ใน 1 วัน คุณกินน้ำตาลกี่ช้อนชา
ขณะนี้คุณอาจเป็นผู้หนึ่งที่กินน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และนั่นก็แสดงว่าตัวคุณเองมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคที่คุณเคยคิดว่าไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ
เชื่อหรือไม่ว่าเครื่องดื่มรสอร่อยที่คุณชื่นชอบที่วันหนึ่งขอดื่มสัก 1-2 ขวด เพื่อเพิ่มความสดชื่นภายใน 1 ขวดนั้นอาจมีส่วนประกอบของน้ำตาลถึง 12 ช้อนชา
หมายถึงเมื่อคุณดื่มหมด 1 ขวด คุณจะได้รับน้ำตาลเกินจากข้อกำหนดที่แนะนำให้กินต่อวันถึง 2 เท่าตัวทีเดียว
เพียงแค่ 1 ขวดเท่านั้นยังไม่นับรวมถึงน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารอื่นๆ ที่คุณได้รับใน 1 วัน ทั้งขนมหวาน ลูกอม น้ำตาลที่คุณเติมเองในก๋วยเตี๋ยว กาแฟ รวมถึงอาหาร 3 มื้อที่คุณซื้อกินอยู่ทุกวัน กล่าวถึงตรงนี้ก็แทบไม่อยากคิดเลยว่าวันหนึ่งๆ คุณจะได้รับน้ำตาลมากเป็นปริมาณเท่าไหร่
การกินน้ำตาลของคนไทยเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ
จากการสำรวจการกินน้ำตาลทรายภายในประเทศพบว่า การกินน้ำตาลของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยอัตราการกินน้ำตาลต่อคนเพิ่มขึ้นจาก 12.7 กิโลกรัม/คน/ปีในปี พ.ศ.2526 เป็น 29.1 กิโลกรัม/คน/ปีในปี พ.ศ. 2544 จากข้อมูลดังกล่าวเมื่อคิดเทียบปริมาณเป็นช้อนชาแล้ว เป็นที่น่าตกใจว่าช่วงระยะเวลาเพียง 18 ปีคนไทยกินน้ำตาลเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าคือจาก 8.7 ช้อนชา เป็น 20 ช้อนชาต่อวัน
นอกจากนี้ จากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทย โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย ครั้งลาสุดในปี พ.ศ.2546 พบว่า คนไทยดื่มเครื่องดื่มทั่วไป ซึ่งไม่ใช่น้ำดื่ม และนม เพิ่มขึ้นจากคนละ 6.8 เท่า ซึ่งเครื่องดื่มทั่วไปนี้ส่วนใหญ่ก็คือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลปริมาณสูง และมีการจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด
ตัวเลขของการกินน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับความนิยมในเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลปริมาณที่สูงขึ้นของคนไทย เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามและถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้ความสำคัญกับการลดการกินน้ำตาลอย่างจริงจัง
น้ำตาลมีประโยชน์หรือไม่...เหตุใดเน้นให้กินแต่น้อย
น้ำตาลเป็นสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้านของการให้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลูโคสซึ่งมีหน่าที่สำคัญในการให้พลังงานแก่สมอง และช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีในสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่น และช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย
น้ำตาลมีประโยชน์ก็จริง แต่ให้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลูโคสซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการให้พลังงานแก่สมอง และช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีในสมอง ทำให้รู้สดชื่น และช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย
น้ำตาลมีประโยชน์ก็จริง แต่ให้พลังงาน ไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการ และคนส่วนใหญ่ก็ได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติมากเกินความต้องการของร่างกายอยู่แล้วจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่กินอยู่ทุกวัน เช่น ข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ผัก และผลไม้ เป็นต้น
ดังนั้น การได้รับน้ำตาลเพิ่มขึ้นก็เหมือนกับเป็นการนำสิ่งที่ร่างกายได้รับมากเกินพออยู่แล้วเข้าสู่ร่างกายอีก ซึ่งแน่นอนว่าน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายปริมาณมากแล้วไม่ถูกใช้ย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย และนำมาซึ่งโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา
การกินน้ำตาลที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว โดยปัญหาสุขภาพอย่างแรกที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ปัญหาฟันผุ ทั้งนี้เพราะน้ำตาลจะเป็นอาหารอย่างดีของแบคทีเรียในปาก โดยแบคทีเรียจะนำน้ำตาลไปใช้และเปลี่ยนเป็นกรดแลกติค ซึ่งเป็นสาเหตุของการทำลายเคลือบฟัน ทำให้ฟันกร่อนเร็วขึ้นแล้วส่งผลทำให้เกิดฟันผุ
นอกจากนี้ การกินน้ำตาลปริมาณ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้หลายเป็นไขมันสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อไขมัน ผนังหลอดเลือด และส่วนต่างๆ ของร่างกายซึ่งการสะสมของไขมันนี้จะทำให้ร่างกายขยายขนาดขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนซึ่งจะนำไปสู่โรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคเบาหวานประเภท 2 ที่เกิดจากการดื้อยาอินซูลิน โรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ โรคไขข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ ตามมาอีกมาก โรคเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาในการรักษานาน มีค่าใช้จ่ายที่สูง และที่น่ากลัวก็คือเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงอีกด้วย
การกินน้ำตาล มากเกินไปทำให้เกินผลเสียต่อสุขภาพถึงขนาดนี้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะกินเป็นปริมาณเท่าไหร่ใน 1 วันถึงจะไม่มากเกิน?
องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ปริมาณน้ำตาลไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับใน 1 วัน
สำหรับคนไทยข้อแนะนำการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า น้ำมัน เกลือ น้ำตาลให้กินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ได้มีการกำหนดปริมาณน้ำตาลว่าไม่ควรเกิน 4, 6 และ 8 ช้อนชา สำหรับผู้ต้องการพลังงาน 1,600 2,000 และ 2,400 กิโลแคลอรี ซึ่งเท่ากับประมาณร้อยละ 5 โดยเฉลี่ย โดยส่วนที่เหลือได้ไว้สำหรับน้ำตาลที่ได้รับจากอาหารอื่นซึ่งไม่ทราบปริมาณ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันจึงแนะนำปริมาณน้ำตาลสำหรับประชากรโดยทั่วไป คือ ควรกินไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ใน 1 วัน ตัวเลข 6 ช้อนชาต่อวัน เมื่อรู้แล้วอย่าเพิ่งตกใจหรือยึดติดกับตัวเลขนี้ให้มากนัก เพราะหลังจากอ่านบทความนี้จบ เป้าหมายของคุณไม่ได้อยู่การกินน้ำตาลให้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน แต่อยู่ที่การลดการกินน้ำตาลต่อวันต่างหาก
พึงระลึกไว้เสมอว่าการกินน้ำตาลแม้ลดลงเพียงช้อนเดียวก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้แล้วดีกว่าที่คุณจะไม่เริ่มทำอะไรเลยและบอกกับตัวเองว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะกินน้ำตาลให้ไม่เกิน 6 ช้อนชา”
จะทำอย่างไร ? ....หากติดน้ำตาลเสียแล้ว
การติดน้ำตาล หรือที่เรียกว่าการติดรสหวานนั้นพัฒนามาจากนิสัยการกินตั้งแต่วัยเด็ก โดยพบว่าเด็กที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงด้วยนมรสหวาน หรือมีการบริโภคน้ำหวานและขนมหวานปริมาณมากโดยที่ไม่มีการควบคุม จะส่งผลให้เด็กจะคุ้นเคยกับรสชาติหวาน และมีแนวโน้มที่จะกินน้ำตาล หรือของหวานเพิ่มมากขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ลักษณะของคนติดหวานจะมีความต้องการและมีความอยากของหวานอยู่เสมอ ซึ่งช่วงที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือไม่ได้รับน้ำตาล อาจเกิดอาการซึมเศร้าอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย และขาดสมาธิ
อย่างไรก็ตาม การที่จะบอกให้คนติดหวานเลิกกินน้ำตาลให้ได้รับน้อยลงจากเดิมใน 1 วัน โดยการลดการกินน้ำตาลนี้จะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากเลือกที่จะงดแทนที่จะลดอาจทำไห้เกิดอาการอยากของหวานมากขึ้นอีกซึ่งจะส่งผลให้กินน้ำตาลมากกว่าเดิม และอาจทำให้เกิดความท้อใจสุดท้ายกลายเป็นว่าไม่สามารถที่จะลดน้ำตาลได้
การลดการกินน้ำตาลใน 1 วันเราสามารถทำได้หลายวิธี โดยอาจเริ่มจากการลดการเติมน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มจากปริมาณเดิมสักครึ่งช้อนชา และค่อยๆ ลดลงในวันต่อๆ มา ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อมานั้นในหนึ่งจาน หรือหนึ่งแก้ว จะมีน้ำตาลไม่ต่ำกว่าครึ่งช้อนชา (บางร้านเติมน้ำตาลมากถึง 2 ช้อนชา ถ้าไม่เชื่อลองสังเกตขณะที่เขาตักเครื่องปรุงลงในอาหาร)
หันมากินผลไม้โดยไม่ต้องจิ้มเกลือน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำอัดลม และเครื่องที่มีรสหวาน เลือกใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล หรืออาจเลือกวิธีเพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้เกิดการเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกินไม่ให้มีการเปลี่ยนรูปและสะสมอยู่ในร่างกายนอกจากวิธีดังกล่าว
อีกวิธีหนึ่งที่มีความสำคัญในการลดและควบคุมปริมาณน้ำตาลอย่างได้ผลก็คือกานอ่านฉลากโภชนาการเพราะฉลากโภชนาการจะบอกให้ทราบถึงปริมาณที่แน่นอนของน้ำตาลในผลิตภัณฑ์นั้นๆ ทำให้เราสามารถลดหรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีปริมารน้ำตาลสูง และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย
มาทำความรู้จักกับฉลากโภชนาการ เพื่อหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูงกันเถอะ
ฉลากโภชนาการจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของอาหารนั้นๆ ต่อ 1 หน่วยบริโภค และมีการแสดงถึงปริมาณร้อยละของสารอาหารนั้นๆ ที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วัน ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนทั่วไปในการเปรียบเทียบสินค้า และสามารถเลือกกินอาหารเพื่อให้สุขภาพที่ดีได้ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นจะขอยกตัวอย่างฉลากโภชนาการของเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด และวิธีการคำนวณปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์นี้
ฉลากโภชนาการบอกอะไรบ้าง
1 หน่วยบริโภค
คือปริมาณที่ผู้ผลิต แนะนำให้ผู้บริโภคกิน ซึ่งเมื่อกินในปริมาณดังกลบ่าวแล้วผู้บริโภคก็จะได้รับสารอาหารตามที่ระบุอยู่ในช่วงต่อไปของกรอบข้อมูลโภชนาการ
ตัวอย่างนี้ 1 หน่วยบริโภคเท่ากับครึ่งขวด (250 มิลลิลิตร) นั่นก็คือดื่มครึ่งขวดถึงจะได้ปริมาณสารอาหารตามที่ระบุไว้ในกรอบด้านล่าง ซึ่งความจริงเป็นคนทั่วไปดื่มทั้งขวดไม่ใช่ครึ่งขวดถึงจะได้ปริมาณสารอาหารตามที่ระบุไว้ในกรอบด้านล่าง ซึ่งความเป็นจริงคนทั่วไปทั้งขวดไม่ใช่ครึ่งขวด ถ้าสังเกตฉลากโภชนาการให้ดี ก็จะพบว่าปริมาณน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมีมากกว่าที่ระบุไว้ในฉลากจริงถึงสองเท่า
จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ
ตัวอย่างนี้จำนวนหน่วยบริโภคต่อ 1 ขวด เท่ากับ 2 นั่นก็คือ ถ้าดื่มทั้งขวด สารอาหารที่จะได้รับที่ถูกระบุไว้ในกรอบด้านล่างในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วงบริโภคจะต้องถูกคูณด้วย 2 ทั้งหมด เช่น กรอบด้านล่างระบุปริมาณน้ำตาลไว้ 31 กรัม (ต่อ 1 หน่วยบริโภค หรือต่อครึ่งขวด) ดังนั้นถ้าดื่มหมดทั้งขวด น้ำตาลที่คุณจะได้รับก็คือ 31 2 = 62 กรัม ซึ่งจะคิดเป็นน้ำตาล 15.5 ช้อนชา (น้ำตาล 4 กรัม เท่ากับหนึ่งช้อนชา) สารอาหารอื่นก็สามารถคำนวณได้เช่นเดียวกันโดยจากฉลากข้างต้นจะคำนวณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด และโซเดียมทั้งหมด และโซเดียมได้ 75 กรัม และ 320 กรัม
ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
คือสารอาหารที่มีในอาหารต่อ 1 หน่วยบริโภคเมื่อคิดเทียบกับที่ควรได้รับแล้ว คิดเป็นร้อยละเท่าไร
ตัวอย่างนี้เครื่องดื่ม A ให้คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 12 ของที่ต้องการต่อวัน ก็หมายความว่าเราต้องการคาร์โบไฮเดรตจากอาหารอื่นอีกร้อยละ 88 (น้ำตาลนั้น ได้แสดงร้อยละเป็นส่วนหนึ่งของคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดแล้ว) สารอาหารอื่นๆ ไขมัน โปรตีน และโซเดียมก็สามารถคำนวณได้ในลักษณะเดียวกัน ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันจะระบุสำไหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี ซึ่งสำหรับคนที่มีความต้องการพลังงานมากหรือน้อยกว่าค่าของพลังงานดังกล่าวปริมาณสารอาหารที่แนะนำก็จะแตกต่างออกไป
สรุปแล้วการคำนวณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ไห้พิจารณาจาก จำนวน 1 หน่วยบริโภค จำนวนหน่วยบริโภคต่อผลิตภัณฑ์ และปริมาณน้ำตาล (กรัม) ที่ระบุไว้ในผลิตภัณฑ์ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทราบว่าในผลิตภัณฑ์นั้นมีน้ำตาลอยู่ปริมาณเท่าไหร่ และเราควรที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นหรือไม่
จากตัวอย่างการคำนวณปริมาณน้ำตาลของผลิตภัณฑ์ของเครื่องดื่มยี่ห้อ A จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในหนึ่งขวดมีน้ำตาลสูงถึง 15.5 ช้อนชาซึ่งเทื่อเทียบกับปริมาณ 6 ช้อนชาที่กำหนด เป็นที่น่าตกใจว่าการดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้เพียงขวดเดียว จะทำให้ได้รับปริมาณน้ำตาลมากกว่าข้อกำหนดถึง 2.5 เท่าแน่นอนว่าถ้ายังคงปฏิบัติตัวเช่นเดิม ด้วยการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลในปริมาณสูงเป็นประจำร่วมกับการกินอาหารและของหวานอื่นๆ โดยไม่สนใจที่จะลดการบริโภคน้ำตาล ประกอบกับการไม่ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกิน รับรองได้ว่าในไม่ช้าคุณจะต้องมีปัญหาสุขภาพดังที่กล่าวไว้ข้างต้นตามมาอย่างแน่นอน
น้ำตาลจะไม่ก่อให้เกิดโทษหากรู้จักกินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง ยังไม่สายที่จะหันมาออกกำลังกาย ลดปริมาณน้ำตาลที่เติมเอง และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงโดยการอ่านจากฉลากโภชนาการ
ทุกๆ 1 ช้อนชาที่ลดลงนั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ลดลงเช่นกัน
(update 6 กันยายน 2008)[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 345 มกราคม 2551]
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาร แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
รังนก ที่คนชอบกินกันนั้น บำรุงสุขภาพจริงไหม
รังนก ที่คนชอบกินกันนั้น บำรุงสุขภาพจริงไหมคนกับธรรมชาตินั้นใกล้ชิดกันมาก หรือว่าเป็นสิ่งเดียวกันด้วยซ้ำไป
เราจึงมักนึกถึงธรรมชาติในการเป็นเครื่องมือบำบัดเพื่อการส่งเสริมสุขภาพของเรา เรื่องหนึ่งในหลายความเชื่อนั้น คือเรื่องของรังนกนางแอ่น ที่เชื่อกันนักหนาว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นยาขนานเอกในการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สุขภาพเสื่อมโทรมรังนกจึงกลายเป็นเป้าหมายของการไล่ล่า เพื่อนำมาบริการคนที่ต้องการจนกลายเป็นของขวัญที่มีราคาแพง ผู้ผลิตอาหารเสริมบางรายได้นำรังนกซึ่งชาวจีนเชื่อกันมานานว่ามีคุณประโยชน์ในการบำรุงเลือด มาบรรรจุขวดขายในราคาแพงลิบลิ่ว
แต่งานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กลับพบว่า ในรังนก ๑ ขวด (ประมาณ ๗๐-๗๕ มิลลิลิตร) จะมีโปรตีนผสมอยู่เพียงเล็กน้อยคือประมาณ ๐.๒๕ กรัมเท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาล ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ ๕๒ กิโลแคลอรี่
แร่ธาตุอื่นๆ ก็ให้น้อยมาก วิตามินมีเพียงวิตามินบี ๒ ประมาณ ๒๐ ไมโครกรัม ในขณะที่นม ๑ กล่องจะให้ประมาณ ๔๐๐ ไมโครกรัม หรือว่าไข่ ๑ ฟอง จะให้ ๒๐๐ ไมโครกรัม คุณค่าของสารอาหารในรังนกส่วนใหญ่จึงเป็นน้ำตาล
เราต้องกินรังนกแบบนี้ถึง ๒๖ ขวด จึงจะได้โปรตีนเท่ากับการกินไข่ไก่ ๑ ฟอง
และต้องกินรังนกถึง ๓๔ ขวด จึงจะมีคุณค่าทางอาหารเท่ากับนม ๑ กล่อง
รังนกจึงเป็นอาหารที่กินเพื่อความอร่อยเท่านั้น จะไปหวังประโยชน์จากรังนกคงลำบาก ผู้ที่ดื่มกินเข้าไปก็จะได้แค่ความอร่อยตามที่ต้องการคือความหวาน และ รสชาติบางอย่างเท่านั้นเอง เมื่อวินิจฉัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เราจะพบว่า อาหารเสริมรังนกไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย
ถ้าเราพยายามศึกษาว่าคนโบราณมีนิสัยในการกินอย่างไร
เราก็พบแนวทางการบริโภคที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะคนสมัยก่อนแข็งแรงกว่าคนในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อซ่อมสุขภาพบ่อยครั้งเหมือนคนสมัยนี้ คนเราในปัจจุบันมักกินอาหารไม่ครบหมวดหมู่และความหลากหลายอย่างที่ร่างกายต้องการ หนักไปที่แป้ง หรือหนักไปที่การดื่มสุราแทนการกินอาหารบ้าง ลุขภาพจึงไม่แข็งแรง
หากเราย้อนกลับไปกินและอยู่ใกล้เคียงกับสภาพเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน คล้ายกับประสบการณ์ในสมัยพ่อแม่ของเรา เราจะปลอดภัยจากโรคและภาวะต่างๆ ที่กำลังเบียดเบียนเราอยู่
ใช่ว่ารังนกจะไม่มีคุณค่าทางอาหารเลย เพียงไม่ได้มีคุณค่ามากไปกว่าอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในปัจจุบัน และยังเป็นการทรมานเพื่อร่วมโลกคือนกนางแอ่นอย่างไม่จำเป็นเลยด้วยครับ
ที่มา วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
เราจึงมักนึกถึงธรรมชาติในการเป็นเครื่องมือบำบัดเพื่อการส่งเสริมสุขภาพของเรา เรื่องหนึ่งในหลายความเชื่อนั้น คือเรื่องของรังนกนางแอ่น ที่เชื่อกันนักหนาว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นยาขนานเอกในการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สุขภาพเสื่อมโทรมรังนกจึงกลายเป็นเป้าหมายของการไล่ล่า เพื่อนำมาบริการคนที่ต้องการจนกลายเป็นของขวัญที่มีราคาแพง ผู้ผลิตอาหารเสริมบางรายได้นำรังนกซึ่งชาวจีนเชื่อกันมานานว่ามีคุณประโยชน์ในการบำรุงเลือด มาบรรรจุขวดขายในราคาแพงลิบลิ่ว
แต่งานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กลับพบว่า ในรังนก ๑ ขวด (ประมาณ ๗๐-๗๕ มิลลิลิตร) จะมีโปรตีนผสมอยู่เพียงเล็กน้อยคือประมาณ ๐.๒๕ กรัมเท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาล ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ ๕๒ กิโลแคลอรี่
แร่ธาตุอื่นๆ ก็ให้น้อยมาก วิตามินมีเพียงวิตามินบี ๒ ประมาณ ๒๐ ไมโครกรัม ในขณะที่นม ๑ กล่องจะให้ประมาณ ๔๐๐ ไมโครกรัม หรือว่าไข่ ๑ ฟอง จะให้ ๒๐๐ ไมโครกรัม คุณค่าของสารอาหารในรังนกส่วนใหญ่จึงเป็นน้ำตาล
เราต้องกินรังนกแบบนี้ถึง ๒๖ ขวด จึงจะได้โปรตีนเท่ากับการกินไข่ไก่ ๑ ฟอง
และต้องกินรังนกถึง ๓๔ ขวด จึงจะมีคุณค่าทางอาหารเท่ากับนม ๑ กล่อง
รังนกจึงเป็นอาหารที่กินเพื่อความอร่อยเท่านั้น จะไปหวังประโยชน์จากรังนกคงลำบาก ผู้ที่ดื่มกินเข้าไปก็จะได้แค่ความอร่อยตามที่ต้องการคือความหวาน และ รสชาติบางอย่างเท่านั้นเอง เมื่อวินิจฉัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เราจะพบว่า อาหารเสริมรังนกไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย
ถ้าเราพยายามศึกษาว่าคนโบราณมีนิสัยในการกินอย่างไร
เราก็พบแนวทางการบริโภคที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะคนสมัยก่อนแข็งแรงกว่าคนในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อซ่อมสุขภาพบ่อยครั้งเหมือนคนสมัยนี้ คนเราในปัจจุบันมักกินอาหารไม่ครบหมวดหมู่และความหลากหลายอย่างที่ร่างกายต้องการ หนักไปที่แป้ง หรือหนักไปที่การดื่มสุราแทนการกินอาหารบ้าง ลุขภาพจึงไม่แข็งแรง
หากเราย้อนกลับไปกินและอยู่ใกล้เคียงกับสภาพเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน คล้ายกับประสบการณ์ในสมัยพ่อแม่ของเรา เราจะปลอดภัยจากโรคและภาวะต่างๆ ที่กำลังเบียดเบียนเราอยู่
ใช่ว่ารังนกจะไม่มีคุณค่าทางอาหารเลย เพียงไม่ได้มีคุณค่ามากไปกว่าอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในปัจจุบัน และยังเป็นการทรมานเพื่อร่วมโลกคือนกนางแอ่นอย่างไม่จำเป็นเลยด้วยครับ
ที่มา วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
อย่าเปิดเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ทันทีที่คุณขึ้นรถ!
อย่าเปิดเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ทันทีที่คุณขึ้นรถ!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณจอดรถตากแดดไว้ ให้เปิดหน้าต่างหลังจากขึ้นรถ และอย่าเปิดแอร์ทันที ตาม
ผลการวิจัย แผงหน้าปัทม์ (คอนโซล) เบาะที่นั่ง และน้ำหอมปรับอากาศ จะสร้างสารเบนซีน ที่เป็นสาร
ก่อมะเร็งขึ้น (อย่างที่คุณได้กลิ่่นเหมือนพลาสติคจาง ๆ ในรถ "โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถใหม่" : ผู้แปล)
นอกจากเป็นสาเหตุให้เป็นมะเร็งแล้ว สารดังกล่าวยังเป็นพิษต่อกระดูก ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง และลด
จำนวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคลูคีเมีย และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์มารดาได้ ระดับของสารเบนซีนที่ยอมรับได้ในอาคาร / ในรถ คือ 50 มิลลิกรัม ต่อตารางฟุต
แต่ระดับของสารเบนซีนในรถที่จอดอยู่ในร่มมีค่าอยู่ที่ 400 - 800 มิลลิกรัม หากรถจอดอยู่กลางแจ้งที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 60 องศาฟาร์เรนไฮท์ (15.5 องศาเซลเซียส "ในเมืองไทยจอดในร่มอุณหภูมิก็สูงเกินแล้ว" : ผู้แปล)
ระดับของสารเบนซีนจะสูงขึ้นถึง 2000 -4000 มิลลิกรัม คือสูงกว่าระดับที่ยอมรับได้ถึง 40 เท่า คนที่อยู่ในรถจะหายใจเอาสารพิษที่สูงเกินมาตรฐานดังกล่าวเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำว่าให้คุณเปิดประตู หน้าต่างรถไว้สักระยะเพื่อให้อากาศที่อยู่ในตัวรถออกมาก่อนจะเข้าไปนั่ง สารพิษที่ร่างกายคุณไม่สามารถขับออกได้โดยง่าย ซึ่งส่งผลร้ายต่อตับ ไต ไส้ พุงจะได้ลดปริมาณลง "เมื่อใครบางคนแบ่งปันบางสิ่งที่มีค่ากับคุณ และคุณได้รับประโยชน์จากมัน คุณก็ควรจะแบ่งปันสิ่งนั้นให้กับผู้อื่นด้วย"


โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณจอดรถตากแดดไว้ ให้เปิดหน้าต่างหลังจากขึ้นรถ และอย่าเปิดแอร์ทันที ตาม
ผลการวิจัย แผงหน้าปัทม์ (คอนโซล) เบาะที่นั่ง และน้ำหอมปรับอากาศ จะสร้างสารเบนซีน ที่เป็นสาร
ก่อมะเร็งขึ้น (อย่างที่คุณได้กลิ่่นเหมือนพลาสติคจาง ๆ ในรถ "โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถใหม่" : ผู้แปล)
นอกจากเป็นสาเหตุให้เป็นมะเร็งแล้ว สารดังกล่าวยังเป็นพิษต่อกระดูก ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง และลด
จำนวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคลูคีเมีย และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์มารดาได้ ระดับของสารเบนซีนที่ยอมรับได้ในอาคาร / ในรถ คือ 50 มิลลิกรัม ต่อตารางฟุต
แต่ระดับของสารเบนซีนในรถที่จอดอยู่ในร่มมีค่าอยู่ที่ 400 - 800 มิลลิกรัม หากรถจอดอยู่กลางแจ้งที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 60 องศาฟาร์เรนไฮท์ (15.5 องศาเซลเซียส "ในเมืองไทยจอดในร่มอุณหภูมิก็สูงเกินแล้ว" : ผู้แปล)
ระดับของสารเบนซีนจะสูงขึ้นถึง 2000 -4000 มิลลิกรัม คือสูงกว่าระดับที่ยอมรับได้ถึง 40 เท่า คนที่อยู่ในรถจะหายใจเอาสารพิษที่สูงเกินมาตรฐานดังกล่าวเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำว่าให้คุณเปิดประตู หน้าต่างรถไว้สักระยะเพื่อให้อากาศที่อยู่ในตัวรถออกมาก่อนจะเข้าไปนั่ง สารพิษที่ร่างกายคุณไม่สามารถขับออกได้โดยง่าย ซึ่งส่งผลร้ายต่อตับ ไต ไส้ พุงจะได้ลดปริมาณลง "เมื่อใครบางคนแบ่งปันบางสิ่งที่มีค่ากับคุณ และคุณได้รับประโยชน์จากมัน คุณก็ควรจะแบ่งปันสิ่งนั้นให้กับผู้อื่นด้วย"
มีประโยชน์จริงๆ
ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิด ทำให้กระดูกบางลงได้ นำไปสู่ปัญหากระดูกพรุน เมื่อแก่ตัวลง
ดังนั้นหากจำเป็นต้องกินหรือฉีดยาเหล่านี้
ก็อย่าลืมหมั่นกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวเข้ม ปลาเล็กปลาน้อย ฯลฯ
หรือทานแคลเซียมเสริมไว้ด้วย.
ที่มา : Canadian Medical Association Journal, October 2001
*********************************************************************
ผู้หญิงชอบดื่มพึงระวัง
คุณผู้หญิงที่ชอบดื่มพึงระวังเพราะร่างกายคุณ
จะซึมซับแอลกอออล์ได้เร็วกว่าผู้ชาย ( เมาเร็วกว่า)
แล้วคุณยังมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 50%
แถมยังกระดูกเปราะกว่ากันมาก เพราะเหล้าจะเข้าไปทำลายเนื้อกระดูก( bone mass) ของคุณ.
ที่มา : Rethinking Drinking' Reader's Digest, December 2001
*********************************************************************
นั่งรถตรงไหนปลอดภัยที่สุด
นั่งรถเก๋งที่เบาะหลังตรงกลางปลอดภัยที่สุด
รองลงมาคือ ที่นั่งด้านหลังทางซ้าย (หลังคนนั่งข้างคนขับ)
เพราะตามสถิติอุบัติเหตุจะเกิดทางด้านหน้า และ ด้านคนขับมากกว่า
และหากมีคนนั่งรถไปกับคุณด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
จะลด อันตรายจากอุบัติเหตุการชนด้านหน้ารถลงไปด้วย...
ที่มา : The Seattle Times, November 11, 2001
( ข้อมูลจาก http://www.thaihealth.or.th/th/index_th.php)
*********************************************************************
ทานกะหล่ำปลีดิบมีพิษนะ
ในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน ( Goibrogen)
ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีน
ไปสร้างเป็น ฮอร์โมนไทร๊อกซิน ( Thyroscine) ได้
ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอก
แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้ โดยการต้ม
จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุก จะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ
*********************************************************************
ถั่วงอกดิบมีโทษครับ
ในผักสดบางชนิดมีสารพิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
เช่น ในถั่วงอก มีสารพิษพวกที่เรียกว่าไฟเตต
ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะ ไปจับแร่ธาตุบางชนิดที่อยู่ในอาหาร
ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านั้นเข้าร่างกาย
ร่างกายจะเป็นโรคขาดแร่ธาตุ สารพิษเหล่านี้สามารถทำลายได้โดยการต้ม
จึงควรรับประทานถั่วงอกสุขดีกว่าถั่วงอกดิบ
*********************************************************************
วิธีป้องกันตะคริว
ตะคริวเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่
การดื่มน้ำและ รับประทานผลไม้สดมากๆ
จึงช่วยลดการเป็นตะคริวได้...
ที่มา : Health& Fitness Column, Detroit News, August 22, 2001
*********************************************************************
อดนอนบ่อยๆ ระวังเป็นเบาหวาน
ร่างกายที่ไม่ได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
จะใช้อินซูลินได้น้อยลง คนอดนอนบ่อยๆ
จึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าปกติ...
ที่มา : The Seattle Times, July 22, 2001
*********************************************************************
ตรวจฉี่ด้วยตัวเอง
ร่างกายแต่ละคนต้องการน้ำไม่เท่ากัน แพทย์แนะนำว่าควรดื่มมาก
พอที่จะถ่ายปัสสาวะได้ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง
หากปัสสาวะคุณเป็นสีเหลือง เข้มกว่าปกติ
แสดงว่าคุณกำลังขาดน้ำ...
ที่มา : Health & Fitness Column, Detroit News, August 22, 2001
*********************************************************************
เนยแท้ vs เนยเทียม
เนยแท้ๆ ที่ทำมาจากนม อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายกว่าเนยเทียม
หรือมาร์การีนซึ่งไม่มีประโยชน์เลยแถมเป็นพิษต่อร่างกายอีกต่างหาก
แต่ไม่ควรจะบริโภคเนยให้มากนักเพราะมากไป
ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ และความดันได้ง่าย...
*********************************************************************
วิธีชะลอความแก่ 7 ประการ
เรื่องความชราที่มาเยือนนั้นเป็นไปตามวัยก็จริง
แต่หนุ่มสาวสมัยนี้กลับ ' แก่ก่อนวัย '
ถึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า ' ทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ '
เคล็ดลับเหล่านี้ได้จาก น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินารีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
๑.ต้องไม่อยากแก่... ต้องตั้งใจคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวเอาไว้ และต้องปฏิบัติควบคู่ไปทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
๒.มีใจเป็นหนุ่มสาว... คือ รักอิสระ มองโลกในแง่ดีและที่สำคัญมีความหวังเสมอ หรือการคบเพื่อนที่อายุน้อยกว่าก็เป็นวิธีการที่ดี
๓.ลดความเครียด.. เลิกเอาคิ้วผูกโบได้แล้ว ลองยิ้มให้มากขึ้น ถ้าไม่รู้จะยิ้มอย่างไรก็ลองยิ้มกับกระจกเงาที่บ้านดูสิ
๔.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ.. ออกกำลังการอย่างน้อย 15 นาทีจะดี
๕.กินอาหารต้านชรา.. พยายามเลือกอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย เช่น พืชผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
๖.นอนหลับเพียงพอ.. เราควรจะนอนให้เพียงพอกับร่างกาย ที่ดีที่สุดควรนอนก่อนสี่ทุ่มจะดีที่สุด
๗.ความรัก.. ความรักเท่านั้นที่จะช่วยให้คนสดชื่น กระชุ่มกระชวย ทั้งความรักของคนหรือสัตว์ ก็จะช่วยให้เราหัวใจเบิกบาน
*********************************************************************
ขนมเด็กเคลือบยาพิษ Safe Stamp ระวัง ! อันตรายจากอาหารขบเคี้ยว
ข้อมูลจากการสำรวจ ของราชพฤกษ์โพล
คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเก็บตัวอย่างจากขนมหลายประเภท
จากโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษา จำนวน 40 โรงเรียน
ในพื้นที่ 17 เขตของกรุงเทพมหานคร พบว่าภัยร้ายที่แฝงอยู่ในขนมเด็ก
โดยเฉพาะสารตะกั่วซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ขณะเดียวกันก็ยังพบสารอันตรายอื่นๆ
โดยเฉพาะเกลือโซเดียมในปริมาณมากน้อยต่างกันไป
ซึ่งหากบริโภค มากจนตกค้างสะสมในร่างกาย
อาจมีผลให้เส้นเลือดในสมองโป่งพองได้ 10 อันดับ
ขนมขบเคี้ยวประเภทข้าว แป้ง ที่พบปริมาณโซเดียมสูงสุดดังนี้
1. ข้าวเกรียบปลาหมึก ตราอาริงาโตป้ง
2. ขนมทอดกรอบตราปูไทย ซองส้มเข้มป้ง
3. ข้าวเกรียบทอด ตราเอสบี รสพริกหยวกี่
4. ข้าวเกรียบกุ้ง ตราฮานามิ รสเม็กซิกันชิลลี่ษ
5. แป้งมันฝรั่งทอดกรอบ ตราโรลเลอร์ โคสเตอร์ รสหัวหอมทรงเครื่อง
6. แป้งข้าวโพดอบกรอบ ตราโจโต้ รสปลาหมึก
7. ข้าวเกรียบกุ้ง ตราคาลบี้ รสต้มยำรสแซบ
8. ข้าวเกรียบปลา ตรามโนห์รา
9. ข้าวเกรียบกุ้ง ตรามโนห์รา
10. ข้าวเกรียบรสมะเขือเทศ
*********************************************************************
โทษของน้ำต้มเดือดหลายๆ ครั้ง
น้ำประปามีแร่ธาตุหลายชนิด เมื่อต้มเดือดแล้วเดือดอีกหลายๆ ครั้ง
น้ำจำนวนมากจะระเหยกลายเป็นไอ
ส่วนที่เหลือ จึงมีปริมาณแร่ธาตุ ชนิดต่างๆ เข้มข้นขึ้นมาก และเกินมาตรฐานการบริโภค
น้ำที่ต้มเดือดนานๆ ไอออนของซิลเวอร์ไนเตรทที่อยู่ในน้ำ
จะเปลี่ยนเป็นซิลเวอร์ไนไตรท์ ซึ่งเป็นสารที่ให้โทษแก่ร่างกาย
และแร่ธาตุบางอย่างที่เป็นโทษต่อร่างกาย
จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพราะการระเหยของน้ำ และอาจมากจนเกินขีดจำกัด
ความสามารถของร่างกาย ในการกำจัดขับถ่ายออกมา
จึงไม่ควรดื่มน้ำที่ ต้มเดือดแล้วหลาย ๆ ครั้ง ครับ
*********************************************************************
อาหารต้านมะเร็ง 5 ประการเพื่อการป้องกัน
1. รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอคโคลี่ ฯลฯ เพื่อป้องกัน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ส่วนปลาย กระเพาะอาหาร และอวัยวะระบบทางเดินหายใจ
2. รับประทานอาหารที่มีกากมาก เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่น ๆ เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
3. รับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน และไวตามินเอสูง เช่น ผัก ผลไม้สีเขียว-เหลือง เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร กล่องเสียง และปอดำ
4. รับประทานอาหารที่มีไวตามินซีสูงเช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร
5. ควบคุมน้ำหนักตัว..โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง เช่น มดลูก ถุงน้ำดี เต้านม และลำไส้ใหญ่
*********************************************************************
ผลกระทบของการอดนอน
งานวิจัยเชิงทดลอง โดยอาสาสมัครหนุ่มสาว
ทดลองนอนหลับวันละ 4 ชม. เป็นเวลา 6 คืน
เมื่อเจาะตัวอย่างเลือด พบว่า มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและควบคุมยาก
ซึ่งเกือบจะเป็นเหมือนโรคเบาหวาน
นักวิจัยยังพบว่าการอดนอนเป็นสาเหตุของโรคอ้วน
โดยเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเร่งการเติบโต
ซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตทางกายภาพ
และควบคุมสัดส่วนของไขมันต่อกล้ามเนื้อในร่างกาย
การอดนอนทำให้ฮอร์โมนนี้หลั่งน้อยลง ร่ายกายรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น
นอกจากนี้ยังส่งผลต่อฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นสารที่สื่อต่อระบบประสาท ว่า
ควรจะอิ่มได้เร็วหรือช้าเท่าใด ตามความต้องการอาหารของร่างกาย
เมื่อระดับเลปตินลดลงจากการนอนน้อย ผู้คนจะรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น
แม้จะได้กินอาหารจนได้พลังงานเพียงพอแล้วก็ตาม
การนอนไม่พอยังส่งผลต่อเม็ดเลือดขาว และกลไกการตอบสนองภูมิคุ้มกันต่างๆ ของร่างกาย
ทำให้เจ็บป่วยง่ายเมื่อเจอเชื้อโรค การนอนไม่พออาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องวงจรการหลั่งฮอร์โมนแปรปรวน
เนื่องมาจากการอดนอนและ แสงรบกวนในเวลากลางคืน
ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ฉะนั้น นอกจากเราควรจะนอนให้เพียงพอแล้ว เรายังไม่ควรเปิดไฟนอนอีกด้วย
*********************************************************************
6 อัศวินช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
ร่างกายของคนเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้เองอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
ระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย
เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน และหัวใจวายแน่นอน
อาหารบางอย่างมีคุณสมบัติ ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลได้
เป็นอย่างดีเยี่ยม 6 อัศวินตัวสำคัญนั้นคือ
1. มะเขือต่างๆ..
2. หอมหัวใหญ่..
3. กระเทียม
4. ถั่วเหลือง..
5. แอปเปิล..
6. โยเกิร์ต
วันใดมื้อใดที่คุณมีเมนูอาหารซึ่งอุดมไปด้วยไขมันมากๆ
ก็ควรรับประทานอัศวินตัวหนึ่งตัวใดเพื่อควบคุมไขมัน.
*********************************************************************
อาหารอันตรายเมื่อท้องว่าง
คุณทราบไหมว่าเมื่อท้องของคุณว่างแล้วคุณรับประทานอาหารเข้าไป
อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้
เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ควรเลือกชนิดของอาหารเสียก่อน
อาหารที่ไม่ควรรับประทาน ขณะท้องว่างมีชนิดใดบ้าง
มีบางชนิดที่เราแทบไม่เชื่อเลยล่ะ กล้วย.. เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม
การรับประทานกล้วย ขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น
ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้ง
การทำงานของหลอดเลือดหัวใจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างยิ่ง
กระเทียม .. เพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหาร
ได้รับการกระตุ้นเกิด โรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง
ผัก.. การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง
จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปรกติ
นอกจากนั้น ยังไม่ควรอาบน้ำ และออกกำลังกายด้วยเช่นกัน
เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกาย ในขณะที่ท้องว่าง
จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
นมและนมถั่วเหลือง .. แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน
แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหาร
มีสารอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย เหล้า .. หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง
จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้ น้ำตาลหรืออาหารหวาน. ..
ไม่ควรรับประทานอาหารหวาน หรือน??ำตาล เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต
เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง
จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด
และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
ชา. .. ที่แก่เกินไป ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อย ในกระเพาะอาหารเจือจาง
ส่งผลให้การทำงาน ของระบบย่อยอาหารลดลง
และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ
ลูกพลับ .. ไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง
เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก
หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้วจะทำให้เจ็บหน้าอก
คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
*********************************************************************
ไอศกรีม
อาหารขยะ ไอศกรีมบางยี่ห้อ บางผู้ผลิต
ใช้ไขมันที่เหลือจากโรงฆ่าสัตว์ แทน และได้ใส่ส่วนผสมสังเคราะห์
จากสารเคมีต่าง ๆ ดังนี้
1. ไดอิธิลกลูคอล ( diethyl glucol ) .. สารเคมีราคาถูก ใช้ตีไขมัน ให้กระจาย แทนการใช้ ่ไข่ เป็นสารกันเยือกแข็ง ที่ใช้กันน้ำแข็ง ( anti freeze) และผสมในน้ำยากัดสี
2. อัลดีไฮด์ - ซี 71 ( aldehyde-C71 ) .. ใช้สร้างกลิ่น เชอร์รี่ ให้ไอศกรีมเป็นของเหลวติดไฟง่าย และยังนำไปใช้ทำสีอะนิลีน พลาสติกและยาง
3. ไปเปอร์โอรัล ( piperoral ) .. ใช้แทนวานิลลา เป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเหาและหมัด
4. อิธิลอะซีเตท ( ethyl acetate ) .. ใช้สร้างกลิ่นรสสับปะรด ใช้เป็นตัวทำความสะอาดหนังและผ้าทอ กลิ่นของสารเคมีตัวนี้ ทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง ตับ และหัวใจผิดปกติ
5. บิวธีรัลดีไฮด์ ( butyraldehyde) ใช้สร้างกลิ่นรสเมล็ดในผล ไม้เปลือกแข็ง เป็นสารประกอบสำคัญในกาวยาง
6. แอนนิล อะซีเตท ( anyle acetate) ใช้สร้างกลิ่นรสกล้วยหอม เป็นสารทำลายใช้ล้างไขมัน
7. เบนซิล อะซีเตท( benzyle acetate) ใช้สร้างกลิ่นและรสสตรอเบอร์รี่
*********************************************************************
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)