แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขโมย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขโมย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โจรขโมยรถรูปแบบใหม่ ส่งต่อด้วย

โจรขโมยรถรูปแบบใหม่ ส่งต่อด้วย ......


เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมแวะทานข้าวที่ปั้ม ปตท บายพาส ที่โคราช ที่ห้องน้ำมันสะอาดนะครับ ตรงข้ามกับปั้มที่มี NGV พอลงรถผมก็กดกันขโมยแต่ไม่มีไฟก็ลองกดไฟก็ไม่ขึ้น จึงใช้กุญแจไขล็อคแทน ในใจคิดว่าใครส่งความถี่มารบกวนคิดเล่นๆ อีกใจก็คิดว่ามันคงเสีย


หลังจากนั้น กินข้าวก็เห็น รถยนต์อีกคันมาจอด แต่มากัน 3 คนเขาก็กดกันขโมยเป็นเหมือนผมเลย ตอนนี้ก็ชักเอะใจแล้ว เพราะตอนกินข้าวผมก็สังเกตุรถผมตลอด พอทานเสร็จ ผมลุกขึ้นก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านร้านที่ผมทานข้าวไปถือแฟ้มใหญ่ๆ ข้างในไม่รู้ว่าอะไร ในใจคิดว่าน่าเป็นโน๊ตบุค


พอผมเดินไปที่รถ ผู้ชายคนนั้นรีบเดินมาที่รถผม ผมจึงล๊อครถทันที และเขาพูดอะไรข้างประตูที่ผมนั่งก็ไม่รู้ จึงลดกระจกมานิดนึงกลัวเขาจะทำอะไร เขาก็พูดว่าขอติดรถไปในเมืองด้วยเมียเขาขับรถหนีไปผมก็บอกว่าผมไม่ได้เข้า จะไป กทม ผู้ชายคนนั้นก็ชวนคุยอีกว่าพี่เป็นคนนครถมเหรอ เขาก็จบศิลปากรบางเลนมา มีที่ไหน งง ผมก็กลัวเหมือนกัน ตามที่เคยอ่านเมล์มา


เลยออกรถไปเลย พอขับไปสักพักลองเทสกันขโมยดูมันก็ทำงานปกติ เลยคิดว่าน่าจะเป็นการขโมยรถแบบใหม่ ตอนแรกผมก็คิดว่าจะขโมยของอย่างเดียวที่ทำให้รถไม่ล็อค แต่พอมีคนเข้ามาแบบนี้คงน่าจะเป็นรถหรือจี้ เพื่อนๆโปรดระวังด้วยนะครับ


เดินทางเวลาเข้าห้องน้ำหรือไปซื้อของในปั้มน้ำมัน อย่าไปหมดรถเฝ้ารถไว้สักคน เพราะผมโดนเหล็กแทงหม้อน้ำมาแล้ว หมดค่าซ่อมไปเป็นหมื่นครับ ไอ้พวกร้านซ่อมแถวข้างปั้มน้ำมันนั้นแหละ หรือร้านที่ห่างปั้มระยะที่น้ำหมดหม้อน้ำความร้อนขึ้นสูงรถน๊อคไปเลย


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดน ผมเป็นทนายความต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทุกอาทิตย์เจอมา 2 ครั้งแล้วครับ เหตุการณ์แบบนี้น่ากลัวจริงๆ ตอนนี้มีแต่เรื่องแปลกๆ ที่คิดไม่ถึง จนไม่กล้าขับรถคนเดียวในทางเปลี่ยว โดยเฉพาะออกต่างจังหวัด พยายามไปกันหลายๆ คน ยังไงก็อุ่นใจไว้ก่อน พยายามระวังตัวสุดๆ แต่ถ้ายังไม่รอดก็ถือว่า ' ซวย '

อย่าไปพักที่บ้านฟองคลื่น หัวหินเด็ดขาด เตือนภัยอันตราย‏

เตือนภัยอันตราย ! สำหรับคนที่ชอบเที่ยวและนอนค้าง


Photobucket


นี่เป็นเรื่องราวและเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจริงตอนไปพักที่รีสอร์ท “ที่อันตรายที่สุดที่เคยพักมา” 100_1633


Photobucket


เรื่องราวมีอยู่ว่า ณ วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2552 พวกเราเดินทาง ไปเที่ยวกันทั้งหมด 12 คน และเข้าที่พักที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่งชื่อ “บ้านฟองคลื่น” เลขที่ 29 หมู่บ้านเขาตะเกียบ หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเราได้เช่าบ้าน พักทั้งหมด 6 หลัง โดยแบ่งพักหลังละ 2 คน พอถึงที่พักทุกคนก็พักผ่อนการตามอัธยาศัย และเข้านอนสุดท้ายเมื่อเวลาประมาณ 02.30 น.-03.00 น. 100_1622100_1613


Photobucket


100_1598ในช่วงเวลาที่ทุกคนหลับสนิทเวลาประมาณ 03.00 น.-05.00 น. ได้มีคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนเข้ามาขโมยของในบ้านพักเรา โดยไม่ทราบว่าคนร้ายใช้วิธีการใดเข้ามาขโมยทรัพย์สิน เพราะไม่มีร่องรอยการงัดแงะประตูห้องพักใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่ง บ้านที่ถูกขโมยทรัพย์สินนั้นเป็นบ้านที่ล็อคแต่ ประตูลูกบิดเท่านั้น ไม่ได้ล็อคกลอนประตู ส่วนบ้านที่รอดพ้นจากการ ถูกขโมยนั้นล็อคทั้งลูกปิดและกลอนประตู แต่ที่น่าแปลกใจ คือ ประตูลูกบิดของบ้านทุกหลังถูกเปิดออก โดยที่ กลอนยังคงล็อคอยู่เหมือนเดิม


Photobucket


ในช่วงระหว่างที่ของถูกขโมยนั้น คนในบ้านไม่มีใครรู้สึกตัวเลย ซึ่งทำให้พวกเราทั้งหมดสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครรู้สึกตัวเลย แต่ก็อาจจะเป็นโชคดีของพวกเรานะ ถ้ารู้สึกตัวขณะที่คนร้ายขโมยของอยู่ ก็ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเราบ้างและรู้สึกตัวอีกประมาณ 05.00 น.เพราะบ้านที่เสียหายเห็นว่าประตูของบ้านตนเปิดอยู่ ก็เลยรู้สงสัยว่าทำไมประตูถึงเปิดอยู่ทั้งๆ ที่ตอนนอนก็ล็อคประตูแล้ว เลยตรวจสอบทรัพย์สินของตน พบว่าทรัพย์สินและของมีค่าถูกขโมยไปซะแล้ว พี่ ผู้เสียหายก็เลยปลุกทุกคนในรีสอร์ทให้ตรวจดูทรัพย์สินของแต่ละคนว่า มีสิ่งใดหายกันบ้าง สรุปแล้วคือทรัพย์สินถูกขโมยทั้งหมด 2 หลัง ความเสียหายประเมินมูลค่ารวมแล้วประมาณ 100,000 กว่าบาท


Photobucket


ซึ่งหลังจากเกิดเหตุเราได้แจ้งทางผู้ดูแลรีสอร์ท แต่ดูเหมือนว่าพี่แก จะไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย แถมยังเดินหาหม้อเพื่อจะทำอาหารเช้า เฉยเลย แล้วแกก็พาพวกเราสำรสจรอบๆ รีสอร์ท แกก็พาเดินไป เจอของที่ผู้ร้ายทำตกไว้ทันทีเลย (เหมือนรู้เลยว่าของอยู่ตรงนั้น) โดยผู้ร้ายใช้ผ้าขนหนูในรีสอร์ทห่อของไป แล้วทิ้งอยู่ข้างหลังบ้านพอ พวกเราเดินสำรวจกันเสร็จแล้ว แต่ไม่มีวี่แววของคนร้ายเลย พวกเราก็ไดโทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจ สักพักหนึ่งตำรวจก็เดินทางมา ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีข้อสงสัยเหมือนกับพวกเราหลายๆ ประการ และที่สำคัญ รปภ.ที่ดูแลทำงานวันที่ 8 พฤษภาคม 2552 เป็นวันแรก แต่ทำงานได้เพียงแค่ช่วงเวลา 18.00 น.-20.00 น. รวมเวลาทำงานเพียงแค่ 2 ชั่งโมง เท่านั้นแล้วก็กลับบ้านต่างจังหวัดภายในคืนนั้นเลย ซึ่งก่อนหน้าพวกเราไม่มีใครทราบเลยว่ารีสอร์ทนี้มี รปภ. ดูแลอยู่ด้วย ทราบเรื่องก็ตอนที่เกิดเหตุแล้วเพราะ ได้ไปถามผู้ดูแลรีสอร์ทเขาจึงบอกมา พวกเราทราบจึงขอดูใบสมัครงานเพื่อจะดูประวัติของ รปภ. คนดังกล่าวนั้น แต่ได้คำตอบว่า “ไม่มีหลักฐานการสมัครงาน” เพราะพึ่งให้เขาทดลองงานวันแรก


แต่คนร้ายก็ได้ทิ้งร่องรอยบางส่วนไว้อยู่บ้าง ซึ่งเป็นรอยเท้าปีนจาก กำแพงกระโดดลงไปที่พื้นข้างกำแพงและรอยเดินเป็นทางหลังรีสอร์ท แต่ตอนนั้นเราก็ไปดูคิดว่ารอยเท้านั้นยังอยู่กลับถูกทำลายไปเฉยเลย ตอนแรกตั้งใจจะไปถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐานแต่พอเดินไปถึงกลับมีรอยไม้กวาด กวาดตรงที่มีรอยเท้าออกไป 100_1571ซึ่งกวาดเฉพาะรอยเท้าเพียงอย่างเดียว ส่วนกิ่งไม้ที่ตกอยู่ด้านข้างก็ยังอยู่เหมือนเดิมซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจเป็นอีก 100_1584



หลังจากให้การกับตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางตำรวจยังแจ้งเราอีกว่าแถวนี้เกิดเหตุแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีใครแจ้งความ และทางตำรวจยังแจ้งอีกว่า จะขอติดตู้แดงเพื่อคอยสอดส่องดูแลให้ในพื้นที่นี้ แต่คนดูแลรีสอร์ท กลับบอกว่าขอจ้าง รปภ.เองดีกว่า หลังจากดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วเราได้ขอเบอร์เจ้าของรีสอร์ทเพื่อจะแจ้งเหตุที่เกิดขึ้น แต่ทางผู้ดูแลกลับบอกว่า “ไม่ต้องโทรหรอกเจ้าของรีสอร์ทเขาตื่นสาย”แต่สุดท้ายผู้ดูแลรีสอร์ทก็ยอมให้เบอร์เจ้าของรีสอร์ทพวกเราจึงโทรไปทันที ทางเจ้าของ ก็พูดกลับมาว่าเขาทราบเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วเพราะลูกจ้างของเขา ได้โทรไปแจ้งก่อนหน้าเราแล้ว ทำให้เราจับพิรุธคนดูแลได้ว่าเหมือน จะไม่ต้องการให้เราแจ้งเรื่องกับท างเจ้าของรีสอร์ท ทางเจ้าของ รีสอร์ทก็ขอร้องพวกเราว่าอย่าพึ่งโจมตีรีสอร์ทของเขา ซึ่งเจ้าของจะช่วยเรื่องค่าเสียหาย ให้ทางเราสรุปค่าเสียหายทั้งหมดให้เขาทราบ พอหลังจากที่เราสรุปทรัพย์ที่เสียหายได้แล้ว ทางเจ้าของรีสอร์ทก็ขอรับผิดชอบแค่ 1600.- แต่ทางเราต่อรองอีกครั้งหนึ่งเขาก็ เลยช่วยรับผิดชอบเพิ่มเป็น 2,500.- บาท เท่านั้นโดยอ้างว่าราคา ที่พักก็ถูกแล้ว ประมาณว่าค่าที่พักก็ถูกแล้วยังจะมาให้ช่วยรับผิดชอบ อะไรมากมาย (สิ่งที่ถูกอยู่แล้วอาจจะมีอะไรแอบแฝงอยู่รึปล่าว)


> > สุดท้ายนี้ก็อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนได้ทราบโดยทั่วกัน และช่วยกันส่งเมล์นี้ต่อไปให้คนได้ทราบให้ทั่วถึงกัน เพื่อคนอื่นจะได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อแก๊งมิชฉาชีพเหล่านี้เป็นรายต่อไปและเพื่อให้ทราบว่า เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทางเจ้าของไม่รับผิดชอบต่อลูกค้าเลย มีเหตุเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ทางเจ้าของกลับเมินเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ ควบคุม ไม่ป้องกัน และไม่ปรับปรุงแก้ไขใดๆทั้งสิ้น อย่าลืมส่งเมล์นี้ ต่อเพื่อมิให้คนดีตกเป็นเหยื่อของคนชั่วเป็นรายต่อไปอีกนะค่ะ


> > > > > พวกเราขอยืนยันนะว่าเมล์นี้จะไม่สิ้นสุด ณ วัน เดือน ปี นี้อย่างแน่นอน


> > > > > มันจะถูกส่งต่อทุกๆ เทศกาลเลย พวกเราขอสัญญา

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โดนล้วงกระเป๋าที่เดอะมอล์ล หมดเงิน 50,000กว่าบาท‏

โดนล้วงกระเป๋าที่เดอะมอล์ล หมดเงิน 50,000กว่าบาท วันนี้ 9 พค. 2552 เรากับแฟนไปคุยงานกันที่ร้าน Star bug สาขาเดอะมอล์ลงามวงศ์วาน เราแขวนกระเป๋าไว้ที่เก้าอี้แฟน ซึ่งนั่งทางฝั่งขวา ระหว่างที่กำลังตั้งใจคุยงานมาก มีหญิงมิจฉาชีพ เดินเข้ามาในร้าน (คงจะเล็งว่ามุมที่เรานั่งไม่มีใครเห็น ซึ่งเราและคนส่วนใหญ่ในร้านมีจุดมุ่งหมายมานั่งกินกาแฟไปอ่านหนังสือไป หรือเล่นคอมพิวเตอร์ จึงค่อนข้างขาดความระวังตัว อีกอย่างก็คือเราและแฟนหันหลังให้กระเป๋า)


เวลาประมาณ 16.00 น. มิจฉาชีพเข้ามานั่งข้างหลังแฟนเราและหยิบกระเป่าไปวางไว้ที่ตัก และหยิบกระเป๋าตังออกมาจากนั้งก็แขนไว้ที่เดิม จากนั่งไม่นาน คงประมาณ 10 นาที มิจฉาชีพ นำ ATM ไปกดที่ตู้ไทยพานิชย์ สาขาหน้าคลีนิคทอฝัน(อยู่หน้าทานตะวันพลาซ่า) << ซึ่งบัตร ATM รหัสเราดันเป็นปีเกิด (โง่มากๆที่ตั้งแบบนี้ จริงๆว่าจะเปลี่ยนตั้งนานแล้ว แต่ผลัดวันประกันพรุ่ง) คงเดาถูกในใครแรกที่ลอง เพราะดูจากบัตรประชาชนในกระเป๋า และแน่นอนมิจฉาชิพก็ถอนไปเต็มแม็ก 50,000 บาท


กว่าเราจะรู้ตัวอีกทีก็ ประมาณ 17.00 ไปซื้อของเลยรู้ว่ากระเป๋าตังหาย ซึ่งแจ้งอายัด ก็ถามไปว่าวันนี้มีทำราการเบิกจ่ายรึยัง ธนาคารบอกกลับมาว่า 20000 บาทรายการสุดท้ายบอกไม่ได้ว่าเบิกหรือถอน อันนี้แหละเดาได้เลยว่าเกิดไรขึ้น ร้องไห้ฟูมฟายจนพนักงานธนาคารตกใจ ประกอบกับเราเพิ่งตกงานมา พอมาเจอแบบนี้แล้วก็เคว้งมาก เงินที่เก็บมาก็ไม่ได้เยอะมากมาย


ตอนนี้ก็ได้แต่โทษตัวเองที่ไม่ระวังก็เรื่องสำคัญตอนนี้ที่เราได้ทำคือ


1. แจ้งความ


2. อายัตบัตร atm


3. ขอรูปกับทาง Star bug แต่ตอนนี้ได้รูปขาว-ดำเพราะทางร้านไม่มี printer สี และถ้าอยากได้รูปสีต้องติดต่อสำนักงานใหญ่วันจันทร์ (อีก2วัน ใจร้ายมาก)<< ตอนนี้ได้มาแล้ว ด้วยความยากลำบาก


4. ขอความช่วยเหลือกับหน่วยรปภ.ที่เดอะมอล์ล



ขอร้องเพื่อนๆถ้าพบเบาะแสของคนร้าย ช่วยติดต่อมาที่เราทีคะ 087-5083283ช่วยโหวตเป็นกระทู้แนะนำด้วยคะ เพราะยังคิดว่าน่าจะตามเจอคนร้าย หรือบอกต่อไปทาง Forward mail ก็ได้



Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อย่าหนีนะ เจ้าเด็กขี้ขโมย

' อย่าหนีนะ เจ้าเด็กขี้ขโมย '

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่าน ฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น แค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า ' อ้าวนั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ ' ' ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ ' ป้าคนนั้นชื่อว่า ' ป้าหนอม ' เป็นแม่ค้าขายของชำ สารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่มีฐานะ จัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของ มากเกินไปหรือถามราคาแล้วไม่ซื้อป้าแกจะโวยวาย ชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว เสียงเอะอะดังมากขึ้นฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือ เด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉัน ซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ

แม่จึงเดินเข้าไปถาม ' พี่หนอม มีไรหรอคะ ' ' ก็คุณเด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย ' พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ ' ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ ' แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ ' เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอนยังเด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ ' ฉ ันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่าแม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า ' อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอมเด็กมันคงอยากซื้อยา แต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะกี่บาทกันละ ' ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายา แก้ปวดกับยาธาตุแล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ ' ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ '
แม่ไม่ได้ตอบอะไรแต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแ ล้วก็ถามว่า ' ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ ' เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า ' แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลยต้อง... ' แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็ก คนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า ' ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้า แทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไปฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้อง กินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย ' แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้ม พร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที ' ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ ' แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า ' ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขาย อยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนม แกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง ' ' แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่ ' ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า '

แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาท ทุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มี ความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น ' ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า ' แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า ' ' ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร ' แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือน บ้านป้าหนอมเขานะแม่ ' ' ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนักแต่การที่ได้ช่วยเหลือคน ที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุขแล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก ' แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า '
จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคน อื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะ รักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้ ' แล้วแม่ก็พูดต่อว่า ' ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้ง คนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ ' หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้ ี้อีกเลย

จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีก ครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏ แห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งา นทำในโรงงานในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้าง หลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้อง ยอมตามใจแม่ ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจาก ปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่ม เป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนัก มากเกินไปหมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ หลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมากพอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจ ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า โรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่า มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับ เส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรง ถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากของให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่า โรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอก ในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจ อยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอ ที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัด จะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมอง ค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงเป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัด ประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆทางโรงพยาบาล บอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่า เป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่า คุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้ บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัว ไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ ผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วย ยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร

ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความ และเพื่อนๆที่ FW Mail ดีๆมาให้ ที่ลืมไม่ได้ขอบคุณท่านที่อ่านจนจบ และขอบคุณมากๆที่เผยแพร่ต่อไป ขอบคุณจริงๆ

*********************************************

ค้นหา