วิธีดื่มน้ำ อ่านเถอะดี
ดื่มน้ำอย่างไรให้ถูกต้อง
คนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับ
ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ
1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่
2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว
3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น
4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น
5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น
เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของ
ตัวเองหรือยังครับ
ข้อหนึ่งนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีทั้งคุณและโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับ
น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน
ข้อสอง คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว ว่าแต่
ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน
น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก
ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ
แต่ปัสสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกายอย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน
ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด
นอกจากนี้อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว
(แก้วละ 200 มล.) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ
ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
สูตรคือ
(น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้
ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) / 2 = 1980 มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ
ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย
บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ
แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ
ข้อสาม อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย
กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะ และลำไส้ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา
เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้
แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติกๆ กินกันจนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว
ข้อสี่ ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้วเนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไปประมาณว่ากินข้าวเสร็จหมดน้ำไปสองแก้ว ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว
เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด
ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็นคืออาหารไม่ย่อย หมักหมม พิษถูกดูด เข้าเส้นเลือด
เพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ
---ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 2-5 แก้ว เพื่อขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ ที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร
---ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหาร และหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ
และ
---อย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมด แล้วจะเอาอะไรกักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ เหมือนทำยาก แต่จริงๆแล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำเพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้วล้างปากเนี่ยนะ)
หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว
เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับ
ได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมันควรกินแกล้มอาหาร เลยได้เลิกเหล้า เลิกเบียร์กันไป
แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ
พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ
นอกจากนี้หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วยครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น
ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น
มีสองเหตุผลครับ
หนึ่ง เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึม
สารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้วครับ
เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามิน
สารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย
เหตุผลที่สอง คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไปก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี
เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน
มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อ
ทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม
เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง
ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร
อีกอย่างน้ำอัดลมเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ
ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข้าไปท้องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ
พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกันไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขาย
แต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้นระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย
รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย
กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ "กาแฟหอมนะหมอ"หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ
เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็นหมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่ง
อีกอย่างขอแถมนิดนึง คนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวเติมเครื่องเยอะๆ อร่อยลิ้นแต่ไตทำงานหนักนะครับ
ครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน555 ว่าไปนั่น
ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่บอกครับ
หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง
เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่ว
ข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน
สุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ
ปล. If you trust me ก็นำไปปฏิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก
วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
หนทางเลี่ยงมะเร็ง
หนทางเลี่ยงมะเร็ง
สารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่วนมากจะถูกส่งไปสู่อวัยวะสำคัญของร่างกายที่มีความสามารถในการทำลายสิ่งมี พิษ อวัยวะเหล่านี้ได้แก่ ปอด ตับ ไต และลำไส้เล็ก สารเคมีในปริมาณที่ไม่มากเกินไปร่างกายจะทำลายหรือขับออกจากร่างกายได้อย่าง รวดเร็ว มีข้อแม้อยู่เพียงว่าร่างกายนั้นจะต้องแข็งแรงมีสภาวะโภชนาการดี
สำหรับการบริโภคที่อาจจะช่วยเลี่ยงการเป็นมะเร็งนั้น ใน ปัจจุบันนี้มีการศึกษาค้นคว้ากันจนเป็นที่ยอมรับแล้วว่า อาหารการกินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งมีผู้ศึกษากันอย่างมาก เพราะว่าการรักษาโรคมะเร็งนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบาก การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงจึงดูว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุด ลดปริมาณอาหารที่มีไขมันสูงในแต่ละมื้อ
ชาวอเมริกันเป็นชนที่มีการกินดีอยู่ดีเกินไป ปริมาณไขมันเมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ของพลังงานแล้ว มากเกินกว่าสามสิบเปอร์เซนต์ จึงทำให้เกิดการสะสมไขมัน เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ นอกจากนี้อาหารมีไขมันสูงยังทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการได้ รับสารก่อมะเร็งเป็นอย่างยิ่ง จึงมีการเสนอแนะที่จะให้คนอเมริกันลดปริมาณอาหารไขมันลงเหลือร้อยละ 25 ของพลังงานอาหารแต่ละมื้อ ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันอิ่มตัวหรือกรดไขมันไม่อิ่มตัว
กรด ไขมันชนิดอิ่มตัวพบได้ในอาหารพวกเนื้อ นม ไข่ ส่วนชนิดไม่อิ่มตัวพบมากในน้ำมันพืช และน้ำมันหมูที่ได้รับการเลี้ยงด้วยอาหารมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวระดับสูง เช่น ใช้ข้าวโพด รำข้าว เป็นต้น ถ้าเป็นน้ำมันหมูที่ได้จากหมูที่เลี้ยงโดยหยวกกล้วย ผักตบชวา ก็จะเป็นน้ำมันที่มีแต่กรดไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่
การแนะนำให้ลดปริมาณไขมันลงเหลือร้อยละ 25 ของพลังงานนั้น เนื่องจากการทดลองในสัตว์พบว่าสัตว์เลือดอุ่นเช่น หนูขาว ถ้าได้รับอาหารมีไขมันที่เทียบเป็นพลังงานเป็นปริมาณสูงกว่าร้อยละ 30 มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำนม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมากสูง ต่อมาเมื่อมีการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ในกลุ่มคนที่มีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งดังกล่าว บริโภคไขมันในปริมาณสูงคิดเป็นพลังงานเกิน 30% ของพลังงานรวม จึงได้มีการพยายามหาเหตุผลของการที่ไขมันไปเพิ่มอัตราการเป็นมะเร็ง
มีการตั้งสมติฐานว่าในมนุษย์หรือสัตว์ทดลองที่กินอาหารที่มีไขมันสูง จะขับสารพวกสเตรียรอยด์ ออกมามากกว่าคนที่กินไขมันต่ำ สารสเตรียรอยด์หลายชนิดเป็นสารจำเป็น เพราะทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนในระบบการดำรงอยู่ของร่างกาย มีผู้พบว่าในคนไข้ที่เป็นโรคลำไส้ใหญ่และที่ต่อมหมวกไต มีการขับสารพวกสเตรียรอยด์ออกมาในอุจจาระเป็นปริมาณสูงเช่นกัน
สมมุติฐานที่ตั้งขึ้นกล่าวว่าอาจเป็นคุณสมบัติทางเคมีของกรดไขมันไม่อิ่มตัว เอง ไขมันประเภทนี้เกิดการแตกตัวออกเป็นสารเคมีขนาดเล็กลง โดยเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจากออกซิเจนในอากาศเกิดเป็นสารใหม่ บางชนิดมีขนาดเล็กจึงระเหยได้ ทำให้ไขมันหรือน้ำมันที่เก็บไว้นานเกิดกลิ่นหืน นอกจากนี้ในกระบวนการเกิดสารที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นหืนนั้น อาจเกิดสารจำพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารที่มีความไวในการรวมตัวกันกับสารอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับตัวกับหน่วยพันธุกรรมในเซลล์ของร่างกายคือดีเอ็นเอ การที่ดีเอ็นเอสารอื่นไปจับตัวนั้นมักจะทำให้การถอดรหัสข้อมูลในเซลล์เกิด ความผิดพลาดได้ ความผิดพลาดนี้บางกรณีอาจส่งผลถึงการเกิดมะเร็ง
ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับอาหารมีไขมันที่เหม็นหืน ซึ่งเกิดได้ง่ายจากไขมันไม่อิ่มตัว อาจทำให้เกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ง่ายขึ้น ด้วย เหตุนี้การลดการบริโภคอาหารไขมันทั้งไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัว จึงเป็นสิ่งควรกระทำสำหรับคนที่นิยมบริโภคอาหารไขมันสูง ข้อควรระวังคือ การกินอาหารมีไขมันต่ำกว่าที่ร่างกายควรได้รับ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการนั้นส่งผลเสียได้เช่นกัน เพราะไขมันนั้นนอกจากจะเป็นแหล่งของพลังงานที่สำคัญแล้ว ไขมันหลายชนิดในรางกายเรายังเป็นสารตั้งต้นของชีวโมเลกุลที่สำคัญเช่น ฮอร์โมนต่างๆ
นอกจากนี้ในกระบวนการการดูดซึมไวตามินที่ละลายในไขมันได้แก่ ไวตามิน เอ ดี อี เค จำเป็นต้องอาศัยไขมันเป็นตัวทำละลายในการดูดซึมผ่านผนังลำไส้ ด้วยการไปลดปริมาณไขมันโดยไม่จำเป็นหรือไม่ถูกสัดส่วน อาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้เช่นกัน
ลดการบริโภคอาหารปิ้งย่างรมควัน และอาหารเนื้อหมัก
นอกจากโอกาสของการเกิดสารก่อมะเร็งเนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่แล้ว สาร ก่อมะเร็งหลายประเภทอาจเกิดได้ในอาหารมีไขมันสูง ในระหว่างปรุงอาหาร เช่น การปิ้ง ย่าง อาหารเนื้อที่มีไขมันอยู่มากจะเกิดสาร กลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติคไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons) สถาบันวิจัยโภชนาการได้ทำการศึกษาอาหารไทยที่ ปิ้ง ย่าง รมควันแล้วพบว่า อาหารที่มีควันดำเกาะมากมีสารพิษในปริมาณสูง ตัวอย่างเช่น ปลารมควัน หมูปิ้ง ไก่ปิ้ง เป็นต้น
การเกิดสารพิษนี้ได้ตั้งสมมุติฐานว่ามีกระบวนการดังนี้ คือ ถ่านไม้ที่ใช้ปิ้งอาหารนั้นเมื่อร้อนแดงจะมีความร้อนราว 400 องศาเซลเซียส เมื่อเอาอาหารที่มีไขมันขึ้นย่าง ความร้อนจะทำให้ไขมันหลอมตัวหยดลงไปบนถ่าน ในช่วงแรกความร้อนของถ่านจะทำให้ไขมันซึ่งเป็นสารไฮโดรคาร์บอนถูกสันดาปแบบ สมบูรณ์ เพราะออกซิเจนรอบบริเวณนั้นมีพอ ต่อมาความร้อนของถ่านลดลงและออกซิเจนในบริเวณที่มีการเผาไหม้มีไม่เพียงพอ ไขมันที่หยดในช่วงหลังจึงถูกเผาในลักษณะที่เรียกว่า ไพโรไลซิส (Pyrrolysis) ได้สารพวกพีเอเอช พร้อมกับสารเคมีอื่นที่ให้กลิ่นรสของการรมควันลอยขึ้น ในลักษณะของเขม่าไปเกาะอาหารที่ปิ้ง ย่าง อาหารรมควัน ปิ้ง ย่าง ไฟแรง เป็นอาหารที่นิยมกันมากในเอเชียและยุโรปหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการจับปลาเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งนิยมใช้การรมควันเป็นการถนอมรักษาปลา เพราะสารเคมีบางชนิดในควันที่รมเป็นสารกลุ่มฟีนอล ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียได้ดี
นอกจากสารพวกพีเอเอชแล้ว ยังมีสารพวกไนโตรซามีนซึ่งบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็งตับ บางชนิดเป็นสารก่อมะเร็งกระเพาะอาหาร
การบริโภคอาหารที่ปิ้งย่างจนไหม้นั้นดูโดยผิวเผินอาจเข้าใจผิดว่าร่างกายได้ สารอาหารสำคัญครบถ้วน ทั้งนี้เพราะอาหารพวกนี้มักเป็นอาหารพวกเนื้อสัตว์ แต่ความเป็นจริงแล้วความร้อนที่ใช้ในการปรุงอาหารนั้น ได้ทำลายสารอาหารที่มีคุณค่าพวกไวตามิน และยังอาจทำให้คุณสมบัติในการถูกย่อยของโปรตีนลดต่ำลงได้ ดังนั้นร่างกายอาจเกิดการขาดสารอาหารจำเป็นขึ้น
กรณีของการหมักดองนั้น โดยทั่วไปคนไทยอาจมีความเข้าใจว่าอาหารหมักดองคือ อาหารที่มีความเปรี้ยวเช่น ผักกาดดอง ผลไม้ดอง เป็นต้น แต่ความเป็นจริงแล้วตามหลักของวิทยาศาสตร์ทางอาหารนั้น อาหารหมักดองหมายถึง อาหารที่มีการแปรรูปโดยการใช้จุลชีพ ทั้งจากธรรมชาติหรือที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างการหมักดองที่อาจก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากสารพิษที่เกิดขึ้นระหว่าง การหมักดอง คือไส้กรอกหมูชนิดต่างๆ หมูแหนม ปลาร้า ปลาเจ่า เพราะอาหารเหล่านี้อาจมีการใส่เกลือดินปะสิวลงไปเพื่อจำกัดการเจริญของ แบคทีเรียที่สร้างสารพิษคือ คลอสตริเดียมบอททูลินัม (Clostridium botulinum) ซึ่งสร้างสารพิษชื่อ บอททูลิน (botulin) สารพิษนี้มีความร้ายแรงมาก จากการคำนวณพบว่า ปริมาณเท่าหนึ่งหัวเข็มหมุดสามารถฆ่าหนูถีบจักรได้ถึงหนึ่งล้านตัว
การเติมเกลือดินประสิวลงไปในเนื้อที่หมัก เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการรวมตัว ของเกลือดินประสิวกับสารเอมีนในเนื้อสัตว์ เกิดเป็นสารพิษพวกไนโตรซามีนได้ อีกทั้งปริมาณของไนไตร์ตที่มากเกินพอที่ใช้ป้องกันคลอสตริเดียมบอททูลินัม สามารถรวมกับองค์ประกอบของอาหารหลายชนิดด้วยปฏิกิริยาไนโตรเซชั่น ระหว่างการย่อยในกระเพราะอาหารได้สารก่อกลายพันธุ์ ดังนั้นจึงไม่ควรบริโภคอาหารหมักดอง และอาหารปิ้งย่างไฟแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะร่างกายทำลายสารพิษไม่ทัน เกิดการสะสมเป็นสารพิษได้ นอกจากนี้ไม่พึงบริโภคอาหารเหล่านี้เป็นกับแกล้มเหล้า เนื่องจากอัลกอฮอล์ในเหล้าสามารถส่งเสริมความเป็นพิษให้ร้ายแรงยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดมะเร็งกับภูมิต้านทาน
นอก จากนี้ยังมีการทดลองในสัตว์ใหญ่ เช่น วัว พบว่าการชักนำให้ระบบภูมิต้านทานสูงขึ้นนั้น จะทำให้ร่างกายสามารถสู้กับโรคมะเร็งได้ โดยมีการทดลองฉีดสารก่อมะเร็งจนวัวเป็นมะเร็งที่ตา จากนั้นผู้ทดลองก็ฉีดสารเคมีที่สกัดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่าบีซีจี ซึ่งทางการแพทย์ปัจจุบันใช้ฉีดเข้าร่างกายมนุษย์ เพื่อให้เกิดภูมิต้านทานโรควัณโรค สารบีซีจีนี้เมื่อถูกฉีดเข้าที่บริเวณตาวัวก็จะเข้าสลายไปจนตาเป็นปกติ การทดลองนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเสริมหรือกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย อาจเป็นวิธีกำจัดมะเร็งที่ได้ผล
ในทางตรงกันข้ามถ้าร่างกายมีระบบภูมิต้านทางอ่อนแอลง โอกาสเป็นมะเร็งจะเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งจึงมักเป็นในผู้สูงอายุ ซึ่งระบบภูมิต้านทานเริ่มจะอ่อนแอ ส่วนในคนหนุ่มสาวหรือเด็กที่เป็นมะเร็งอาจเกิดได้หลายกรณีเช่น เพราะระบบภูมิต้านทานผิดปกติมาแต่กำเนิด หรือระบบภูมิต้านทานถูกทำลายไปเนื่องจากได้รับสารพิษบางชนิด
สาเหตุหนึ่งที่สำคัญและน่าสนใจก็คือ ระบบการกินอยู่ของคนไทยในรูปของพฤติกรรมการกิน กำลังประสบปัญหาในกลุ่มชนบางกลุ่มเช่น คนที่มีรายได้ต่ำมีการกินที่ไม่สมบูรณ์พอ หรือบางครั้งเลือกซื้ออาหารกินไม่เป็นทำให้การขาดสารโปรตีนจำเป็นและสาร พลังงานไปด้วยกัน ระบบภูมิต้านทานจะทำงานได้ดีเมื่อสารโปรตีนจำเป็นเพียงพอ โปรตีนนั้นเปรียบเป็นดินประสิวที่ใช้สร้างลูกกระสุนปืน และระบบภูมิต้านทานเปรียบเสมือนปืนที่ใช้ยิงข้าศึกในกรณีที่ขาดกระสุนคือ โปรตีน ระบบภูมิต้านทานก็จะอ่อนแอลง ดังนั้นปริมาณและคุณภาพของโปรตีนที่เรากินเข้าไปจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อระบบ ภูมิต้านทาน
ดังนั้นจึงมีการเสนอแนะว่า ควรพยายามหมุนเวียนวิธีการประกอบอาหารเช่น ควรมีการต้ม ปิ้ง ตุ๋น สลับกันไป หรือแม้ในกรณีที่ซื้ออาหารรับประทาน จากร้านตามวิสัยคนเมืองหลวง ก็ควรมีการหมุนเวียนชนิดของอาหารเช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายเราได้เวลาขับ หรือทำลายสารพิษที่เรากินเข้าไปออกได้ทัน
การบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำ
ข้อแนะนำอีกประการก็คือ การเพิ่มปริมาณการกินผักและผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินต่างๆ สูงเช่น วิตามินซี ซึ่งมีมากในส้ม ผักคะน้า มะเขือเทศ (ผักผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวไม่ได้หมายความว่ามีไวตามินซีสูงเสมอไป) วิตามินเอเป็นไวตามินที่สำคัญมีความเข้าใจกันว่า เป็นสารที่ช่วยในการต้านมะเร็งบางชนิดได้ พืชผักและผลไม้มีวิตามินเอที่อยู่ในรูปของเบต้าแคโรตีน ซึ่งพบได้ใน มะละกอ หัวผักกาดแดง ผักใบเหลืองและเขียวอื่นๆ การยับยั้งการเกิดมะเร็งอาจเป็นทั้งทางตรงและทางอ้อม เข้าใจกันว่าเป็นทางตรงนั้น วิตามินเอสามารถรวมตัวกับสารพิษโดยตรงป้องกันไม่ให้สารพิษไปจับตัวกับหน่วย พันธุกรรมได้ ในทางอ้อมนั้นมีผู้เข้าใจว่าวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินเอไปช่วยยืดอายุการทำงาน ของระบบทำลายสารพิษของร่างกาย ทำงานได้ในประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะการทำลายสารพิษในร่างกาย วิตามินทำหน้าที่คล้ายเป็นน้ำมันหล่อลื่นของเครื่องยนต์
มีการศึกษาพบว่า แอลกอฮอล์ มีผลทางอ้อมกับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย โดย ไปทำลายเซลล์ ตับ เซลล์ตับนั้นเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สำคัญ ในการสร้างโปรตีนบางชนิด ที่มีบทบาทสำคัญของระบบภูมิต้านทาน ดังนั้นถ้าดื่มสุรามากขึ้นปริมาณเซลล์ที่ถูกทำลายก็จะเพิ่มมากขึ้น ระบบภูมิต้านทานซึ่งตับมีส่วนร่วมด้วยก็จะอ่อนแอ
สำหรับควันบุหรี่นั้น จะ ประกอบไปด้วยสารพิษนานาชนิดที่สำคัญคือ พีเอเอชและไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารพิษที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งในปอด ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ดื่มสุราและติดบุหรี่จึงมีโอกาสจะเป็นมะเร็งที่อวัยวะ ต่างๆ สูงกว่าคนอื่นมาก
การพักผ่อนและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
มีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายห่างจากการเป็นมะเร็ง คือ การ พยายามทำจิตใจให้เบิกบาน อยู่ใกล้ธรรมชาติที่สุด หลีกเลี่ยงความเครียดที่ไม่จำเป็นพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ร่างกายมีระบบต้านทานการเป็นมะเร็งที่ดี การรับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะ ไม่อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป ได้รับการพิสูจน์แล้วในสัตว์ทดลองว่า การทำให้สัตว์ทดลองมีรูปร่างดี ไม่มีไขมันตามลำตัว จะมีอายุยืนกว่าสัตว์ทดลองผอมแห้งหรืออ้วนเสียอีก
กล่าว โดยสรุป จะเห็นว่าอาหาร โภชนาการและมะเร็ง เป็นเรื่องใกล้ตัว การเลือกบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ สามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ หลักที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้
1.
บริโภคอาหารในแต่ละวันให้ครบ 5 หมู่
2.
ลดการบริโภคอาหารประเภทไขมันให้น้อยลง โดยเฉพาะไขมันประเภทอิ่มตัวควรน้อยกว่า 10% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมด
3.
บริโภคผักและผลไม้สดมากๆ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไนเตรตสูง
4.
บริโภคเนื้อปลาและเนื้อไก่ แทนเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง เช่น เนื้อวัว
5.
บริโภคอาหารที่มีเส้นใยสูง ควรได้รับเส้นใยวันละ 20-30 กรัม
6.
ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วน
7.
ลดการบริโภคอาหารเค็ม อาหารหมักดอง อาหารรมควัน ปิ้ง ย่าง เผา หรือทอดจนไหม้เกรียม
8.
ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว และลดการดื่มแอลกอฮอล์
9.
งดการสูบบุหรี่
10.
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
แหล่งข้อมูล : ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร - กระทรวงสาธารณสุข
สารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่วนมากจะถูกส่งไปสู่อวัยวะสำคัญของร่างกายที่มีความสามารถในการทำลายสิ่งมี พิษ อวัยวะเหล่านี้ได้แก่ ปอด ตับ ไต และลำไส้เล็ก สารเคมีในปริมาณที่ไม่มากเกินไปร่างกายจะทำลายหรือขับออกจากร่างกายได้อย่าง รวดเร็ว มีข้อแม้อยู่เพียงว่าร่างกายนั้นจะต้องแข็งแรงมีสภาวะโภชนาการดี
สำหรับการบริโภคที่อาจจะช่วยเลี่ยงการเป็นมะเร็งนั้น ใน ปัจจุบันนี้มีการศึกษาค้นคว้ากันจนเป็นที่ยอมรับแล้วว่า อาหารการกินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งมีผู้ศึกษากันอย่างมาก เพราะว่าการรักษาโรคมะเร็งนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบาก การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงจึงดูว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุด ลดปริมาณอาหารที่มีไขมันสูงในแต่ละมื้อ
ชาวอเมริกันเป็นชนที่มีการกินดีอยู่ดีเกินไป ปริมาณไขมันเมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ของพลังงานแล้ว มากเกินกว่าสามสิบเปอร์เซนต์ จึงทำให้เกิดการสะสมไขมัน เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ นอกจากนี้อาหารมีไขมันสูงยังทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการได้ รับสารก่อมะเร็งเป็นอย่างยิ่ง จึงมีการเสนอแนะที่จะให้คนอเมริกันลดปริมาณอาหารไขมันลงเหลือร้อยละ 25 ของพลังงานอาหารแต่ละมื้อ ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันอิ่มตัวหรือกรดไขมันไม่อิ่มตัว
กรด ไขมันชนิดอิ่มตัวพบได้ในอาหารพวกเนื้อ นม ไข่ ส่วนชนิดไม่อิ่มตัวพบมากในน้ำมันพืช และน้ำมันหมูที่ได้รับการเลี้ยงด้วยอาหารมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวระดับสูง เช่น ใช้ข้าวโพด รำข้าว เป็นต้น ถ้าเป็นน้ำมันหมูที่ได้จากหมูที่เลี้ยงโดยหยวกกล้วย ผักตบชวา ก็จะเป็นน้ำมันที่มีแต่กรดไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่
การแนะนำให้ลดปริมาณไขมันลงเหลือร้อยละ 25 ของพลังงานนั้น เนื่องจากการทดลองในสัตว์พบว่าสัตว์เลือดอุ่นเช่น หนูขาว ถ้าได้รับอาหารมีไขมันที่เทียบเป็นพลังงานเป็นปริมาณสูงกว่าร้อยละ 30 มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำนม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมากสูง ต่อมาเมื่อมีการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ในกลุ่มคนที่มีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งดังกล่าว บริโภคไขมันในปริมาณสูงคิดเป็นพลังงานเกิน 30% ของพลังงานรวม จึงได้มีการพยายามหาเหตุผลของการที่ไขมันไปเพิ่มอัตราการเป็นมะเร็ง
มีการตั้งสมติฐานว่าในมนุษย์หรือสัตว์ทดลองที่กินอาหารที่มีไขมันสูง จะขับสารพวกสเตรียรอยด์ ออกมามากกว่าคนที่กินไขมันต่ำ สารสเตรียรอยด์หลายชนิดเป็นสารจำเป็น เพราะทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนในระบบการดำรงอยู่ของร่างกาย มีผู้พบว่าในคนไข้ที่เป็นโรคลำไส้ใหญ่และที่ต่อมหมวกไต มีการขับสารพวกสเตรียรอยด์ออกมาในอุจจาระเป็นปริมาณสูงเช่นกัน
สมมุติฐานที่ตั้งขึ้นกล่าวว่าอาจเป็นคุณสมบัติทางเคมีของกรดไขมันไม่อิ่มตัว เอง ไขมันประเภทนี้เกิดการแตกตัวออกเป็นสารเคมีขนาดเล็กลง โดยเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจากออกซิเจนในอากาศเกิดเป็นสารใหม่ บางชนิดมีขนาดเล็กจึงระเหยได้ ทำให้ไขมันหรือน้ำมันที่เก็บไว้นานเกิดกลิ่นหืน นอกจากนี้ในกระบวนการเกิดสารที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นหืนนั้น อาจเกิดสารจำพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารที่มีความไวในการรวมตัวกันกับสารอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับตัวกับหน่วยพันธุกรรมในเซลล์ของร่างกายคือดีเอ็นเอ การที่ดีเอ็นเอสารอื่นไปจับตัวนั้นมักจะทำให้การถอดรหัสข้อมูลในเซลล์เกิด ความผิดพลาดได้ ความผิดพลาดนี้บางกรณีอาจส่งผลถึงการเกิดมะเร็ง
ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับอาหารมีไขมันที่เหม็นหืน ซึ่งเกิดได้ง่ายจากไขมันไม่อิ่มตัว อาจทำให้เกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ง่ายขึ้น ด้วย เหตุนี้การลดการบริโภคอาหารไขมันทั้งไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัว จึงเป็นสิ่งควรกระทำสำหรับคนที่นิยมบริโภคอาหารไขมันสูง ข้อควรระวังคือ การกินอาหารมีไขมันต่ำกว่าที่ร่างกายควรได้รับ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการนั้นส่งผลเสียได้เช่นกัน เพราะไขมันนั้นนอกจากจะเป็นแหล่งของพลังงานที่สำคัญแล้ว ไขมันหลายชนิดในรางกายเรายังเป็นสารตั้งต้นของชีวโมเลกุลที่สำคัญเช่น ฮอร์โมนต่างๆ
นอกจากนี้ในกระบวนการการดูดซึมไวตามินที่ละลายในไขมันได้แก่ ไวตามิน เอ ดี อี เค จำเป็นต้องอาศัยไขมันเป็นตัวทำละลายในการดูดซึมผ่านผนังลำไส้ ด้วยการไปลดปริมาณไขมันโดยไม่จำเป็นหรือไม่ถูกสัดส่วน อาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้เช่นกัน
ลดการบริโภคอาหารปิ้งย่างรมควัน และอาหารเนื้อหมัก
นอกจากโอกาสของการเกิดสารก่อมะเร็งเนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่แล้ว สาร ก่อมะเร็งหลายประเภทอาจเกิดได้ในอาหารมีไขมันสูง ในระหว่างปรุงอาหาร เช่น การปิ้ง ย่าง อาหารเนื้อที่มีไขมันอยู่มากจะเกิดสาร กลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติคไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons) สถาบันวิจัยโภชนาการได้ทำการศึกษาอาหารไทยที่ ปิ้ง ย่าง รมควันแล้วพบว่า อาหารที่มีควันดำเกาะมากมีสารพิษในปริมาณสูง ตัวอย่างเช่น ปลารมควัน หมูปิ้ง ไก่ปิ้ง เป็นต้น
การเกิดสารพิษนี้ได้ตั้งสมมุติฐานว่ามีกระบวนการดังนี้ คือ ถ่านไม้ที่ใช้ปิ้งอาหารนั้นเมื่อร้อนแดงจะมีความร้อนราว 400 องศาเซลเซียส เมื่อเอาอาหารที่มีไขมันขึ้นย่าง ความร้อนจะทำให้ไขมันหลอมตัวหยดลงไปบนถ่าน ในช่วงแรกความร้อนของถ่านจะทำให้ไขมันซึ่งเป็นสารไฮโดรคาร์บอนถูกสันดาปแบบ สมบูรณ์ เพราะออกซิเจนรอบบริเวณนั้นมีพอ ต่อมาความร้อนของถ่านลดลงและออกซิเจนในบริเวณที่มีการเผาไหม้มีไม่เพียงพอ ไขมันที่หยดในช่วงหลังจึงถูกเผาในลักษณะที่เรียกว่า ไพโรไลซิส (Pyrrolysis) ได้สารพวกพีเอเอช พร้อมกับสารเคมีอื่นที่ให้กลิ่นรสของการรมควันลอยขึ้น ในลักษณะของเขม่าไปเกาะอาหารที่ปิ้ง ย่าง อาหารรมควัน ปิ้ง ย่าง ไฟแรง เป็นอาหารที่นิยมกันมากในเอเชียและยุโรปหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการจับปลาเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งนิยมใช้การรมควันเป็นการถนอมรักษาปลา เพราะสารเคมีบางชนิดในควันที่รมเป็นสารกลุ่มฟีนอล ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียได้ดี
นอกจากสารพวกพีเอเอชแล้ว ยังมีสารพวกไนโตรซามีนซึ่งบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็งตับ บางชนิดเป็นสารก่อมะเร็งกระเพาะอาหาร
การบริโภคอาหารที่ปิ้งย่างจนไหม้นั้นดูโดยผิวเผินอาจเข้าใจผิดว่าร่างกายได้ สารอาหารสำคัญครบถ้วน ทั้งนี้เพราะอาหารพวกนี้มักเป็นอาหารพวกเนื้อสัตว์ แต่ความเป็นจริงแล้วความร้อนที่ใช้ในการปรุงอาหารนั้น ได้ทำลายสารอาหารที่มีคุณค่าพวกไวตามิน และยังอาจทำให้คุณสมบัติในการถูกย่อยของโปรตีนลดต่ำลงได้ ดังนั้นร่างกายอาจเกิดการขาดสารอาหารจำเป็นขึ้น
กรณีของการหมักดองนั้น โดยทั่วไปคนไทยอาจมีความเข้าใจว่าอาหารหมักดองคือ อาหารที่มีความเปรี้ยวเช่น ผักกาดดอง ผลไม้ดอง เป็นต้น แต่ความเป็นจริงแล้วตามหลักของวิทยาศาสตร์ทางอาหารนั้น อาหารหมักดองหมายถึง อาหารที่มีการแปรรูปโดยการใช้จุลชีพ ทั้งจากธรรมชาติหรือที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างการหมักดองที่อาจก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากสารพิษที่เกิดขึ้นระหว่าง การหมักดอง คือไส้กรอกหมูชนิดต่างๆ หมูแหนม ปลาร้า ปลาเจ่า เพราะอาหารเหล่านี้อาจมีการใส่เกลือดินปะสิวลงไปเพื่อจำกัดการเจริญของ แบคทีเรียที่สร้างสารพิษคือ คลอสตริเดียมบอททูลินัม (Clostridium botulinum) ซึ่งสร้างสารพิษชื่อ บอททูลิน (botulin) สารพิษนี้มีความร้ายแรงมาก จากการคำนวณพบว่า ปริมาณเท่าหนึ่งหัวเข็มหมุดสามารถฆ่าหนูถีบจักรได้ถึงหนึ่งล้านตัว
การเติมเกลือดินประสิวลงไปในเนื้อที่หมัก เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการรวมตัว ของเกลือดินประสิวกับสารเอมีนในเนื้อสัตว์ เกิดเป็นสารพิษพวกไนโตรซามีนได้ อีกทั้งปริมาณของไนไตร์ตที่มากเกินพอที่ใช้ป้องกันคลอสตริเดียมบอททูลินัม สามารถรวมกับองค์ประกอบของอาหารหลายชนิดด้วยปฏิกิริยาไนโตรเซชั่น ระหว่างการย่อยในกระเพราะอาหารได้สารก่อกลายพันธุ์ ดังนั้นจึงไม่ควรบริโภคอาหารหมักดอง และอาหารปิ้งย่างไฟแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะร่างกายทำลายสารพิษไม่ทัน เกิดการสะสมเป็นสารพิษได้ นอกจากนี้ไม่พึงบริโภคอาหารเหล่านี้เป็นกับแกล้มเหล้า เนื่องจากอัลกอฮอล์ในเหล้าสามารถส่งเสริมความเป็นพิษให้ร้ายแรงยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดมะเร็งกับภูมิต้านทาน
นอก จากนี้ยังมีการทดลองในสัตว์ใหญ่ เช่น วัว พบว่าการชักนำให้ระบบภูมิต้านทานสูงขึ้นนั้น จะทำให้ร่างกายสามารถสู้กับโรคมะเร็งได้ โดยมีการทดลองฉีดสารก่อมะเร็งจนวัวเป็นมะเร็งที่ตา จากนั้นผู้ทดลองก็ฉีดสารเคมีที่สกัดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่าบีซีจี ซึ่งทางการแพทย์ปัจจุบันใช้ฉีดเข้าร่างกายมนุษย์ เพื่อให้เกิดภูมิต้านทานโรควัณโรค สารบีซีจีนี้เมื่อถูกฉีดเข้าที่บริเวณตาวัวก็จะเข้าสลายไปจนตาเป็นปกติ การทดลองนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเสริมหรือกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย อาจเป็นวิธีกำจัดมะเร็งที่ได้ผล
ในทางตรงกันข้ามถ้าร่างกายมีระบบภูมิต้านทางอ่อนแอลง โอกาสเป็นมะเร็งจะเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งจึงมักเป็นในผู้สูงอายุ ซึ่งระบบภูมิต้านทานเริ่มจะอ่อนแอ ส่วนในคนหนุ่มสาวหรือเด็กที่เป็นมะเร็งอาจเกิดได้หลายกรณีเช่น เพราะระบบภูมิต้านทานผิดปกติมาแต่กำเนิด หรือระบบภูมิต้านทานถูกทำลายไปเนื่องจากได้รับสารพิษบางชนิด
สาเหตุหนึ่งที่สำคัญและน่าสนใจก็คือ ระบบการกินอยู่ของคนไทยในรูปของพฤติกรรมการกิน กำลังประสบปัญหาในกลุ่มชนบางกลุ่มเช่น คนที่มีรายได้ต่ำมีการกินที่ไม่สมบูรณ์พอ หรือบางครั้งเลือกซื้ออาหารกินไม่เป็นทำให้การขาดสารโปรตีนจำเป็นและสาร พลังงานไปด้วยกัน ระบบภูมิต้านทานจะทำงานได้ดีเมื่อสารโปรตีนจำเป็นเพียงพอ โปรตีนนั้นเปรียบเป็นดินประสิวที่ใช้สร้างลูกกระสุนปืน และระบบภูมิต้านทานเปรียบเสมือนปืนที่ใช้ยิงข้าศึกในกรณีที่ขาดกระสุนคือ โปรตีน ระบบภูมิต้านทานก็จะอ่อนแอลง ดังนั้นปริมาณและคุณภาพของโปรตีนที่เรากินเข้าไปจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อระบบ ภูมิต้านทาน
ดังนั้นจึงมีการเสนอแนะว่า ควรพยายามหมุนเวียนวิธีการประกอบอาหารเช่น ควรมีการต้ม ปิ้ง ตุ๋น สลับกันไป หรือแม้ในกรณีที่ซื้ออาหารรับประทาน จากร้านตามวิสัยคนเมืองหลวง ก็ควรมีการหมุนเวียนชนิดของอาหารเช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายเราได้เวลาขับ หรือทำลายสารพิษที่เรากินเข้าไปออกได้ทัน
การบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำ
ข้อแนะนำอีกประการก็คือ การเพิ่มปริมาณการกินผักและผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินต่างๆ สูงเช่น วิตามินซี ซึ่งมีมากในส้ม ผักคะน้า มะเขือเทศ (ผักผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวไม่ได้หมายความว่ามีไวตามินซีสูงเสมอไป) วิตามินเอเป็นไวตามินที่สำคัญมีความเข้าใจกันว่า เป็นสารที่ช่วยในการต้านมะเร็งบางชนิดได้ พืชผักและผลไม้มีวิตามินเอที่อยู่ในรูปของเบต้าแคโรตีน ซึ่งพบได้ใน มะละกอ หัวผักกาดแดง ผักใบเหลืองและเขียวอื่นๆ การยับยั้งการเกิดมะเร็งอาจเป็นทั้งทางตรงและทางอ้อม เข้าใจกันว่าเป็นทางตรงนั้น วิตามินเอสามารถรวมตัวกับสารพิษโดยตรงป้องกันไม่ให้สารพิษไปจับตัวกับหน่วย พันธุกรรมได้ ในทางอ้อมนั้นมีผู้เข้าใจว่าวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินเอไปช่วยยืดอายุการทำงาน ของระบบทำลายสารพิษของร่างกาย ทำงานได้ในประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะการทำลายสารพิษในร่างกาย วิตามินทำหน้าที่คล้ายเป็นน้ำมันหล่อลื่นของเครื่องยนต์
มีการศึกษาพบว่า แอลกอฮอล์ มีผลทางอ้อมกับระบบภูมิต้านทานของร่างกาย โดย ไปทำลายเซลล์ ตับ เซลล์ตับนั้นเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สำคัญ ในการสร้างโปรตีนบางชนิด ที่มีบทบาทสำคัญของระบบภูมิต้านทาน ดังนั้นถ้าดื่มสุรามากขึ้นปริมาณเซลล์ที่ถูกทำลายก็จะเพิ่มมากขึ้น ระบบภูมิต้านทานซึ่งตับมีส่วนร่วมด้วยก็จะอ่อนแอ
สำหรับควันบุหรี่นั้น จะ ประกอบไปด้วยสารพิษนานาชนิดที่สำคัญคือ พีเอเอชและไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารพิษที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งในปอด ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ดื่มสุราและติดบุหรี่จึงมีโอกาสจะเป็นมะเร็งที่อวัยวะ ต่างๆ สูงกว่าคนอื่นมาก
การพักผ่อนและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
มีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายห่างจากการเป็นมะเร็ง คือ การ พยายามทำจิตใจให้เบิกบาน อยู่ใกล้ธรรมชาติที่สุด หลีกเลี่ยงความเครียดที่ไม่จำเป็นพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ร่างกายมีระบบต้านทานการเป็นมะเร็งที่ดี การรับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะ ไม่อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป ได้รับการพิสูจน์แล้วในสัตว์ทดลองว่า การทำให้สัตว์ทดลองมีรูปร่างดี ไม่มีไขมันตามลำตัว จะมีอายุยืนกว่าสัตว์ทดลองผอมแห้งหรืออ้วนเสียอีก
กล่าว โดยสรุป จะเห็นว่าอาหาร โภชนาการและมะเร็ง เป็นเรื่องใกล้ตัว การเลือกบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ สามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ หลักที่ควรปฏิบัติ มีดังนี้
1.
บริโภคอาหารในแต่ละวันให้ครบ 5 หมู่
2.
ลดการบริโภคอาหารประเภทไขมันให้น้อยลง โดยเฉพาะไขมันประเภทอิ่มตัวควรน้อยกว่า 10% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมด
3.
บริโภคผักและผลไม้สดมากๆ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไนเตรตสูง
4.
บริโภคเนื้อปลาและเนื้อไก่ แทนเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง เช่น เนื้อวัว
5.
บริโภคอาหารที่มีเส้นใยสูง ควรได้รับเส้นใยวันละ 20-30 กรัม
6.
ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วน
7.
ลดการบริโภคอาหารเค็ม อาหารหมักดอง อาหารรมควัน ปิ้ง ย่าง เผา หรือทอดจนไหม้เกรียม
8.
ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว และลดการดื่มแอลกอฮอล์
9.
งดการสูบบุหรี่
10.
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
แหล่งข้อมูล : ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร - กระทรวงสาธารณสุข
เตือนสติ ก่อนก้าวเข้าไปในลิฟต์
เตือนสติ ก่อนก้าวเข้าไปในลิฟต์
ขอเตือนสติ สำหรับผู้ทำงาน ในตึกสูงๆ ดูดีๆ ก่อนก้าวเข้าไปในลิฟต์
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 มิถุนายน 2552) ได้ไปกินขนมจีน แถวๆบางลำพู ขนะที่กำลังตักขนมจีนเข้าปาก ก็ได้ยินเสียง หวอ ของรถมูลนิธิ และรถพยาบาลวิ่งมาจอดข้างๆ ห้างแห่งหนึ่งแถวๆบางลำพู ก็ไม่ได้สนใจอะไร พอทานหนมจีนเสร็จก็เข้าไปช็อปปิ้งนิดหน่อย ก็เห็นคนกำลังมุง และ จนท ได้นำศพชายวัยรุ่น ออกมาจากลิฟต์ คาดว่าเสียชีวิตแล้ว
เรื่องมีอยู่ว่า... ชายดังกล่าวเป็นพนักงานของห้าง นั่งทานข้าวกับแฟนสาว พอทานข้าวเสร็จก็จะไปทำงานต่อ หลังจากล่ำลากับแฟนสาว ก็เดินไปกดลิฟท์เพื่อลงมาจากชั้น 8 ของห้าง ในขณะที่แฟนสาวยืนมองดู
ประตูลิฟต์ได้เปิดทันที หลังจากที่เขากดสวิทต์ ด้วยความเคยชิน เขาก้าว เข้าไปในลิฟต์ ขณะที่แฟนสาวยืนมองอยู่ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน ร่างของเขาร่วงลงสู่พื้นจากชั้น 8 ร่างกระแทกพื้นเสียชีวิตทันที ท่ามกลางความตกตลึง และช๊อก ของแฟนสาว
ความผิดพลาดของประตูลิฟต์ คือ ประตูลิฟต์เปิด แต่ตัวลิฟต์ไม่เลื่อนลงมาตรงตำแหน่งชั้น ซึ่งอาจจะเป็นความผิดพลาดของระบบไฟฟ้า อุบัติเหตุครั้งนี้ ไม่ได้ลงข่าว นสพ หรือสื่อใดๆ
ใครก็ตามที่ใช้ลิฟต์เป็นประจำ โดยเฉพาะอาคารที่มีลิฟต์ เก่าๆ ควรหยุดดูซักนิดว่า ลิฟต์ลงมาตรงกับประตูที่เปิดหรือเปล่า... หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นอีก กับใครก็ตาม ไม่อยากให้ใครสูญเสียครับ
เรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่ป่าป๊าของแก้วไปใช้บริการลิฟท์ของรถไฟฟ้าใต้ดิน (เนื่องจากป่าป๊านั่งรถเข็นนะคะ) มีเจ้าหน้าที่ของรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นคนเรียกลิฟท์มาให้ พอประตูลิฟท์เปิด เขาก็เดินเข้าไปเลย ปรากฏว่าห้องลิฟท์ไม่ได้ขึ้นมาด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ท่านนั้นตกลงไปในช่องลิฟท์ โชคยังดีที่ว่าจำนวนชั้นไม่สูงมาก แต่ก็ทำให้บาดเจ็บพอสมควรเลยหละค่ะ และที่สำคัญที่เค้าไม่เข็นรถของป่าป๊าแก้วเข้าไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงแย่มาก ๆ เลย คิดแล้วยังเสียวอยู่เลยค่ะ
ฝากเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีลูก ๆ หลาน ๆ ถ้าเด็กยังเล็กอยู่อาจจะต้องอุ้มเอาไว้ เพราะเด็กซนมากก็จะวิ่งเข้าไปเลยเช่นเดียวกัน สำหรับเด็กโตก็คงต้องบอกเค้าให้รอดูก่อน ว่าห้องลิฟท์ตามมาด้วยหรือเปล่า จึงจะก้าวเท้าเข้าไปนะคะ
ขอเตือนสติ สำหรับผู้ทำงาน ในตึกสูงๆ ดูดีๆ ก่อนก้าวเข้าไปในลิฟต์
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 มิถุนายน 2552) ได้ไปกินขนมจีน แถวๆบางลำพู ขนะที่กำลังตักขนมจีนเข้าปาก ก็ได้ยินเสียง หวอ ของรถมูลนิธิ และรถพยาบาลวิ่งมาจอดข้างๆ ห้างแห่งหนึ่งแถวๆบางลำพู ก็ไม่ได้สนใจอะไร พอทานหนมจีนเสร็จก็เข้าไปช็อปปิ้งนิดหน่อย ก็เห็นคนกำลังมุง และ จนท ได้นำศพชายวัยรุ่น ออกมาจากลิฟต์ คาดว่าเสียชีวิตแล้ว
เรื่องมีอยู่ว่า... ชายดังกล่าวเป็นพนักงานของห้าง นั่งทานข้าวกับแฟนสาว พอทานข้าวเสร็จก็จะไปทำงานต่อ หลังจากล่ำลากับแฟนสาว ก็เดินไปกดลิฟท์เพื่อลงมาจากชั้น 8 ของห้าง ในขณะที่แฟนสาวยืนมองดู
ประตูลิฟต์ได้เปิดทันที หลังจากที่เขากดสวิทต์ ด้วยความเคยชิน เขาก้าว เข้าไปในลิฟต์ ขณะที่แฟนสาวยืนมองอยู่ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน ร่างของเขาร่วงลงสู่พื้นจากชั้น 8 ร่างกระแทกพื้นเสียชีวิตทันที ท่ามกลางความตกตลึง และช๊อก ของแฟนสาว
ความผิดพลาดของประตูลิฟต์ คือ ประตูลิฟต์เปิด แต่ตัวลิฟต์ไม่เลื่อนลงมาตรงตำแหน่งชั้น ซึ่งอาจจะเป็นความผิดพลาดของระบบไฟฟ้า อุบัติเหตุครั้งนี้ ไม่ได้ลงข่าว นสพ หรือสื่อใดๆ
ใครก็ตามที่ใช้ลิฟต์เป็นประจำ โดยเฉพาะอาคารที่มีลิฟต์ เก่าๆ ควรหยุดดูซักนิดว่า ลิฟต์ลงมาตรงกับประตูที่เปิดหรือเปล่า... หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นอีก กับใครก็ตาม ไม่อยากให้ใครสูญเสียครับ
เรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่ป่าป๊าของแก้วไปใช้บริการลิฟท์ของรถไฟฟ้าใต้ดิน (เนื่องจากป่าป๊านั่งรถเข็นนะคะ) มีเจ้าหน้าที่ของรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นคนเรียกลิฟท์มาให้ พอประตูลิฟท์เปิด เขาก็เดินเข้าไปเลย ปรากฏว่าห้องลิฟท์ไม่ได้ขึ้นมาด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ท่านนั้นตกลงไปในช่องลิฟท์ โชคยังดีที่ว่าจำนวนชั้นไม่สูงมาก แต่ก็ทำให้บาดเจ็บพอสมควรเลยหละค่ะ และที่สำคัญที่เค้าไม่เข็นรถของป่าป๊าแก้วเข้าไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงแย่มาก ๆ เลย คิดแล้วยังเสียวอยู่เลยค่ะ
ฝากเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มีลูก ๆ หลาน ๆ ถ้าเด็กยังเล็กอยู่อาจจะต้องอุ้มเอาไว้ เพราะเด็กซนมากก็จะวิ่งเข้าไปเลยเช่นเดียวกัน สำหรับเด็กโตก็คงต้องบอกเค้าให้รอดูก่อน ว่าห้องลิฟท์ตามมาด้วยหรือเปล่า จึงจะก้าวเท้าเข้าไปนะคะ
วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
กลอนด่าเขมร - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์
( น่าแปลเป็นภาษาเขมร.... )
กลอนด่าเขมร - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อปี ๒๕๐๒
"สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่ ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงกันมานาน ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน
กะลาครอบมานานโบราณว่า พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป
อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม เห็นใครหย่อนอ่อนความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย ด้วยเห็นใจว่ายังเยาว์เบาความคิด
เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอนทูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี
ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดื้อ เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนน้องพี่
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน
หากไทยจำล้ำเลิกบ้างอ้างขอบเขต เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา?
เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง
ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว จึงตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา
ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรย์ ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา พราะทรงพระกรุณาประทานไป
มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้ อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย...
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
๑๘ ตุลาคม ๒๕๐๒
กลอนด่าเขมร - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อปี ๒๕๐๒
"สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่ ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงกันมานาน ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน
กะลาครอบมานานโบราณว่า พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป
อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม เห็นใครหย่อนอ่อนความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย ด้วยเห็นใจว่ายังเยาว์เบาความคิด
เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอนทูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี
ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดื้อ เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนน้องพี่
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน
หากไทยจำล้ำเลิกบ้างอ้างขอบเขต เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา?
เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง
ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว จึงตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา
ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรย์ ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา พราะทรงพระกรุณาประทานไป
มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้ อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย...
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
๑๘ ตุลาคม ๒๕๐๒
ทฤษฎีลิง 3 ตัว ของขงจื้อ
ทฤษฎีลิง 3 ตัว ของขงจื้อ
สาระสำคัญ ทฤษฎีลิง 3 ตัวนี้เป็นทฤษฎีของนักปราชญ์ชาวจีน โดยมีความเชื่อว่าการเป็นผู้บริหารที่ดีนั้น ต้องรู้จักควบคุมการฟัง ควบคุมการมอง และควบคุมการพูด ซึ่งเปรียบเทียบได้กับสัญลักษณ์ของลิงทั้ง 3 ตัวนี้มีลักษณะแตกต่างกัน ก็เปรียบเสมือนกับคนเราย่อมแตกต่างกัน ลิงตัวเดียวไม่สามารถปิดหู ปิดตา ปิดปากได้ในเวลาเดียวกัน เพราะมีมือเพียงสองมือเท่านั้น มนุษย์ก็เช่นกันไม่สามารถทำอะไรในเวลาเดียวกันได้ทุก อย่าง เพราะฉะนั้นผู้บริหารควรจะเลือกนำมาใช้ว่าสถานการณ์ใ ดควรใช้แบบใด
ทฤษฎีลิง 3 ตัว มีรายละเอียด ดังนี้
ลิงตัวที่ 1 นั่งปิดหูหนึ่งหู ก็หมายความว่า คนเราควรจะรู้จักควบคุมว่าอะไรที่ควรฟังหรือไม่ควรฟั ง ต้องแยกแยะในสิ่งที่ฟังมา ต้องฟังหูไว้หู แล้วนำสิ่งที่ฟังมาวิเคราะห์ว่ามันเป็นอย่างไร โดยใช้หลักการและเหตุผลมาประกอบเข้าด้วยกัน อย่าเชื่อในสิ่งที่เราฟังทั้งหมด เพราะมันอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดก็ได้
ลิงตัวที่ 2 นั่ง ปิดตาหนึ่งตา ก็หมายความว่า รู้จักควบคุมการมองว่าอะไรควรมองหรือไม่ควรมอง อย่างเชื่อในสิ่งที่เรามองเห็นทั้งหมด เพราะบางครั้งสิ่งที่เรามองเห็นก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั ้งหมด มองแล้วพิจารณาไตร่ตรอง อย่าตัดสินคนทันทีที่เห็น
ลิงตัวที่ 3 นั่ง ปิดปากครึ่งปาก ก็หมายความว่า รู้จักควบคุมการพูดว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูดอย่างไ ร การเป็นผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานก็ตาม ควรจะไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกมา เพราะบางครั้งคำพูดของเราอาจจะไปกระทบกับบุคคลอื่นโด ยไม่รู้ตัว หรืออาจจะนำความเสียหายมาสู่องค์กรได้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำอะไรก็ควรจะคิด และพิจารณาให้ดีก่อนที่จะพูดออกไป ....
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ส่งต่อให้มากๆนะ ช่วยได้จริงครับ CONFIRM
ส่งต่อให้มากๆนะ ช่วยได้จริงครับ CONFIRM
ไฟฟ้าช๊อต ตายช่วยได้ครับ.....
ก่อน อื่นผมขอออกตัวนะครับทุกท่าน ว่าไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้เลิศเลอ มากมาย เพียงแต่อยากจะนำความรู้ที่พอมี และประสบการณ์มาแบ่งปันกันบ้างในฐานะที่เราอยู่ใต้ร่มโพธิ์ อาศัยพระบารมีของพระองค์ท่าน ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาตลอด มีคุณอนันต์ แต่มีโทษมหันต์ครับ ผมไปเรียนซ่อม วิทยุโทรทัศน์ เครื่องขยายเสียงและ..ฯ กับคุณครู ถาวร คำมณีจันทร์ คนขอนแก่น ท่านเป็นช่างยุคแรก ๆ ของเมืองไทย เคยอยู่ โรงเรียนแสงทองวิทยุโทรทัศน์ ,อิเล็กทรอนิคส์กรุงเทพ-รังสิต สุดท้ายกลับบ้านสร้างโรงเรียนสอนซ่อมโทรทัศน์ที่ อ.ชุมแพ ขอนแก่นโน่น
ท่านแนะนำเกี่ยวกับคนที่โดนไฟฟ้าช็อตตาย ตายนะครับ
อย่าปล่อยไว้นานเกิน 1 ชั่วโมง และอย่าเพิ่งรีบส่งโรงพยาบาล ให้หาทางคลายประจุไฟฟ้าในตัวคนตายก่อน
โดยหาแผ่นเหล็ก หรือสังกะสีมาวางคนที่โดนไฟฟ้าช็อตบนนั้น
แล้วเทน้ำรา ด(อย่าให้น้ำเข้าจมูกนะครับ กระแสไฟที่อยู่ในตัวจะถูกคลายประจุลงดินครับ..
เขาจะค่อย ๆ รู้สึกตัว หรือร้องลั่น ก็แล้วแต่ ฟื้นแล้วค่อยส่งโรงพยาบาล
ผม เคยเจอมากับตัวเองครับ ฟื้นครับ สิบราย ฟื้นทั้งสิบครับ สมัยก่อน นะครับ คนที่ถูกฟ้าลงข้าง ๆ ตัว (ไม่ถึง กะตัวไหม้เกรียมนะครับ)เขาใช้ น้ำเหล้าขาวที่ดื่มกันมาเป่า ก็ ยังฟื้นได้นับประสาอะไรกับน้ำเป็นครุถัง
แต่ ถ้านำไปโรงพยาบาลทันที โดนปั๊มหัวใจทันที ตับแตกตายแน่นอนครับท่าน สาเหตุเพราะว่ากระแสไฟฟ้าชาร์ทประจุอยู่เต็มตัว ฉะนั้นจึงให้คลายประจุก่อน จึงค่อยส่งโรงพยาบาล
และ ขอแนะนำว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดให้ทำการต่อสายดินเอาที่เส้นโต ๆ หน่อยหาเหล็กแท่งมาตอกลงดินเทน้ำให้ชื้น ๆ คนใช้ ก็ จะปลอดภัยครับส่วนสาเหตุที่ เมื่อต่อสายดินแล้วทำไมไฟฟ้าไม่ช็อตนั้นตามหลักการแล้วกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่าน ตัวนำที่เป็นสื่อทุกชนิด มากน้อยแล้วแต่ความต้านทานของสื่อไฟฟ้าครับ ความต้านทานน้อย กระแสไฟฟ้าจะไหลผ ่านมาก ความต้านทานมากกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านได้น้อย ขอให้ท่านสังเกตุดูนะครับว่าเสาไฟฟ้าแรงต่ำจะมีสายต่อลงดินเป็นระยะ ๆ ไป นั่นก็เป็นการป้องกันในระดับหนึ่งครับ เรื่องของสายล่อฟ้าก็เช่นเดียวกันไม่ใช่ไม่ให้ฟ้าลงนะครับ แต่เป็นการล่อให้มันลงมา ลงมาทีละน้อย ๆ ไง. มันจึงไม่ผ่าเพราะประจุไฟฟ้าไม่มากพอ ถ้าท่านไม่เชื่อ ในขณะครื้มฟ้าครื้มฝนลองไปยืนใกล้ ๆสายล่อฟ้าดูนะครับ จะมีกระแสไฟฟ้าทำให้เราขนลุกได้แต่ไม่มีอันตราย ......ขอจบตรงนี้นะครับ
ความดี นี้ขอมอบแด่คุณครู ถาวร คำมณีจันทร์ ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ครับ...
ไฟฟ้าช๊อต ตายช่วยได้ครับ.....
ก่อน อื่นผมขอออกตัวนะครับทุกท่าน ว่าไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้เลิศเลอ มากมาย เพียงแต่อยากจะนำความรู้ที่พอมี และประสบการณ์มาแบ่งปันกันบ้างในฐานะที่เราอยู่ใต้ร่มโพธิ์ อาศัยพระบารมีของพระองค์ท่าน ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาตลอด มีคุณอนันต์ แต่มีโทษมหันต์ครับ ผมไปเรียนซ่อม วิทยุโทรทัศน์ เครื่องขยายเสียงและ..ฯ กับคุณครู ถาวร คำมณีจันทร์ คนขอนแก่น ท่านเป็นช่างยุคแรก ๆ ของเมืองไทย เคยอยู่ โรงเรียนแสงทองวิทยุโทรทัศน์ ,อิเล็กทรอนิคส์กรุงเทพ-รังสิต สุดท้ายกลับบ้านสร้างโรงเรียนสอนซ่อมโทรทัศน์ที่ อ.ชุมแพ ขอนแก่นโน่น
ท่านแนะนำเกี่ยวกับคนที่โดนไฟฟ้าช็อตตาย ตายนะครับ
อย่าปล่อยไว้นานเกิน 1 ชั่วโมง และอย่าเพิ่งรีบส่งโรงพยาบาล ให้หาทางคลายประจุไฟฟ้าในตัวคนตายก่อน
โดยหาแผ่นเหล็ก หรือสังกะสีมาวางคนที่โดนไฟฟ้าช็อตบนนั้น
แล้วเทน้ำรา ด(อย่าให้น้ำเข้าจมูกนะครับ กระแสไฟที่อยู่ในตัวจะถูกคลายประจุลงดินครับ..
เขาจะค่อย ๆ รู้สึกตัว หรือร้องลั่น ก็แล้วแต่ ฟื้นแล้วค่อยส่งโรงพยาบาล
ผม เคยเจอมากับตัวเองครับ ฟื้นครับ สิบราย ฟื้นทั้งสิบครับ สมัยก่อน นะครับ คนที่ถูกฟ้าลงข้าง ๆ ตัว (ไม่ถึง กะตัวไหม้เกรียมนะครับ)เขาใช้ น้ำเหล้าขาวที่ดื่มกันมาเป่า ก็ ยังฟื้นได้นับประสาอะไรกับน้ำเป็นครุถัง
แต่ ถ้านำไปโรงพยาบาลทันที โดนปั๊มหัวใจทันที ตับแตกตายแน่นอนครับท่าน สาเหตุเพราะว่ากระแสไฟฟ้าชาร์ทประจุอยู่เต็มตัว ฉะนั้นจึงให้คลายประจุก่อน จึงค่อยส่งโรงพยาบาล
และ ขอแนะนำว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดให้ทำการต่อสายดินเอาที่เส้นโต ๆ หน่อยหาเหล็กแท่งมาตอกลงดินเทน้ำให้ชื้น ๆ คนใช้ ก็ จะปลอดภัยครับส่วนสาเหตุที่ เมื่อต่อสายดินแล้วทำไมไฟฟ้าไม่ช็อตนั้นตามหลักการแล้วกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่าน ตัวนำที่เป็นสื่อทุกชนิด มากน้อยแล้วแต่ความต้านทานของสื่อไฟฟ้าครับ ความต้านทานน้อย กระแสไฟฟ้าจะไหลผ ่านมาก ความต้านทานมากกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านได้น้อย ขอให้ท่านสังเกตุดูนะครับว่าเสาไฟฟ้าแรงต่ำจะมีสายต่อลงดินเป็นระยะ ๆ ไป นั่นก็เป็นการป้องกันในระดับหนึ่งครับ เรื่องของสายล่อฟ้าก็เช่นเดียวกันไม่ใช่ไม่ให้ฟ้าลงนะครับ แต่เป็นการล่อให้มันลงมา ลงมาทีละน้อย ๆ ไง. มันจึงไม่ผ่าเพราะประจุไฟฟ้าไม่มากพอ ถ้าท่านไม่เชื่อ ในขณะครื้มฟ้าครื้มฝนลองไปยืนใกล้ ๆสายล่อฟ้าดูนะครับ จะมีกระแสไฟฟ้าทำให้เราขนลุกได้แต่ไม่มีอันตราย ......ขอจบตรงนี้นะครับ
ความดี นี้ขอมอบแด่คุณครู ถาวร คำมณีจันทร์ ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ครับ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)