
> และอุดมไปด้วยสารเคมีชนิดต่าง
>
> ปีใหม่นี้คงต้องบอกตัวเองให้รักปลาแซลมอนน้อย
> ๆ
> ครั้นจะเหลียวมามองปลาจะละเม็ด
> ก็อุดมไปด้วยฟอร์มาลีน

> กลับมาหาปลาทูเพื่อนยากกันดีกว่า

> วันชัย
> ตันติวิทยาพิทักษ์
> บรรณาธิการบริหาร

นำมาจากตอนนึงของ คำสัมภาษณ์ท่านดาไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณทิเบต‏

ร้อยคำปลอบใจ‏

ร้อยคำปลอบใจ



แก้วกาแฟใบโปรด..แตกไปเสียแล้ว เก็บไว้ก็บาดมือ...
ความรัก...จากไปเสียแล้ว เก็บไว้ก็บาดใจ...

**************************

สำหรับความรักที่ผ่านมา
ควรแยกให้ได้ว่า อะไรควรจำไว้ประทับใจ
อะไรควรจำไว้เป็นบทเรียน

**************************

ค่ำคืนแห่งความเงียบเหงา
ไม่ได้ยาวนานไปกว่าคืนไหนๆ หรอก
อีกไม่นานก็เช้า ชีวิตก็วุ่นวายเหมือนเดิมแล้ว

**************************

หนังสือเล่มไหนที่อ่านแล้วไม่ถูกใจ
ก็ไม่ต้องกลับไปอ่านรอบสอง
ความทรงจำที่นึกถึงแล้วเจ็บปวด
ก็อย่าไปนึกถึงมันเป็นครั้งที่สอง

**************************

เมื่ออ่อนแอจนถึงที่สุด
ความเข้มแข็งจะเข้ามาแทนที่

**************************

เมื่อเธออยากให้หัวใจมีความรัก
ก็ต้องยินยอมที่จะให้มันเจ็บปวด
เหมือนเด็กที่อยากจะเดิน
ก็ต้องยินยอมที่จะล้มลุกคลุกคลาน

**************************

ความรู้สึกสูญเสีย ร้ายแรงเสมอ
สำหรับคนที่ไม่ยอมรับความจริง

**************************

ความเจ็บปวด
ไม่ได้ต้องการเวลาเพียงไม่กี่วันในการรักษา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า
เธอจะเลิกเจ็บปวดเมื่อไหร่
แต่มันอยู่ที่ว่า
เธอจะใช้ชีวิตในขณะที่ยังเจ็บปวดอย่างไรต่างหาก

**************************

คนที่ควรรัก...อาจไม่ใช่คนที่เธอรัก
อาจไม่ใช่คนที่รักเธอ
อาจไม่ใช่คนที่รักกันมาก่อน
อาจไม่ใช่คนที่กำลังรักอยู่
อาจไม่ใช่คนที่คิดจะรัก
แต่คนที่ควรรัก...
อาจเป็นคนที่เธอยังไม่เคยรักเลยก็ได้

Parsley ผักชีฝรั่งใช้ล้างไต‏

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เฉียดตาย

เฉียดตาย
ชายหนุ่มคนนึงเพิ่งไปเที่ยวประเทศจีนเป็นครั้งแรก
(ประเทศที่ได้ชื่อว่าห้องน้ำแย่มาก )
วันนึงขณะเดินเล่นอยู่ในย่านชุมชน
เกิดปวดท้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่รู้จะทำอย่างไร
พอดีไกด์พาลูกทัวร์เข้าไปทานอาหารกลางวันที่ร้านสุกี้ใกล้ๆ
พอเข้าไปในร้านปรากฏว่าลูกค้าตรึม
ไกด์มัวแต่ยุ่งกับการสั่งอาหาร
เขาจึงลุกไปมองหาห้องนํ้าเอง หายังไงก็ไม่เจอ
จึงวิ่งขึ้นไปชั้นสองปรากฏว่าชั้นสองกำลังปิดปรับปรุง
เศษไม้กองระเกะระกะ
ทันใดนั้นสายตาเหลือบไปเห็นห้องนํ้าพอดี
ถึงแม้จะมีป้าย"ห้องนํ้าชำรุด"แปะไว้ที่ประตู
ชายหนุ่มก็ไม่สน
พุ่งเข้าไปนั่งแล้วปล่อยเต็มสูบ หลังจากเสร็จธุระ
ก็เดินลงมา แต่เอ๊ะ! คนหายไปไหนหมดวะ
เมื่อกี้ยังนั่งกินกันเต็มร้านอยู่นี่หว่า
ว่าแล้วก็ตะโกนเบาๆ "เฮ้ มีใครอยู่รึเปล่า!
หายไปไหนกันหมด?"


สักพักไกด์นำเที่ยวก็คลานออกมาจากใต้เคาน์เตอร์พร้อมกับพูดว่า


" แม่..ง เมื่อกี้มีขี้หล่นลงมาจากเพดานโดนพัดลมพอดี
คุณไม่โดนเหรอ ไปอยู่ไหนมาน่ะ โชคดีจริงๆ"

อย่ารีบเซ็นเอกสารประกัน หากเกิดอุบัติเหตุ‏

เพื่อนที่อยู่บริษัท ทิพยประกันภัย เป็นคน Forward มาให้ น่าจะเชื่อถือได้
>
> หากไปขับรถชนใครเข้าอย่ารีบไปเซ็นเอกสารของบริษัทประกัน ถ้าสมมติว่าคุณขับรถแล้วเกิดอุบัติ
> เหตุทำให้บุคคลภายนอก บาดเจ็บหรือเสียชีวิต สิ่งที่คุณควรจำไว้ก็คือ ' ประกันภัยมีหน้าที่ต้องจ่าย ' แต่
> สิ่งที่พบเห็นบ่อยๆบนโรงพักก็คือ พนักงานของบริษัทประกันภัยจะเอาเอกสารมาให้คนขับรถเซ็นแล้วพูด
> กำชับ ว่า ' คุณไม่ผิดใช่ไหมๆ ถ้าคุณไม่ผิด คุณต้องเซ็นนะ
> หารู้ไม่ว่าเอกสารที่เอามาให้เซ็นเป็นเอกสารที่สละ สิทธิที่ทำให้บริษัทประกันภัยไม่ต้องจ่าย หมายความว่า หากมีการฟ้องร้อง คุณต้องจ่าย ค่าเสียหายเอง
> เต็มจำนวน
>
> ผมเพิ่งไปโรงพัก เจอคดีที่คนขับรถชนคนตาย รู้เท่าไม่ถึงการณ์เซ็นเอกสารดังกล่าวไป เจ้าหน้าที่
> ตำรวจอธิบายให้คนขับรถฟังภายหลังว่าเอกสารที่เซ็นกับบริษัทประกันไปน่ะโดนเค้าหลอกให้เซ็นรู้หรือเปล่า
> ผู้ต้องหาถึงกับจะไปกระโดดต่อยพนักงานของบริษัทประกันดีที่ตำรวจห้ามไว้ทัน แต่ที่น่าเจ็บใจแทน ก็
> คือ พนักงานบริษัทประกันหยิบโทรศัพท์โทรขึ้นมาแล้วพูดว่า 'ผมเอาเอกสารให้ลูกค้าเซ็นแล้วนะอย่าลืม
> ส่วนแบ่ง ...% ' ( ผมจำตัวเลขไม่ได้) ดังนั้น หากไปขับรถชนใครเข้าก็อย่ารีบไปเซ็นเอกสารของ
> บริษัทประกันนะ ตรวจดูให้ดีซะก่อนนะ เป็น FW เอามาให้อ่านกัน

****ค่าเงิน 1800 ของผู้หญิงบ้าชอบปิ้งกับทหารคนนึง****

เรื่องมีอยู่ว่า เราและเพื่อนทำงานในเขตพื้นที่อันตราย
จะมีทหารและตำรวจมาตรวจ ดูแลให้การอารักขาตลอด 24 ชม.

ปกติเรากับเพื่อนก็จะพูดคุย ดูๆมองๆ ทักทายทหารไปตามประสาบ้างคือ พูดบ้าง ยิ้มให้บ้าง ซื้อขนม ซื้อน้ำ ซื้ออาหารให้พวกพี่เค้าบ้างๆ ตามปกติ

แต่วันนึงพี่ที่ทำงาน เราถามทหารคนนึง ท่าทางซื่อๆ ดูเหมือนมาจากต่างจังหวัด
...ทำไมบ้างคนใส่เสื้อเกราะ บางคนไม่ใส่เสื้อเกราะ ล่ะค่ะ ?
....พี่เค้าตอบว่า ผมไม่มีเงินซื้อเสื้อเกราะครับ ราคาประมาณ 1800
คนที่มีเงินก็เสื้อเกราะใส่ แต่บางคนที่มาจากบ้านนอก ก็คงไม่มีใส่อย่างผม....

....พอฟังที่พี่เค้าพูด พูดไม่ออกเลยค่ะ รู้สึกละอายใจมากและเศร้าจริงๆ
ในขณะที่เราช้อปปิ้ง วิ่งบ้าตามงานแกรนด์เซลล์ มีคนอยู่หนึ่งกลุ่มที่ทำหน้าที่ดูแลส่วนรวม ดูแลประเทศ ดูแลประชาชน

….เงิน 1800 สำหรับเราอาจจะแค่พาเล็ตเครื่องสำอางค์ 1 ตลับ, ครีมรองพื้น 1กระปุก , รองเท้า 1 คู่ อะไรก็ตาม แต่คุณค่าของเงินที่เราถือกับที่เค้าถือมันต่างกันจริง เงินที่แลกกับความสุขเทียบกันไม่ได้เลยกับเงินที่แลกกับชีวิต

**ขอให้ความสงบสุขกับสู่ประเทศไทยโดยเร็วน่ะค่ะ **
**อยากเห็นคนไทยรักกันคะ**

จากคุณ : Green_people
เขียนเมื่อ : 16 พ.ค. 53 23:20:08

REDSHIRT FROM DINDAENG

ปล่อยสัตว์...กลับทำบาปเพิ่มให้กับตัวเอง‏

1 ชีวิตก็มีค่า ทุกชีวิตมีความสำคัญ เรามาร่วมกันเผยแพร่และช่วยทำความเข้าใจใน การทำบุญ ที่เราไม่เข้าใจถึงผลที่เราจะได้รับ เพราะบุญที่เรากำลังจะทำนั้นมันเป็นชีวิตของผู้อื่นที่จะได้รับความทุกขเวทนา เพื่อแลกกับความสุขใขของเราเอง
Top 5 ของสัตว์ที่นิยมปล่อย
อันดับที่ 1 ปลาไหล
อันดับที่ 2 หอยขม
อันดับที่ 3 นก
อันดับที่ 4 เต่า
อันดับที่ 5 ปลาหมอ
บางเสี้ยวส่วนของความจริงที่ รายการ ' จุดเปลี่ยน ' พบและเป็นความจริง
- ปลาไหลขนาดเล็กตัวเป็นๆ นับพับกิโลกรัมต่อวัน ถูกเบียดอัดมาในกระสอบปุ๋ย เดินทางจากเขมร สู่ประเทศไทยหลายต่อหลายทอด โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีชีวิตไปจนถึงมือคนใจบุญ
- ปลาไหลที่ปล่อยลงในน้ำลึกไหลเชี่ยว ไม่สามารถรอดชีวิตอยู่ได้ เพราะธรรมชาติของปลาไหลต้องอยู่ในน้ำแฉะมีดินโคลนให้มุดเพื่อหลบพัก
- หอยขมที่อยู่ในดินโคลนตามธรรมชาติ เมื่อถูกเทลงสู่ก้นแม่น้ำลึกอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา หอยก็จมน้ำตายได้เหมือนกัน
- นกกระติ๊ดจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า เพราะคนจับมาเบียดเสียดในกรงแคบ บางตัวแข้งขาหักตายคากรง ส่วนที่เหลือซึ่งบินจากไปก็บอบช้ำเกินกว่าจะรอดชีวิต และบ้างก็ไม่มีแหล่งหากินในเมือง
- เต่าเป็นสัตว์เลื้อยคลาน แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และเมื่อถูกปล่อยลงน้ำที่ไม่มีสิ่งใดให้ยึดเกาะ เต่าก็จะต้องว่ายน้ำต่อไปจนกว่าจะขาดใจตายเพราะเหนื่อยและหมดแรง
- เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนที่สุดในโลก แต่ถ้าเต่าถูกปล่อยในที่ที่แออัดน้ำเน่าเสียไม่มีที่เกาะ เต่าจะตายอย่างทรมานเพราะอาการเจ็บป่วยที่กระดองเน่าเปื่อย และจมน้ำตาย กลายเป็นสัตว์ที่น่าสงสาร
ที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง
ทำไมการปล่อยสัตว์ในยุคสมัยนี้จึงมีบาปมากกว่าบุญ
1. เพราะปล่อยไม่ถูกที่ถูกทาง ทั้งสภาพความเป็นอยู่และศัตรูธรรมชาติ ทำให้สัตว์ที่ปล่อยไปไม่มีโอกาสรอดชีวิต
2. เพราะส่งเสริมให้มีการจับสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติอย่างปกติสุขมากักขังหน่วงเหนี่ยว ทรมาน
3. ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การจับ กักขัง ขน ส่ง และรอจำหน่าย มีสัตว์จำนวนมากต้องตายอย่างทรมานก่อนที่จะได้รับอิสรภาพ
สิ่งมีชีวิตแม้จะเล็กเท่าฝุ่นละออง แต่นั่น มันก็เท่ากับ 1 ชีวิต...

ค้นหา