แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

จ้างคนอื่นเลี้ยงลูกต้องระวังแบบนี้

ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่: ใครว่าผมบ้า

เรื่องของคนบ้า


ไอ้บ้าภาค 1

ณ โรงพยาบาลบ้าแห่งหนึ่งมีคนบ้าเป็นจำนวนมาก ทำให้มีเนื้อที่ไม่เพียงพอแก่การอยู่อาศัยของผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลจึงได้จัดให้มีการทดสอบผู้ป่วยที่เป็นบ้า โดยทำการสูบน้ำออกจากสระว่ายน้ำจนแห้งเหือด แล้วจึงปล่อยผู้ป่วยให้ลงไปเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ โดยมีอุบายอยู่ว่า ถ้าผู้ป่วยคนใดไม่ลงไปเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ ก็แสดงว่าผู้ป่วยคนนั้นหายจากอาการบ้า (เพราะสระว่ายน้ำถูกสูบน้ำออกจนแห้ง) จากนั้นทางโรงพยาบาลก็จะส่งตัวผู้ที่หายจากอาการบ้ากลับบ้าน หลังจากที่ปล่อยคนบ้าให้ไปเล่นน้ำ คนบ้าทุกคนต่างก็ลงเป็นเล่นน้ำในสระอย่างสนุก แต่ทว่ามีผู้ป่วยรายหนึ่งนั่งอยู่ริมสระและไม่ลงไปเล่นน้ำกะเพื่อนๆ ผู้ป่วยคนนั้นชื่อนายหิด
หมอ : อ้าว! นายหิดทำไม่ไม่ลงไปเล่นน้ำกะเพื่อนล่ะ
นายหิด : หมอจะบ้ารึป่าว
หมอ : ถ้าอย่างนั้น แสดงว่าเธอก็หายแล้ว เดี๋ยวหมอจะส่งตัวเธอกลับบ้าน
นายหิด : ก็ได้ครับ แต่ก่อนจะส่งผมกลับบ้าน หมอช่วยสอนผมว่ายน้ำก่อนซิครับ ผมจะได้ลงไปเล่นน้ำกะเพื่อนได้
หมอ : !?!?...



ไอ้บ้าภาค 2

ณ โรงพยาบาลบ้าเดิมที่นายหิดอยู่ วันหนึ่งเมื่อกลางดึกได้มีเสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้น.........
มีผู้ป่วยรายหนึ่งกระโดดลงไปที่ท่อน้ำทิ้ง เพื่อที่จะฆ่าตัวตาย แต่นายหิดคนเดิมได้กระโดดตามลงไป และช่วยชีวิตผู้ป่วยรายนั้นขึ้นมาจนได้ คืนนั้นนายหิดจึงได้รับมอบหมายให้เฝ้าดูแลผู้ป่วยคนนั้น และตอนเช้า หมอได้เรียกตัวนายหิดไปคุยเนื่องจากเห็นว่านายหิดน่าจะหายจากอาการบ้าแล้ว
หมอ : เมื่อวานเธอช่วยชีวิตคนเอาไว้หมอว่าเธอน่าจะหายดีแล้ว เดี๋ยวหมอจะโทรศัพท์เรียกญาติเธอมารับกลับบ้าน
นายหิด : ดีครับ ผมชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว
แต่ก็ได้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายเกิดขึ้นอีก นางพยาบาลผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องที่หมอและนายหิดกำลังสนทนาอยู่
นางพยาบาล : แย่แล้วค่ะ! คนไข้ที่คิดจะกระโดดท่อน้ำฆ่าตัวตายเมื่อวาน ผูกคอตายอยู่ในห้องค่ะ
หมอ : อะไรนะ!........นายหิด นี่เธอดูแลเค้ายังไงเนี่ย ปล่อยให้เค้าฆ่าตัวตายได้ยังไง
นายหิด : อ้าว! ก้อผมเห็นเค้าตัวเปียก ก็เลยเอาขึ้นไปตากไว้จะได้แห้ง
หมอ : !?!??...



ไอ้บ้าภาค 3

ณ โรงพยาบาลบ้าเดิมที่นายหิดอยู่ วันนี้หมอก็ได้ทำการทดสอบผู้ป่วยอีกแล้วครับท่าน
พอดีทางโรงพยาบาลได้ขุดบ่อน้ำเล็กๆ เพื่อตกแต่งสถานที่บริเวณโรงพยาบาลให้สวยงามขึ้น
หมอทดสอบโดยการให้ผู้ป่วยออกความคิดว่าจะใช้บ่อน้ำเล็กๆนี้ทำอะไรดี หมอเริ่มถามผู้ป่วยทีละคน
ผู้ป่วยคนแรกตอบว่า เอาไว้เป็นท่าเทียบเรือครับ ผู้ป่วยคนที่สองตอบว่า เอาไว้แข่งว่ายน้ำกีฬาโอลิมปิค ผู้ป่วยคนที่สามตอบเอาไว้เล่นบานาน่าโบ๊ทครับ ถามไปหลายคนมากแต่ก็ไม่มีใครตอบได้อย่างมีเหตุผลเลย จนถึงคนสุดท้าย หลายคนคงทราบ เค้าคือนายหิดนี่เอง คำตอบของเค้าทำให้หมอประหลาดใจอย่างมาก.....
หมอ : บ่อน้ำเล็กนี่ เธอคิดว่าน่าจะใช้ทำอะไรได้
นายหิด : เลี้ยงปลาครับหมอ
หมอ : เธอเป็นคนเดียวเลยนะ ที่ตอบได้มีเหตุผล เธอหายแล้วละ พรุ่งนี้จะโทรให้ญาติเธอมารับ ว่าแต่ว่า เธอจะเลี้ยงปลาอะไรล่ะ
นายหิด : ปลาวาฬ.....
หมอ : ?!!?!



ไอ้บ้าภาค 4

อยู่มาวันหนึ่งทางโรงพยาบาลบ้าได้ให้คนไข้ที่อาการดีขึ้นมากๆแบบเริ่มจะหายบ้า สามารถลากลับไปเยี่ยมญาติได้หนึ่งวัน ทำให้คนบ้าที่มีอาการดีขึ้นทั้งหลายรวมทั้งนายหิด ต่างก็ดีใจที่จะได้กลับบ้าน แต่ว่า ถ้าเราจะตามไปดูพฤติกรรมฮาๆของคนไข้ทุกราย ก็คงไม่ไหว ฮาฮาฮา....ดังนั้นขอตามไปดูนายหิด คนเดียว
ขณะที่นายหิดกำลังจะถึงบ้าน เขากำลังข้ามถนน แต่นายหิดไม่ทันได้มองดูรถเลย เพราะความรีบร้อนที่อยากจะกลับบ้านไวไว ได้มีรถเบนซ์ E-กลม ขับมาด้วยความเร็วสูง ชนเข้าที่นายหิดอย่างจัง และรถก็ได้เสียหลักไปชนกะเสาไฟฟ้า รถคันนั้นมีคนนั่งมา 2 คน คนหนึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ อีกคนเป็นนักปรัชญา แต่ทว่าทั้ง 3 คนรวมนายหิดด้วยอาการสาหัส ยมฑูตจึงมารับตัวไป แต่เมื่อไปถึงยังนรก ท่านยมบาลบอกว่าเจ้า 3 คนมีสิทธิ์ที่จะรอดหรือตาย เพียงแต่ว่าเจ้าต้องทายคำถามข้า แล้วคำถามนั้นถ้าข้าตอบไม่ได้ เจ้าก็จะรอด แต่ถ้าข้าตอบได้ เจ้าก็ต้องตายอยู่ในนรกนี่แหละ 55555.....
นักวิทยาศาสตร์เป็นคนถามคนแรกก็ถามเกี่ยวกะ สมการ สารเคมีที่สลับซับซ้อน แต่ท่านยมก็ตอบได้ ไอ้นี่ตาย.......
คนที่สองนักปรัชญา ได้ถามเกี่ยวกะปรัชญาของขงจื๊อที่เข้าใจย้ากยาก แต่ท่านยมก็ตอบได้ ไอ้นี่ตาย......555555
ในที่สุดก็มาถึงคนสุดท้าย นายหิด ไอ้บ้าแห่งศรีธัญญา
ยมบาล : คนที่มากะเจ้าตายหมดแล้ว และข้าดูประวัติเจ้าแล้ว ข้าว่าเจ้าไม่รอดแน่ๆๆ ตายเลยดีกว่ามั้ง ฮาฮา....
นายหิด : เดี๋ยวก่อน! ไหนๆข้าก็ต้องตายอยู่แล้ว ขอถามหน่อยละกัน แต่ก่อนอื่นข้าขอเก้าอี้ที่มีรูเก้ารูมาให้ข้านั่งได้มั้ย
ยมบาล : ได้
หลังจากที่นายหิดนั่งเก้าอี้ที่มีรูถึงเก้ารู นายหิดก็ตดออกมาอย่างจังงงงง......ปู้ด ป้าด ปี๊ด......ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วนรก ทำให้ยมฑูตหลายท่าน อ้วกแตก อ้วกแตน กันเป็นแถว
ยมบาล : เจ้าคนบ้า เจ้าทำแสบมาก รีบทายมาเลย อย่างเจ้านี้ต้องเอาให้หนัก
นายหิด : ท่านยม ท่านรู้มั้ย ข้านั่งอยู่บนเก้าอี้เก้ารูเนียะ แล้วตดของข้าออกมาจากรูไหน
ยมบาล : รูที่ 1
นายหิด : ผิด
ยมบาล : ฮาฮา ข้ารู้แล้วรูที่ 5 แน่เลย
นายหิด : ผิด
ยมบาล : ถ้างั้นข้ายอมแล้ว ไหนบอกมาสิ ตดของเจ้าออกมาจากรูไหน
นายหิด : รูตูด...........
ยมบาล : ?!!?!
ผลสุดท้ายยมบาลก็เลยต้องส่งวิญญาณของนายหิดกลับไปมีชีวิตเพื่อสร้างความฮาต่อ 555555.....



ไอ้บ้าภาค 5


ความเดิมตอนที่แล้วที่นายหิดอยู่ในนรก และรอดชีวิตมาได้ ทำให้ท่านยมทึ่งในความบ้าที่สามารถเอาตัวรอดได้ เลยเชิญนายหิดไปทานอาหารด้วยกันที่ภัตตาคารนรก ซึ่งเป็นภัตตาคารที่หรูที่สุดในนรก ขนาดท่านยมเองยังมีโอกาสน้อยครั้งที่จะได้มาทานอาหารที่นี่ เพราะราคาแพงมากๆ
ท่านยมได้สั่ง 'กุ้งมังกรเผาไฟนรก' ซึ่งเป็นอาหารที่ดีที่สุดของภัตตาคาร จากนั้นสักครู่บ๋อยนรกก็ได้นำ 'กุ้งมังกรเผาไฟนรก' มาเสิร์ฟ แต่ทว่ากุ้งมังกรที่นำมาเสิร์ฟ มีอยู่ 2 ตัว ตัวหนึ่งมีขนาดใหญ่มาก แต่อีกตัวขนาดมันช่างเล็กเหลือเกิน ไซด์พอๆ กะกุ้งกุลาดำ แล้วจะทำไงดีเนียะ
ท่านยมก็เลยพูดว่า...
ท่านยม : เชิญเลย เชิญเลย.....
นายหิดได้ยินอย่างนั้น ก็ใส่เลยไม่รีรอ คว้ากุ้งมังกรตัวใหญ่ไปทันที ท่านยมอดไม่ได้กับความไร้มารยาทของนายหิด ท่านยมจึงพูดขึ้นว่า
ท่านยม : เจ้านี่!ช่างไร้มารยาทซะจริงๆ ท่าทางจะต้องสอนมารยาทก่อนกลับโลกมนุษย์
นายหิด : อ้าว! ท่านยม ทำไม่มาว่าข้าอย่างนั้นล่ะ แล้วถ้าเป็นท่าน ท่านจะทำยังไง
ท่านยม : ข้าก็ต้องคว้ากุ้งตัวเล็กกว่าไปก่อนอยู่แล้ว
นายหิด : อ้าวถ้าอย่างนั้นแล้วท่านจะบ่นทำไม.....
ท่านยม : เออว่ะ !?!!??

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ระวัง คนเลวๆ มาอีกแล้ว central ลาดพร้าว‏

ผมมีตัวตนแต่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ


เรื่องต่อไปนี้จะเป็นตัวบอกว่าทำไมผมจึงบอกไม่ได้ เหตุการณ์เริ่มจาก central ลาดพร้าวประมาณสองสัปดาห์หลังปีใหม่ ภรรยาผมลางานเพื่อไปติดต่องานราชการ เสร็จแล้วแวะ Central ลาดพร้าว เพื่อหาซื้อหนังสือแนวที่เธอชอบอ่านที่ B2S ระหว่างที่กำลังเลือกหาซื้อหนังสืออยู่นั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ สามสิบเข้ามาทักทาย บอกว่าชอบหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนเช่นกันและ มีหนังสือที่น่าสนใจหลายเล่มที่น่าอ่านมาก การสนทนาก็เป็นไปอย่างมี มิตรไมตรีต่อกัน เพราะจากลักษณะท่าทางและการแต่งตัวดูเหมือนเป็น คนทำงานทั่วไป แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ให้นามบัตรภรรยาผมมา

ส่วนภรรยาผม ก็ให้เบอร์มือถือเธอไปเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงด้วยกัน การติดต่อพูดคุยก็ มีขึ้นเป็นระยะๆ และมีนัดเจอกันเพื่อให้หนังสือภรรยาผมมาอ่านแล้วก็บอกว่า จะรีบไปทำงาน แต่หนังสือที่ให้มาเป็นหนังสือแนวสืบสวนธรรมดาที่ภรรยาผม เคยอ่านมาแล้ว จึงอยากจะคืนกลับไป การนัดเจอกันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้หญิงคนนั้นชวนทานข้าวเพราะเป็น ช่วงเกือบเที่ยงวันแล้ว และได้แนะนำให้รู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งรออยู่ที่ Food Center เธอบอกว่าเป็นเพื่อนที่ทำงานชอบอ่านหนังสือแนวนี้เช่นกัน

ผู้ชายคนนั้น ถามภรรยาผมและผู้หญิงคนนั้นว่า จะทานอะไรจะไปซื้อมาให้ ด้วยความเกรงใจ จึงทานเหมือนกันเป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู แต่ภรรยาผมก็พยายามจะขอตัวไปซื้อ น้ำมาให้แต่ทางผู้หญิงคนนั้น ชิงเดินไปซื้อมาให้ก่อน พอนั่งทานไปได้ประมาณ ครึ่งชามและดื่มน้ำไปหน่อย ภรรยาผมก็เกิดอาการมึนๆ และเริ่มง่วงนอน เพียงอีก ไม่กี่นาทีต่อมา เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นก็เข้ามาประคองตัว๓รรยาผม แล้วพูดบอกผู้ชายว่า คงเป็นลมช่วยพาออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อย

ตอนนั้น ภรรยาผมบอกว่าไม่สามารถพูดอะไรได้ ร่างกายยืนแทบไม่ไหว ระหว่างเดินผ่าน ตัวห้างมาลานจอดรถเห็นผู้ชายโทรศัพท์เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที รถตู้สีขาวก็มาจอด แล้วทั้งคู่ก็พาภรรยาผมขึ้นรถ วินาทีนั้นภรรยาผมบอกว่าเธอพยายามขัดขืนแต่ ทั้งคู่ก็ใช้กำลังพาเธอขึ้นรถแล้วปิดประตูรถ บนรถมีผู้ชายสองคนนั่งมาในรถด้วย เมื่อรถวิ่งออกจากห้างภรรยาผมพยายาม ร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีเสียงและผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถเอามือมาปิดปากเธอไว้ พอรถวิ่งออกมาระยะหนึ่งผู้ชายที่เจอกันที่ Food Center

เริ่มปลดเสื้อผ้าภรรยาผม เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือและต่อสู้แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรง ผู้ชายอีกสองคนที่นั่ง รออยู่บนรถก็ช่วยกันถอด สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคงไม่ต้องบรรยายกันอีก โดยมีผู้หญิงเป็น คนเก็บภาพเป็นระยะๆ เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่ทราบ รู้สึกตัวอีกที่ภรรยาผมถูกนำ มาทิ้งที่ห้องน้ำหญิงของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแถวสุขาภิบาลสองย่านบางกะปิ ผมไปรับเธอแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอไม่พูดอะไรได้แต่ร้องไห้และไม่ไปทำงานอีกเลย นั่งซึมอยู่กับบ้าน

สามวันต่อมาคุณแม่ของภรรยาโทรมาบอกว่ามีจดหมายลงทะเบียนส่งมาที่ บ้านให้ไปรับผมก็ไปรับ แล้วเปิดออกดู มีภาพถ่ายพร้อมขอเงินสดสี่แสนบาทเป็นค่าฟิล์มและ ภาพถ่ายทั้งหมด ผมพูดไม่ออก ทุกความรู้สึกวิ่งพุ่งเข้ามาในใจ สับสน เสียใจ แค้นใจ เจ็บใจ ผมปรึกษาเรื่องนี้กับคุณพ่อและเพื่อนท่านที่เป็นนายตำรวจ มีความเห็นเหมือนกันว่าต้องแจ้ง ความกับตำรวจ เพราะเงินสี่แสนครอบครัวเราคงหามาให้ได้ยาก ผมกับภรรยาเป็นเพียงลูกจ้าง กินเงินเดือนเท่านั้น

ในวันส่งเงินตามนัดหมายตำรวจกองปราบวางแผนอย่างดีและสามารถจับ พวกเดนสังคมได้สองคนได้ฟิล์มและภาพจำนวนหนึ่ง และตำรวจกำลังตามจับพวกที่เหลืออีก สามคน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าภาพถ่ายยังคงมีเหลืออยู่อีกหรือเปล่า ซึ่งหลังจากพวกมันถูกจับผมก็ ได้รับโทรศัพท์ขู่ว่าจะภาพลง internet สองครั้ง ทุกวันนี้ภรรยาผมไม่ได้ทำงานอีกแล้ว อยู่บ้านด้วยอาการซึมเศร้าและไม่ต้องการ พบปะกับใครเลย ส่วนผมก็ไม่กล้าออกไปไหนเช่นกันทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ มีแต่ความกลัว ระแวง คิดมาก เหมือนเป็นโรคประสาท

ผมจึงอยากฝากบอกเรื่องราวของ ผมให้เป็นข้อมูลกับทุกคน

ทุกวันนี้การหากินบนความทุกข์ร้อนของคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดา ไปแล้วครับ

ขอบุญกุศลในการให้ข้อมูลนี้ ทำให้ชีวิตครอบครัวผมดีขึ้นด้วยเถอะ

อย่าลืมบอกต่อๆกันไปด้วยครับ

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โจรขโมยรถรูปแบบใหม่ ส่งต่อด้วย

โจรขโมยรถรูปแบบใหม่ ส่งต่อด้วย ......


เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมแวะทานข้าวที่ปั้ม ปตท บายพาส ที่โคราช ที่ห้องน้ำมันสะอาดนะครับ ตรงข้ามกับปั้มที่มี NGV พอลงรถผมก็กดกันขโมยแต่ไม่มีไฟก็ลองกดไฟก็ไม่ขึ้น จึงใช้กุญแจไขล็อคแทน ในใจคิดว่าใครส่งความถี่มารบกวนคิดเล่นๆ อีกใจก็คิดว่ามันคงเสีย


หลังจากนั้น กินข้าวก็เห็น รถยนต์อีกคันมาจอด แต่มากัน 3 คนเขาก็กดกันขโมยเป็นเหมือนผมเลย ตอนนี้ก็ชักเอะใจแล้ว เพราะตอนกินข้าวผมก็สังเกตุรถผมตลอด พอทานเสร็จ ผมลุกขึ้นก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านร้านที่ผมทานข้าวไปถือแฟ้มใหญ่ๆ ข้างในไม่รู้ว่าอะไร ในใจคิดว่าน่าเป็นโน๊ตบุค


พอผมเดินไปที่รถ ผู้ชายคนนั้นรีบเดินมาที่รถผม ผมจึงล๊อครถทันที และเขาพูดอะไรข้างประตูที่ผมนั่งก็ไม่รู้ จึงลดกระจกมานิดนึงกลัวเขาจะทำอะไร เขาก็พูดว่าขอติดรถไปในเมืองด้วยเมียเขาขับรถหนีไปผมก็บอกว่าผมไม่ได้เข้า จะไป กทม ผู้ชายคนนั้นก็ชวนคุยอีกว่าพี่เป็นคนนครถมเหรอ เขาก็จบศิลปากรบางเลนมา มีที่ไหน งง ผมก็กลัวเหมือนกัน ตามที่เคยอ่านเมล์มา


เลยออกรถไปเลย พอขับไปสักพักลองเทสกันขโมยดูมันก็ทำงานปกติ เลยคิดว่าน่าจะเป็นการขโมยรถแบบใหม่ ตอนแรกผมก็คิดว่าจะขโมยของอย่างเดียวที่ทำให้รถไม่ล็อค แต่พอมีคนเข้ามาแบบนี้คงน่าจะเป็นรถหรือจี้ เพื่อนๆโปรดระวังด้วยนะครับ


เดินทางเวลาเข้าห้องน้ำหรือไปซื้อของในปั้มน้ำมัน อย่าไปหมดรถเฝ้ารถไว้สักคน เพราะผมโดนเหล็กแทงหม้อน้ำมาแล้ว หมดค่าซ่อมไปเป็นหมื่นครับ ไอ้พวกร้านซ่อมแถวข้างปั้มน้ำมันนั้นแหละ หรือร้านที่ห่างปั้มระยะที่น้ำหมดหม้อน้ำความร้อนขึ้นสูงรถน๊อคไปเลย


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดน ผมเป็นทนายความต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทุกอาทิตย์เจอมา 2 ครั้งแล้วครับ เหตุการณ์แบบนี้น่ากลัวจริงๆ ตอนนี้มีแต่เรื่องแปลกๆ ที่คิดไม่ถึง จนไม่กล้าขับรถคนเดียวในทางเปลี่ยว โดยเฉพาะออกต่างจังหวัด พยายามไปกันหลายๆ คน ยังไงก็อุ่นใจไว้ก่อน พยายามระวังตัวสุดๆ แต่ถ้ายังไม่รอดก็ถือว่า ' ซวย '

อย่าไปพักที่บ้านฟองคลื่น หัวหินเด็ดขาด เตือนภัยอันตราย‏

เตือนภัยอันตราย ! สำหรับคนที่ชอบเที่ยวและนอนค้าง


Photobucket


นี่เป็นเรื่องราวและเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจริงตอนไปพักที่รีสอร์ท “ที่อันตรายที่สุดที่เคยพักมา” 100_1633


Photobucket


เรื่องราวมีอยู่ว่า ณ วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2552 พวกเราเดินทาง ไปเที่ยวกันทั้งหมด 12 คน และเข้าที่พักที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่งชื่อ “บ้านฟองคลื่น” เลขที่ 29 หมู่บ้านเขาตะเกียบ หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเราได้เช่าบ้าน พักทั้งหมด 6 หลัง โดยแบ่งพักหลังละ 2 คน พอถึงที่พักทุกคนก็พักผ่อนการตามอัธยาศัย และเข้านอนสุดท้ายเมื่อเวลาประมาณ 02.30 น.-03.00 น. 100_1622100_1613


Photobucket


100_1598ในช่วงเวลาที่ทุกคนหลับสนิทเวลาประมาณ 03.00 น.-05.00 น. ได้มีคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนเข้ามาขโมยของในบ้านพักเรา โดยไม่ทราบว่าคนร้ายใช้วิธีการใดเข้ามาขโมยทรัพย์สิน เพราะไม่มีร่องรอยการงัดแงะประตูห้องพักใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่ง บ้านที่ถูกขโมยทรัพย์สินนั้นเป็นบ้านที่ล็อคแต่ ประตูลูกบิดเท่านั้น ไม่ได้ล็อคกลอนประตู ส่วนบ้านที่รอดพ้นจากการ ถูกขโมยนั้นล็อคทั้งลูกปิดและกลอนประตู แต่ที่น่าแปลกใจ คือ ประตูลูกบิดของบ้านทุกหลังถูกเปิดออก โดยที่ กลอนยังคงล็อคอยู่เหมือนเดิม


Photobucket


ในช่วงระหว่างที่ของถูกขโมยนั้น คนในบ้านไม่มีใครรู้สึกตัวเลย ซึ่งทำให้พวกเราทั้งหมดสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครรู้สึกตัวเลย แต่ก็อาจจะเป็นโชคดีของพวกเรานะ ถ้ารู้สึกตัวขณะที่คนร้ายขโมยของอยู่ ก็ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเราบ้างและรู้สึกตัวอีกประมาณ 05.00 น.เพราะบ้านที่เสียหายเห็นว่าประตูของบ้านตนเปิดอยู่ ก็เลยรู้สงสัยว่าทำไมประตูถึงเปิดอยู่ทั้งๆ ที่ตอนนอนก็ล็อคประตูแล้ว เลยตรวจสอบทรัพย์สินของตน พบว่าทรัพย์สินและของมีค่าถูกขโมยไปซะแล้ว พี่ ผู้เสียหายก็เลยปลุกทุกคนในรีสอร์ทให้ตรวจดูทรัพย์สินของแต่ละคนว่า มีสิ่งใดหายกันบ้าง สรุปแล้วคือทรัพย์สินถูกขโมยทั้งหมด 2 หลัง ความเสียหายประเมินมูลค่ารวมแล้วประมาณ 100,000 กว่าบาท


Photobucket


ซึ่งหลังจากเกิดเหตุเราได้แจ้งทางผู้ดูแลรีสอร์ท แต่ดูเหมือนว่าพี่แก จะไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลย แถมยังเดินหาหม้อเพื่อจะทำอาหารเช้า เฉยเลย แล้วแกก็พาพวกเราสำรสจรอบๆ รีสอร์ท แกก็พาเดินไป เจอของที่ผู้ร้ายทำตกไว้ทันทีเลย (เหมือนรู้เลยว่าของอยู่ตรงนั้น) โดยผู้ร้ายใช้ผ้าขนหนูในรีสอร์ทห่อของไป แล้วทิ้งอยู่ข้างหลังบ้านพอ พวกเราเดินสำรวจกันเสร็จแล้ว แต่ไม่มีวี่แววของคนร้ายเลย พวกเราก็ไดโทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจ สักพักหนึ่งตำรวจก็เดินทางมา ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีข้อสงสัยเหมือนกับพวกเราหลายๆ ประการ และที่สำคัญ รปภ.ที่ดูแลทำงานวันที่ 8 พฤษภาคม 2552 เป็นวันแรก แต่ทำงานได้เพียงแค่ช่วงเวลา 18.00 น.-20.00 น. รวมเวลาทำงานเพียงแค่ 2 ชั่งโมง เท่านั้นแล้วก็กลับบ้านต่างจังหวัดภายในคืนนั้นเลย ซึ่งก่อนหน้าพวกเราไม่มีใครทราบเลยว่ารีสอร์ทนี้มี รปภ. ดูแลอยู่ด้วย ทราบเรื่องก็ตอนที่เกิดเหตุแล้วเพราะ ได้ไปถามผู้ดูแลรีสอร์ทเขาจึงบอกมา พวกเราทราบจึงขอดูใบสมัครงานเพื่อจะดูประวัติของ รปภ. คนดังกล่าวนั้น แต่ได้คำตอบว่า “ไม่มีหลักฐานการสมัครงาน” เพราะพึ่งให้เขาทดลองงานวันแรก


แต่คนร้ายก็ได้ทิ้งร่องรอยบางส่วนไว้อยู่บ้าง ซึ่งเป็นรอยเท้าปีนจาก กำแพงกระโดดลงไปที่พื้นข้างกำแพงและรอยเดินเป็นทางหลังรีสอร์ท แต่ตอนนั้นเราก็ไปดูคิดว่ารอยเท้านั้นยังอยู่กลับถูกทำลายไปเฉยเลย ตอนแรกตั้งใจจะไปถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐานแต่พอเดินไปถึงกลับมีรอยไม้กวาด กวาดตรงที่มีรอยเท้าออกไป 100_1571ซึ่งกวาดเฉพาะรอยเท้าเพียงอย่างเดียว ส่วนกิ่งไม้ที่ตกอยู่ด้านข้างก็ยังอยู่เหมือนเดิมซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจเป็นอีก 100_1584



หลังจากให้การกับตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางตำรวจยังแจ้งเราอีกว่าแถวนี้เกิดเหตุแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีใครแจ้งความ และทางตำรวจยังแจ้งอีกว่า จะขอติดตู้แดงเพื่อคอยสอดส่องดูแลให้ในพื้นที่นี้ แต่คนดูแลรีสอร์ท กลับบอกว่าขอจ้าง รปภ.เองดีกว่า หลังจากดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วเราได้ขอเบอร์เจ้าของรีสอร์ทเพื่อจะแจ้งเหตุที่เกิดขึ้น แต่ทางผู้ดูแลกลับบอกว่า “ไม่ต้องโทรหรอกเจ้าของรีสอร์ทเขาตื่นสาย”แต่สุดท้ายผู้ดูแลรีสอร์ทก็ยอมให้เบอร์เจ้าของรีสอร์ทพวกเราจึงโทรไปทันที ทางเจ้าของ ก็พูดกลับมาว่าเขาทราบเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วเพราะลูกจ้างของเขา ได้โทรไปแจ้งก่อนหน้าเราแล้ว ทำให้เราจับพิรุธคนดูแลได้ว่าเหมือน จะไม่ต้องการให้เราแจ้งเรื่องกับท างเจ้าของรีสอร์ท ทางเจ้าของ รีสอร์ทก็ขอร้องพวกเราว่าอย่าพึ่งโจมตีรีสอร์ทของเขา ซึ่งเจ้าของจะช่วยเรื่องค่าเสียหาย ให้ทางเราสรุปค่าเสียหายทั้งหมดให้เขาทราบ พอหลังจากที่เราสรุปทรัพย์ที่เสียหายได้แล้ว ทางเจ้าของรีสอร์ทก็ขอรับผิดชอบแค่ 1600.- แต่ทางเราต่อรองอีกครั้งหนึ่งเขาก็ เลยช่วยรับผิดชอบเพิ่มเป็น 2,500.- บาท เท่านั้นโดยอ้างว่าราคา ที่พักก็ถูกแล้ว ประมาณว่าค่าที่พักก็ถูกแล้วยังจะมาให้ช่วยรับผิดชอบ อะไรมากมาย (สิ่งที่ถูกอยู่แล้วอาจจะมีอะไรแอบแฝงอยู่รึปล่าว)


> > สุดท้ายนี้ก็อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนได้ทราบโดยทั่วกัน และช่วยกันส่งเมล์นี้ต่อไปให้คนได้ทราบให้ทั่วถึงกัน เพื่อคนอื่นจะได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อแก๊งมิชฉาชีพเหล่านี้เป็นรายต่อไปและเพื่อให้ทราบว่า เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทางเจ้าของไม่รับผิดชอบต่อลูกค้าเลย มีเหตุเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ทางเจ้าของกลับเมินเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ ควบคุม ไม่ป้องกัน และไม่ปรับปรุงแก้ไขใดๆทั้งสิ้น อย่าลืมส่งเมล์นี้ ต่อเพื่อมิให้คนดีตกเป็นเหยื่อของคนชั่วเป็นรายต่อไปอีกนะค่ะ


> > > > > พวกเราขอยืนยันนะว่าเมล์นี้จะไม่สิ้นสุด ณ วัน เดือน ปี นี้อย่างแน่นอน


> > > > > มันจะถูกส่งต่อทุกๆ เทศกาลเลย พวกเราขอสัญญา

เราเลิกคบกันเถอะ…ถ้าไม่อ่าน

ในขณะที่เราคิดถึงคน ๆ นึงตลอดเวลา เค้าคนนั้นก็อาจคิดถึงคนอื่นอยู่ก็เป็นได้ และบางครั้ง ก็อาจมีคนที่คิดถึงเรา


โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน บางครั้ง การได้ฝันไปคนเดียว
มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า สิ่งที่เราคิดทั้งหมด
มันคือความฝันของเราเองเพียงคนเดียว ฉะนั้น ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่
เลือกที่จะจมกับความฝัน มากกว่าการได้รับรู้ความจริง การไม่ได้เป็นที่ 1 ในใจเค้า
ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า... เราอาจเป็นที่ 2
ซึ่งมันก็ยังดีกว่าเป็นที่ 3 ที่ 4... และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า.... ก็ขอให้คิดไว้ว่า

ดีกว่าเราไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย แต่โปรดจำไว้เถอะว่า หากหัวใจของคุณยังไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า ...ชั้นเหนื่อยเหลือเกินแล้ว โปรดห้ามใจเถอะ
ก่อนที่ชั้นจะอ่อนล้าไปกว่านี้... ก็จงชอบต่อไปเถอะ การรักใครซักคน
ไม่ต้องการความพยายาม "การตัดใจ"ต่างหาก
ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า

ความสุขยาม ที่คุณได้สบตาเค้า กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า อันไหนมันหนักหนากว่ากัน อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป... อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้... อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน
แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง ที่อย่างน้อย
ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสายเกินไป แต่ก็ยังได้พบ... ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป... ยิ้มให้กับโชคชะตา ที่ยังทำให้เรา...ได้รู้จักกัน คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ครั้งหนึ่ง คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้ม ของเค้าไว้คนเดียว คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง.... คนที่ทำให้คุณหัวเราะ...
และร้องไห้ได้มากมาย... คนที่เพียงแค่ยิ้มของเค้า ก็สามารถเปลี่ยนวันที่หมองหม่น...
ให้กลายเป็นวันที่สดใส เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ? แค่การได้เห็นคนที่เรารัก ได้หัวเราะอยู่กับใครสักคน ที่เค้ารักมากที่สุด ...นั่นแหละคือความสุขของการได้รัก
...อย่างจริงใจ

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

* ~ ๐ สงครามระหว่างเพศ ๐ ~ *


ทำไมผู้ชายคุยไปดูทีวีไปไม่ได้
ผู้หญิงถนัดนักเรื่องการทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน อาทิ เขียนรายการของที่จะซื้อพร้อมกับทำกับข้าวและบอกสามีให้ดูลูกทำการบ้าน การสแกนสมองบ่งบอกว่า สมองผู้หญิงไม่เคยว่างเปล่าแม้ยามหลับ ในทางตรงข้าม ผู้ชายมักพบว่าเวลาถูกขอให้โทรศัพท์ระหว่างดูทีวีเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง


นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สมองซีกซ้ายและขวาของคนเราเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยกลุ่มเส้นประสาทที่เรียกว่า corpus callosum


โรเจอร์ กอร์สกี้ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในแอลเอ ยืนยันว่าสมองของผู้หญิงมี corpus callosum หนากว่าผู้ชาย 10% และมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองสองซีกมากกว่าผู้ชาย 30% ทั้งยังพิสูจน์ได้ว่า หญิง-ชายใช้สมองคนละส่วนกันเวลาทำงานอย่างเดียวกัน สมองของผู้ชายพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มุ่งเน้นกับงานเพียงงานเดียว ขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิงกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำการเชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและขวามากขึ้น

ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ยิ่งสมองสองด้านเชื่อมต่อกันมากแค่ไหน คนนั้นยิ่งมีความเป็นเลิศด้านภาษามากขึ้น และยังอธิบายได้ว่า เหตุใดผู้หญิงจึงสามารถปฏิบัติภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผู้หญิงจะขอให้สามีทำอะไรให้ ควรเลือกจังหวะให้ดีและมอบหมายภารกิจให้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทำไมผู้ชายโกหกไม่สำเร็จ

การศึกษาภาษากายพบว่า ในการสื่อสารแบบเผชิญหน้า สัญญาณที่ไม่ใช่คำพูดมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของสาส์นถึง 60% อีก 30% เป็นหน้าที่ของน้ำเสียง และ 10% ที่เหลือถึงเป็นถ้อยคำผู้หญิงมีทักษะในการเลือกสรรและวิเคราะห์ข้อมูลนี้มากกว่าผู้ชาย โดยสมองสองซีกจะส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถรวบรวมและถอดรหัสถ้อยคำ ภาพที่เห็น และสัญญาณอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

และนี่คือคำอธิบายว่า เหตุใดผู้ชายจึงโกหกผู้หญิงซึ่งๆ หน้าไม่สำเร็จ แต่ผู้หญิงกลับทำพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ได้ง่ายดายและเนียนเหลือเกิน

ทำไมผู้หญิงมีปัญหาเวลาจอดรถขนานฟุตบาต

งานวิจัยที่มีบริษัทสอนขับรถเป็นสปอนเซอร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายอังกฤษมีความแม่นยำ 82% ในการถอยรถคนอื่นเข้าจอดขนานกับขอบถนน และ 71% ทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก ขณะที่ผู้หญิงได้คะแนนเพียง 22% และ 23% ตามลำดับ ทั้งที่เวลาสอบใบขับขี่ผู้หญิงจะได้คะแนนในส่วนนี้ดีกว่าผู้ชาย

สาเหตุเป็นเพราะผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชายในการเรียนรู้ภารกิจ และทำซ้ำภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่เหมือนเดิม ทว่า ในสถานการณ์จริงที่การจราจร หมายถึงชุดข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประสิทธิภาพของผู้หญิงจึงด้อยลง ขณะที่ผู้ชายมีทักษะด้านมิติสัมพันธ์สูงกว่า ซึ่งเหมาะสมต่อภารกิจนี้ รวมถึงการจดจำแผนที่ในหัวและรู้ว่าต้องเลือกเส้นทางไหน ถ้าต้องกลับไปที่เดิม ผู้ชายไม่จำเป็นต้องพึ่งแผนที่ เพราะพื้นที่สมองส่วนมิติสัมพันธ์จะบันทึกข้อมูลไว้ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ผู้ชายจึงลุกจากที่นั่งบนอัฒจรรย์เพื่อลงไปซื้อเครื่องดื่มและกลับมาโดยไม่หลง ขณะที่เรามักคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวหญิงยืนทำหน้างงใส่แผนที่ตามสี่แยก

ทำไมผู้หญิงใส่ใจความรู้สึก-ผู้ชายหมกมุ่นกับงาน

ผู้ชายมักตีค่าตัวเองจากหน้าที่การงานและความสำเร็จ ขณะที่ผู้หญิงมองตัวเองมีค่าโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์กับคู่ครอง

ในอดีตกาล ผู้ชายเป็นผู้หาอาหารและแก้ปัญหา ซึ่งหมายถึงภารกิจสูงสุดอยู่ที่ความอยู่รอดเฉพาะหน้า ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้านและสร้างหลักประกันการอยู่รอดของลูกๆ แม้แต่ในยุคนี้ ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ผู้ชาย 70-80% ยังบอกว่าส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตคืองาน และผู้หญิงในจำนวนเท่าๆ กันยกให้ครอบครัวมีความสำคัญที่สุด

ผลลัพธ์คือ ถ้าผู้หญิงไม่มีความสุขกับชีวิตคู่จะไม่มีสมาธิกับงาน แต่ถ้าผู้ชายไม่มีความสุขกับงานจะปล่อยปละละเลยชีวิตคู่ เมื่อเครียดหรือรู้สึกกดดัน ผู้หญิงจะมองว่าการได้พูดคุยกับสามีเป็นรางวัลอันมีค่า แต่ผู้ชายกลับรู้สึกว่าการกระทำแบบเดียวกันรบกวนกระบวนการแก้ปัญหา ผู้หญิงอยากคุยและให้สามีกอด แต่สิ่งที่ผู้ชายอยากทำมากที่สุดคือนอนดูฟุตบอล สำหรับผู้หญิง สามีดูจะไม่ใส่ใจเลยสักนิด แต่สำหรับผู้ชาย ภรรยาช่างเซ้าซี้กวนใจหรือบางครั้งอวดรู้มากไปหน่อย เมื่อรู้แบบนี้ สามี-ภรรยาควรหาทางสายกลางเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ให้ราบรื่น

ทำไมผู้หญิงมีสัมผัสที่ 6

เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ผู้หญิงเคยถูกเผาทั้งเป็นเพราะมีอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการทำนายแนวโน้มความสัมพันธ์และความจริงที่ซ่อนเร้น

ในการทดลองหนึ่งพบว่า ภายในห้องที่มีสามี-ภรรยาอยู่ 50 คู่ ผู้หญิงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ โดยความสามารถนี้วิวัฒนาการมาจากหน้าที่การดูแลบ้านในอดีตกาล ทำให้ผู้หญิงสามารถฟันธงได้ว่าคู่ไหนรักกันดี คู่ไหนมีปัญหา และผู้หญิงคนไหนน่าคบหรือว่าต้องระวัง

ขณะที่ผู้ชายกลับกวาดสายตาทั่วห้อง เพื่อหาทางเข้า-ทางออก ซึ่งมาจากสัญชาติญาณในอดีตในการประเมินแนวโน้มการถูกโจมตีและทางหนีทีไล่ หลังจากนั้น จึงค่อยมองหาคนรู้จักหรือคนที่อาจเป็นศัตรู แล้วค่อยพินิจพิเคราะห์โครงสร้างห้องเพื่อหาจุดที่มีปัญหาและต้องการการซ่อมแซม

ทำไมผู้หญิงชอบสับสนซ้าย-ขวา

ความที่ใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อมกัน ผู้หญิงหลายคนจึงมีปัญหาเรื่องมือขวา-มือซ้าย ในการศึกษาพบว่า ผู้หญิงราว 50% นึกไม่ออกว่ามือซ้ายหรือมือขวา ถ้าไม่ได้เหลือบตาลงมอง ทว่า ผู้ชายที่ใช้สมองทีละซีกตอบโจทย์นี้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงทั่วโลกจึงมักถูกเพศตรงข้ามบ่น เพราะชอบบอกให้เลี้ยวขวา ทั้งที่จริงๆ แล้วหมายถึงเลี้ยวซ้าย

ทำไมผู้ชายไม่ชอบถามทาง

เรื่องนี้เกี่ยวกับทัศนคติที่ฝังรากมาแต่ดึกดำบรรพ์ ที่ผู้ชายต้องออกสำรวจภูมิประเทศรอบๆ ถ้ำเพื่อจะได้กลับบ้านถูก เวลาออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว

ลูกเมียต่างหิวโหยแต่เชื่อมั่นว่าพ่อบ้านจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จเหมือนเช่นทุกครั้ง ดังนั้นผู้ชายจึงไม่สามารถแสดงอาการกลัวออกมาให้ครอบครัวเห็น และมองว่าการขอความช่วยเหลือหมายความว่าการปฏิบัติภารกิจล้มเหลว

ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าเวลาผู้ชายขับรถออกไปนอกบ้านคนเดียว เขาอาจจอดถามทาง แต่การทำแบบนี้ต่อหน้าผู้หญิง จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงต้องระวังไม่ทำให้ผู้ชายรู้สึกผิดเวลาคุยปัญหากัน ขณะเดียวกัน ผู้ชายก็จะต้องเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษ แต่ต้องการช่วยแบ่งเบา จึงไม่ควรเก็บปัญหาไว้หนักอกคนเดียว


ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก

ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก


ตอนไตเสื่อม แต่มีภาระ ยังตายไม่ได้


อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า ไตกำลังจะเสื่อม !


ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน GM หรือ ผจก. ของร่างกาย

คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป ( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย ( รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง) เครียดมาก กดดันมาก รีบเร่งมาก ฯลฯ

คนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะไตเสื่อมมากขึ้น และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้
1. อ่อนเพลียบ่อย ขาดความกระตือรือร้น

2. นอนไม่ค่อยหลับ หรือ หลับไม่สนิท

3. ปัสสาวะบ่อย หรือ กะปริดกะปรอย

4. ปวดตามตัว เป็นตะคริวบ่อย

5. จาม คัดจมูก เป็นหวัดง่าย

6. ซึมเศร้า ปวดหัวง่าย ขี้ลืม ขี้วิตกกังวล

7. หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนไม่ปกติ

8. ขอบตาดำคล้ำ ผมหงอก ผมร่วงก่อนวัย


จริงๆมีเยอะกว่านี้ เอาแค่นี้เช็คตัวเองก่อนแล้วกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีอาการแบบนี้ทั้งหมด แต่โดยรวมแล้วมีปรากฎให้เห็นกับตัวเอง


อะไรบ้างที่ทำให้ไตเราเสื่อม
1. ใช้ชีวิตขาดสมดุล : น้อยไม่พอ ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวกลางคืนหนัก หมกมุ่นความบันเทิง ฯลฯ

2. เพศสัมพันธ์ : มีเพศสัมพันธ์มากเกินควร และหลั่งอสุจิมากเกินควร ทำให้ร่างกายเสียพลังโดยเปล่าประโยชน์ และไตจะอ่อนแอลง

3. การทานยารักษาโรคนานๆ หรือปริมาณที่มาก : ทั้งยาแก้ปวด ยาคุมฯ ยาแก้หวัด แก้ไอ แก้เครียด ซึ่งแม้โรคจะหายแต่ไตจะมีเคมีของยาตกค้างอยู่ ยังมีอีกเยอะครับ แต่แค่นี้คงครอบคลุมแล้วลองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีอาการตามที่ว่าหรือไม่


การแก้ไข

ง่ายสุด คือ ปรับพฤติกรรมตัวเอง ทั้ง การนอน การกิน การอยู่ หนึ่งวันมี 24 ชม. ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง ส่วนตัว 8 ชั่วโมง (เที่ยว พักผ่อน ดูทีวี สันทนาการ ออกกำลังกาย) นอน 8 ชั่วโมง


หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น จากการกินยา แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก

ดังนั้น ต้องตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างไร ที่ไม่เสียงาน ไม่เสียสุขภาพ
นอกจากนี้ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ

1. ปรับวิธีการออกกำลังกาย แอโรบิคก็เป็นการออกกำลังที่ดี แต่ช่วงที่ร่างกายขาดสมดุล จึงไม่แนะนำให้เล่นต่อ เพราะอาจทำให้คุณสูญพลังมากขึ้น อยากให้คุณฝึกโยคะกับครูผู้ชำนาญ ซึ่งหาเรียนได้ไม่ยากในเวลานี้ ( ห้ามฝึกเองจากหนังสือ หรือ ซีดีเด็ดขาดนะครับ จะเสียมากกว่าได้ )
การฝึกโยคะ ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่ แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย และมีสมาธิ นอกจากนี้ หากมีฝึก ชี่กง ควบคู่ไปด้วย จะเห็นผลดี และเร็วขึ้น หากรู้สึกว่า ยากหรือห่างตัวเกินไป ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ โดยว่ายอย่างเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ในเวลาที่พอสมควร ( เหนื่อยให้หยุดพัก ห้ามฝืนต่อ ) คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร คุณกำลังบำบัดตัวเอง

2. ปรับอาหาร : งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก วัว หมู ไก่ เป็ด ของเผ็ด ของเย็น (ไอสครีม น้ำแข็ง ) ของมัน ของทอด ให้ทานปลาทดแทน และทานผักสด ที่ปรุงน้อย (เช่นสลัด)มากขึ้น ทานพวกถั่วแดง งาดำ ข้าวโพด ข้าวกล้อง ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ (ห้ามดื่มน้ำเย็น) และงดเครื่องดื่มของมึนเมา น้ำอัดลม นม น้ำอุตสาหกรรม (ชาเขียว ชาขาว เครื่องดื่มบำรุงกำลัง)

3. อยู่ห้องแอร์ให้น้อยลง อยู่หน้าจอคอม จอโทรทัศน์ให้น้อยลง หาเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น (เดินเท้าเปล่าในสนามหญ้าได้จะดีมาก)
จะเห็นว่าที่แนะนำไป ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ แต่ทำยากมากเลย นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง
อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความรู้สึก ล้วนสัมพันธ์กับไต
ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์ เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาล แต่ก็เปราะบางยิ่งนัก และง่ายต่อการแตกร้าว วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้ นั่นคือ "คล้อยตามธรรมชาติ" คนสมัยก่อน ตื่นเช้า นอนแต่หัวค่ำ ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ดื่มน้ำบริสุทธิ์ ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ในขณะที่คนยุคนี้ นอนดึกเป็นกิจวัตร ( ทำงาน , ดูบอล , ดูโทรทัศน์ , เที่ยวกลางคืน) ทานอาหารปนเปื้อน แปรรูป ดื่มน้ำอัดลม พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินความจำเป็น ฯลฯ

อาการไตเสื่อมจะเกิดใน 2 ลักษณะ แยกเป็น ไตหยิน กับ ไตหยาง

อาการไตหยาง หรือ ไตหดตัวแน่น
- นอนไม่หลับ หรือ หลับๆตื่นๆ

- นอนกัดฟัน ฝันร้ายบ่อย

- อสุจิเคลื่อนตอนนอน

- เป็นเหน็บชาบ่อย ฯลฯ


โดยมีสาเหตุมาจาก
1. กินรสเค็มจัด หรือ เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ พวกเนื้อแห้ง แดดเดียวบ่อยๆ

2. การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบ

3. การนั่งทำงานหรือ นั่งรถนาน


ส่วนอีกลักษณะคือ ไตหยิน หรือ ไตคลาย
- เฉื่อยชา เกียจคร้าน

- ความต้องการทางเพศต่ำลง

- ปวดเมื่อหลัง เอว

- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน

- นอนตื่นสาย ไม่อยากตื่น

- อารมณ์อ่อนไหวง่าย

- ขี้หูมาก

- เหงื่อออกเยอะผิดปกติ

ตามปกติแล้ว กลางคืน ไต ซึ่งเป็นอวัยวะธาตุน้ำ หรือ "หยิน" จะทำงานมากกว่ากลางวัน ( สังเกตว่าตื่นเช้าเราจะปวดปัสสาวะก่อนเป็นอันดับแรก)

ดังนั้น เมื่อเราใช้ชีวิตที่เพิ่มปัจจัย "หยิน" ในชีวิตประจำวันมากจนเกินดุล ไตจึงยิ่งทำงานหนักขึ้น (อาการหยินที่เกิด เช่น ขี้เกียจ อยากนอนตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย เซื่องซึม สีหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำ หงุดหงิดขี้รำคาญ เป็นต้น)

การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยินได้แก่
- การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย รวมทั้ง น้ำแข็ง ไอสกรีม หวานเย็น และอาหารลักษณะนี้

- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

- การสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งมีไฟฟ้าสถิตย์

- การอาศัยอยู่ในที่เย็นนานๆ เช่น ห้องแอร์ ดังนั้น


คนที่ทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ทั้งวัน ควรหาเวลาเดินไปข้างนอกเปลี่ยนอากาศบ้าง หรือ ใส่เสื้อแจ็คเก็ต ( ควรเป็นผ้าธรรมชาติ เช่น คอตตอน ) และ หาโอกาสออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง สำหรับคนนอนห้องแอร์ ควรสวมเสื้อผ้า ห่มผ้าให้อบอุ่น

- การนั่งรถนานๆ โดยเฉพาะบนเส้นทางที่รถติดมากๆ ยิ่งเพิ่มปัจจัยหยินมากขึ้น

- นอนไม่เป็นเวลา ทำงานไม่เป็นเวลา นอนน้อย หรือ นอนผิดเวลา


สำหรับคนที่นอน และ ทำงานผิดเวลา

ตามหลักวงจรธรรมชาตินั้น กลางวัน คือ เวลาสำหรับ ทำงาน เรียนหนังสือ กลางคืน คือ สำหรับพักผ่อน นอนหลับ ( หยางเคลื่อนไหว หยินสงบนิ่ง) การใช้ชีวิตที่ผิดวงจรนั้น จะส่งผลถึงสุขภาพร่างกาย และจิตใจ อย่างแน่นอน แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ นั่นเพราะ ตัวคุณมี " ทุน" ที่ยังค้ำยันอยู่ แต่ ทุนจะหมด เพราะการใช้ชีวิตที่ผิดสะสม


อาหารที่ควรเลือกรับประทานเป็นหลัก ได้แก่

1. ข้าวกล้อง

2. สาหร่ายทะเล

3. ถั่วแดง ผักสด ผลไม้ไม่หวานและ น้ำน้อย

4. เต้าเจี้ยว


หลีกเลี่ยง การใช้ชีวิต ดังนี้

1. การใส่รองเท้าส้นสูง

2. การนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ที่แข็ง หรือ นุ่มเกินไปผิดรูปกายภาพ (เก้าอี้ หรือ เตียง ดีไซน์เก๋ๆ ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่) ควรเลือกแบบที่ไม่แข็ง ไม่นุ่ม กำลังดี อย่างที่นอนใยมะพร้าว


การใช้ชีวิตที่ควรปรับเพิ่ม

1. พยายามอย่านั่งหลังงอ

2. อย่านั่งนานๆ หรือ อย่าอยู่อย่างเฉื่อยชานานๆ นึกขึ้นได้ให้ขยับตัว เคลื่อนไหว เปลี่ยนอิริยาบถ


ค้นหา