Subject: คำสอนหลวงพ่อจรัล
อาตมาไม่เคยสอนใครไปสู่สวรรค์ นิพพาน แต่สอนกรรมฐานให้ระลึกชาติได้ ระลึกบุญคุณ คนได้ นึกถึงพ่อแม่ นึกถึงตัวเอง และสงสารตัวเอง จะทำแต่สิ่งดีๆ แค่นี้พอก่อน ฯ
โลกียปัญญาคือปัญญาทางโลก โลกุตรปัญญาคือปัญญาทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ โลกุตรปัญญาเป็นการแก้ไขปัญหาชีวิต เข้าสู่จุดมุ่งหมายของกรรมฐานโดยเฉพาะ ฯ
อาตมาขอยืนยันว่า ผีก็เจริญกรรมฐานได้ ไม่จำต้องเป็นคน คนยังไม่สนใจ แต่ผีสนใจก็เป็นที่น่าอนุโมทนา ก็เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จิตมุ่งมาดปรารถนา เข้าสู่ภาวะกลับกลายจากเปรตเป็นเทพธิดาได้ ไม่มีการปฏิสนธิในครรภ์แต่ประการใด เป็นอภินิหารของโอปปาติกะ ที่สร้างคุณงามความดี เกิดเป็นเทวดาก็ได้ เป็นเทพก็ได้ เป็นได้หลายอย่าง เป็นอภินิหารของบุญกุศล ที่ตนได้สร้างมา ฯ
ผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน โปรดใส่ใจในการปฏิบัติ พระกรรมฐานเป็นบุญเขตอันสำคัญ ด้วย ทาน ศีล และภาวนา แต่ ทาน ศีล สู้ไม่ได้ เพราะ เรา บริจาค ทาน เหมือนไปเรือถ่อเรือพาย แต่หากว่ามี ศีล ด้วย เหมือนเราไปรถไวขึ้นหน่อย ถ้าเรามี ภาวนา แล้ว เหมือนเราไปเครื่องบิน ด่วนจี๋ทันท่วงที ถึงพระนิพพานโดยพลัน
บางคนบอกแก่แล้ว ฝึกไม่ได้ ต้องได้ ! ถ้าพยายามและทำสม่ำเสมอ นอนแล้วให้กำหนด นักปฏิบัติไม่ค่อยทำ บอกว่า เพลีย เหนื่อย อ่อนใจ ไม่ใช่ว่า เพลียมาก วันนี้ไม่ต้องสวดมนตร์ แล้ว ไม่ต้องพร่ำภาวนา ไม่ต้องตั้งสติ นอนเลย อย่างนี้ก็ไปไม่ได้ ฯ
ค้าขายตั้งแต่เล็ก โตขึ้นไปจะได้เป็นเจ้าของธุรกิจฉันใด การเข้าวัดปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ยังหนุ่ม ยังสาว ย่อมได้มรรค ผล และประโยชน์ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ฉันนั้น ถ้าจะรอให้อายุคราว คุณปู่ คุณย่า แล้ว เข้าวัดปฏิบัติ (สุขภาพและสังขารไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติ) รับรองท่านจะเท่งทึง ขอฝากไว้ ฯ
มาเลยแม่มา มาเลยพ่อมา ตะวันจะสาย สายบัวจะเน่า พายเถิดแม่พาย เดี๋ยวจะสาย สายบัว จะเน่า พายได้อย่างไร โซ่ก็ไม่แก้ ลูกกุญแจก็ไม่ไข (ไม่รู้จักปล่อยวาง) พายติดโซ่ พายได้อย่างไร ไม่ได้อะไรเลยคนพวกนี้
บางคนมาถามว่า "ฉันมีเวร มีกรรมอะไร"
หลวงพ่อตอบว่า "มานั่งกรรมฐานซิโยม จะได้รู้"
โยมตอบว่า "โอ๊ย ฉันไม่มีเวลา ไม่ว่าง"
แต่เวลาไปคุยบ้านเหนือบ้านใต้ดีนัก คุยนินทากันนั่นแหละว่าง ไปสร้างความชั่วว่าง แต่สร้างความดีไม่มีใครว่าง ถูกต้องแล้วน่าเห็นใจ เพราะคนเราจะดีเหมือนกันทุกคนไม่ได้ แล้วแต่วาสนาบารมี คนที่ไม่มีบุญวาสนา มันทำยาก อาตมาก็เห็นใจด้วย คนเราที่จะดึงมาสร้างความดี ดึงยาก เพราะดูเหตุการณ์แล้วคนนั้นไม่มีบุญ ไม่มีวาสนา เขาจึงทำยาก ทำอย่างไรก็ทำไม่ขึ้น และทำไม่ได้ด้วย ฯ
เวลาปากดี ก็ไม่อยาก สวดมนต์
เวลามือดี ก็ไม่อยาก ไหว้พระ
เวลาร่างกายแข็งแรง ก็ไม่อยาก ปฏิบัติธรรม
พอเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ปากเบี้ยว แขนสั่น เดินไม่ไหว อยากจะ ไหว้พระ สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม เป็นไปไม่ได้ ทำบุญเจ็บๆ ก็ได้บุญเจ็บๆ ฯ
ขอให้ญาติโยมโปรดทราบ ที่ว่าตัดปลิโพธกังวลไม่ไปสนใจกับใครนะถูกแล้ว สติจะได้มารวบรวมอยู่ที่จิตเรา ก็ดูชีวิตของเราอย่างนี้ กฎแห่งกรรมจะบอกทุกระยะ เขาบอกเราทุกคนเลย แต่เราไม่สนใจตัวเองนะ โยมไปสนใจข้างนอก ไม่ได้กำหนดเลย ฯ
บวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม บวชกาย บวชวาจา บวชใจ กายกรรม ๓ มโนกรรม ๔ วจีกรรม ๓ เรียกว่ากุศลกรรมบถ ๑๐ ฯ
สติตัวเดียวนี้มันถอยหลังได้ รู้ครั้งอดีตชาติที่ผ่านมาได้เลย เพราะเราสงบแล้ว สตินี่สำคัญมาก สัมปชัญญะรู้ตัวได้ ถอยหลังไปได้เลย แต่วิธีปฏิบัติ ต้องปัจจุบัน ปัจจุบัน อดีตไม่มารื้อฟื้น เรื่องของคนอื่นอย่านำมาคิด กิจที่ชอบทำให้เสร็จไป อนาคตอย่าจับมั่นคั้นให้มันตาย ผิดหวังจะเสียใจตลอดชีวิต ฯ
จับหลับ หมายถึงการหลับอย่างมีสติ อันนี้เป็นคำพูดของคนสมัยเก่า หลับจะมีสติได้อย่างไร มีวิธีปฏิบัติดังนี้ หายใจเข้า หายใจออก ยาวๆ พองหนอ ยุบหนอ ทำอย่างสบาย หายใจสบาย เดี๋ยวมันจะหลับจะเพลินแล้วมันจะเผลอ แล้วมันจะวูบลงไปสู่ภวังค์ บางทีถ้าไปนอนโดยไม่มีนาฬิกาไป แต่เราจะต้องตื่นตี ๔ ถ้าเรานั่งจนชำนาญแล้วนะ เราก็นอนพองหนอ ยุบหนอไป เรื่อยๆ แล้วหลับมีสติดี ถึงตี ๔ จะสะดุ้งตื่นเลย แล้วดูนาฬิกาจะตรงเวลาพอดี ฯ
บางทีเราเขียนหนังสืออยู่บนเก้าอี้ จะพักผ่อน เขียนหนังสือเสร็จแล้ว ก็นั่งสบายๆ หายใจยาวๆ แล้วอธิษฐานจิตว่า ขอหลับ ๕ นาที สำรวมจิตไว้ที่ลูกกระเดือกที่กลืนน้ำลาย ตั้งสติ หายใจยาว ไม่เกินอึดใจ หลับเลย แล้วมันจะวูบไป พอถึง ๕ นาที ตื่นขึ้นมาก็สดชื่น ทีนี้ถ้าง่วงเหลือเกินอยากจะอยู่ต่อไปโดยไม่ง่วง ตั้งสติไว้ที่หน้าผาก แล้วหายใจยาวๆ เดี๋ยวตาแข็งดูหนังสือต่อได้เลย อีกหนึ่งชั่วโมงแล้วค่อยนอน ฯ
ปาก ไม่พูด จิต ไม่คิด จึงจะเป็นสมาธิภาวนา ฯ
คนโง่ เอาจิตไว้ที่ปาก (นึกจะพูดก็พูดมาก พูดอะไรไม่มีเหตุมีผล) คนฉลาด เอาสติไว้ที่ใจ (กำหนดจิตพระกรรมฐาน เป็นการพัฒนาจิต) ฯ
สติตัวต้น ระลึกก่อน สติตัวกลาง รู้ตัว (สัมปชัญญะ) กำหนด สติตัวปลาย คือปัญญา
ชาละวัน เข้าถ้ำคูหา (เหมือนกับกำลังอยู่ในสมาธิภาวนา มีการกำหนด มีสติ) กลายเป็นมนุษย์โสภา แต่ ออกจากถ้ำคูหา (เหมือนกับออกจากสมาธิภาวนาไปแล้ว ขาดการกำหนด ขาดสติ) กลายเป็นกุมภา ฯ (ไกรทอง ซึ่งเปรียบเหมือนกิเลสมาร มาร้องด่ายั่วยุ ขาดการกำหนด เลยโกรธ ขาดสติ จึงถูกฆ่า : ผู้รวบรวม)
หลับตาเห็นข้างใน หมายถึง รู้ตัวเอง คือ มีสติสัมปชัญญะ ลืมตาเห็นข้างนอก ฯ
สมาธิมีความสำคัญอยู่ ๓ ประการคือ
๑. สมาธิทำให้จิตแน่วแน่ เกิดพลังซึ่งจะนำไปใช้ในเรื่องของฤทธิ์เรื่องของปาฏิหาริย์เป็นพลังจิตอย่างหนึ่ง
๒. สมาธิทำให้จิตใส ทำให้มองเห็นอะไรชัดเจน เกื้อกูลต่อการใช้ปัญญา
๓. สมาธิทำให้จิตสงบ ทำให้เกิดความสุข สมาธิอันนี้เพื่อจิตใสใจสะอาด เพื่อขยายปัญญาไปสู่วิปัสสนาได้ ฯ
เหตุที่จิตไม่เป็นสมาธิ
๑. นั่งไม่ถูกวิธี
๒. วิตกกังวล
๓. เหนื่อยมาก
๔. โรคภัยเบียดเบียน
๕. ราคะเกิด
๖. โทสะเกิด
๗. อารมณ์มากระทบอย่างแรง ฯ
เหตุที่จิตไม่สงบ
๑. มีไม่พอ
๒. ใช้เวลาว่างมากเกินไป
๓. ถูกเบียดเบียนจิตใจ
๔. อวัยวะไม่ตั้งอยู่ด้วยความปกติ
๕. โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
๖. ถูกสิ่งแวดล้อมดึงไปในทางชั่ว
๗. ครอบครัวไม่มีความสุข
๘. มัวเมาอบายมุขหาความสนุกในสังคม ฯ
การเจริญพระกรรมฐานเป็นการต่อชะตากรรม (ต่ออายุ) แผ่เมตตา อโหสิกรรม ท่านจะมีโม่งช่วย
โม่งแดง คือ เชื้อชาติช่วย พ่อแม่ช่วย กรรมดีที่ทำดีต่อบิดามารดาช่วยได้
โม่งขาว คือ บุญช่วย บุญกุศลของตนเองที่ได้บำเพ็ญมา
โม่งดำ คือ วิญญาณทั่วไปช่วย มีแต่เสียงไม่เห็นตัว ถ้าเราทำกรรมฐาน อุทิศกุศลให้ เจ้ากรรมนายเวร เปรต สัมภเวสี ต้องมาช่วยเราแน่ๆ
ถ้าใครเจริญกรรมฐานสะสมไว้เป็นหน่วยกิต เวลาสุขมันก็นิ่งไว้ในคอมพิวเตอร์ แต่พอเวลามีทุกข์เดือดร้อน มันจะออกมาช่วยให้เกิดปัญญา แก้ไขปัญหาได้ตามจุดมุ่งหมาย ฯ
คนไม่รู้จักสัมภเวสีนี่เอง ถึงไม่กลัวบาปกัน ถ้ารู้สัมภเวสีแล้ว จะไม่อยากทำบาปเลย ฯ (พ.อ. ชม สุคนธรัต สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ)
อาตมาไม่ออกเครื่องรางของขลัง ที่ต้องลงทุนด้วยตัวเอง นอกจากลูกศิษย์มีจิตศรัทธาทำมาถวาย เราก็แจกไป อาตมาตั้งมหาวิทยาลัยทางจิตคอยช่วยเหลือทุกคน แก้ไขปัญหาให้ทุกท่านด้วยการแจกของจริง คือ กรรมฐาน ไม่ใช่แจกของปลอม อาตมาเป็นเพียงผู้แนะแนว แต่ท่านจะปฏิบัติได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด ก็อยู่ที่ตัวท่านเอง ทำจริงได้จริง ฯ
อย่าดูถูกคน เพราะทุกคนมีดีไม่เหมือนกัน หลวงพ่อได้ยารักษาอหิวาตกโรค จากขอทาน และได้ยา รักษาโรคหัวบิด จากโจร ฯ
ยารักษาจิต มีหลักพระพุทธศาสนา แต่คนไม่สนใจและปฏิบัติ นั่นคือกรรมฐาน นั่นคือวิปัสสนากรรมฐาน แจ้งด้วยปัญญาญาณ รู้รอบในกองการสังขาร จะได้อ่านตัวออก จะได้บอกตัวได้ จะได้ใช้ตัวเป็น จะได้เห็นตัวตาย จะได้คลายทิฐิ จะได้ดำริชอบ จะได้ประกอบกุศล จะได้ผลอนันต์ เป็นหลักฐานสำคัญ เอาตาชั่งขึ้นมาดู เอาตราชูขึ้นมาชั่ง ฯ
ถ้าท่านเจริญกรรมฐานได้ ท่านจะไม่ริษยาใคร คนที่มีจิตเป็นธัมมะ มีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ประทับอยู่ที่ใจ จะเห็นศัตรูเป็นมิตรเรา เขาก็จะเป็นมิตรกับเราต่อไป จะเห็นคนทำชั่วเป็นคนที่ น่าสงสาร อยากจะให้เขาเป็นคนดีจะทำอย่างไร จะไม่เกลียดคนชั่ว ฯ
ขอฝากไว้อย่าไปไล่ผีแบบนั้น (นิมนต์พระมาสวดนักขัตร เอาทรายซัด ราดน้ำมนต์) ต้องแผ่เมตตา (ถ้าผีเข้าจริงนะ) เราต้องแผ่เมตตาไปแบบเจ้าคุณธรรมกิตติ (สมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี) ว่า "เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง" ถ้าเชื่อก็จำไป ขับรถผีช่วยเราหมด ถ้าจะภาวนาเป็นหัวใจ ก็ภาวนาว่า "เมตตา คุณณัง อะระหังเมตตา"
การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ต้องการให้มีปัญญาในตัว ไปช่วยลูกช่วยหลาน ช่วยพ่อช่วยแม่ ช่วยผู้อื่นได้ ฯ
กรรมฐานคือการกระทำให้ฐานดี เกาะอยู่ที่งาน อย่าทิ้งงานและหน้าที รับผิดชอบตัวเอง พึ่งตนเอง ช่วยตนเอง สอนตนเองได้ ฐานของท่านจะดี ท่านจะทีปัญญา การเจริญกรรมฐาน ต้องการให้มีปัญญา แก้ไขปัญหา จำตรงนี้ไว้ให้แม่น ฯ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแยกกรรมที่จะเป็นเหตุนำให้สัตว์ไปปฏิสนธิ ๔ ประการ
๑. ครุกรรมหรือกรรมหนัก มีทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล เป็นกรรมที่มีกำลังมาก นำไปสู่การปฏิสนธิ ไม่มีกรรมใดมาขัดขว้างได้
๒. อาสันนกรรมหรือกรรมใกล้ตาย ได้รับอารมณ์ที่เกิดขึ้นตอนใกล้ตาย เช่นเห็นพระพุทธรูป หรือได้ยินเสียงสวดมนตร์
๓. อาจิณณกรรมหรือกรรมที่ทำอยู่เสมอ ถ้าอาสันนกรรมมิได้ให้ผล อาจิณณกรรมก็จะมาให้ผล
๔. กตัตตากรรมหรือกรรมเล็กน้อย ถ้ากรรมอื่นทั้งหมดไม่ให้ผลแล้ว กรรมเล็กๆ น้อยๆ นี้จะมาปรากฏในอารมณ์นำไปสู่การเกิด
ถ้าคนไข้เคยศึกษาธัมมะหรือเคยสนใจธัมมะมาก่อน การพูดเรื่องตายเรื่องเกิด หรือให้สติอะไรก็ได้ แต่ ถ้าคนไข้ไม่ค่อยสนใจธัมมะ ไม่ค่อยจะมีเหตุผล ชอบทำบุญให้ทานอย่างเดียว ไม่ชอบศึกษา หรือกลัวตายเป็นทุนอยู่แล้ว การให้สติดังกล่าว อาจเกิดความตกใจหรือเสียใจว่าต้องตาย จะเกิดความเสียดายชีวิตหรือห่วงสมบัติ เมื่อตายลงมีหวังไปสู่ทุคติ
ชาละวัน เข้าถ้ำคูหา (เหมือนกับกำลังอยู่ในสมาธิภาวนา มีการกำหนด มีสติ) กลายเป็นมนุษย์โสภา แต่ ออกจากถ้ำคูหา (เหมือนกับออกจากสมาธิภาวนาไปแล้ว ขาดการกำหนด ขาดสติ) กลายเป็นกุมภา ฯ (ไกรทอง ซึ่งเปรียบเหมือนกิเลสมาร มาร้องด่ายั่วยุ ขาดการกำหนด เลยโกรธ ขาดสติ จึงถูกฆ่า : ผู้รวบรวม)
หลับตาเห็นข้างใน หมายถึง รู้ตัวเอง คือ มีสติสัมปชัญญะ ลืมตาเห็นข้างนอก ฯ
สมาธิมีความสำคัญอยู่ ๓ ประการคือ
๑. สมาธิทำให้จิตแน่วแน่ เกิดพลังซึ่งจะนำไปใช้ในเรื่องของฤทธิ์เรื่องของปาฏิหาริย์เป็นพลังจิตอย่างหนึ่ง
๒. สมาธิทำให้จิตใส ทำให้มองเห็นอะไรชัดเจน เกื้อกูลต่อการใช้ปัญญา
๓. สมาธิทำให้จิตสงบ ทำให้เกิดความสุข สมาธิอันนี้เพื่อจิตใสใจสะอาด เพื่อขยายปัญญาไปสู่วิปัสสนาได้ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น