วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Shared values‏

ธรรมะคืออะไร?
ในห้องเรียนชั้นมัธยมปลาย อาจารย์ถามนักเรียนว่า ใครรู้บ้างไหมว่า ธรรมะคืออะไร

สองนาทีผ่านไป นักเรียนหญิงเรียนเก่งคนหนึ่งก็ยกมือตอบว่า คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทันที ก็มีนักเรียนชายชิงตอบเสียงดังขึ้นว่า พระไตรปิฎก

อาจารย์จึงถามต่อว่า พระไตรปิฎกมีกี่พระธรรมขันธ์ นักเรียนคนเดิมก็ตอบว่ามี 84.000 พระธรรมขันธ์ พร้อมกับอมยิ้มด้วยความภาคภูมิใจที่ตอบได้

“แล้วใครเข้าใจความหมายของคำพูดที่ว่า เมื่อเห็นธรรมะ ก็เห็นพระพุทธเจ้า” อาจารย์ถาม

นักเรียนที่นั่งเงียบอยู่หลังห้องเรียน ก็ยกมือขอตอบบ้างว่า “ก็ใครที่เห็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนได้เห็นพระพุทธเจ้า”

อาจารย์ถามอีกว่า “แล้วการเห็นธรรมะคืออะไรหรือ?” “ใช่เห็นหนังสือหรือตำราธรรมะใช่ไหม?” นักเรียนเริ่มฉงนคิด ไม่แน่ใจ หรือการที่ได้เห็นตำราก็ได้เห็นพระพุทธเจ้า อย่างนั้นหรือ

“หรือการที่ท่องตำราธรรมะได้มาก จำข้อธรรมได้มาก พูดได้คล่องแคล่ว มีผีปากเทศนาได้เก่ง ก็คือการได้เห็นธรรมะมากกว่าคนอื่นหรือไง?” อาจารย์ให้ข้อคิด

นักเรียนหญิงที่นั่งเงียบฟังมาแต่ต้นเริ่มกระสับกระส่ายจนเห็นได้ชัด อาจารย์จึงถามว่า แล้วเธอล่ะ มีความคิดเห็นอย่างไร
“ก็หนูเป็นคาธอลิกนี่คะ แล้วจะให้ตอบว่าธรรมะมีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นหรือ หนูก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร” นักเรียนตอบอย่างตัดพ้อ

“ถ้าเช่นนั้น ธรรมะของหนูคืออะไร?” อาจารย์ถาม

“ธรรมะของหนูก็คือคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าในคัมภีร์ไบเบิลค่ะ” นักเรียนตอบ

อาจารย์ชมว่าดี แล้วก็ถามไปทั่วทั้งห้องว่า มีใครเป็นมุสลิมไหม ลองช่วยตอบหน่อยซิว่า ธรรมะของเธอคืออะไร

นักเรียนหญิงอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าอาจารย์ยกมือแล้วก็ตอบว่า “ธรรมะของอิสลามก็มีค่ะ ก็คำสอนของพระอัลเลาะห์ และข้อความที่มีอยู่ในพระคัมภีร์กุรอานค่ะ”

ถึงตอนนี้ อาจารย์ก็ชักงงกับคำถามของตนเองเสียแล้ว ก็ทุกศาสนาก็มีคัมภีร์ มีตำรา มีคำสอนให้ทำดี ไม่ทำชั่ว แล้วทำจิตให้บริสุทธิ์กันทั้งนั้น แต่ธรรมะที่ตนเองเข้าใจนั้น คือความจริงแท้ของธรรมชาติหรือสัจจธรรมของสรรพสิ่ง แล้วธรรมะของแต่ละศาสนาต่างกันอย่างไรหรือ

หรือทุกๆศาสนาก็เหมือนกันที่ ใครที่มีการศึกษามาก อ่านมาก ท่องจำได้มาก พูดได้มาก เทศน์ได้มาก ก็คือผู้ที่เห็นธรรมะทั้งนั้น

ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาข้อเฉลยอยู่ ตาอยู่ ชายชราที่เป็นภารโรงของโรงเรียนและทุกคนรู้ว่าแกเรียนหนังสือน้อย นั่งฟังการโต้ตอบคำถามอยู่นอกห้องเรียน ก็พูดเปรยกับตนเองว่า “มันน่าจะเป็น ใครถึงธรรมะ ก็ถึงพุทธะ มากกว่ามั้ง”
อาจารย์พอได้ยิน ฉุกคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เบิกตากว้างด้วยความยินดี พร้อมกับพูดเสียงดังว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว” “ธรรมะคือสภาวะของจิตที่เข้าถึงสภาวะธรรม ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ หลุดจากการเกาะยึดความโลภ โกรธ หลง และกิเลส มลทินต่างๆ จิตก็จะเป็นจิตพุทธะนั่นเอง”

นั่นก็คือ เมื่อได้เห็นธรรมะ หรือเมื่อได้เข้าถึงธรรมจิต ก็เหมือนได้เห็นและเริ่มเข้าใจด้วยปัญญาในความหมายอันล้ำลึกของความเป็นพระพุทธะ ด้วยตัวเองได้เข้าใกล้สภาวะของพุทธจิตนั่นเอง

ถ้าอย่างนั้น การเข้าถึงธรรมะ ก็ไม่ใช่เป็นเพียงการวนเวียนอยู่กับตัวอักษรของคัมภีร์ หรือตำรา แต่เป็นการใช้จิตบริสุทธิ์เข้าถึงสภาวะธรรม ไม่ใช่ใช้ความรู้จากความทรงจำ แต่เป็นการใช้สภาวะจิตที่แจ่มใส เข้าจับธรรมะ จึงจะเริ่มต้นเกิดปัญญาสู่การรู้จริง ตื่นจริงจากกิเลส แล้วเบิกบานด้วยจิตที่บริสุทธิ์

เมื่อคิดได้ดังนั้น อาจารย์ก็วิ่งถลันออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ตามหาตาอยู่ที่เดินลงบันไดไปชั้นล่าง พอได้พบ อาจารย์ก็ก้มลงกราบตาอยู่ด้วยความขอบคุณในพระคุณที่ตนคิดว่าได้ชี้แนะประตูดวงธรรมให้กับตน

ตาอยู่พอเห็นอาจารย์ทำเช่นนั้น ก็ตกใจยิ่ง พร้อมกับคุกเข่าลงต่อหน้าอาจารย์เช่นกัน และพูดเสียงแผ่วเบาว่า “อาจารย์ทำไมทำเช่นนี้?” อาจารย์รีบตอบว่า “ขอบคุณที่ลุงชี้แนะให้ผมพอจะเริ่มเข้าใจธรรมะครับ”
ตาอยู่พินอบพิเทา พูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนว่า “อาจารย์พูดเกินจริงแล้ว ผมไม่ได้รู้ธรรมะอะไรหรอกครับ ผมไม่มีความรู้อะไร เรียนก็น้อย ความรู้ก็น้อย จะไปกล้าแนะนำอาจารย์ที่จบด็อกเตอร์ เรื่องธรรมะได้อย่างไร”

อาจารย์ยิ้มทั้งน้ำตาคลอ “คุณลุงเป็นคนรู้จริง ถึงธรรมะจริง ส่วนผมเหมือนมีความรู้เยอะ แต่กลับไม่เข้าใจความลึกซื้งของธรรมะ เพราะติดยึดอยู่กับสิ่งที่อยู่ภายนอก เลยเข้าไม่ถึงแก่นธรรม”

ตาอยู่โบกมือปฏิเสธ “ผมรู้ไม่จริงหรอกครับ เพราะใจผมเดี๋ยวสงบ เผลอแป๊ปเดียวก็ขุ่นอีกแล้ว เหมือนมีเมฆบัง ผมยังต้องทำความสะอาดจิตใจตัวเองอีกนานและเยอะอยู่ครับ ผมยังเก็บรักษาจิตใจตัวเองให้สงบนิ่งใสสอาดตลอดเวลาไม่ได้ ยังแกว่งกับสิ่งยั่วยวน หรือสลัดอารมณ์ขุ่นมัวไม่ได้ตลอดเลยครับ”

ยิ่งฟัง อาจารย์ยิ่งรู้สึกศรัทธาตาอยู่มากยิ่งขึ้น เพราะคำพูดเหล่านี้มันไม่ใช่คำพูดของชายชราธรรมดาที่ไร้การศึกษา แต่มันบ่งบอกถึงภูมิปัญญาของคนมีสติปัญญาลึกซึ้งทีเดียว เพราะตาอยู่แกน่าจะปฏิบัติธรรมเป็นอาจินในทุกเสี้ยววินาทีของชีวิตจนเกิดสภาวะธรรมในจิตวิญญาณโดยธรรมชาติ ส่วนตนเองเรียนรู้ธรรมจากตัวอักษรในตำรา โดยไม่ได้ปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน จิตใจจึงยังยึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก ยังหยิ่งยะโสมีอัตตาสูง ส่วนตาอยู่แกอ่อนน้อมถ่อมตน สอดส่องตรวจสอบจิตใจตนเองตลอดเวลา และมีเมตตาสูง หน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เปี่ยมราศี แม้ภายนอกห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ ไร้เครื่องประดับ แต่เรียบง่าย สมถะ อยู่อย่างสง่า พอเพียง

วิเคราะห์ถึงตอนนี้แล้ว อาจารย์ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเรียกตาอยู่ว่า “อาจารย์ครับ ต่อจากนี้ไป ขอผมเรียกลุงว่าอาจารย์นะครับ!”

ตาอยู่ตกใจ รีบบ่ายเบี่ยงว่า “อาจารย์อย่าทำอย่างนี้เลยครับ ผมเป็นอาจารย์ไม่ได้ครับ เพราะผมยังไม่สามารถมีสติรู้เท่าทันสิ่งยั่วยวน ที่รบกวนบดบังจิตใจ ผมยังต้องฝึกให้มีสติปัญญารู้แยกแยะทุกสภาวะจิตที่เกิดๆดับๆ อย่างรวดเร็วของแต่ละเสี้ยววินาที ผมยังทำไม่ได้”

อาจารย์ครุ่นคิดด้วยความกระอักกระอ่วน แต่ตาอยู่ก็ยิ้มอย่างมีเมตตา แล้วให้กำลังใจว่า “อาจารย์อย่าท้อแท้สิ้นหวังนะครับ เพราะถ้าไม่มีกิเลส ก็ไม่มีโอกาสเกิดพุทธจิตนะครับ”



อาจารย์ยิ้มรับคำด้วยปีติ และเอ่ยพึมพัมต่อว่า “ใช่แล้ว ถ้าไม่มีความมืด ไหนเลยจะมีความสว่าง ถ้าไม่มีความชั่ว ไหนเลยจะมีความดี ถ้าไม่มีสีดำ ไหนเลยจะมีสีขาว ใช่แล้ว เราต้องขอบคุณความมืดที่ทำให้เราเห็นความสว่าง เราต้องขอบคุณความชั่ว ที่ทำให้เราเข้าใจความดี เราต้องขอบคุณสีดำ ที่ทำให้เราแยกสีขาวได้ง่ายขึ้น”

ตาอยู่อมยิ้ม แล้วเสริมต่อว่า “แต่ถ้าอาจารย์จะสามารถปล่อยวาง ไม่ติดยึดกับทั้งสองขั้ว ทั้งสิ่งดีและไม่ดี แต่มองด้วยจิตที่เป็นกลางอย่างอิสระ ด้วยสติปัญญาที่เป็นธรรมชาติตามจริงได้ นั่นจะเป็นสิ่งประเสริฐสุดใช่ไหม?”

“แล้วมันเป็นอย่างไรหรือ?” อาจารย์ถาม ตาอยู่ถอนหายใจแล้วตอบว่า
“ผมก็ไม่รู้ครับ แต่เดาว่า น่าจะคล้ายความสุขสงบนิ่งยิ่งใหญ่ของจักรวาล ไร้ขอบเขต ว่างเปล่าแต่ไม่ใช่ไร้สภาพ และตรงกลางอาจมีจุดศูนย์กลางที่เล็กที่สุด แต่ก็กลับยิ่งใหญ่สุดเท่าจักรวาล เล็กสุดสู่ใหญ่สุด ใหญ่สุดสู่เล็กสุด อะไรทำนองนั้น มากกว่านี้ ผมก็ไม่รู้จริงๆ”

อาจารย์คุกเข่าฟังด้วยความสงบ แล้วก็พูดว่า “อย่างไรก็ตาม ผมถือว่าคุณลุงได้ให้ข้อชี้แนะที่วิเศษมากๆให้ผมแล้ว ต่อจากนี้ ผมจะพยายามหมั่นศึกษาและปฏิบัติ ถ้าผมมีบุญบารมีพอ ผมอาจจะได้บรรลุอะไรสักอย่าง แต่อย่างน้อยผมก็จะได้เป็นคนดีอย่างแน่นอน”

เมื่อระฆังดังขึ้น นักเรียนในชั้นเรียนก็เดินออกมา ต่างได้เห็น อาจารย์และตาอยู่นั่งคุกเข่า สนทนากันอย่างนอบน้อมอยู่บนระเบียง ต่างอมยิ้ม บ้างก็หัวเราะด้วยความขบขัน

โดย ผู้พยายามตื่น

************************************************************************************

มันง่ายหรือยาก?

มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ผมนั่งรถไฟกลับจากต่างจังหวัด ผู้โดยสารบนรถตู้นอนส่วนใหญ่ใส่หน้ากากป้องกันโรคหวัด 2009 ทำให้เห็นแต่รอยยิ้มของดวงตาที่ส่อความเป็นมิตรให้ซึ่งกัน

มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เมื่อใกล้สถานีหัวลำโพง ก็ย้ายเข้ามานั่งตรงที่นั่งตรงข้ามกับผม เพราะผู้โดยสารคนเดิมลงที่สถานีสามเสน อยู่ๆ แกก็เปรยกับผมว่า รู้สึกอย่างไรที่คนไทยเราทุกวันนี้เอาแต่เกลียดชังกัน บ้านเมืองวุ่นวายไม่รู้จบเพราะแบ่งพรรคแบ่งพวก

ไม่ทันที่ผมจะตอบอะไร ก็มีผู้โดยสารสตรีสูงวัยอีกคน ให้ความเห็นแทรกเข้ามาว่า ควรจะให้ทั้งฝ่ายนั้นและฝ่ายนี้ละลายสีเข้าหากัน จะได้เปลี่ยนเสื้อเป็นสีแสด ชายคนแรกก็เสริมความคิดเห็นของตนว่า น่าจะไม่เอาทั้งสองสี ทำให้ผมแอบคิดขำๆไม่ได้ว่า อย่างนี้ ก็ต้องใส่เสื้อสีขาวนะซิ

สักครู่ใหญ่ ทั้งสองคนก็หันมาจ้องหน้าผม ดูก็รู้ทันทีว่า กำลังถามความเห็นของผมบ้าง

ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตอบไปว่า ถ้าจะให้บ้านเมืองสงบ อยู่อย่างสันติสุข ดูแล้วน่าจะง่าย แต่ก็ไม่ง่าย ถ้าจะว่ายากมันก็ไม่ยาก เพื่อนผู้โดยสารทั้งสองคนเลยงง เค้นตาจ้องผมอย่างขุ่นข้องหมองใจว่า พูดอะไรกันแน่ เงียบไปสักครู่ ทั้งสองคนก็อดเอ่ยปากขึ้นเกือบพร้อมกันไม่ได้ว่า เป็นอย่างไรหรือ

ผมเลยถามคุณผู้หญิงก่อนว่า คุณลองคิดดู แต่ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้นะครับว่า คุณผู้ชายที่ร่วมคุยอยู่ด้วยมีอะไรที่เธอรู้สึกไม่ชอบบ้าง เธอเงียบครุ่นคิดสักครู่แล้วส่ายหน้า บอกว่าลึกๆแล้วเธอก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วผมก็ถามคุณผู้ชายที่นั่งตรงข้ามผมว่า แล้วคุณลองคิดดูโดยไม่ต้องพูดออกมาว่า คุณผู้หญิงมีอะไรที่คุณไม่ชอบบ้าง เขานิ่งคิดสักครู่ก็ตอบเช่นกันว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ผมเลยถามต่อว่า ถ้าอย่างนั้น หากมีคนมาให้ข้อมูลคุณทั้งสองเกี่ยวกับสิ่งไม่ดีต่างๆของทั้งสองฝ่าย คุณจะรู้สึกอย่างไร ปรากฏว่า ทั้งสองคนตอบเกือบพร้อมกันว่า ก็ต้องไม่ชอบแน่

ทีนี้ ผมเลยได้โอกาส ถามทั้งสองคนว่า แล้วคุณทั้งสองคิดว่า ถ้าจะให้ทุกคน ย้อนมองส่องใจ ตนเอง หาข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวเองอย่างจริงใจ จะทำได้ไหม

ทั้งสองงงอยู่พักหนึ่ง ก็ตอบว่า
“มันน่าจะง่ายนะแต่ก็ไม่ง่าย คิดดูแล้วไม่น่าจะยากแต่มันก็ยากนะ”

ผมเลยย้อนยืนยันคำตอบของผมว่า “นั่นแหละที่ผมหมายถึง”



ป.ล. คนเราถ้าเอาแต่โทษผู้อื่น แล้วยังเกี่ยงให้คนอื่นต้องปรับเปลี่ยนตัวเขาเพื่อให้ถูกใจเรา มันเป็นเรื่องยากจนเป็นไปไม่ได้ เหมือนชี้นิ้วด่าว่าคนอื่น แล้วใครเขาจะยอมให้ด่าข้างเดียว เขาก็ต้องพยายามหาข้อผิดพลาดของอีกฝ่ายมาตอบโต้ อย่างนี้แล้วเมื่อไรจึงจะยอมและยุติกันได้ ทั้งๆที่ปรัชญาทางสรีระก็บอกเป็นปริศนาธรรมแล้วว่า ตอนที่ยกนิ้วชี้ด่าว่าคนอื่น นิ้วโป้งจะต้องกดลงบังคับให้ อีกสามนิ้ววกกลับเข้าด่าว่าตัวเอง มันเหมือนการสาดโคลน สร้างมลทินให้กันและกันไม่รู้จบ ยิ่งชี้ด่า ก็ยิ่งย้อนหาตนเองมากยิ่งขึ้นๆ เปรอะไปทั้งสองฝ่าย ในทางตรงกันข้าม ถ้าอยากให้เงาในกระจกยิ้มให้ตน ตนก็ต้องยิ้มให้กระจกเงาก่อน ความจริงแล้ว คนเรานั้นถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้แล้ว จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้ คำตอบจึงอยู่ที่ คนเราทุกคนมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงผู้อื่น หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่มันต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อนเสมอ ต้องวิเคราะห์ตนเองอย่างถ่องแท้จริงใจ หาข้อผิดพลาด ข้อบกพร่องของตนเองก่อน รู้มโนธรรม เมื่อรู้แล้วก็ควรสำนึกผิดอย่างใจจริง แล้วแก้ไข ชำระล้างจิตใจตนเองให้บริสุทธิ์ เมื่อจิตตนเองบางเบาจากอกุศล มลทินแล้ว จิตที่เป็นบุญจากเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาและสติปัญญาก็จะเกิดขึ้นภายในใจเรา คนผู้นั้นก็จะไม่โทษหรือจ้องจับผิดผู้อื่น แต่จะเห็นผู้อื่นที่หลงผิดเป็นแบบเรียนที่ให้ความรู้ ให้ข้อคิดเตือนใจตนเอง เกิดจิตเมตตาสงสารในความทุกข์ร้อนรนของผู้หลงผิด จะให้อภัย ผู้ที่ทำผิดเองก็จะรู้สึกเขินอาย รู้สำนึกผิด ไม่กล้าฝืนทำผิดต่ออีกฝ่าย สังคมโลกก็จะสงบสุขร่มเย็น เพราะทุกๆคนรู้จักย้อนมองส่องตน หาข้อผิดพลาดของตนเองแล้วแก้ไข แทนที่จะเที่ยวจ้องจับผิดผู้อื่น นี่จึงเป็นยุคโลกพระศรีอารย์ ที่จิตสติเป็นใหญ่ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่อดีตเมื่อสามสิบปีก่อนก็คิดไม่ถึง เช่นโลกไซเบอร์ ที่การสื่อสารไร้พรหมแดน เหมือนมีหูทิพย์ ตาทิพย์ มีตาวิเศษสามารถมองเห็นแม้อนุภาคของโมเลกุลในระดับนาโนมิเตอร์ไม่ว่าสสาร วัตถุ แสง สี เสียง อวกาศ เหมือนปาฏิหารมิใช่หรือ? แต่ถ้าจิตขาดสติปัญญาในสัจธรรม ก็คงต้องตกเป็นทาสมอมเมาจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นจากสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมไหม่ๆที่สลับซับซ้อนในยุคนี้อย่างแน่นอน
โดย ผู้พยายามตื่น
19 ก.ค. 52

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ค้นหา