ใน 1 วัน คุณกินน้ำตาลกี่ช้อนชา
ขณะนี้คุณอาจเป็นผู้หนึ่งที่กินน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และนั่นก็แสดงว่าตัวคุณเองมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคที่คุณเคยคิดว่าไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ
เชื่อหรือไม่ว่าเครื่องดื่มรสอร่อยที่คุณชื่นชอบที่วันหนึ่งขอดื่มสัก 1-2 ขวด เพื่อเพิ่มความสดชื่นภายใน 1 ขวดนั้นอาจมีส่วนประกอบของน้ำตาลถึง 12 ช้อนชา
หมายถึงเมื่อคุณดื่มหมด 1 ขวด คุณจะได้รับน้ำตาลเกินจากข้อกำหนดที่แนะนำให้กินต่อวันถึง 2 เท่าตัวทีเดียว
เพียงแค่ 1 ขวดเท่านั้นยังไม่นับรวมถึงน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารอื่นๆ ที่คุณได้รับใน 1 วัน ทั้งขนมหวาน ลูกอม น้ำตาลที่คุณเติมเองในก๋วยเตี๋ยว กาแฟ รวมถึงอาหาร 3 มื้อที่คุณซื้อกินอยู่ทุกวัน กล่าวถึงตรงนี้ก็แทบไม่อยากคิดเลยว่าวันหนึ่งๆ คุณจะได้รับน้ำตาลมากเป็นปริมาณเท่าไหร่
การกินน้ำตาลของคนไทยเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ
จากการสำรวจการกินน้ำตาลทรายภายในประเทศพบว่า การกินน้ำตาลของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยอัตราการกินน้ำตาลต่อคนเพิ่มขึ้นจาก 12.7 กิโลกรัม/คน/ปีในปี พ.ศ.2526 เป็น 29.1 กิโลกรัม/คน/ปีในปี พ.ศ. 2544 จากข้อมูลดังกล่าวเมื่อคิดเทียบปริมาณเป็นช้อนชาแล้ว เป็นที่น่าตกใจว่าช่วงระยะเวลาเพียง 18 ปีคนไทยกินน้ำตาลเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าคือจาก 8.7 ช้อนชา เป็น 20 ช้อนชาต่อวัน
นอกจากนี้ จากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทย โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย ครั้งลาสุดในปี พ.ศ.2546 พบว่า คนไทยดื่มเครื่องดื่มทั่วไป ซึ่งไม่ใช่น้ำดื่ม และนม เพิ่มขึ้นจากคนละ 6.8 เท่า ซึ่งเครื่องดื่มทั่วไปนี้ส่วนใหญ่ก็คือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลปริมาณสูง และมีการจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด
ตัวเลขของการกินน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับความนิยมในเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลปริมาณที่สูงขึ้นของคนไทย เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามและถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้ความสำคัญกับการลดการกินน้ำตาลอย่างจริงจัง
น้ำตาลมีประโยชน์หรือไม่...เหตุใดเน้นให้กินแต่น้อย
น้ำตาลเป็นสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้านของการให้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลูโคสซึ่งมีหน่าที่สำคัญในการให้พลังงานแก่สมอง และช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีในสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่น และช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย
น้ำตาลมีประโยชน์ก็จริง แต่ให้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลูโคสซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการให้พลังงานแก่สมอง และช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเคมีในสมอง ทำให้รู้สดชื่น และช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย
น้ำตาลมีประโยชน์ก็จริง แต่ให้พลังงาน ไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการ และคนส่วนใหญ่ก็ได้รับน้ำตาลจากธรรมชาติมากเกินความต้องการของร่างกายอยู่แล้วจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่กินอยู่ทุกวัน เช่น ข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ผัก และผลไม้ เป็นต้น
ดังนั้น การได้รับน้ำตาลเพิ่มขึ้นก็เหมือนกับเป็นการนำสิ่งที่ร่างกายได้รับมากเกินพออยู่แล้วเข้าสู่ร่างกายอีก ซึ่งแน่นอนว่าน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายปริมาณมากแล้วไม่ถูกใช้ย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย และนำมาซึ่งโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา
การกินน้ำตาลที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว โดยปัญหาสุขภาพอย่างแรกที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ปัญหาฟันผุ ทั้งนี้เพราะน้ำตาลจะเป็นอาหารอย่างดีของแบคทีเรียในปาก โดยแบคทีเรียจะนำน้ำตาลไปใช้และเปลี่ยนเป็นกรดแลกติค ซึ่งเป็นสาเหตุของการทำลายเคลือบฟัน ทำให้ฟันกร่อนเร็วขึ้นแล้วส่งผลทำให้เกิดฟันผุ
นอกจากนี้ การกินน้ำตาลปริมาณ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้หลายเป็นไขมันสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อไขมัน ผนังหลอดเลือด และส่วนต่างๆ ของร่างกายซึ่งการสะสมของไขมันนี้จะทำให้ร่างกายขยายขนาดขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วนซึ่งจะนำไปสู่โรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคเบาหวานประเภท 2 ที่เกิดจากการดื้อยาอินซูลิน โรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ โรคไขข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ ตามมาอีกมาก โรคเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องมีการรักษาอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาในการรักษานาน มีค่าใช้จ่ายที่สูง และที่น่ากลัวก็คือเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงอีกด้วย
การกินน้ำตาล มากเกินไปทำให้เกินผลเสียต่อสุขภาพถึงขนาดนี้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะกินเป็นปริมาณเท่าไหร่ใน 1 วันถึงจะไม่มากเกิน?
องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้ปริมาณน้ำตาลไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับใน 1 วัน
สำหรับคนไทยข้อแนะนำการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า น้ำมัน เกลือ น้ำตาลให้กินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ได้มีการกำหนดปริมาณน้ำตาลว่าไม่ควรเกิน 4, 6 และ 8 ช้อนชา สำหรับผู้ต้องการพลังงาน 1,600 2,000 และ 2,400 กิโลแคลอรี ซึ่งเท่ากับประมาณร้อยละ 5 โดยเฉลี่ย โดยส่วนที่เหลือได้ไว้สำหรับน้ำตาลที่ได้รับจากอาหารอื่นซึ่งไม่ทราบปริมาณ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันจึงแนะนำปริมาณน้ำตาลสำหรับประชากรโดยทั่วไป คือ ควรกินไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ใน 1 วัน ตัวเลข 6 ช้อนชาต่อวัน เมื่อรู้แล้วอย่าเพิ่งตกใจหรือยึดติดกับตัวเลขนี้ให้มากนัก เพราะหลังจากอ่านบทความนี้จบ เป้าหมายของคุณไม่ได้อยู่การกินน้ำตาลให้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน แต่อยู่ที่การลดการกินน้ำตาลต่อวันต่างหาก
พึงระลึกไว้เสมอว่าการกินน้ำตาลแม้ลดลงเพียงช้อนเดียวก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้แล้วดีกว่าที่คุณจะไม่เริ่มทำอะไรเลยและบอกกับตัวเองว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะกินน้ำตาลให้ไม่เกิน 6 ช้อนชา”
จะทำอย่างไร ? ....หากติดน้ำตาลเสียแล้ว
การติดน้ำตาล หรือที่เรียกว่าการติดรสหวานนั้นพัฒนามาจากนิสัยการกินตั้งแต่วัยเด็ก โดยพบว่าเด็กที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงด้วยนมรสหวาน หรือมีการบริโภคน้ำหวานและขนมหวานปริมาณมากโดยที่ไม่มีการควบคุม จะส่งผลให้เด็กจะคุ้นเคยกับรสชาติหวาน และมีแนวโน้มที่จะกินน้ำตาล หรือของหวานเพิ่มมากขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ลักษณะของคนติดหวานจะมีความต้องการและมีความอยากของหวานอยู่เสมอ ซึ่งช่วงที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือไม่ได้รับน้ำตาล อาจเกิดอาการซึมเศร้าอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย และขาดสมาธิ
อย่างไรก็ตาม การที่จะบอกให้คนติดหวานเลิกกินน้ำตาลให้ได้รับน้อยลงจากเดิมใน 1 วัน โดยการลดการกินน้ำตาลนี้จะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากเลือกที่จะงดแทนที่จะลดอาจทำไห้เกิดอาการอยากของหวานมากขึ้นอีกซึ่งจะส่งผลให้กินน้ำตาลมากกว่าเดิม และอาจทำให้เกิดความท้อใจสุดท้ายกลายเป็นว่าไม่สามารถที่จะลดน้ำตาลได้
การลดการกินน้ำตาลใน 1 วันเราสามารถทำได้หลายวิธี โดยอาจเริ่มจากการลดการเติมน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มจากปริมาณเดิมสักครึ่งช้อนชา และค่อยๆ ลดลงในวันต่อๆ มา ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อมานั้นในหนึ่งจาน หรือหนึ่งแก้ว จะมีน้ำตาลไม่ต่ำกว่าครึ่งช้อนชา (บางร้านเติมน้ำตาลมากถึง 2 ช้อนชา ถ้าไม่เชื่อลองสังเกตขณะที่เขาตักเครื่องปรุงลงในอาหาร)
หันมากินผลไม้โดยไม่ต้องจิ้มเกลือน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำอัดลม และเครื่องที่มีรสหวาน เลือกใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล หรืออาจเลือกวิธีเพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้เกิดการเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกินไม่ให้มีการเปลี่ยนรูปและสะสมอยู่ในร่างกายนอกจากวิธีดังกล่าว
อีกวิธีหนึ่งที่มีความสำคัญในการลดและควบคุมปริมาณน้ำตาลอย่างได้ผลก็คือกานอ่านฉลากโภชนาการเพราะฉลากโภชนาการจะบอกให้ทราบถึงปริมาณที่แน่นอนของน้ำตาลในผลิตภัณฑ์นั้นๆ ทำให้เราสามารถลดหรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีปริมารน้ำตาลสูง และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย
มาทำความรู้จักกับฉลากโภชนาการ เพื่อหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูงกันเถอะ
ฉลากโภชนาการจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของอาหารนั้นๆ ต่อ 1 หน่วยบริโภค และมีการแสดงถึงปริมาณร้อยละของสารอาหารนั้นๆ ที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วัน ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนทั่วไปในการเปรียบเทียบสินค้า และสามารถเลือกกินอาหารเพื่อให้สุขภาพที่ดีได้ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นจะขอยกตัวอย่างฉลากโภชนาการของเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด และวิธีการคำนวณปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์นี้
ฉลากโภชนาการบอกอะไรบ้าง
1 หน่วยบริโภค
คือปริมาณที่ผู้ผลิต แนะนำให้ผู้บริโภคกิน ซึ่งเมื่อกินในปริมาณดังกลบ่าวแล้วผู้บริโภคก็จะได้รับสารอาหารตามที่ระบุอยู่ในช่วงต่อไปของกรอบข้อมูลโภชนาการ
ตัวอย่างนี้ 1 หน่วยบริโภคเท่ากับครึ่งขวด (250 มิลลิลิตร) นั่นก็คือดื่มครึ่งขวดถึงจะได้ปริมาณสารอาหารตามที่ระบุไว้ในกรอบด้านล่าง ซึ่งความจริงเป็นคนทั่วไปดื่มทั้งขวดไม่ใช่ครึ่งขวดถึงจะได้ปริมาณสารอาหารตามที่ระบุไว้ในกรอบด้านล่าง ซึ่งความเป็นจริงคนทั่วไปทั้งขวดไม่ใช่ครึ่งขวด ถ้าสังเกตฉลากโภชนาการให้ดี ก็จะพบว่าปริมาณน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมีมากกว่าที่ระบุไว้ในฉลากจริงถึงสองเท่า
จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ
ตัวอย่างนี้จำนวนหน่วยบริโภคต่อ 1 ขวด เท่ากับ 2 นั่นก็คือ ถ้าดื่มทั้งขวด สารอาหารที่จะได้รับที่ถูกระบุไว้ในกรอบด้านล่างในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วงบริโภคจะต้องถูกคูณด้วย 2 ทั้งหมด เช่น กรอบด้านล่างระบุปริมาณน้ำตาลไว้ 31 กรัม (ต่อ 1 หน่วยบริโภค หรือต่อครึ่งขวด) ดังนั้นถ้าดื่มหมดทั้งขวด น้ำตาลที่คุณจะได้รับก็คือ 31 2 = 62 กรัม ซึ่งจะคิดเป็นน้ำตาล 15.5 ช้อนชา (น้ำตาล 4 กรัม เท่ากับหนึ่งช้อนชา) สารอาหารอื่นก็สามารถคำนวณได้เช่นเดียวกันโดยจากฉลากข้างต้นจะคำนวณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด และโซเดียมทั้งหมด และโซเดียมได้ 75 กรัม และ 320 กรัม
ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
คือสารอาหารที่มีในอาหารต่อ 1 หน่วยบริโภคเมื่อคิดเทียบกับที่ควรได้รับแล้ว คิดเป็นร้อยละเท่าไร
ตัวอย่างนี้เครื่องดื่ม A ให้คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 12 ของที่ต้องการต่อวัน ก็หมายความว่าเราต้องการคาร์โบไฮเดรตจากอาหารอื่นอีกร้อยละ 88 (น้ำตาลนั้น ได้แสดงร้อยละเป็นส่วนหนึ่งของคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดแล้ว) สารอาหารอื่นๆ ไขมัน โปรตีน และโซเดียมก็สามารถคำนวณได้ในลักษณะเดียวกัน ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันจะระบุสำไหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี ซึ่งสำหรับคนที่มีความต้องการพลังงานมากหรือน้อยกว่าค่าของพลังงานดังกล่าวปริมาณสารอาหารที่แนะนำก็จะแตกต่างออกไป
สรุปแล้วการคำนวณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ไห้พิจารณาจาก จำนวน 1 หน่วยบริโภค จำนวนหน่วยบริโภคต่อผลิตภัณฑ์ และปริมาณน้ำตาล (กรัม) ที่ระบุไว้ในผลิตภัณฑ์ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทราบว่าในผลิตภัณฑ์นั้นมีน้ำตาลอยู่ปริมาณเท่าไหร่ และเราควรที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นหรือไม่
จากตัวอย่างการคำนวณปริมาณน้ำตาลของผลิตภัณฑ์ของเครื่องดื่มยี่ห้อ A จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในหนึ่งขวดมีน้ำตาลสูงถึง 15.5 ช้อนชาซึ่งเทื่อเทียบกับปริมาณ 6 ช้อนชาที่กำหนด เป็นที่น่าตกใจว่าการดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้เพียงขวดเดียว จะทำให้ได้รับปริมาณน้ำตาลมากกว่าข้อกำหนดถึง 2.5 เท่าแน่นอนว่าถ้ายังคงปฏิบัติตัวเช่นเดิม ด้วยการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลในปริมาณสูงเป็นประจำร่วมกับการกินอาหารและของหวานอื่นๆ โดยไม่สนใจที่จะลดการบริโภคน้ำตาล ประกอบกับการไม่ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกิน รับรองได้ว่าในไม่ช้าคุณจะต้องมีปัญหาสุขภาพดังที่กล่าวไว้ข้างต้นตามมาอย่างแน่นอน
น้ำตาลจะไม่ก่อให้เกิดโทษหากรู้จักกินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง ยังไม่สายที่จะหันมาออกกำลังกาย ลดปริมาณน้ำตาลที่เติมเอง และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงโดยการอ่านจากฉลากโภชนาการ
ทุกๆ 1 ช้อนชาที่ลดลงนั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ลดลงเช่นกัน
(update 6 กันยายน 2008)[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 345 มกราคม 2551]
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประโยชน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประโยชน์ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ดอกเกลือ...คุณภาพสูง (ดูทีวีเลยสงสัยว่ามันเป็นยังไง)
ดอกเกลือ...คุณภาพสูง (ดูทีวีเลยสงสัยว่ามันเป็นยังไง)
http://gotoknow.org/blog/k-creation/168447
Fleur de Sel กับ "ดอกเกลือ" ของไทย
ใน ความเป็นจริงแล้ว ชาวนาเกลือในประเทศไทยก็ได้ผลิตดอกเกลือมานานนับร้อยปีมาแล้ว โดยเฉพาะที่ บ้านบางตะปูน ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
ครั้งที่แล้วเล่าเรื่อง Fleur de Sel เพราะได้รับของฝากจากแขกชาวฝรั่งเศสที่มาทานข้าวที่บ้าน
เล่าถึงความพิเศษกันไปแล้ว ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า ราคาแห่งความพิเศษนั้นจะสักเท่าไร
เฉลยให้ทราบราคาของ Fleur de Sel ของฝรั่งเศสกันเลยค่ะ
ราคานั้นหรือ . ..At 100 times the cost of table salt and ten times the cost of ordinary sea salt....ในต่างประเทศ ราคาแพงเป็นหนึ่งร้อยเท่าของเกลือป่นผ่านกรรมวิธีที่ใช้บนโต๊ะอาหาร และ แพงเป็นสิบเท่าของเกลือทะเลธรรมดาๆ
สมราคามั้ยคะ จากการที่ดอกเกลือ Fleur de Sel เป็นเกลือที่สะอาด มีคุณภาพสูง ราคาแพง เพราะว่ามีปริมาณน้อย ไม่ได้สัมผัสกับพื้นดิน แน่นอนว่าเราคงไม่อยากนำเกลือที่แพงพิสดารเช่นนี้มาต้มยำทำแกง

กระป๋องเล็กๆที่ได้มา น้ำหนัก ๑๒๕ กรัม ทราบว่าราคา ๙ ยูโร หรือประมาณ ๔๕๐ บาท
ดอกเกลือ...ของไทย
ในความเป็นจริง แล้ว ชาวนาเกลือในประเทศไทยก็ได้ผลิตดอกเกลือมานานนับร้อยปีมาแล้ว โดยเฉพาะที่ บ้านบางตะปูน ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
พอฟ้าเริ่มสาง อาทิตย์ทอแสงสีทองอ่อน ๆ น้ำทะเลในผืนนาเกลือจะถูกแดดและลมพัดให้แห้งจนได้ความเค็มประมาณ 20-25 ดีกรี เกิดเกสรเกลือ หรือ เกลือแรกเริ่มตกผลึก ชาวนาเกลือเรียกว่า ดอกเกลือ ซึ่งจะเป็นผงเล็กๆ ลอยจับตัวกันเป็นแพอยู่เหนือน้ำผืนนาเกลือ ดังนั้นชาวนาเกลือจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อรีบช้อนดอกเกลือ ก่อนที่แสงแดด และสายลมจะทำให้ดอกเกลือจมลงด้านล่าง
กล่าวกันว่า ดอกเกลือที่ เก็บได้ในเวลาเช้าตรู่นี้จะมีไอโอดีนสูง มีสีสันขาวเป็นประกายแวววาว รสชาติเค็มอมหวาน เป็นดอกเกลือที่สะอาด เพิ่งเกิดใหม่ๆ ไม่ได้สัมผัสกับพื้นดิน หรือตากลม ตากฝุ่นอยู่นาน มีแร่ธาตุต่างๆสูงมาก จึงมีคุณภาพสูง อีกทั้งเพราะมีปริมาณน้อย ราคาจึงแพง (เสียดายไม่สามารถหาข้อมูลวิชาการอ้างอิงได้ เรื่องแร่ธาตุในดอกเกลือของเรา)
โดยปกติแล้วเกลือนั้นหากขายปลีกกันจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 4-5 บาท แต่หากเป็นดอกเกลือนี้จะราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 10 - 15 บาททีเดียว
ดอกเกลือ จึงเปรียบเสมือนอัญมณีที่ล้ำค่าของชาวนาเกลือ ซึ่งเป็นที่หวงแหนมาก เพราะมีน้อย ชาวนาเกลือจึงเก็บดอกเกลือไว้ใช้เองทั้งบริโภค และประทินผิวพรรณเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของชาวนาเกลือ เก็บไว้ล้างแผลบ้าง เก็บไว้แจกจ่ายผู้มาเยือนบ้าง
ผู้เขียนเคยได้ดอกเกลือมาจากสมุทรสงครามถุงหนึ่งราวๆหนึ่งกิโลกรัม ก็ใช้ทำกับข้าวแทนการใช้น้ำปลา คือเอามาต้มยำทำแกง ไม่ได้ประดิดประดอยใช้อย่างที่ฝรั่งใช้ Fleur de Sel
คิดเล่นๆว่าฝรั่ง(เศส)ผลิต Fleur de Sel ได้ปีละครั้งเท่านั้น เมืองไทยมีโอกาสผลิตได้ยาวนานกว่าเพราะมีแสงแดดเกือบทั้งปี หากเรารักษาสิ่งแวดล้อมได้ดี ทะเลสะอาด น้ำทะเลที่จะใช้มาผลิตเกลือสะอาด กรรมวิธีผลิตแบบดั้งเดิมโดยภูมิปัญญาไทยของเรา การวิจัยคุณค่าของแร่ธาตุสารอาหารดอกเกลือของเราเปรียบเทียบกับของต่าง ประเทศให้ได้รู้กันแจ้งๆไปเลย และ การวิจัยพัฒนาเพื่อนำดอกเกลือมาผลิตเครื่องสำอาง อาจจะช่วยส่งเสริมให้อาชีพการทำนาเกลือยังคงอยู่ และสร้างรายได้จากการทำนาเกลือเพิ่มขึ้น
ปัญหาของคนไทยคือ เรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาของเราเอง หากต้องการจะยกย่องก็ทำเป็นครั้งๆ(มักทำเพื่อให้ผู้พูดดูดี) เป็นแนวโรแมนติค รำลึกโหยหาความโบราณ มากกว่าจะกล่าวยกย่องอย่างมีข้อมูลน่าเชื่อถือ ประกอบเข้ากับเรื่องราวที่มาของภูมิปัญญาของผลิตภัณฑ์นั้นๆ
ทะเลไทยอยู่ในเขตร้อน ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีแร่ธาตุสารอาหารมากกว่าทะเลเขตหนาวอย่างยุโรปด้วยซ้ำ ผู้เขียนมีเพื่อนคนหนึ่งทำร้านอาหารไทยชื่อดัง และเขียนตำราอาหารไทยและเอเชีย อยู่ที่ซานฟรานซิสโก เธอมาเมืองไทยครั้งใด ขากลับทุกครั้งต้องซื้อ "เกลือไทย" กลับไปอเมริกาทุกครั้ง ผู้เขียนเคยถามว่าอเมริกาก็มีเกลือขายมากมาย เกลือไทยถูกกว่าหรือจึงต้องหอบไปให้หนัก เธอตอบว่า ไม่ใช่ถูกกว่า แต่นำไปปรุงอาหารแล้วได้รสชาติดีกว่าเกลือฝรั่ง
ผู้เขียนขอตัวไปทดสอบรสชาติ Fleur de Sel ที่ได้มาซักหน่อย ดูซิว่าอาหารจะอร่อยขึ้นแค่ไหน เสียดายที่ดอกเกลือที่บ้านใช้หมดแล้ว คงต้องทดลองเปรียบเทียบรสชาติกันทีหลัง
ระหว่างค้นข้อมูลจากกูเกิ้ล พบภาพสวยๆและเรื่องเกี่ยวกับนาเกลือมากมาย ลิงค์ที่ยกมาภาพเขาสวย คมชัดมากเลยค่ะ ขอชวนไปชมกันนะคะhttp://www.barekadindern.com/bkdd2/viewtopic.php?f=1&t=40นหยุดที่แล้วผมก็หาเรื่องไปเที่ยววันหยุดตามประสาอีก ในทริปนี้ผมไม่อยากจะไปไกลจากกรุงเทพมากเท่าไหร่ (เพราะงบน้อย) ระหว่างทางที่ไปนั้นผมมองเห็นนาเกลือตลอดสองฝั่ง ก็เลยเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่าเค้าทำอะไรกันยังไง โชคดีที่ "เมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม" นี้ มีรุ่นน้องผมอยู่คนหนึ่ง เราเลยได้เดินทางกันสะดวกมากยิ่งขึ้น ผมของให้รุ่นน้องผมแวะทีนาเกลือซักที่นึงเพื่อจะเก็บภาพและบรรยากาศของ "นา" ในอีกรูปแบบหนึ่งนอกเหนือจากนาข้่าวที่เราเห็นกันอยู่ประจำทางทีวี

รุ่นพี่ผมที่ไปด้วยไม่พูดอะไรมาก มาถึงก็คว้ากล้องลงไปถ่ายรูปอย่างเดียวเลย

นาเกลือที่พึ่งจะเก็บเกี่ยวเกลือรวมเป็นกองๆในวันนี้หลัง จากขออนุญาติเจ้าของนาเกลือแห่งนี้แล้วผมก็เริ่มตะลุยเดินท่องในท้องนา ที่นาแห่งนี้มีอยู่หลายแปลง ที่เกลือ
กลายเป็นเกล็ดแล้วก็จะถูกกองรวมกันไว้ อีกส่วนที่ยังไม่เก็บก็เริ่มเป็นเกลืออยู่ด้านล่างของผิวน้ำ ส่องประกายระยิบระยับ
กับแสงอาทิตย์ สวยงามน่าดูชม เสียดายที่กล้องผมสู้แสงไม่ได้มาก พอจะเอาระยิบระยับมา ภาพก็มืดทุกที - -"

นาอีกส่วนที่เกลือยังไม่ตกผลึก

เกลือที่เริ่ิ่มตกผลึกอยู่ใต้ผิวน้ำเป็นชั้นๆ

เกลือที่ตกผลึกและสามารถขายได้แล้วก็จะถูกนำมาแผ่ก่อนจะกองไว้รวมกันเพื่อตากแดดให้แห้ง

ก๊วนท่องเที่ยวในทริปนี้ครับผม เดินมาจนถึงกลางท้องนา ก็เจอกับประตูน้ำเล็กที่เอาไว้ปิดเปิดระบายน้ำเข้าออก ที่นี่ท้องนาถูกขุดเอาไว้ลดหลั่นกัน
เป็นชั้นๆ เพื่อที่จะสะดวกในการถ่ายน้ำเข้าออก ท้องนาที่ผมเห็นว่าเรียบเสมอกันหมดนั้นจริงๆไม่ใช่เลย ระหว่างที่กำลัง
ถ่ายรูปประตูน้ำนี้ พี่คนงานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเพื่อวัดปริมาณความเข้มของเกลือเลยทำให้ผมได้ เรียนรู้ถึงความยาก
ลำบากในการทำเกลือ กว่าจะมาเป็นเกลือให้เราได้ใช้ปรุงอาหารกันครับ

ประตูระบายน้ำทะเลเข้าออก

พี่คนงานกำลังทำการวัดระดับความอิ่มตัวของเกลือครับผม ได้พูดคุยกับพี่เค้าหลายอย่างเกี่ยวกับการทำเกลือ ทำให้ได้ทราบว่า เกลือนั้นหลังจากที่นำน้ำทะเลมาสู่นาแล้ว ทุกๆวัน
ต้องคอยวัดระดับความเข้มของเกลืออยู่เสมอ เพราะว่าหากความเข้มมีสูงหรือต่ำไป เกลือที่ได้ออกมาจะมีปริมาณน้อย
หรือไม่ได้คุณภาพ หากมีความเข้มมากไป เกลือก็จะตกผลึกน้อย ต้องคอยเติมน้ำทะเลเข้าไปเลี้ยงอยู่เสมอ ถ้าวันไหน
ฝนตกขึ้นมา ก็เป็ฯอันว่า เกลือทั้งแปลงนั้นก็ต้องสูญไปโดยปริยาย เพราะน้ำฝนจะทำให้น้ำทะเลที่อยู่ในแปลงจืดจะไม่
ตกผลึกเป็นเกลือ ต้องถ่ายทิ้งไป กระบวนการตั้งแต่เริ่มจนถึงเกลือตกผลึกนี้กินเวลาประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ กว่าที่
เกลือจะเก็บเกี่ยวเอาไปขายได้ครับ

พี่คนงานกำลังถ่ายน้ำทะเลลงไปเลี้ยงนาเกลือแปลงที่มีความเข้มสูงเกินไปครับ

นาเกลือที่ยังไม่ตกผลึกมา ที่นี่ผมเลยได้ความรู้เพิ่มเติมอีกหนึ่งอย่างคือเรื่องของ "เกสรเกลือ" ที่ได้ยินคนพูดกันมานานแล้ว พี่เค้าก็ได้ให้ความรู้
กับผมว่า เกสรเกลือ เป็นเกลือแรกที่เริ่มตกผลึก แต่จะไม่ตกผลึกด้านล่างเหมือนเกลือทั่วๆไป เพราะจะตกผลึกที่ผิวหน้า
ของน้ำเกลือที่อยู่ในนา เกสรเกลือ หรือ "ดอกเกลือ" นี้มีแร่ธาตุสูงมาก บริษัทเครื่องสำอางทั้งหลายจะนำดอกเกลือนี้
ไปผลิตเป็นส่วนผสมทำให้มีราคาสูง กว่าเกลือธรรมดาทั่วไป โดยปกติแล้วเกลือนั้นหากขายปลีกกันจะตกอยู่ที่ กก.
ละ 4-5 บาท แต่หากเป็นดอกเกลือนี้จะราคาสูงถึง 10 - 15 บาท ต่อ กก. ทีเดียวครับ

เกสรเกลือหรือดอกเกลือถูกช้อนเก็บไว้แยกต่างหาก

ลักษณะของเกสรเกลือชัดๆครับ

เกสรเกลือที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ
หลัง จากขอบคุณพี่คนงานที่มาหใ้ความรู้กับผมแล้ว ผมก็เดินเลยต่อไปอีก ก็เจอกับพุ่มไม้ที่ขึ้นอยู่กลางนา ตอนแรกผมก็คิดว่า เออ สวยดีเฉยๆ แต่คิดไปคิดมา เฮ่ย นี่มันน้ำทะเลนา มันขึ้นได้ไงฟระ

เนี่ยครับ ขึ้นกลางน้ำเค็มได้ด้วย สีม่วงๆ สวยดีเหมือนกัน

ท้องร่องนาครับ นาแบบอื่นท้องร่องเป็นโคลน นาที่นี่ ท้องร่องเป็นเกลือครับผม ชอบภูมิปัญญาของคนไทยอีกอย่างหนึ่ง คือ กลังหันลมสำหรับวิดน้ำขึ้นสู่นาที่สูงกว่า อาศัยกำลังของธรรมชาติ ที่หาดู
ได้ยากพอตัวในสมัยนี้ ที่กลายมาเป็นเครื่องสูบน้ำกำลังน้ำมันซะหมดแล้ว หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศอันร้อนเปรี้ยง ผมก็
เหลือบไปเห็นคนงานกำลังจะเริ่มขนเกลือไปขายให้พ่อค้าที่มารอรับซื้อครับ

ภูมิปัญญาชาวบ้าน กังหันวิดน้ำกลางนาเกลือครับ

อีกมุมหนึ่งของกังหันวิดน้ำครับ

น้ำกำลังถูกวิดขึ้นสู่ที่สูงกว่า

อีกซักรูปกับภูมิปัญญาคนไทยครับ
เหล่า คนงานก็เริ่มมาหามเกลือกันเพื่อไปรวมไว้ที่หน้านาครับ ผมเห็นภาพเหล่านี้แล้วนึกถึงอาหารหลายๆอย่างที่เรากิน
อะไรๆมันจะมีขั้นตอนและเวลา รวมทั้งต้องทุ่มเทแบบนี้อีกหลายอย่าง กว่าจะมาเป็นกับข้าวหนึ่งจาน ขนาดเกลือยังต้อง
ใช้เวลาขนาดนี้ ทั้งข้าวที่เรากินอยู่กว่าจะโตก็ใช้เวลาร่วมปี เบื้องหลังของอาหาร 1 จานที่เรากินกัน มีคนเหล่านี้แหละ
ที่เป็นเบื้องหลังนอกเหนือจากพ่อครัว

คนงานเิ่ริ่่มทยอยลงแปลงนา

หนักน่าดูเลยนะครับนี่

หนักก็หนัก แดดก็ร้อนครับ

แบกเสร็จก็กลับมาขนต่ออีก

เด็กๆก็มีครับ ไม่น่าเชื่อว่าตัวแค่นี้แบกเกลือหนักๆเท่าผู้ใหญ่เลยหลัง จากนั้นพวกผมก็ทยอยเดินทางออกจากนาเกลือเพื่อไปสู่ที่หมายต่อไปครับ แต่ภาพที่อยู่เบื้องหลัง เหล่าคนงานที่
แบกเกลือแต่ละเม็ดอย่างรู้ค่า ทั้งที่หนักแสนหนัก เรากินอาหารจานหนึ่งบางทีเหลือทิ้งซะด้วยซ้ำ มาที่นาเกลือครั้งนี้
ผมได้ความหมายอะไรดีๆหลายๆอย่างเก็บไว้ในความทรงจำครับ

ชาวนาเกลือ...อีกหนึ่งชาวนาที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน..ขอขอบพระคุณพี่ๆเจ้าของนาเกลือ รวมถึงคนงานทุกท่านที่ให้เราเข้าไปถ่ายทำครับ
http://gotoknow.org/blog/k-creation/168447
Fleur de Sel กับ "ดอกเกลือ" ของไทย
ใน ความเป็นจริงแล้ว ชาวนาเกลือในประเทศไทยก็ได้ผลิตดอกเกลือมานานนับร้อยปีมาแล้ว โดยเฉพาะที่ บ้านบางตะปูน ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
ครั้งที่แล้วเล่าเรื่อง Fleur de Sel เพราะได้รับของฝากจากแขกชาวฝรั่งเศสที่มาทานข้าวที่บ้าน
เล่าถึงความพิเศษกันไปแล้ว ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า ราคาแห่งความพิเศษนั้นจะสักเท่าไร
เฉลยให้ทราบราคาของ Fleur de Sel ของฝรั่งเศสกันเลยค่ะ
ราคานั้นหรือ . ..At 100 times the cost of table salt and ten times the cost of ordinary sea salt....ในต่างประเทศ ราคาแพงเป็นหนึ่งร้อยเท่าของเกลือป่นผ่านกรรมวิธีที่ใช้บนโต๊ะอาหาร และ แพงเป็นสิบเท่าของเกลือทะเลธรรมดาๆ
สมราคามั้ยคะ จากการที่ดอกเกลือ Fleur de Sel เป็นเกลือที่สะอาด มีคุณภาพสูง ราคาแพง เพราะว่ามีปริมาณน้อย ไม่ได้สัมผัสกับพื้นดิน แน่นอนว่าเราคงไม่อยากนำเกลือที่แพงพิสดารเช่นนี้มาต้มยำทำแกง
กระป๋องเล็กๆที่ได้มา น้ำหนัก ๑๒๕ กรัม ทราบว่าราคา ๙ ยูโร หรือประมาณ ๔๕๐ บาท
ดอกเกลือ...ของไทย
ในความเป็นจริง แล้ว ชาวนาเกลือในประเทศไทยก็ได้ผลิตดอกเกลือมานานนับร้อยปีมาแล้ว โดยเฉพาะที่ บ้านบางตะปูน ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
พอฟ้าเริ่มสาง อาทิตย์ทอแสงสีทองอ่อน ๆ น้ำทะเลในผืนนาเกลือจะถูกแดดและลมพัดให้แห้งจนได้ความเค็มประมาณ 20-25 ดีกรี เกิดเกสรเกลือ หรือ เกลือแรกเริ่มตกผลึก ชาวนาเกลือเรียกว่า ดอกเกลือ ซึ่งจะเป็นผงเล็กๆ ลอยจับตัวกันเป็นแพอยู่เหนือน้ำผืนนาเกลือ ดังนั้นชาวนาเกลือจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อรีบช้อนดอกเกลือ ก่อนที่แสงแดด และสายลมจะทำให้ดอกเกลือจมลงด้านล่าง
กล่าวกันว่า ดอกเกลือที่ เก็บได้ในเวลาเช้าตรู่นี้จะมีไอโอดีนสูง มีสีสันขาวเป็นประกายแวววาว รสชาติเค็มอมหวาน เป็นดอกเกลือที่สะอาด เพิ่งเกิดใหม่ๆ ไม่ได้สัมผัสกับพื้นดิน หรือตากลม ตากฝุ่นอยู่นาน มีแร่ธาตุต่างๆสูงมาก จึงมีคุณภาพสูง อีกทั้งเพราะมีปริมาณน้อย ราคาจึงแพง (เสียดายไม่สามารถหาข้อมูลวิชาการอ้างอิงได้ เรื่องแร่ธาตุในดอกเกลือของเรา)
โดยปกติแล้วเกลือนั้นหากขายปลีกกันจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 4-5 บาท แต่หากเป็นดอกเกลือนี้จะราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 10 - 15 บาททีเดียว
ดอกเกลือ จึงเปรียบเสมือนอัญมณีที่ล้ำค่าของชาวนาเกลือ ซึ่งเป็นที่หวงแหนมาก เพราะมีน้อย ชาวนาเกลือจึงเก็บดอกเกลือไว้ใช้เองทั้งบริโภค และประทินผิวพรรณเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของชาวนาเกลือ เก็บไว้ล้างแผลบ้าง เก็บไว้แจกจ่ายผู้มาเยือนบ้าง
ผู้เขียนเคยได้ดอกเกลือมาจากสมุทรสงครามถุงหนึ่งราวๆหนึ่งกิโลกรัม ก็ใช้ทำกับข้าวแทนการใช้น้ำปลา คือเอามาต้มยำทำแกง ไม่ได้ประดิดประดอยใช้อย่างที่ฝรั่งใช้ Fleur de Sel
คิดเล่นๆว่าฝรั่ง(เศส)ผลิต Fleur de Sel ได้ปีละครั้งเท่านั้น เมืองไทยมีโอกาสผลิตได้ยาวนานกว่าเพราะมีแสงแดดเกือบทั้งปี หากเรารักษาสิ่งแวดล้อมได้ดี ทะเลสะอาด น้ำทะเลที่จะใช้มาผลิตเกลือสะอาด กรรมวิธีผลิตแบบดั้งเดิมโดยภูมิปัญญาไทยของเรา การวิจัยคุณค่าของแร่ธาตุสารอาหารดอกเกลือของเราเปรียบเทียบกับของต่าง ประเทศให้ได้รู้กันแจ้งๆไปเลย และ การวิจัยพัฒนาเพื่อนำดอกเกลือมาผลิตเครื่องสำอาง อาจจะช่วยส่งเสริมให้อาชีพการทำนาเกลือยังคงอยู่ และสร้างรายได้จากการทำนาเกลือเพิ่มขึ้น
ปัญหาของคนไทยคือ เรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาของเราเอง หากต้องการจะยกย่องก็ทำเป็นครั้งๆ(มักทำเพื่อให้ผู้พูดดูดี) เป็นแนวโรแมนติค รำลึกโหยหาความโบราณ มากกว่าจะกล่าวยกย่องอย่างมีข้อมูลน่าเชื่อถือ ประกอบเข้ากับเรื่องราวที่มาของภูมิปัญญาของผลิตภัณฑ์นั้นๆ
ทะเลไทยอยู่ในเขตร้อน ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีแร่ธาตุสารอาหารมากกว่าทะเลเขตหนาวอย่างยุโรปด้วยซ้ำ ผู้เขียนมีเพื่อนคนหนึ่งทำร้านอาหารไทยชื่อดัง และเขียนตำราอาหารไทยและเอเชีย อยู่ที่ซานฟรานซิสโก เธอมาเมืองไทยครั้งใด ขากลับทุกครั้งต้องซื้อ "เกลือไทย" กลับไปอเมริกาทุกครั้ง ผู้เขียนเคยถามว่าอเมริกาก็มีเกลือขายมากมาย เกลือไทยถูกกว่าหรือจึงต้องหอบไปให้หนัก เธอตอบว่า ไม่ใช่ถูกกว่า แต่นำไปปรุงอาหารแล้วได้รสชาติดีกว่าเกลือฝรั่ง
ผู้เขียนขอตัวไปทดสอบรสชาติ Fleur de Sel ที่ได้มาซักหน่อย ดูซิว่าอาหารจะอร่อยขึ้นแค่ไหน เสียดายที่ดอกเกลือที่บ้านใช้หมดแล้ว คงต้องทดลองเปรียบเทียบรสชาติกันทีหลัง
ระหว่างค้นข้อมูลจากกูเกิ้ล พบภาพสวยๆและเรื่องเกี่ยวกับนาเกลือมากมาย ลิงค์ที่ยกมาภาพเขาสวย คมชัดมากเลยค่ะ ขอชวนไปชมกันนะคะhttp://www.barekadindern.com/bkdd2/viewtopic.php?f=1&t=40นหยุดที่แล้วผมก็หาเรื่องไปเที่ยววันหยุดตามประสาอีก ในทริปนี้ผมไม่อยากจะไปไกลจากกรุงเทพมากเท่าไหร่ (เพราะงบน้อย) ระหว่างทางที่ไปนั้นผมมองเห็นนาเกลือตลอดสองฝั่ง ก็เลยเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่าเค้าทำอะไรกันยังไง โชคดีที่ "เมืองแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม" นี้ มีรุ่นน้องผมอยู่คนหนึ่ง เราเลยได้เดินทางกันสะดวกมากยิ่งขึ้น ผมของให้รุ่นน้องผมแวะทีนาเกลือซักที่นึงเพื่อจะเก็บภาพและบรรยากาศของ "นา" ในอีกรูปแบบหนึ่งนอกเหนือจากนาข้่าวที่เราเห็นกันอยู่ประจำทางทีวี
รุ่นพี่ผมที่ไปด้วยไม่พูดอะไรมาก มาถึงก็คว้ากล้องลงไปถ่ายรูปอย่างเดียวเลย
นาเกลือที่พึ่งจะเก็บเกี่ยวเกลือรวมเป็นกองๆในวันนี้หลัง จากขออนุญาติเจ้าของนาเกลือแห่งนี้แล้วผมก็เริ่มตะลุยเดินท่องในท้องนา ที่นาแห่งนี้มีอยู่หลายแปลง ที่เกลือ
กลายเป็นเกล็ดแล้วก็จะถูกกองรวมกันไว้ อีกส่วนที่ยังไม่เก็บก็เริ่มเป็นเกลืออยู่ด้านล่างของผิวน้ำ ส่องประกายระยิบระยับ
กับแสงอาทิตย์ สวยงามน่าดูชม เสียดายที่กล้องผมสู้แสงไม่ได้มาก พอจะเอาระยิบระยับมา ภาพก็มืดทุกที - -"
นาอีกส่วนที่เกลือยังไม่ตกผลึก
เกลือที่เริ่ิ่มตกผลึกอยู่ใต้ผิวน้ำเป็นชั้นๆ
เกลือที่ตกผลึกและสามารถขายได้แล้วก็จะถูกนำมาแผ่ก่อนจะกองไว้รวมกันเพื่อตากแดดให้แห้ง
ก๊วนท่องเที่ยวในทริปนี้ครับผม เดินมาจนถึงกลางท้องนา ก็เจอกับประตูน้ำเล็กที่เอาไว้ปิดเปิดระบายน้ำเข้าออก ที่นี่ท้องนาถูกขุดเอาไว้ลดหลั่นกัน
เป็นชั้นๆ เพื่อที่จะสะดวกในการถ่ายน้ำเข้าออก ท้องนาที่ผมเห็นว่าเรียบเสมอกันหมดนั้นจริงๆไม่ใช่เลย ระหว่างที่กำลัง
ถ่ายรูปประตูน้ำนี้ พี่คนงานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเพื่อวัดปริมาณความเข้มของเกลือเลยทำให้ผมได้ เรียนรู้ถึงความยาก
ลำบากในการทำเกลือ กว่าจะมาเป็นเกลือให้เราได้ใช้ปรุงอาหารกันครับ
ประตูระบายน้ำทะเลเข้าออก
พี่คนงานกำลังทำการวัดระดับความอิ่มตัวของเกลือครับผม ได้พูดคุยกับพี่เค้าหลายอย่างเกี่ยวกับการทำเกลือ ทำให้ได้ทราบว่า เกลือนั้นหลังจากที่นำน้ำทะเลมาสู่นาแล้ว ทุกๆวัน
ต้องคอยวัดระดับความเข้มของเกลืออยู่เสมอ เพราะว่าหากความเข้มมีสูงหรือต่ำไป เกลือที่ได้ออกมาจะมีปริมาณน้อย
หรือไม่ได้คุณภาพ หากมีความเข้มมากไป เกลือก็จะตกผลึกน้อย ต้องคอยเติมน้ำทะเลเข้าไปเลี้ยงอยู่เสมอ ถ้าวันไหน
ฝนตกขึ้นมา ก็เป็ฯอันว่า เกลือทั้งแปลงนั้นก็ต้องสูญไปโดยปริยาย เพราะน้ำฝนจะทำให้น้ำทะเลที่อยู่ในแปลงจืดจะไม่
ตกผลึกเป็นเกลือ ต้องถ่ายทิ้งไป กระบวนการตั้งแต่เริ่มจนถึงเกลือตกผลึกนี้กินเวลาประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ กว่าที่
เกลือจะเก็บเกี่ยวเอาไปขายได้ครับ
พี่คนงานกำลังถ่ายน้ำทะเลลงไปเลี้ยงนาเกลือแปลงที่มีความเข้มสูงเกินไปครับ
นาเกลือที่ยังไม่ตกผลึกมา ที่นี่ผมเลยได้ความรู้เพิ่มเติมอีกหนึ่งอย่างคือเรื่องของ "เกสรเกลือ" ที่ได้ยินคนพูดกันมานานแล้ว พี่เค้าก็ได้ให้ความรู้
กับผมว่า เกสรเกลือ เป็นเกลือแรกที่เริ่มตกผลึก แต่จะไม่ตกผลึกด้านล่างเหมือนเกลือทั่วๆไป เพราะจะตกผลึกที่ผิวหน้า
ของน้ำเกลือที่อยู่ในนา เกสรเกลือ หรือ "ดอกเกลือ" นี้มีแร่ธาตุสูงมาก บริษัทเครื่องสำอางทั้งหลายจะนำดอกเกลือนี้
ไปผลิตเป็นส่วนผสมทำให้มีราคาสูง กว่าเกลือธรรมดาทั่วไป โดยปกติแล้วเกลือนั้นหากขายปลีกกันจะตกอยู่ที่ กก.
ละ 4-5 บาท แต่หากเป็นดอกเกลือนี้จะราคาสูงถึง 10 - 15 บาท ต่อ กก. ทีเดียวครับ
เกสรเกลือหรือดอกเกลือถูกช้อนเก็บไว้แยกต่างหาก
ลักษณะของเกสรเกลือชัดๆครับ
เกสรเกลือที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ
หลัง จากขอบคุณพี่คนงานที่มาหใ้ความรู้กับผมแล้ว ผมก็เดินเลยต่อไปอีก ก็เจอกับพุ่มไม้ที่ขึ้นอยู่กลางนา ตอนแรกผมก็คิดว่า เออ สวยดีเฉยๆ แต่คิดไปคิดมา เฮ่ย นี่มันน้ำทะเลนา มันขึ้นได้ไงฟระ
เนี่ยครับ ขึ้นกลางน้ำเค็มได้ด้วย สีม่วงๆ สวยดีเหมือนกัน
ท้องร่องนาครับ นาแบบอื่นท้องร่องเป็นโคลน นาที่นี่ ท้องร่องเป็นเกลือครับผม ชอบภูมิปัญญาของคนไทยอีกอย่างหนึ่ง คือ กลังหันลมสำหรับวิดน้ำขึ้นสู่นาที่สูงกว่า อาศัยกำลังของธรรมชาติ ที่หาดู
ได้ยากพอตัวในสมัยนี้ ที่กลายมาเป็นเครื่องสูบน้ำกำลังน้ำมันซะหมดแล้ว หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศอันร้อนเปรี้ยง ผมก็
เหลือบไปเห็นคนงานกำลังจะเริ่มขนเกลือไปขายให้พ่อค้าที่มารอรับซื้อครับ
ภูมิปัญญาชาวบ้าน กังหันวิดน้ำกลางนาเกลือครับ
อีกมุมหนึ่งของกังหันวิดน้ำครับ
น้ำกำลังถูกวิดขึ้นสู่ที่สูงกว่า
อีกซักรูปกับภูมิปัญญาคนไทยครับ
เหล่า คนงานก็เริ่มมาหามเกลือกันเพื่อไปรวมไว้ที่หน้านาครับ ผมเห็นภาพเหล่านี้แล้วนึกถึงอาหารหลายๆอย่างที่เรากิน
อะไรๆมันจะมีขั้นตอนและเวลา รวมทั้งต้องทุ่มเทแบบนี้อีกหลายอย่าง กว่าจะมาเป็นกับข้าวหนึ่งจาน ขนาดเกลือยังต้อง
ใช้เวลาขนาดนี้ ทั้งข้าวที่เรากินอยู่กว่าจะโตก็ใช้เวลาร่วมปี เบื้องหลังของอาหาร 1 จานที่เรากินกัน มีคนเหล่านี้แหละ
ที่เป็นเบื้องหลังนอกเหนือจากพ่อครัว
คนงานเิ่ริ่่มทยอยลงแปลงนา
หนักน่าดูเลยนะครับนี่
หนักก็หนัก แดดก็ร้อนครับ
แบกเสร็จก็กลับมาขนต่ออีก
เด็กๆก็มีครับ ไม่น่าเชื่อว่าตัวแค่นี้แบกเกลือหนักๆเท่าผู้ใหญ่เลยหลัง จากนั้นพวกผมก็ทยอยเดินทางออกจากนาเกลือเพื่อไปสู่ที่หมายต่อไปครับ แต่ภาพที่อยู่เบื้องหลัง เหล่าคนงานที่
แบกเกลือแต่ละเม็ดอย่างรู้ค่า ทั้งที่หนักแสนหนัก เรากินอาหารจานหนึ่งบางทีเหลือทิ้งซะด้วยซ้ำ มาที่นาเกลือครั้งนี้
ผมได้ความหมายอะไรดีๆหลายๆอย่างเก็บไว้ในความทรงจำครับ
ชาวนาเกลือ...อีกหนึ่งชาวนาที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน..ขอขอบพระคุณพี่ๆเจ้าของนาเกลือ รวมถึงคนงานทุกท่านที่ให้เราเข้าไปถ่ายทำครับ
ความรัก กะ รองเท้าที่ไม่พอดี
เคยอ่านกันยัง - ความรัก กะ รองเท้าที่ไม่พอดี (ชอบอ่ะ)
วันหนึ่ง .........ฉันอยากได้รองเท้า ฉันเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าหลากสี-หลายแบบวางเรียงรายร้ า น แ ล้ ว ร้ า น เ ล่ าแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รองเท้าถูกใจกลับไปด้วยแม้ แต่คู่เดียวเลือกแล้ว__________ เลือกอีกจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้ากระจกร้านหรูแห่งหนึ่งรองเท้าส้นสูงสีส้มคู่นั้นสะท้อนเงาเฉิดฉายผ่านกระจกออกมาแตะตาฉันตั้งแต่แรกเห็นมันช่างเป็นรองเท้าที่สวยจนอยากมีไว้ประดับคู่เท้าในทุกย่างก้าวโดยไม่รอรี......ฉันเดินตรงลิ่วเข้าไปหามันแม้ป้ายราคาเล็ก-เล็กที่ติดเอาไว้จะบอกราคาที่ไม่เล็กนักแต่ฉันไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออกไปเพื่อให้ได้รองเท้าที่ถูกใจที่สุดในวันนี้'แน่นนิดนึงนะคะ...มีคู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้มั้ย'
ฉันถามพนักงานขายขณะที่กำลังพยายามสอดเท้าลงไปในรองเท้าคู่สวยให้พอดี แล้วพบว่ามันพอดิบ-พอดีจนขยับเท้าไม่ได้'ไม่มีหรอกค่ะ....เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับรองว่า ใส่แล้วไม่ซ้ำแบบใคร'พนักงานขายเสนอข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้า'แต่ดิฉันว่าใส่แล้วก็พอดีนะคะ เผื่อมันยืดออกอีกนิดหน่อย'เธอยังคงเสนอต่อเมื่อเห็นแววตาที่ฉันชื่นชมสินค้าของเธอ- -
เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกรุ่นพร้อมกับ รองเท้าคู่สวยที่อยู่ในมือ - -ฉันจัดแจงโยนรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่ใส่มาแรมปีทิ้งไป อย่างไม่แยแสวันรุ่งขึ้น ............ ..ฉันออกเดินด้วยรองเท้า คู่ใหม่อย่างเฉิดฉายยิ่งมีใครต่อใครชมว่ามันสวยนักหนาฉันก็ยิ่งปลื้มใจ ทว่าไม่ทันข้ามวันรองเท้าเจ้ากรรมก็แผลงฤทธิ์จนฉันเดินโขยกเขยกและเย็นวันนั้นฉันก็ต้องกลับมาบ้านพร้อมกับเท้าที่ระบมห า ก ชี วิ ต ค น เ ร า เ ป็ น เ ห มื อ นก า ร เดิ น ท า ง ไ ก ลความรัก ____________ _____ก็คงเป็นเหมือนรองเท้า แ ท้ ที่ จ ริ ง แ ล้ ว น่ ะ น ะ............ ..
ฉันว่าคนเราไม่ได้ต้องการ'รองเท้าสวย'มากไปกว่า- - รองเท้าที่ใส่สบาย - -แต่ก็นั่นแหละใคร-ใครก็ย่อมชอบรองเท้าสวย-สวยด้วยกันทั้งนั้นถึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักตัดสินใจซื้อรองเท้าเพราะว่า 'มันสวย ' มากกว่า 'มันพอดีกับเท้า'และแม้มันจะใส่แล้วคับไปนิด...อึดอัดไปหน่อยก็ยังไม่วางมือเหตุเพราะว่า____________ ___มันสวยถูกใจหรือแม้มันจะราคาแพงลิบลิ่วก็ยังอยากเป็นเจ้าของให้ได้- - - หากว่าเราต้องเดินทางอีกไกล - - -แม้จะมีรองเท้าสวยหรู ราคาแพง ยี่ห้อแบรนด์เนมมันก็คงไม่มีประโยชน์แม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำเท้าเราเจ็บ...
สุดท้ายก็คงต้องถอดมันออกเพราะถ้าขืนเราเดินทั้งเท้าเจ็บ-เจ็บเราคงไปไม่ถึงปลายหนทางค ว า ม รั ก ก็ เ ช่ น กั นเราอาจใฝ่ฝันที่จะมีคนรักสวย รวย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู..... แต่ความจริงแล้ว ....เราเพียงต้องการคน-คนนั้นเพื่อให้ตัวเราดูดีขึ้นมาเท่านั้นเองฉันว่านะ....รองเท้าที่ใส่แล้วสบายไม่จำเป็นต้อง สวยเด่นอะไรเพราะฉะนั้น คนที่จะมาจับจูงมือเราไปตลอดทางของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดจนใครนึกอิจฉา แต่คงเป็น...คนที่เค้ารักเรา ดูแลเรา
ดีต่อเราเข้าใจเราไม่ทำให้เราเจ็บ ไม่ทำให้เสียใจ ซะมากกว่า... บางที...การใส่รองเท้าที่เดินแล้วสบายมันอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่า เพราะฉันเชื่อว่ามันจะพาเราไปจนถึงจุดหมายโดยที่เราไม่ต้องเจ็บเท้าและนึกอยากจะโยนมันทิ้งไป เสียให้รู้แล้วรู้รอดตลอดการเดินทาง...
วันหนึ่ง .........ฉันอยากได้รองเท้า ฉันเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าหลากสี-หลายแบบวางเรียงรายร้ า น แ ล้ ว ร้ า น เ ล่ าแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รองเท้าถูกใจกลับไปด้วยแม้ แต่คู่เดียวเลือกแล้ว__________ เลือกอีกจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้ากระจกร้านหรูแห่งหนึ่งรองเท้าส้นสูงสีส้มคู่นั้นสะท้อนเงาเฉิดฉายผ่านกระจกออกมาแตะตาฉันตั้งแต่แรกเห็นมันช่างเป็นรองเท้าที่สวยจนอยากมีไว้ประดับคู่เท้าในทุกย่างก้าวโดยไม่รอรี......ฉันเดินตรงลิ่วเข้าไปหามันแม้ป้ายราคาเล็ก-เล็กที่ติดเอาไว้จะบอกราคาที่ไม่เล็กนักแต่ฉันไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออกไปเพื่อให้ได้รองเท้าที่ถูกใจที่สุดในวันนี้'แน่นนิดนึงนะคะ...มีคู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้มั้ย'
ฉันถามพนักงานขายขณะที่กำลังพยายามสอดเท้าลงไปในรองเท้าคู่สวยให้พอดี แล้วพบว่ามันพอดิบ-พอดีจนขยับเท้าไม่ได้'ไม่มีหรอกค่ะ....เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับรองว่า ใส่แล้วไม่ซ้ำแบบใคร'พนักงานขายเสนอข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้า'แต่ดิฉันว่าใส่แล้วก็พอดีนะคะ เผื่อมันยืดออกอีกนิดหน่อย'เธอยังคงเสนอต่อเมื่อเห็นแววตาที่ฉันชื่นชมสินค้าของเธอ- -
เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกรุ่นพร้อมกับ รองเท้าคู่สวยที่อยู่ในมือ - -ฉันจัดแจงโยนรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่ใส่มาแรมปีทิ้งไป อย่างไม่แยแสวันรุ่งขึ้น ............ ..ฉันออกเดินด้วยรองเท้า คู่ใหม่อย่างเฉิดฉายยิ่งมีใครต่อใครชมว่ามันสวยนักหนาฉันก็ยิ่งปลื้มใจ ทว่าไม่ทันข้ามวันรองเท้าเจ้ากรรมก็แผลงฤทธิ์จนฉันเดินโขยกเขยกและเย็นวันนั้นฉันก็ต้องกลับมาบ้านพร้อมกับเท้าที่ระบมห า ก ชี วิ ต ค น เ ร า เ ป็ น เ ห มื อ นก า ร เดิ น ท า ง ไ ก ลความรัก ____________ _____ก็คงเป็นเหมือนรองเท้า แ ท้ ที่ จ ริ ง แ ล้ ว น่ ะ น ะ............ ..
ฉันว่าคนเราไม่ได้ต้องการ'รองเท้าสวย'มากไปกว่า- - รองเท้าที่ใส่สบาย - -แต่ก็นั่นแหละใคร-ใครก็ย่อมชอบรองเท้าสวย-สวยด้วยกันทั้งนั้นถึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักตัดสินใจซื้อรองเท้าเพราะว่า 'มันสวย ' มากกว่า 'มันพอดีกับเท้า'และแม้มันจะใส่แล้วคับไปนิด...อึดอัดไปหน่อยก็ยังไม่วางมือเหตุเพราะว่า____________ ___มันสวยถูกใจหรือแม้มันจะราคาแพงลิบลิ่วก็ยังอยากเป็นเจ้าของให้ได้- - - หากว่าเราต้องเดินทางอีกไกล - - -แม้จะมีรองเท้าสวยหรู ราคาแพง ยี่ห้อแบรนด์เนมมันก็คงไม่มีประโยชน์แม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำเท้าเราเจ็บ...
สุดท้ายก็คงต้องถอดมันออกเพราะถ้าขืนเราเดินทั้งเท้าเจ็บ-เจ็บเราคงไปไม่ถึงปลายหนทางค ว า ม รั ก ก็ เ ช่ น กั นเราอาจใฝ่ฝันที่จะมีคนรักสวย รวย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู..... แต่ความจริงแล้ว ....เราเพียงต้องการคน-คนนั้นเพื่อให้ตัวเราดูดีขึ้นมาเท่านั้นเองฉันว่านะ....รองเท้าที่ใส่แล้วสบายไม่จำเป็นต้อง สวยเด่นอะไรเพราะฉะนั้น คนที่จะมาจับจูงมือเราไปตลอดทางของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดจนใครนึกอิจฉา แต่คงเป็น...คนที่เค้ารักเรา ดูแลเรา
ดีต่อเราเข้าใจเราไม่ทำให้เราเจ็บ ไม่ทำให้เสียใจ ซะมากกว่า... บางที...การใส่รองเท้าที่เดินแล้วสบายมันอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่า เพราะฉันเชื่อว่ามันจะพาเราไปจนถึงจุดหมายโดยที่เราไม่ต้องเจ็บเท้าและนึกอยากจะโยนมันทิ้งไป เสียให้รู้แล้วรู้รอดตลอดการเดินทาง...
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
รังนก ที่คนชอบกินกันนั้น บำรุงสุขภาพจริงไหม
รังนก ที่คนชอบกินกันนั้น บำรุงสุขภาพจริงไหมคนกับธรรมชาตินั้นใกล้ชิดกันมาก หรือว่าเป็นสิ่งเดียวกันด้วยซ้ำไป
เราจึงมักนึกถึงธรรมชาติในการเป็นเครื่องมือบำบัดเพื่อการส่งเสริมสุขภาพของเรา เรื่องหนึ่งในหลายความเชื่อนั้น คือเรื่องของรังนกนางแอ่น ที่เชื่อกันนักหนาว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นยาขนานเอกในการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สุขภาพเสื่อมโทรมรังนกจึงกลายเป็นเป้าหมายของการไล่ล่า เพื่อนำมาบริการคนที่ต้องการจนกลายเป็นของขวัญที่มีราคาแพง ผู้ผลิตอาหารเสริมบางรายได้นำรังนกซึ่งชาวจีนเชื่อกันมานานว่ามีคุณประโยชน์ในการบำรุงเลือด มาบรรรจุขวดขายในราคาแพงลิบลิ่ว
แต่งานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กลับพบว่า ในรังนก ๑ ขวด (ประมาณ ๗๐-๗๕ มิลลิลิตร) จะมีโปรตีนผสมอยู่เพียงเล็กน้อยคือประมาณ ๐.๒๕ กรัมเท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาล ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ ๕๒ กิโลแคลอรี่
แร่ธาตุอื่นๆ ก็ให้น้อยมาก วิตามินมีเพียงวิตามินบี ๒ ประมาณ ๒๐ ไมโครกรัม ในขณะที่นม ๑ กล่องจะให้ประมาณ ๔๐๐ ไมโครกรัม หรือว่าไข่ ๑ ฟอง จะให้ ๒๐๐ ไมโครกรัม คุณค่าของสารอาหารในรังนกส่วนใหญ่จึงเป็นน้ำตาล
เราต้องกินรังนกแบบนี้ถึง ๒๖ ขวด จึงจะได้โปรตีนเท่ากับการกินไข่ไก่ ๑ ฟอง
และต้องกินรังนกถึง ๓๔ ขวด จึงจะมีคุณค่าทางอาหารเท่ากับนม ๑ กล่อง
รังนกจึงเป็นอาหารที่กินเพื่อความอร่อยเท่านั้น จะไปหวังประโยชน์จากรังนกคงลำบาก ผู้ที่ดื่มกินเข้าไปก็จะได้แค่ความอร่อยตามที่ต้องการคือความหวาน และ รสชาติบางอย่างเท่านั้นเอง เมื่อวินิจฉัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เราจะพบว่า อาหารเสริมรังนกไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย
ถ้าเราพยายามศึกษาว่าคนโบราณมีนิสัยในการกินอย่างไร
เราก็พบแนวทางการบริโภคที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะคนสมัยก่อนแข็งแรงกว่าคนในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อซ่อมสุขภาพบ่อยครั้งเหมือนคนสมัยนี้ คนเราในปัจจุบันมักกินอาหารไม่ครบหมวดหมู่และความหลากหลายอย่างที่ร่างกายต้องการ หนักไปที่แป้ง หรือหนักไปที่การดื่มสุราแทนการกินอาหารบ้าง ลุขภาพจึงไม่แข็งแรง
หากเราย้อนกลับไปกินและอยู่ใกล้เคียงกับสภาพเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน คล้ายกับประสบการณ์ในสมัยพ่อแม่ของเรา เราจะปลอดภัยจากโรคและภาวะต่างๆ ที่กำลังเบียดเบียนเราอยู่
ใช่ว่ารังนกจะไม่มีคุณค่าทางอาหารเลย เพียงไม่ได้มีคุณค่ามากไปกว่าอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในปัจจุบัน และยังเป็นการทรมานเพื่อร่วมโลกคือนกนางแอ่นอย่างไม่จำเป็นเลยด้วยครับ
ที่มา วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
เราจึงมักนึกถึงธรรมชาติในการเป็นเครื่องมือบำบัดเพื่อการส่งเสริมสุขภาพของเรา เรื่องหนึ่งในหลายความเชื่อนั้น คือเรื่องของรังนกนางแอ่น ที่เชื่อกันนักหนาว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นยาขนานเอกในการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สุขภาพเสื่อมโทรมรังนกจึงกลายเป็นเป้าหมายของการไล่ล่า เพื่อนำมาบริการคนที่ต้องการจนกลายเป็นของขวัญที่มีราคาแพง ผู้ผลิตอาหารเสริมบางรายได้นำรังนกซึ่งชาวจีนเชื่อกันมานานว่ามีคุณประโยชน์ในการบำรุงเลือด มาบรรรจุขวดขายในราคาแพงลิบลิ่ว
แต่งานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กลับพบว่า ในรังนก ๑ ขวด (ประมาณ ๗๐-๗๕ มิลลิลิตร) จะมีโปรตีนผสมอยู่เพียงเล็กน้อยคือประมาณ ๐.๒๕ กรัมเท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาล ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ ๕๒ กิโลแคลอรี่
แร่ธาตุอื่นๆ ก็ให้น้อยมาก วิตามินมีเพียงวิตามินบี ๒ ประมาณ ๒๐ ไมโครกรัม ในขณะที่นม ๑ กล่องจะให้ประมาณ ๔๐๐ ไมโครกรัม หรือว่าไข่ ๑ ฟอง จะให้ ๒๐๐ ไมโครกรัม คุณค่าของสารอาหารในรังนกส่วนใหญ่จึงเป็นน้ำตาล
เราต้องกินรังนกแบบนี้ถึง ๒๖ ขวด จึงจะได้โปรตีนเท่ากับการกินไข่ไก่ ๑ ฟอง
และต้องกินรังนกถึง ๓๔ ขวด จึงจะมีคุณค่าทางอาหารเท่ากับนม ๑ กล่อง
รังนกจึงเป็นอาหารที่กินเพื่อความอร่อยเท่านั้น จะไปหวังประโยชน์จากรังนกคงลำบาก ผู้ที่ดื่มกินเข้าไปก็จะได้แค่ความอร่อยตามที่ต้องการคือความหวาน และ รสชาติบางอย่างเท่านั้นเอง เมื่อวินิจฉัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เราจะพบว่า อาหารเสริมรังนกไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย
ถ้าเราพยายามศึกษาว่าคนโบราณมีนิสัยในการกินอย่างไร
เราก็พบแนวทางการบริโภคที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะคนสมัยก่อนแข็งแรงกว่าคนในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อซ่อมสุขภาพบ่อยครั้งเหมือนคนสมัยนี้ คนเราในปัจจุบันมักกินอาหารไม่ครบหมวดหมู่และความหลากหลายอย่างที่ร่างกายต้องการ หนักไปที่แป้ง หรือหนักไปที่การดื่มสุราแทนการกินอาหารบ้าง ลุขภาพจึงไม่แข็งแรง
หากเราย้อนกลับไปกินและอยู่ใกล้เคียงกับสภาพเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน คล้ายกับประสบการณ์ในสมัยพ่อแม่ของเรา เราจะปลอดภัยจากโรคและภาวะต่างๆ ที่กำลังเบียดเบียนเราอยู่
ใช่ว่ารังนกจะไม่มีคุณค่าทางอาหารเลย เพียงไม่ได้มีคุณค่ามากไปกว่าอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในปัจจุบัน และยังเป็นการทรมานเพื่อร่วมโลกคือนกนางแอ่นอย่างไม่จำเป็นเลยด้วยครับ
ที่มา วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
ความรู้ไทยโบราณ
ในหนังในละครสมัยก่อน นางเอกมักแกล้งพระเอกด้วยการเอาหมามุ่ยหรือสุไปโรยใส่เสื้อผ้า เครื่องใช้ให้พระเอกคันเล่น เพราะหมามุ่ยซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ฝักของมันจะมีขนเล็ก ๆใครไปถูกโดนเข้าก็จะคันคะเยย ซึ่งก็เหมือนกับบุ้งที่มีขนที่ตัวทำให้คันเช่นกันสำหรับวิธีแก้ซึ่งก็คือวิธีถอนขนของมันออกจากผิวหนังนั่นเองทำได้โดยหาเทียนไขหรือเทียนขี้ผึ้งมาครึงตรงบริเวณที่คัน ขนบุ้งจะหลุดติดเทียนมาได้ อีกวิธีหนึ่งก็คือนำข้าวเหนียวมาสักกำมือหนึ่งคลึงที่รอยผื่นแดง ขนของบุ้งหรือหมามุ่ยก็จะหลุดติดข้าวเหนียวออกมาจนหายคันได้
อาการหูอื้อ หูตึง ส่วนหนึ่งเกิดจากขี้หูอุดตันอยู่ภายในโพรงหูและเมื่ออุดตันนานวันเข้าขี้หูก็จะจับตัวเป็นก้อนแข็งจนทำให้เกิดปัญหาในการรับฟังเสียงพูดที่จะได้ยินไม่ชัดเจนเท่าที่ควรถ้าหากไปพบแพทย์ หู ตา คอ จมูก ทางแพทย์ก็จะใช้เครื่องมือดูดขี้หูออกมา แต่สำหรับสูตรของไทยโบราณซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพิสูจน์กันมาแล้วเห็นว่าได้ผลดีมากก็คือให้นำกระเทียมที่ปลอกเปลือกแล้วมาโขลกและคั้นเอาแต่น้ำมาหยอดหูจะทำให้ได้ยินเสียงการสนทนาได้ชัดเจนขึ้น
บางครั้งไปนั่งกินน้ำแข็งก้อนในร้านอาหารบางร้านก้อนน้ำแข็งใสแจ๋วดูสะอาดสะอ้านน่าดื่มกิน แต่บางร้านก็ขุ่นพลอยทำให้น้ำเปล่าในแก้วไม่ใสไปด้วย ความแตกต่างของก้อนน้ำแข็งต่างกันเพราะขบวนการทำ ถ้าใช้น้ำร้อนทำน้ำแข็ง น้ำแข็งจะใสกว่าใช้น้ำเย็น แต่การใช้น้ำเย็นก็จะทำให้น้ำแข็งเป็นก้อนเร็วกว่าน้ำร้อน
วิธีทำให้เทียนไหม้ช้าลงเพื่อให้ใช้เทียนได้นานขึ้นควรแช่เทียนไว้ในตู้เย็นสัก 2-3 ชั่วโมงก่อนใช้หรือ ไม่เช่นนั้นก็ให้โรยเกลือลงไป
ใช้ปลาสดทำอาหารจึงจะไม่มีกลิ่นคาวปลา แต่ในความเป็นจริงลองถ้าไม่ใช่ลูกทะเล บ้านใกล้น้ำจริง ๆแล้วก็อย่าหวังเลยว่าจะได้กินปลาสด ๆได้ง่าย ๆ เคล็ดลับวิธีแก้กลิ่นคาวปลาไม่สดซึ่งเป็นสูตรที่ร้านอาหารต่าง ๆใช้กัน นำปลาที่สับแล้วไปล้างให้สะอาดและแช่ในน้ำแกว่งสารส้มสัก 15 นาที นำขึ้นล้างอีกครั้งลงทำต้มยำ ทำแกง สุดแล้วแต่ชอบเพียงเท่านี้ก็จะได้กินปลาไม่เหม็นคาว ราวกับกินปลาสดอยู่ริมทะเลเลยทีเดียว
โรคร้อนในหรือโรคปากเปื่อยซึ่งมักจะเกิดในคนที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ร่างกายอ่อนแอขาดภูมิคุ้มกันเชื้อโรคในช่องปากโรคนี้เป็นโรคที่อาจจะดูไม่ร้ายแรง แต่ทำให้เกิดความทุกข์ ทรมารแก่ผู้เป็นได้ไม่น้อย เพราะกินดื่มอะไรก็ไม่สะดวก ปวดแสบปวดร้อนตรงแผลบริเวณแผลที่พองอยู่ตลอดเวลา วิธีแก้ลองเอาเกลือป่นอมไว้ในปากสัก 10 นาที ทำอย่างนี้ทั้งเช้าและเย็น เกลือจะสมานแผลและฆ่าเชื้อโรคได้ดี อาการปากเปื่อยแผลพุพองจะทุเลาเร็วขึ้น
ผมแตกปลายไม่ต้องตัดทิ้ง มีสูตรยาโบราณที่ทำให้ผมเงางามและไม่แตกปลายซึ่งทำจากน้ำตะไคร้ โดยตัดตะไคร้มาสัก 3-4 ต้น ถ้าเป็นตะไคร้สดจากต้นเลยจะดีมาก นำมาล้างให้สะอาดตัดเป็นท่อนเล็ก ๆก่อนจะนำไปตำให้ละเอียด หรือถ้าเอาไปบดกับเครื่องบดอาหารด้วยก็จะดีมาก ใส้น้ำสะ อ าดลงไปและกลองเอาน้ำตะไคร้ออกมาไม่ต้องใส่น้ำมากนัก เอาแค่แทนเป็นครีมนวด นวดทั่วศรีษะได้ เพื่อให้ได้สูตรน้ำตะไคร้เข้มข้นหลังจากสระผมตามปกติแล้วให้เอาน้ำตะไคร้ที่ได้มานวดทิ้งไว้สัก 10 นาทีแล้วจึงล้างออก นวดผมด้วยครีมนวดน้ำตะไคร้นี้สัก 2 เดือนก็จะเห็นผล
การซื้อผักชีสมัยนี้บางครั้งจะถูกบังคับให้ซื้อคราวละหลาย ๆต้น เช่นการซื้อในร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตตามห้างสรรพสินค้า หากผู้ปรุงอาหารใช้จำนวนผักชีจริง ๆแค่นิดเดียว ถึงแม้จะใส่ถุงแช่ตู้เย็นเก็บไว้ไม่กี่วันก็เหี่ยวทั้งที่น่าจะเก็บไว้ใช้ได้อีก ทางที่ดีคือให้เก็บผักชีไว้ในกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดและพรมน้ำทุกวัน วิธธีนี้จะช่วยให้เก็บผักชีได้อีกหลายวัน ผักชีไม่เหี่ยวเฉาแถมยังมีสีสดถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นก็จะเก็บได้เป็นอาทิตย์ แต่ถ้าไม่ได้เก็บไว้ในตู้เย็น วิธีนี้จ ะ ทำให้เก็บผักชีได้ถึง 3 วัน
อาหารที่เป็นของทอด คนโบราณสอนเคล็ดลับการทอดกุ้ง ปู ปลา ชุบแป้งไม่ให้อมน้ำมันไว้หลากหลายวิธี เพราะการทอดอาหารอมน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะใช้น้ำมัน ไม่ร้อนพอหรือเหตุใดก็ตามจะทำให้อาหารทอดดูไม่น่ากิน ทั้งยังทำให้มีไขมันมาก มีผลสำหรับผู้ที่ต้องก??รลดความอ้วนด้วย สูตรการทอดอาหารไม่ให้อมน้ำมันอีกสูตรหนึ่งนี้เป็นสูตรแปลก ยังไม่เคยได้ยินที่ไหน แต่ทดลองใช้แล้วได้ผลดีโดยให้ใส่น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะลงไปผสมกับน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารของทอดจะไม่อมน้ำมันเมื่อทอดเสร็จแล้ว
ในช่วงที่อากาศเริ่มจะเปลี่ยน คนที่ทำงานมาก พักผ่อนไม่เพียงพอจะเป็นโรคไข้หัวลม หรือเป็นไข้ที่เกิดจากอากาศเปลี่ยนฤดูได้ง่าย ๆการกินยาพาราเซ ต ามอล ลดไข้ก็รักษาได้แต่กินมาก ๆก็จะไม่ดีเท่าไหร่นัก ลองลดความร้อนด้วยการกินดอกแคต้มจิ้มน้ำพริกดู ดอกแคมีวิตามินซีสูง กินแล้วแก้ไข้ได้ชะงัดนัก แต่ถ้าไม่ชอบความขมของดอกแคให้เด็ดเอาเกสรของดอกแคออกให้หมด เพราะดอกแคที่ขมจะขมตรงเกสรเท่านั้น
กรดวิตามินเอหรือบางครั้งเราจะคุ้นเคยกับคำว่า AHA ซึ่งสกัดจากกรดผลไม้ มีส่วนช่วยลดรอยเหี่ยวย่นและจุดด่างดำจากการถูกแสงแดดได้จริงโดยทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ผิวให้แบ่งตัวเร็วขึ้นทำให้เลือดมาล่อเลี้ยงผิวหนังมากขึ้นและทำให้มีการสร้างคอลลาเจนไหม่ไต้ชั้นผิวหนังทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและทำให้รอยด่างดำเจือจางลงได้
ต้มแกงจืดใส่ฟักหรือฟักเขียวน้ำแกงจะหวาน ทั้งเนื้อฟักยังกินง่าย จะรับประทานทั้งเป็นชิ้นพอคำหรือบดให้เด็กกิน ก ็กินง่ายอร่อยแต่เวลาซื้อฟักมาต้มกินบางครั้งซื้อลูกหนึ่งแล้วใช้ไม่หมดในครั้งเดียว เพราะลูกฟักลูกโตเกินไป ส่วนที่เหลือถ้าอยากจะให้เก็บไว้ได้นานขึ้นให้ลองเอาปูนแดงที่กินกับหมากคนแก่มาทาตรงรอยที่ตัดฟักชิ้นนั้นก็จะเก็บไว้กินได้อีกนานหลายวันไม่ต้องทิ้งทั้งลูกให้เสียของ
ทำอาหารไฟแรง ๆกระทะร้อน ๆอาหารอร่อย ๆ แต่กระทะยิ่งร้อนน้ำมันยิ่งกระเด็น บางทีกระเด็นลวกมือไม้เป็นจุดแดงทำเอาเด็ก ๆหรือพวกสาว ๆไม่กล้าเข้าใกล้เตา เพราะกลัวน้ำมันกระเด็นโดนเป็นรอยแผล วิธีทำอาหารไม่ให้น้ำมันกระเด็นต้องใส่เกลือป่นลงไปสักหยิบมือ พอเห็นไฟแรงน้ำมันกระเด็นก็หยิบใส่เลย ทอดปลาก็เช่นกันแทนที่จะนำปลาคลุกน้ำปลาหรือซอสให้เค็มก็หมักเกลือแทน นอกจากจะทำให้เวลาทอดน้ำมันไม่กระเด็นแล้วยังไม่ทำให้เนื้อปลาติดกระทะจนหนังปลาถลอกปอกเปิกเวลากลับปลาด้วย
สำหรับคุณแม่ที่มีลูกรู้ดีว่าพวกเขาต้องระม ั ดระวังในการล้างขวดน้ำขวดนมให้สะอาดขนาดไหนเพื่อไม่ให้มีเชื้อโรค เชื้อราซึ่งอาจจะเกิดจากการล้างน้ำนมค้างบูดในขวดไม่หมดจนอาจไหลเข้าสู่ทางเดินอาหารของลูก เกิดอาการท้องร่วง ท้องเดินหรือโชคร้ายก็อาจจะมีผลถึงชีวิต ดังนั้นการล้างขวดนมให้สะอาดจึงสำคัญมากซึ่งโดยปกติแล้วคุณแม่จะเอาขวดนมไปต้มควบคู่ไปกับการล้างน้ำด้วย แต่ขั้นตอนนั้นก็ยุ่งยากไม่สามารถทำได้ทุกวัน มีเคล็ดลับง่าย ๆอีกวิธีหนึ่งคือให้ใส่ใบชาที่ชงแล้วลงในขวดนม ในขนะที่ทำการล้าง ขวดนมจะใสสะอาดหมดจด เนื่องจากใบชามีฤทธิ์เป็นด่าง จะสามารถเจือจางกรดที่เกิดภายในขวดนมได้
อาการของเด็กที่กินข้าวคำ น้ำคำ ส่วนใหญ่เกิดจากเด็กไม่ชอบกินอาหารหรืออาหารไม่ถูกปากจึงใช้วิธีกินข้าวคำหนึ่งแล้วดื่มน้ำให้ข้าวไหลลงคอโดยไม่ต้องเคี้ยวมาก พ่อแม่ก็จะว่าไม่ให้ทำเช่นนั้นเพราะกลัวลูกจะอิ่มน้ำ ไม่ได้กินข้าวสักเท่าไหร่ แท้ทีจริงนอกเหนือจากสาเหตุดังกล่าว การดื่มน้ำมาก ๆหลังจากกินข้าวก็มีผลเสียต่อร่างกายเพราะน้ำจะ ไ ปเจือจางน้ำย่อยภายในทีมีลักษณะเป็นกรดสำหรับย่อยอาหาร ดังนั้นเมื่ออาหารไม่ย่อยก็จะเกิดอาการท้องอืดเฟ้อ เรอเปรี้ยว ทางที่ดีหลังอาหารควรดื่มน้ำแต่พอควรรอให้น้ำย่อยทำหน้าที่ของมันสักระยะหนึ่งแล้วจึงดื่มน้ำให้มาก ๆตามที่ร่างกายต้องการจะได้ผลดีมากในภายหลัง
อาการเคล็ดขัดยอก เช่น นิ้วซ้น ขาเคล็ด ส่วนใหญ่จะเกิดกับนักกีฬา กระนั้นนักกีฬาเขาก็จะรู้วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกวิธี แต่คนที่ไม่ใช่นักกีฬา บางครั้งเกิดอุบัติเหตุ เช่นใส่รองเท้าส้นสูง ส้นตึกแล้วขาพลิก ปวดจนหาที่เปรียบไม่ได้ บางคนบอกเอาน้ำร้อนประคบ บางคนบอกเอายาเย็น ๆทา ไม่รู้ว่าวิธีไหนถูกต้องกันแน่แท้ที่จริงหากเกิดอาการปวดเคล็ด ช้ำบวม ควรบำบัดโดยการหยุดเคลื่อนไหวส่วนที่ได้รับบาดเจ็บทันที รีบนำน้ำแข็งห่อใส่ผ้าประคบเบา ๆจนกว่าอาการจะทุเลา แต่ถ้าเกิดตรงบริเวณเท้าข้อเท้า หัวเข่า มือ ข้อมือ หรือข้อศอก ควรพันด้วยผ้ายืดที่สะอาดสักประมาณ 1 วัน หลังจากนั้นค่อยใช้น้ำอุ่น ยาหม่องหรือยาน้ำมันระกำทาเพื่อให้ความร้อนกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
ผื่นคัน แมลงกัดต่อย ลมพิษ เป็นอาการที่ไม่ร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญกับผู้มีอาการเป็นอย่างมาก เนื่องจากพอคันขึ้นมาก็นึกอยากเกา แต่ยิ่งเกาก็จะยิ่งคัน ทั้งเมื่อเกามาก ๆยังอาจจะเป็นแผลเป็น เกิดริ้วรอยกระดำกระด่าง สำหรับผู้หญิงแล้วเป็นเรื่องใหญ่ในการรักษารอยแผลเหล่านั้นในเวลาต่อมาอย่างแน่นอน ถ้าเกิดอาการคันลองใช้สูตรยาแบบชาวบ้านโดยหาเปลือกกล้วยน้ำว้ามาทาลงบนรอยแผลหรือเม็ดตุ่มที่คัน ทาไปแล้วจะหายคันทันที ทั้งยังทำให้แผลเย็นอาการดีขึ้น มีคนเคยลองเอาเปลือกกล้วยหอม กล้วยไข่มาทาก็ว่าไม่หายเร็วเท่ากล้วยน้ำว้าหลังกินลูกได้วิตามินแล้วเปลือกนำมาทาแก้คันหายชะงัดนัก
ถ้าคุณสามีเมาเหล้าพูดจาไม่รู้เรื่อง ถามว่าไปที่ไหนมาก็ตอบไม่ได้ ไปกับใครยิ่งทำไม่รู้เรื่องใ ห ญ่ เมาหัวจะทิ่มบ่ออย่างเดียว วิธีแก้ฤทธิ์เหล้าให้สร่างเมาสักทีก็โดยการให้อมน้ำตาลทรายหรือจะชงน้ำตาลทรายใส่น้ำร้อนก็ได้ แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำตาลทรายในเลือดเพราะฉะนั้นควรเพิ่มน้ำตาลในเลือดด้วยการกินของหวาน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าหากยื่นเล็บมือนางให้ คุณสามีคงผวาหน่อย ๆด้วยระวัง !!
คนฝรั่งมองคนไทยว่ามีวิธีแกะกระเทียมที่แปลก นั่นคือเราจะไม่ปอกเปลือกกระเทียม พ่อครัว แม่ครัวที่ทำกับข้าวระดับมืออาชีพจะทุบกระเทียมให้ติดเปลือกแล้วก็เอาลงไปผัดลงในกระทะเลยฝรั่งบางคนนึกว่าพ่อครัวแม่ครัวเหล่านั้นขี้เกียจจึงทุบกระเทียมใส่ไปทั้งเปลือก แต่การผัดกระเทียมลงไปทั้งเปลือกเวลาผัดจะมีกลิ่นหอม หากถ้าจะเจียวกระเทียมจะตรงข้ามกัน เวลาเจียวกระเทียมต้องปลอกเปลือกออกให้หมด
เราทราบกันดีว่าถ้าร่างกายขาดแคลเซี่ยมจะทำให้เป็นโรคกระดูกกร่อน ในยามแก่ตัวลงใครเป็นโรคนี้แล้วไม่ตายทันที แต่กลับทรมาน ปวดหลัง ไหล่ ไขกระดูก นักโภชนาการแนะนำว่าให้ดื่มนมเยอะ ๆตั้งแต่ยังเป็นสาว เพราะนมมีแคลเซี่ยมสูง แต่นมก็ทำให้อ้วนอีก มีอีกวิธีหนึ่งโดยแพทย์แนะนำว่าควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คนที่ทำงานนั่งเก้าอี้ วัน ๆไม่ได้เดินไปไหนจะสูญเสียแคลเซี่ยมมากกว่าคนที่ลุกเดินไปเดินมาบ้าง ดังนั้นหลังจากเลิกงานแล้วลองออกกำลังกายด้วยการเดินรอบบริเวณบ้านหรือที่ทำงานสักวันละ 30 นาทีจะช่วยให้ระดับแคลเซี่ยมในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นได้มาก
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เคยเปิดเผยว่าคนไทยเราตายด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับรองลงมาจากอุบัติเหตุและโรคหัวใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวอีสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากสาเหตุของการกินอาหารไม่ถู ก สุขลักษณะ ก่อนหน้านี้เราคิดว่ามะเร็งเป็นโรคที่มีโอกาศเป็นได้ยาก คราวนี้ควรต้องกลับมาคิดใหม่มะเร็งเป็นโรคที่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด มีอันตรายร้ายแรงเพราะรักษาไม่ค่อยหาย หรือถ้ารักษาหายก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ไม่เช่นนั้นก็รอวันตายสถานเดียว อีกทั้งคนไทยเราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากกว่าชนชาติอื่น ๆเพราะเรามีอุปนิสัยการกินที่ไม่ดี ชอบกินของสุก ๆดิบ ๆและไหม้ ๆใช้น้ำมันเก่าทอดอาหาร อีกทั้งมลภาวะที่เป็นพิษก็จะเป็นการกระตุ้นเชื้อมะเร็งในร่างกายให้ก่อตัวได้ง่ายอีกด้วย
โบราณบอกว่าถ้าไม่อยากให้รองเท้าที่ซื้อมาใหม่กัดก็ให้กัดมันก่อนแต่การแก้เคล็ดด้วยวิธีนี้ฟังดูไม่สมเหตุสมผลและคงไม่ดีเท่าไหร่แน่เพราะรองเท้าก่อนที่จะถูกเราซื้อมามีลูกค้าลองสวมกันมาไม่รู้กี่เท้ามีทั้งเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมากมาย ลองใช้สูตรที่ช่างทำรองเท้าทำกันดีกว่า นั่นคือนำน้ำมันสนหรือน้ำมันวาสลินหรือน้ำมันใส่ผมของผู้ชายแบบมัน ๆทาตรงหนัง ท ี่คิดว่าจะกัด ใช้ค้อนทุบให้หนังนิ่มและทาเทียนไขซ้ำ หนังรองเท้าก็จะนิ่มขึ้นไม่กัดเท้า
อาหารประเภทถั่วถือว่ามีประโยชน์มาก แต่การเก็บถั่วไว้นานจนขึ้นราก็มีโทษมหันต์จนถึงกับทำให้เสียชีวิตอย่างเฉียบพลันได้ในประเทศอังกฤษไก่งวงถึงแสนตัวเคยติดเชื้อจากราในถั่วที่ชื่อ แอฟพล่าทำให้ตับถูกทำลายจนตาย และในประเทศออสเตรเลียเคยสั่งเก็บผลิตภัณฑ์อาหารประเภทถั่วของบริษัทผลิตอาหารชื่อดังออกจากชั้นวางสินค้าของห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศเพราะตรวจพบผู้ป่วยได้รับพิษจากการกินถั่วเนยของบริษัทดังกล่าวซึ่งถั่วที่นำมาปรุงผลิตภัณฑ์มีเชื้อรา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)