รู้ไว้ใช่ว่า: You are what you eat
อาหารอันตราย 4 ชนิด
1.นมวัว
2.ของหวาน (ขนมหวาน น้ำอัดลม ผลไม้หวาน และน้ำผลไม้)
3.เนยเทียม (ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ ฯลฯ)
4. น้ำมันที่ทอดซ้ำ ๆ (ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ไก่ทอด หมูทอด มันฝรั่งทอด)
น้ำมันไม่ควรใช้ทอดรับ ประทานเกิน 2 ครั้ง
ของหวานสาเหตุของความเสื่อมทั้งหลาย
คนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วยเบาหวานเท่านั้น
หมายถึงทุกคนที่ชอบรับประทานขนมหวาน ผลไม้หวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ฯลฯ
จะทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมเร็วกว่าปกติทำให้แก่เร็ว ความดันโลหิตสูง
ไขมันสูง เบาหวาน กระดูกพรุน อ้วน เนื้องอก และมะเร็ง
น้ำตาลจะทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วยไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม
เช่น ถ้าดื่มนมจนเป็นภูมิแพ้ ภูมิแพ้จะรุนแรงเป็น
2 เท่าถ้าเรากินหวานด้วย เพราะ "เชื้อโรคทุกตัวใช้น้ำตาลเป็นอาหาร"
ปัญหาสุขภาพของคนไทยส่วนใหญ่จะเกิดจากการทานหวานมากกว่าอย่างอื่น
ยกเว้นเด็กปัจจุบันที่มี
พฤติกรรมการรับประทานคล้ายคนอเมริกัน ก็จะมีสาเหตุจาก เนื้อ นม ไข่
ร่วมด้วยในการเจ็บป่วยในสหรัฐฯ ได้มีการบัญญัติโรคๆหนึ่ง มีชื่อว่า
Syndrome X เป็นกลุ่มอาการอย่างหนึ่งที่ประกอบด้วย โรค 4 โรค คือเบาหวาน
ความดัน เส้นเลือดหัวใจตีบ อัมพาต 4 โรคนี้เกิดจาก "หวาน" อย่างเดียว
อีกโรคหนึ่งที่พบมากในสหรัฐฯ เช่นกันก็คือ IBS
หรือโรคลำไส้ระคายเคืองเรื้อรัง อาการแสดงอออก หลายแบบคือ ท้องผูกตลอด
ท้องเสียตลอด ท้องผูกสลับท้องเสีย ริดสีดวง ถ่ายเป็นเลือดบ่อยๆ
โรคพวกนี้เกิดจากการกินหวานอย่างเดียว
ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนอเมริกันดื่มน้ำผลไม้มากกว่าน้ำเปล่า
และบริโภคชอคโกแล็ตในปริมาณที่มาก ในคนไข้กลุ่มนี้เมื่อให้หยุด น้ำผลไม้
ผลไม้หวาน และชอคโกแลต อาการของโรคก็จะหายไป
ปัจจุบันในประเทศไทยพบคนไข้ที่มีอาการกลุ่มนี้เฉลี่ยสัปดาห์ 10 คน
ต่อแพทย์ 1 คน
คนไข้เบาหวานคนหนึ่ง มีพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องทุกอย่าง
เว้นแต่เขารับประทานกล้วยน้ำว้า วันละ 6 ลูกทุกวัน มาเป็นเวลา 5 ปี
เขาเป็นโรคเบาหวานมา 3 ปี หลังจากแพทย์ให้หยุดกล้วยน้ำว้า 3
เดือนต่อมาอาการเบาหวานหายหมด ไม่มีอีกเลย
ไม่ต้องรักษาโดยใช้ยาใดๆทั้งสิ้นบางคนเข้าใจว่าน้ำตาลทรายแดงไม่เป็นอันตราย
ความจริงน้ำตาลทรายแดงดีกว่าน้ำตาลทรายขาวที่มีวิตามิน B
และไม่มีอันตรายจากสารฟอกขาว แต่อันตรายจากความหวานนั้นมีเท่ากัน
คนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากท่านหนึ่งได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับโรคของท่าน
เนื่องจากท่านสามารถทำให้มะเร็งหายไปได้ภายใน
2 เดือน โดยไม่ได้รับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันเลย ท่านสรุปใน ตอนหนึ่งว่า
"เกิดมาอายุจะ 60 แล้วเพิ่งรู้ว่าน้ำตาลเป็นอาหารของมะเร็ง น้ำตาลทุกประเภทเป็น
อาหารของเชื้อโรค
น้ำตาลทุกชนิดทำให้คนป่วย"ท่านเป็นคนชอบทานผลไม้หวานเป็นที่สุด เช่น
ทานมะม่วงทีละ 2 ลูก หรือทุเรียนทีละครึ่งลูก
ทุกอย่างที่หวานเป็นอันตรายต่อทุกคนที่กิน
คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีโอกาสเป็นอันตรายจากหวานลดลง
แต่ปริมาณน้ำตาลที่พอดี ร่างกายไม่เกิดอันตรายคือวันละ 10 ช้อนสูงสุด
ในแต่ละวันนี้เรา
ทุกคนได้เกิน เพราะเราได้จากหลายอย่าง เช่น ในโอวัลติน 1 แก้ว มีน้ำตาล 2
ช้อน น้ำอัดลม 1 ขวด เล็กมีน้ำตาล 6 ช้อน น้ำส้มคั้นไม่ใส่น้ำตาลมี
น้ำตาล 4 ช้อน โอเลี้ยงหรือกาแฟมีน้ำตาล 2 ช้อน เป็นต้น
จากเฉพาะเครื่องดื่มในแต่ละวันเราก็ได้รับน้ำตาลเกินแล้วจากความจริงที่ว่าร่างกายใช้กลูโคสเป็นพลังงาน
เพราะฉะนั้นทุกคนจึงเชื่อว่าน้ำหวาน น้ำผลไม้หวานหรือน้ำอัดลม
ดื่มแล้วจะสดชื่น และมีพลังงาน
แต่น้ำตาลจะมีประโยชน์นั้นจะต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
ถ้าคนได้น้ำตาลมากเกิน น้ำตาลที่มีประโยชน์จะก่อให้เกิดโทษทันที
น้ำผลไม้จะมีประโยชน์หากร่างกายได้รับวันละ
1/3 แก้ว หากมากกว่านี้จะเกิดโทษได้
กลูโคสที่ดีคือกลูโคสที่เป็น Complex carbohydrate
หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว เผือก มัน ข้าวโพด
กลูโคสแบบนี้จะค่อยๆ ถูกย่อย ร่างกายจะ ค่อยๆดูดซึม เป็นระยะเวลานาน
ร่างกายจะเอาไปใช้ทัน แต่ถ้าเราได้จากน้ำตาลซึ่งมันไม่ต้องย่อยเลย
พอตกไปถึงท้องก็ถูกดูดซึมทั้งหมด
กลูโคสท่วมเซลร่างกายแล้วก่อให้เกิดอันตรายทันที
แต่อาการจะไม่แสดงออกทันที ร่างกายคนเราสามารถทนได้ถึง 5-10 ปี
กว่าจะเกิดโรค
ผลไม้หวาน
: ทุเรียนไม่รวมเปลือกและเม็ดมีน้ำตาล 60% สัปปะรดไม่รวมแกนและเปลือก
ลำไย ส้ม องุ่น มะละกอ กล้วยมีน้ำตาลเท่ากับทุเรียน สำหรับสัปปะรด
ส่วนที่ดีที่สุดของสัปปะรดคือแกน เพราะแกนมีสารบรอมมีเลน
ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ และทำลายเชื้อโรคโดยตรง
คนไทยที่เป็นเบาหวานมักเกิดจากผลไม้หวาน
เพราะหลายคนมีความรู้แล้วพยายามหลีกเลี่ยงขนมหวาน
แต่ไม่ทราบถึงอันตรายของผลไม้หวาน ผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยมากคือ
แอปเปิ้ลเขียว หรือมะนาวซึ่งไม่มีน้ำตาลเลยสัญญาณเตือนภัยเมื่อร่างกายได้รับอันตรายจากหวาน
: น้ำหนักลดยาก, เอวใหญ่กว่าสะโพก (ไม่ค่อย พบในคนไทย), อยากกินหวาน
ถ้าไม่ได้กินหวานจะหงุดหงิด, ตัวบวม, มีผมหรือขนในที่ที่ไม่ควรมี,
ผมร่วง, เป็นสิวในผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี, ซีสต์ที่รังไข่, ความดันสูง,
นิ่ว, ไต, เบาหวาน, เส้นเลือดหัวใจ ตีบ, ไขมันไตรกลีเซอไรด์, ตับแข็ง,
ไขมันแทรกในตับ, ยูริค, เป็นตะคริว, เป็นเชื้อรา หรือโรคผิวหนัง
อื่นๆบ่อยๆ เช่น กลาก เริม เป็นต้น
ใครก็ตามที่ชอบกินหวานผิวหนังของคนๆนั้นจะเป็นกรด พร้อมให้ราขึ้น
สำหรับโรคไตนั้น เกิดจากการตกตะกอนของหินปูน แคลเซียมออกซาเลต
ซึ่งสัมพันธ์กับการกินหวานโดยตรง
เนื่องจากการตกตะกอนของเกลือออกซาเลตในไต จะต้องใช้น้ำตาลเป็นตัวตกตะกอน
เพราะฉะนั้นโรคไตจึงเกิดจากการกินหวานและการกินพืชที่มีสารออกซาเลตสูง
เช่น ใบชะพลู กระถิน ชะอม ถั่วพู สะตอ ลูกเนียง
เป็นต้นคนส่วนใหญ่คิดว่าไตจะสัมพันธ์กับเค็ม
ความจริงถ้ากินเค็มแล้วกินน้ำมากพอก็จะไม่ก่อให้เกิดโรคไตแต่เค็มเป็นสาเหตุของมะเร็งและโรคกระดูกผุ
น้ำปลาที่ไม่ใส่พริกขี้หนู หอมแดง บีบมะนาว
จะก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร และกระดูกผุ
แต่ถ้าใส่พริกขี้หนู หอมแดง บีบมะนาว อันตรายนั้นก็จะหมดไปทันที
การวิจัยพบว่าวิตามินซีจากผลไม้เปรี้ยว
โดยเฉพาะมะนาวและสารโคซีทินที่มีอยู่ในหอมแดงสามารถฆ่าเซลมะเร็งได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ
ส่วนเค็มจากเกลือก็จะก่อให้เกิดมะเร็งเช่นกัน
แต่อันตรายน้อยกว่าน้ำปลาเปล่าๆ
สาเหตุที่เค็มทำให้กระดูกผุเพราะโซเดียมที่เกินเวลาขับทิ้งที่ไต
ถ้าปริมาณน้ำพอดี ร่างกายจะขับออกไปได้โดยไม่ทำลายไต
แต่จะดึงเอาแคลเซียมในร่างกายออกไปด้วยนอกจากนี้น้ำตาลที่เรากินเข้าไป
เมื่ออยู่ในร่างกายจะทำให้เลือดเหนียว เหมือนน้ำเชื่อม ทำให้ไหลได้ช้าลง
จึงนำสารอาหารไปสู่เนื้อเยื่อได้ช้าลง
ความสามารถในการซ่อมแซมเนื้อเยื้อก็จะตกลง
มีผลทำให้เส้นเลือดฝอยตีบจากความเหนียวของมัน
ฉะนั้นก็จะทำให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆได้เร็วยิ่งขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น