วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่: ใครว่าผมบ้า
ไอ้บ้าภาค 1
ณ โรงพยาบาลบ้าแห่งหนึ่งมีคนบ้าเป็นจำนวนมาก ทำให้มีเนื้อที่ไม่เพียงพอแก่การอยู่อาศัยของผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลจึงได้จัดให้มีการทดสอบผู้ป่วยที่เป็นบ้า โดยทำการสูบน้ำออกจากสระว่ายน้ำจนแห้งเหือด แล้วจึงปล่อยผู้ป่วยให้ลงไปเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ โดยมีอุบายอยู่ว่า ถ้าผู้ป่วยคนใดไม่ลงไปเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ ก็แสดงว่าผู้ป่วยคนนั้นหายจากอาการบ้า (เพราะสระว่ายน้ำถูกสูบน้ำออกจนแห้ง) จากนั้นทางโรงพยาบาลก็จะส่งตัวผู้ที่หายจากอาการบ้ากลับบ้าน หลังจากที่ปล่อยคนบ้าให้ไปเล่นน้ำ คนบ้าทุกคนต่างก็ลงเป็นเล่นน้ำในสระอย่างสนุก แต่ทว่ามีผู้ป่วยรายหนึ่งนั่งอยู่ริมสระและไม่ลงไปเล่นน้ำกะเพื่อนๆ ผู้ป่วยคนนั้นชื่อนายหิด
หมอ : อ้าว! นายหิดทำไม่ไม่ลงไปเล่นน้ำกะเพื่อนล่ะ
นายหิด : หมอจะบ้ารึป่าว
หมอ : ถ้าอย่างนั้น แสดงว่าเธอก็หายแล้ว เดี๋ยวหมอจะส่งตัวเธอกลับบ้าน
นายหิด : ก็ได้ครับ แต่ก่อนจะส่งผมกลับบ้าน หมอช่วยสอนผมว่ายน้ำก่อนซิครับ ผมจะได้ลงไปเล่นน้ำกะเพื่อนได้
หมอ : !?!?...
ไอ้บ้าภาค 2
ณ โรงพยาบาลบ้าเดิมที่นายหิดอยู่ วันหนึ่งเมื่อกลางดึกได้มีเสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้น.........
มีผู้ป่วยรายหนึ่งกระโดดลงไปที่ท่อน้ำทิ้ง เพื่อที่จะฆ่าตัวตาย แต่นายหิดคนเดิมได้กระโดดตามลงไป และช่วยชีวิตผู้ป่วยรายนั้นขึ้นมาจนได้ คืนนั้นนายหิดจึงได้รับมอบหมายให้เฝ้าดูแลผู้ป่วยคนนั้น และตอนเช้า หมอได้เรียกตัวนายหิดไปคุยเนื่องจากเห็นว่านายหิดน่าจะหายจากอาการบ้าแล้ว
หมอ : เมื่อวานเธอช่วยชีวิตคนเอาไว้หมอว่าเธอน่าจะหายดีแล้ว เดี๋ยวหมอจะโทรศัพท์เรียกญาติเธอมารับกลับบ้าน
นายหิด : ดีครับ ผมชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว
แต่ก็ได้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายเกิดขึ้นอีก นางพยาบาลผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องที่หมอและนายหิดกำลังสนทนาอยู่
นางพยาบาล : แย่แล้วค่ะ! คนไข้ที่คิดจะกระโดดท่อน้ำฆ่าตัวตายเมื่อวาน ผูกคอตายอยู่ในห้องค่ะ
หมอ : อะไรนะ!........นายหิด นี่เธอดูแลเค้ายังไงเนี่ย ปล่อยให้เค้าฆ่าตัวตายได้ยังไง
นายหิด : อ้าว! ก้อผมเห็นเค้าตัวเปียก ก็เลยเอาขึ้นไปตากไว้จะได้แห้ง
หมอ : !?!??...
ไอ้บ้าภาค 3
ณ โรงพยาบาลบ้าเดิมที่นายหิดอยู่ วันนี้หมอก็ได้ทำการทดสอบผู้ป่วยอีกแล้วครับท่าน
พอดีทางโรงพยาบาลได้ขุดบ่อน้ำเล็กๆ เพื่อตกแต่งสถานที่บริเวณโรงพยาบาลให้สวยงามขึ้น
หมอทดสอบโดยการให้ผู้ป่วยออกความคิดว่าจะใช้บ่อน้ำเล็กๆนี้ทำอะไรดี หมอเริ่มถามผู้ป่วยทีละคน
ผู้ป่วยคนแรกตอบว่า เอาไว้เป็นท่าเทียบเรือครับ ผู้ป่วยคนที่สองตอบว่า เอาไว้แข่งว่ายน้ำกีฬาโอลิมปิค ผู้ป่วยคนที่สามตอบเอาไว้เล่นบานาน่าโบ๊ทครับ ถามไปหลายคนมากแต่ก็ไม่มีใครตอบได้อย่างมีเหตุผลเลย จนถึงคนสุดท้าย หลายคนคงทราบ เค้าคือนายหิดนี่เอง คำตอบของเค้าทำให้หมอประหลาดใจอย่างมาก.....
หมอ : บ่อน้ำเล็กนี่ เธอคิดว่าน่าจะใช้ทำอะไรได้
นายหิด : เลี้ยงปลาครับหมอ
หมอ : เธอเป็นคนเดียวเลยนะ ที่ตอบได้มีเหตุผล เธอหายแล้วละ พรุ่งนี้จะโทรให้ญาติเธอมารับ ว่าแต่ว่า เธอจะเลี้ยงปลาอะไรล่ะ
นายหิด : ปลาวาฬ.....
หมอ : ?!!?!
ไอ้บ้าภาค 4
อยู่มาวันหนึ่งทางโรงพยาบาลบ้าได้ให้คนไข้ที่อาการดีขึ้นมากๆแบบเริ่มจะหายบ้า สามารถลากลับไปเยี่ยมญาติได้หนึ่งวัน ทำให้คนบ้าที่มีอาการดีขึ้นทั้งหลายรวมทั้งนายหิด ต่างก็ดีใจที่จะได้กลับบ้าน แต่ว่า ถ้าเราจะตามไปดูพฤติกรรมฮาๆของคนไข้ทุกราย ก็คงไม่ไหว ฮาฮาฮา....ดังนั้นขอตามไปดูนายหิด คนเดียว
ขณะที่นายหิดกำลังจะถึงบ้าน เขากำลังข้ามถนน แต่นายหิดไม่ทันได้มองดูรถเลย เพราะความรีบร้อนที่อยากจะกลับบ้านไวไว ได้มีรถเบนซ์ E-กลม ขับมาด้วยความเร็วสูง ชนเข้าที่นายหิดอย่างจัง และรถก็ได้เสียหลักไปชนกะเสาไฟฟ้า รถคันนั้นมีคนนั่งมา 2 คน คนหนึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ อีกคนเป็นนักปรัชญา แต่ทว่าทั้ง 3 คนรวมนายหิดด้วยอาการสาหัส ยมฑูตจึงมารับตัวไป แต่เมื่อไปถึงยังนรก ท่านยมบาลบอกว่าเจ้า 3 คนมีสิทธิ์ที่จะรอดหรือตาย เพียงแต่ว่าเจ้าต้องทายคำถามข้า แล้วคำถามนั้นถ้าข้าตอบไม่ได้ เจ้าก็จะรอด แต่ถ้าข้าตอบได้ เจ้าก็ต้องตายอยู่ในนรกนี่แหละ 55555.....
นักวิทยาศาสตร์เป็นคนถามคนแรกก็ถามเกี่ยวกะ สมการ สารเคมีที่สลับซับซ้อน แต่ท่านยมก็ตอบได้ ไอ้นี่ตาย.......
คนที่สองนักปรัชญา ได้ถามเกี่ยวกะปรัชญาของขงจื๊อที่เข้าใจย้ากยาก แต่ท่านยมก็ตอบได้ ไอ้นี่ตาย......555555
ในที่สุดก็มาถึงคนสุดท้าย นายหิด ไอ้บ้าแห่งศรีธัญญา
ยมบาล : คนที่มากะเจ้าตายหมดแล้ว และข้าดูประวัติเจ้าแล้ว ข้าว่าเจ้าไม่รอดแน่ๆๆ ตายเลยดีกว่ามั้ง ฮาฮา....
นายหิด : เดี๋ยวก่อน! ไหนๆข้าก็ต้องตายอยู่แล้ว ขอถามหน่อยละกัน แต่ก่อนอื่นข้าขอเก้าอี้ที่มีรูเก้ารูมาให้ข้านั่งได้มั้ย
ยมบาล : ได้
หลังจากที่นายหิดนั่งเก้าอี้ที่มีรูถึงเก้ารู นายหิดก็ตดออกมาอย่างจังงงงง......ปู้ด ป้าด ปี๊ด......ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วนรก ทำให้ยมฑูตหลายท่าน อ้วกแตก อ้วกแตน กันเป็นแถว
ยมบาล : เจ้าคนบ้า เจ้าทำแสบมาก รีบทายมาเลย อย่างเจ้านี้ต้องเอาให้หนัก
นายหิด : ท่านยม ท่านรู้มั้ย ข้านั่งอยู่บนเก้าอี้เก้ารูเนียะ แล้วตดของข้าออกมาจากรูไหน
ยมบาล : รูที่ 1
นายหิด : ผิด
ยมบาล : ฮาฮา ข้ารู้แล้วรูที่ 5 แน่เลย
นายหิด : ผิด
ยมบาล : ถ้างั้นข้ายอมแล้ว ไหนบอกมาสิ ตดของเจ้าออกมาจากรูไหน
นายหิด : รูตูด...........
ยมบาล : ?!!?!
ผลสุดท้ายยมบาลก็เลยต้องส่งวิญญาณของนายหิดกลับไปมีชีวิตเพื่อสร้างความฮาต่อ 555555.....
ไอ้บ้าภาค 5
ความเดิมตอนที่แล้วที่นายหิดอยู่ในนรก และรอดชีวิตมาได้ ทำให้ท่านยมทึ่งในความบ้าที่สามารถเอาตัวรอดได้ เลยเชิญนายหิดไปทานอาหารด้วยกันที่ภัตตาคารนรก ซึ่งเป็นภัตตาคารที่หรูที่สุดในนรก ขนาดท่านยมเองยังมีโอกาสน้อยครั้งที่จะได้มาทานอาหารที่นี่ เพราะราคาแพงมากๆ
ท่านยมได้สั่ง 'กุ้งมังกรเผาไฟนรก' ซึ่งเป็นอาหารที่ดีที่สุดของภัตตาคาร จากนั้นสักครู่บ๋อยนรกก็ได้นำ 'กุ้งมังกรเผาไฟนรก' มาเสิร์ฟ แต่ทว่ากุ้งมังกรที่นำมาเสิร์ฟ มีอยู่ 2 ตัว ตัวหนึ่งมีขนาดใหญ่มาก แต่อีกตัวขนาดมันช่างเล็กเหลือเกิน ไซด์พอๆ กะกุ้งกุลาดำ แล้วจะทำไงดีเนียะ
ท่านยมก็เลยพูดว่า...
ท่านยม : เชิญเลย เชิญเลย.....
นายหิดได้ยินอย่างนั้น ก็ใส่เลยไม่รีรอ คว้ากุ้งมังกรตัวใหญ่ไปทันที ท่านยมอดไม่ได้กับความไร้มารยาทของนายหิด ท่านยมจึงพูดขึ้นว่า
ท่านยม : เจ้านี่!ช่างไร้มารยาทซะจริงๆ ท่าทางจะต้องสอนมารยาทก่อนกลับโลกมนุษย์
นายหิด : อ้าว! ท่านยม ทำไม่มาว่าข้าอย่างนั้นล่ะ แล้วถ้าเป็นท่าน ท่านจะทำยังไง
ท่านยม : ข้าก็ต้องคว้ากุ้งตัวเล็กกว่าไปก่อนอยู่แล้ว
นายหิด : อ้าวถ้าอย่างนั้นแล้วท่านจะบ่นทำไม.....
ท่านยม : เออว่ะ !?!!??
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ระวัง คนเลวๆ มาอีกแล้ว central ลาดพร้าว
เรื่องต่อไปนี้จะเป็นตัวบอกว่าทำไมผมจึงบอกไม่ได้ เหตุการณ์เริ่มจาก central ลาดพร้าวประมาณสองสัปดาห์หลังปีใหม่ ภรรยาผมลางานเพื่อไปติดต่องานราชการ เสร็จแล้วแวะ Central ลาดพร้าว เพื่อหาซื้อหนังสือแนวที่เธอชอบอ่านที่ B2S ระหว่างที่กำลังเลือกหาซื้อหนังสืออยู่นั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ สามสิบเข้ามาทักทาย บอกว่าชอบหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนเช่นกันและ มีหนังสือที่น่าสนใจหลายเล่มที่น่าอ่านมาก การสนทนาก็เป็นไปอย่างมี มิตรไมตรีต่อกัน เพราะจากลักษณะท่าทางและการแต่งตัวดูเหมือนเป็น คนทำงานทั่วไป แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ให้นามบัตรภรรยาผมมา
ส่วนภรรยาผม ก็ให้เบอร์มือถือเธอไปเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงด้วยกัน การติดต่อพูดคุยก็ มีขึ้นเป็นระยะๆ และมีนัดเจอกันเพื่อให้หนังสือภรรยาผมมาอ่านแล้วก็บอกว่า จะรีบไปทำงาน แต่หนังสือที่ให้มาเป็นหนังสือแนวสืบสวนธรรมดาที่ภรรยาผม เคยอ่านมาแล้ว จึงอยากจะคืนกลับไป การนัดเจอกันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้หญิงคนนั้นชวนทานข้าวเพราะเป็น ช่วงเกือบเที่ยงวันแล้ว และได้แนะนำให้รู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งรออยู่ที่ Food Center เธอบอกว่าเป็นเพื่อนที่ทำงานชอบอ่านหนังสือแนวนี้เช่นกัน
ผู้ชายคนนั้น ถามภรรยาผมและผู้หญิงคนนั้นว่า จะทานอะไรจะไปซื้อมาให้ ด้วยความเกรงใจ จึงทานเหมือนกันเป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู แต่ภรรยาผมก็พยายามจะขอตัวไปซื้อ น้ำมาให้แต่ทางผู้หญิงคนนั้น ชิงเดินไปซื้อมาให้ก่อน พอนั่งทานไปได้ประมาณ ครึ่งชามและดื่มน้ำไปหน่อย ภรรยาผมก็เกิดอาการมึนๆ และเริ่มง่วงนอน เพียงอีก ไม่กี่นาทีต่อมา เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นก็เข้ามาประคองตัว๓รรยาผม แล้วพูดบอกผู้ชายว่า คงเป็นลมช่วยพาออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อย
ตอนนั้น ภรรยาผมบอกว่าไม่สามารถพูดอะไรได้ ร่างกายยืนแทบไม่ไหว ระหว่างเดินผ่าน ตัวห้างมาลานจอดรถเห็นผู้ชายโทรศัพท์เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที รถตู้สีขาวก็มาจอด แล้วทั้งคู่ก็พาภรรยาผมขึ้นรถ วินาทีนั้นภรรยาผมบอกว่าเธอพยายามขัดขืนแต่ ทั้งคู่ก็ใช้กำลังพาเธอขึ้นรถแล้วปิดประตูรถ บนรถมีผู้ชายสองคนนั่งมาในรถด้วย เมื่อรถวิ่งออกจากห้างภรรยาผมพยายาม ร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีเสียงและผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถเอามือมาปิดปากเธอไว้ พอรถวิ่งออกมาระยะหนึ่งผู้ชายที่เจอกันที่ Food Center
เริ่มปลดเสื้อผ้าภรรยาผม เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือและต่อสู้แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรง ผู้ชายอีกสองคนที่นั่ง รออยู่บนรถก็ช่วยกันถอด สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคงไม่ต้องบรรยายกันอีก โดยมีผู้หญิงเป็น คนเก็บภาพเป็นระยะๆ เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่ทราบ รู้สึกตัวอีกที่ภรรยาผมถูกนำ มาทิ้งที่ห้องน้ำหญิงของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแถวสุขาภิบาลสองย่านบางกะปิ ผมไปรับเธอแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอไม่พูดอะไรได้แต่ร้องไห้และไม่ไปทำงานอีกเลย นั่งซึมอยู่กับบ้าน
สามวันต่อมาคุณแม่ของภรรยาโทรมาบอกว่ามีจดหมายลงทะเบียนส่งมาที่ บ้านให้ไปรับผมก็ไปรับ แล้วเปิดออกดู มีภาพถ่ายพร้อมขอเงินสดสี่แสนบาทเป็นค่าฟิล์มและ ภาพถ่ายทั้งหมด ผมพูดไม่ออก ทุกความรู้สึกวิ่งพุ่งเข้ามาในใจ สับสน เสียใจ แค้นใจ เจ็บใจ ผมปรึกษาเรื่องนี้กับคุณพ่อและเพื่อนท่านที่เป็นนายตำรวจ มีความเห็นเหมือนกันว่าต้องแจ้ง ความกับตำรวจ เพราะเงินสี่แสนครอบครัวเราคงหามาให้ได้ยาก ผมกับภรรยาเป็นเพียงลูกจ้าง กินเงินเดือนเท่านั้น
ในวันส่งเงินตามนัดหมายตำรวจกองปราบวางแผนอย่างดีและสามารถจับ พวกเดนสังคมได้สองคนได้ฟิล์มและภาพจำนวนหนึ่ง และตำรวจกำลังตามจับพวกที่เหลืออีก สามคน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าภาพถ่ายยังคงมีเหลืออยู่อีกหรือเปล่า ซึ่งหลังจากพวกมันถูกจับผมก็ ได้รับโทรศัพท์ขู่ว่าจะภาพลง internet สองครั้ง ทุกวันนี้ภรรยาผมไม่ได้ทำงานอีกแล้ว อยู่บ้านด้วยอาการซึมเศร้าและไม่ต้องการ พบปะกับใครเลย ส่วนผมก็ไม่กล้าออกไปไหนเช่นกันทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ มีแต่ความกลัว ระแวง คิดมาก เหมือนเป็นโรคประสาท
ผมจึงอยากฝากบอกเรื่องราวของ ผมให้เป็นข้อมูลกับทุกคน
ทุกวันนี้การหากินบนความทุกข์ร้อนของคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดา ไปแล้วครับ
ขอบุญกุศลในการให้ข้อมูลนี้ ทำให้ชีวิตครอบครัวผมดีขึ้นด้วยเถอะ
อย่าลืมบอกต่อๆกันไปด้วยครับ
วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
โจรขโมยรถรูปแบบใหม่ ส่งต่อด้วย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมแวะทานข้าวที่ปั้ม ปตท บายพาส ที่โคราช ที่ห้องน้ำมันสะอาดนะครับ ตรงข้ามกับปั้มที่มี NGV พอลงรถผมก็กดกันขโมยแต่ไม่มีไฟก็ลองกดไฟก็ไม่ขึ้น จึงใช้กุญแจไขล็อคแทน ในใจคิดว่าใครส่งความถี่มารบกวนคิดเล่นๆ อีกใจก็คิดว่ามันคงเสีย
อย่าไปพักที่บ้านฟองคลื่น หัวหินเด็ดขาด เตือนภัยอันตราย
เราเลิกคบกันเถอะ…ถ้าไม่อ่าน
ในขณะที่เราคิดถึงคน ๆ นึงตลอดเวลา เค้าคนนั้นก็อาจคิดถึงคนอื่นอยู่ก็เป็นได้ และบางครั้ง ก็อาจมีคนที่คิดถึงเรา
โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน บางครั้ง การได้ฝันไปคนเดียว
มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า สิ่งที่เราคิดทั้งหมด
มันคือความฝันของเราเองเพียงคนเดียว ฉะนั้น ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่
เลือกที่จะจมกับความฝัน มากกว่าการได้รับรู้ความจริง การไม่ได้เป็นที่ 1 ในใจเค้า
ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า... เราอาจเป็นที่ 2
ซึ่งมันก็ยังดีกว่าเป็นที่ 3 ที่ 4... และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า.... ก็ขอให้คิดไว้ว่า
ดีกว่าเราไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย แต่โปรดจำไว้เถอะว่า หากหัวใจของคุณยังไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า ...ชั้นเหนื่อยเหลือเกินแล้ว โปรดห้ามใจเถอะ
ก่อนที่ชั้นจะอ่อนล้าไปกว่านี้... ก็จงชอบต่อไปเถอะ การรักใครซักคน
ไม่ต้องการความพยายาม "การตัดใจ"ต่างหาก
ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า
ความสุขยาม ที่คุณได้สบตาเค้า กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า อันไหนมันหนักหนากว่ากัน อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป... อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้... อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน
แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง ที่อย่างน้อย
ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสายเกินไป แต่ก็ยังได้พบ... ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป... ยิ้มให้กับโชคชะตา ที่ยังทำให้เรา...ได้รู้จักกัน คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ครั้งหนึ่ง คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้ม ของเค้าไว้คนเดียว คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง.... คนที่ทำให้คุณหัวเราะ...
และร้องไห้ได้มากมาย... คนที่เพียงแค่ยิ้มของเค้า ก็สามารถเปลี่ยนวันที่หมองหม่น...
ให้กลายเป็นวันที่สดใส เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ? แค่การได้เห็นคนที่เรารัก ได้หัวเราะอยู่กับใครสักคน ที่เค้ารักมากที่สุด ...นั่นแหละคือความสุขของการได้รัก
...อย่างจริงใจ
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
* ~ ๐ สงครามระหว่างเพศ ๐ ~ *
ทำไมผู้ชายคุยไปดูทีวีไปไม่ได้
ผู้หญิงถนัดนักเรื่องการทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน อาทิ เขียนรายการของที่จะซื้อพร้อมกับทำกับข้าวและบอกสามีให้ดูลูกทำการบ้าน การสแกนสมองบ่งบอกว่า สมองผู้หญิงไม่เคยว่างเปล่าแม้ยามหลับ ในทางตรงข้าม ผู้ชายมักพบว่าเวลาถูกขอให้โทรศัพท์ระหว่างดูทีวีเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สมองซีกซ้ายและขวาของคนเราเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยกลุ่มเส้นประสาทที่เรียกว่า corpus callosum
โรเจอร์ กอร์สกี้ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในแอลเอ ยืนยันว่าสมองของผู้หญิงมี corpus callosum หนากว่าผู้ชาย 10% และมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองสองซีกมากกว่าผู้ชาย 30% ทั้งยังพิสูจน์ได้ว่า หญิง-ชายใช้สมองคนละส่วนกันเวลาทำงานอย่างเดียวกัน สมองของผู้ชายพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มุ่งเน้นกับงานเพียงงานเดียว ขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิงกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำการเชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและขวามากขึ้น
ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก
ตอนไตเสื่อม แต่มีภาระ ยังตายไม่ได้
อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า ไตกำลังจะเสื่อม !
ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน GM หรือ ผจก. ของร่างกาย
คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป ( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย ( รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง) เครียดมาก กดดันมาก รีบเร่งมาก ฯลฯ
คนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะไตเสื่อมมากขึ้น และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้
1. อ่อนเพลียบ่อย ขาดความกระตือรือร้น
1. ใช้ชีวิตขาดสมดุล : น้อยไม่พอ ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวกลางคืนหนัก หมกมุ่นความบันเทิง ฯลฯ
หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น จากการกินยา แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก
นอกจากนี้ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ
การฝึกโยคะ ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่ แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย และมีสมาธิ นอกจากนี้ หากมีฝึก ชี่กง ควบคู่ไปด้วย จะเห็นผลดี และเร็วขึ้น หากรู้สึกว่า ยากหรือห่างตัวเกินไป ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ โดยว่ายอย่างเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ในเวลาที่พอสมควร ( เหนื่อยให้หยุดพัก ห้ามฝืนต่อ ) คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร คุณกำลังบำบัดตัวเอง
จะเห็นว่าที่แนะนำไป ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ แต่ทำยากมากเลย นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง
อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความรู้สึก ล้วนสัมพันธ์กับไต
ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์ เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาล แต่ก็เปราะบางยิ่งนัก และง่ายต่อการแตกร้าว วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้ นั่นคือ "คล้อยตามธรรมชาติ" คนสมัยก่อน ตื่นเช้า นอนแต่หัวค่ำ ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ดื่มน้ำบริสุทธิ์ ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ในขณะที่คนยุคนี้ นอนดึกเป็นกิจวัตร ( ทำงาน , ดูบอล , ดูโทรทัศน์ , เที่ยวกลางคืน) ทานอาหารปนเปื้อน แปรรูป ดื่มน้ำอัดลม พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินความจำเป็น ฯลฯ
อาการไตเสื่อมจะเกิดใน 2 ลักษณะ แยกเป็น ไตหยิน กับ ไตหยาง
อาการไตหยาง หรือ ไตหดตัวแน่น
- นอนไม่หลับ หรือ หลับๆตื่นๆ
1. กินรสเค็มจัด หรือ เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ พวกเนื้อแห้ง แดดเดียวบ่อยๆ
- เฉื่อยชา เกียจคร้าน
การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยินได้แก่
- การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย รวมทั้ง น้ำแข็ง ไอสกรีม หวานเย็น และอาหารลักษณะนี้