แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รักเราเมื่อเก่าลง....คลายเครียด ขำ ขำ



เมื่อก่อนหอมแก้มเป็นอาจิณเดี๋ยวนี้ ได้กลิ่นเป็นอาเจียร เมื่อก่อนเจอกัน อ่ะของฝากเดี๋ยวนี้ เมิงอยาก ก็ซื้อดี๊ เมื่อก่อนขับรถรับส่งฟรีเดี๋ยวนี้เฮ้ย! แท๊กซี่ เอาอีนี่ไป เมื่อก่อนร้องไห้คอยกอดปลอบป่าวประกาศช๊อบ ชอบบบบคนอ่อนไหวเดี๋ยวนี้กรูร้องไห้ โอ้ย...เป็นรัยอ่ะ กระแดะเข้าไป อยากได้อะไร บอกดีๆ เมื่อก่อนยิ้มให้โหย...ใจเต้น เดี๋ยวนี้ยิ้มให้เห็นกูปวดขี้'
เมื่อก่อน เฮ้ย..ขาว ว๊าว ดูดีเดี๋ยวนี้ซีดยังกะผี ดูมันชม เมื่อก่อนข้ามถนนเดินจูงมือข้าวของเงี้ยช่วยถือ กลัวเราล้ม เดี๋ยวนี้ยกมือขึ้นพนมโอม เพี้ยง...ให้มันล้ม รถเหยียบคอ เมื่อก่อนสาวมองทำเป็นเงียบเดี๋ยวนี้ขอเบอร์เพียบ ไอ้หน้าม่อ เมื่อก่อนจะไปไหน เดี๋ยวป๋มรอเดี๋ยวนี้ไม่ง้อ จะไปไม่ไป … เมื่อก่อนทำอะไรผิด โอ้ย… นิดหน่อยเดี๋ยวนี้ เดี๊ยะ ต่อย …ดีๆ หน่อยได้มั้ย? เมื่อก่อนใครมอง โกรธเป็นไฟเดี๋ยวนี้ ใครอยากได้ กรูให้ฟรี
เมื่อก่อนกินข้าวเดี๋ยวป๋มจ่ายก็นะ …เกรงจัย คุณเป็นเลดี้เดี๋ยวนี้…หลอกแดกกูฟรีๆ เซ็งจังอีนี่เกาะกูกิน เมื่อก่อนเรางอน ทำเป็นง้อโวยวายตัดพ้อ ชีวิตจะสิ้นเดี๋ยวนี้เรางอน...ทำท่าจะบิน' งั้นเลิก' ฟังจนชินต้องง้อมัน เมื่อก่อนโทรตามเอาใจใส่เดี๋ยวนี้โทรไปปิดซะงั้น เมื่อก่อนแมสเสจส่งทั้งวันเดี๋ยวนี้เครื่องสั่น ลืมจ่ายตังค์ ก็แค่…อยากให้นายรู้บ้างคบแล้วทิ้งขว้าง รักมั่ง ไม่รักมั่งถ้าเล่นๆ ก็บอกดิ 'ไม่จริงจัง' จะเผื่อใจไว้คราวหลัง หลายๆ คนพวกนายเจ้าชู้ เออ …ก็ได้แต่ไม่อยากจะเป็นควายหลายๆ หนมากๆ ชักจะหมดความอดทนเราก็คนปุถุชนธรรมดา
แต่นี่บอกไม่เจ้าชู้...ตูละเบื่อในสต๊อกที่เหลือมันใครหว่า?ทำเป็นรั กเดียวใจเดียว...ออกหน้าออกตาใครตอแหล มารยา ลองคิดดู กรูโนะเนะก็บอกกรูกระแดะกรูกระแซะก็ว่า กรูกะหรี่กรูเฉยๆ ก็ว่าหยิ่งสิ้นดีกรูอ้อนที ก็บอก 'น่ารำคาญ'กรูไม่รับโทรศัพท์ เชิญไปบวชพอกรูรับ 5 สายรวด โถ…อีร่านกรูบอกไม่มีแฟนล่ะหน้าบา นพอจีบติดไปนานๆ ก้อ ทิ้งกรู!!!!!!!!!

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เจ้าน้อยสุขเกษมจากตำนานรักอมตะ มะเมี้ยะ, ประวัติศาสตร์ความรักแท้จากดินแดนล้านนา‏

Photobucket

รูปเจ้าน้อยสุขเกษม ณ เชียงใหม่

ตอนนั้นเชียงใหม่เป็นประเทศราชของสยาม ทางเชียงใหม่ส่งเจ้าดารารัศมีซึ่งเป็นเจ้าอาของเจ้าน้อย ไปอภิเษกกับ ร. 5 เป็นการผูกสัมพันธ์ตอนนั้นเจ้าดารารัศมีอายุแค่ 13 เอง...โอ้! จอร์จ นี่เรื่องจริงตามประวัติศาสตร์เลยนะ เจ้าน้อยถูกส่งไปเรียนที่ รร.เซนต์แพทริก เป็น รร.แคธอลิกของฝรั่งที่พม่า โดยแอบส่งไป ขี่ช้างไป เพราะตอนนั้นพม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษซึ่งมีเรื่องกับไทยอยู่ เจ้าน้อยไปตอนอายุ 15 เพราะทางบ้านต้องการให้ได้ภาษาอังกฤษกะพม่า เพราะค้าขายกะพม่า

เจ้าน้อยเรียนอยู่หลายปี วันหนึ่งไปเดินเล่นที่ตลาด ได้พบมะเมี้ยะแม่ค้าสาวสวยซึ่งเพิ่งมาจากตองอูเจ้าน้อยอายุ 19 มะเมี๊ยะอายุ 15 ก็ตัดสินใจแต่งงานกัน จนอายุ 20 เรียนจบถูกเรียกกลับเชียงใหม่เจ้าน้อยเลยเอาเมียกลับมาด้วย โดยให้ปลอมเป็น เด็กรับใช้ชาย เอาเมียไปแอบในเรือนเล็กโดยไม่รู้เลยว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ได้หมั้นเจ้าบัวนวลเอาไว้ให้ เจ้าน้อยไม่ยอมแต่งงานเลยเปิดเผยว่ามีเมียแล้วคือมะเมี้ยะ เอามะเมี้ยะมากราบเจ้าพ่อเจ้าแม่แต่ไม่ได้รับการยอมรับ เรื่องนี้ไปถึงสยาม ร. 5 กะเจ้าดารารัศมีเห็นว่าไม่ควรเลยส่งผู้สำเร็จราชการมาเจรจา บอกว่าเจ้าน้อยจะมีเมีย กี่คนไม่ใช่ปัญหาแต่ต้องไม่ใช่สาวพม่า เพราะว่าคนพม่า ถือสัญชาติอังกฤษ เดี๋ยวอังกฤษจะถือโอกาสแทรกแซง ว่าแต่งกะพม่า ก็ต้องถือว่าเป็นพม่าด้วยไปอยู่กะเมียที่

พม่าก็ไม่ได้เพราะงี้ ที่สำคัญเจ้าน้อย เป็นเจ้าชายของล้านนาถูกวางตัวไว้ให้เป็นรัชทายาทล้านนา เท่ากับว่าสยามอาจต้องเสียเชียงใหม่ให้อังกฤษ ก็เลยบังคับส่งมะเมี้ยะกลับพม่าเจ้าน้อยสัญญาว่าอีก 3 เดือนจะไปรับมะเมี้ยะกลับ ทั้งคู่สาบานกันไว้ว่าจะไม่รักใครอื่น หากใครผิดคำสาบานขอให้อายุสั้น ตอนที่จะส่งมะเมี้ยะกลับพม่านั้นตรงนี้เป็นส่วนของตำนานเลย " ตอนนั้นมะเมี้ยะโพกผมไว้พอจะไปก็ก้มลงกราบเท้า เจ้าน้อยที่ประตูเมือง ชาวบ้านออกมามุงกันทั้งเมืองเพราะได้ยินว่ามะเมี้ยะงามจ๊าดนัก พอกราบเสร็จ ก็เอาผ้าโพกผมออกแล้วสยายผมเอามาเช็ดเท้าเจ้าน้อย

จงรักภักดีบูชาสามีสุดชีวิต แล้วก็กอดขาร้องไห้ เจ้าน้อยเองก็ร้องทำเอาคนที่มามุงร้องไห้ไปทั้งเมืองด้วยความสงสารความรักของทั้งคู่ " ต่อมาเจ้าน้อยโดนเรียกไปสยาม พอเข้าไปก็โดนจับแต่งงานเลย เจ้าดาราฯ จัดเจ้าบัวชุม ซึ่งเป็นพระญาติ และเป็นสาวที่สวยที่สุดในตำหนักเจ้าดารารัศมี ร่ำลือกันว่าเล่นดนตรีไทยเก่ง แต่ดูรูปแล้วถ้ามาสมัยนี้ ถือว่าหน้าตาธรรมดาอ่ะ ถ้าในสมัยที่ผู้หญิงไม่มีศัลยกรรมคงจัดว่าสวย แต่ที่นี่แน่ๆ มินิไซค์มากๆ สาวๆ สมัยนั้น ด้วยเหตุนี้เจ้าน้อยก็เลยต้องแต่งแล้วถูกกักอยู่ที่นั่น

ตอนนั้นเจ้าพ่อของเจ้าดาราฯ สิ้นพระชนม์ พระญาติทางสยาม ไม่อนุญาตให้เจ้าล้านนาพระองค์ใดในวังขึ้นไปประกอบพิธีปลงพระศพ เป็นเรื่องการเมืองเตะถ่วงการแต่งตั้งเจ้าครองแคว้นคนใหม่เอาไว้ระยะหนึ่ง เจ้าอาของเจ้าน้อยได้ขึ้นเป็น เจ้าองค์ใหม่ เจ้าพ่อได้เป็นเจ้าราชบุตร(อุปราช)เท่ากับว่าเจ้าน้อยเป็นรัชทายาทอันดับ 3 ถ้าสิ้นเจ้าสองพระองค์นี้เจ้าน้อยจะครองเชียงใหม่ ก็ยิ่งไม่มีทางได้รับมะเมี้ยะกลับมา มะเมี้ยะรอเกิน 3 เดือนแล้วเจ้าน้อยไม่มาตามสัญญาเลยไปบวชชี เพื่อพิสูจน์รักแท้ว่าจะไม่มีคนใหม่

ต่อมา...เมื่อได้ยินว่าเจ้าน้อยกลับเชียงใหม่แล้วเลยมาดักที่คุ้มแต่เจ้าน้อยไม่ยอมออกมาพบ รอนานเท่าไรก็ ไม่ยอมออกมา จริงๆ แล้วเจ้าน้อยแอบดูอยู่ข้างหน้าต่างได้แต่ร้องไห้ไม่กล้าสู้หน้าที่ผิดสัญญาก็เลยฝากใ ห้ท้าวบุญสูงพี่เลี้ยง เอาแหวนทับทิม กับเงินอีก 1 กำปั่น( 800 บาท) ไปให้แม่ชีมะเมี้ยะ ทางด้านแม่ชีบอกว่าไม่มาขอรักคืน เพียงแต่มาถอนคำสาบานให้ เจ้าน้อยฝากมาบอกแม่ชีว่า เงินนี่ทำบุญตามแต่แม่ชีจะใช้สอยเรียกว่าบริจาคในฐานะโยมอุปฐาก ส่วนแหวนให้แทนใจว่าหัวใจอยู่กับมะเมี้ยะเสมอ แม่ชีเสียใจมาก รับไปแต่แหวนไม่รับเงินสมัยก่อน 800 คงเยอะมากว่ะ 100 ปีก่อนคง 8 แสนล่ะมั้ง เงินเดือนคนสมัยนั้น 4 บาทเอง เจ้าน้อยหลังจากกันกับแม่ชีคราวนั้น.....ก็เอาแต่กินเหล้าไม่มีใจรักเจ้าบัวชุม ในที่สุดก็ตรอมใจตายหลังจากแต่งงานได้ไม่กี่ปีในขณะที่อายุแค่ 30 ปีเท่านั้นเอง

ในบันทึกบอกว่าสิ้นพระชนม์ด้วยโรคพิษสุรา อีก 6 ปีต่อมาหลังจากพบแม่ชีมะเมี้ยครั้งสุดท้าย ส่วนแม่ชีมะเมี้ยะ... บวชจนสิ้นอายุขัยเมื่อ 73 ปี เศร้ามะ ? เรื่องนี้ไม่มีตัวอิจฉามีแต่คนหัวใจสลาย ผู้บันทึกเรื่องนี้คือ เจ้าบัวนวล คู่หมั้นคนแรกที่ถอนหมั้นไปหลังจากรู้ว่าเจ้าน้อยมีมะเมี้ยะ... ส่วนเจ้าบัวชุมไม่ผิดอะไรเลย แต่สามีไม่รักก็อยู่เป็นข้าบาทจาริกาจนอายุ 81 ปี เจ้าบัวนวลว่าตลอดชีวิตเจ้าน้อยรักผู้หญิงคนเดียวจนสิ้นลม คือ มะเมี๊ยะหลังจากนั้นเรื่องของเจ้าน้อยกับมะเมี้ยะ ก็ถูกสั่งห้ามพูดถึงไปหลายปีเพราะเป็นเรื่องทางการเมือง ต้องปิดบังรายละเอียดเลยหายไปเหลือแต่ตำนาน อุปสรรคความรักของเจ้าน้อยกับมะเมี้ยะ ไม่ใช่ฐานันดร ไม่ใช่เชื้อชาติ แต่เป็นการเมืองแท้ๆ เศร้าเนอะ ความรักในตำนานมักจบลงด้วยความเศร้าสลด

ทั้งที่รักเดียวทั้งสองฝ่าย น่าสงสารจริงๆ เรื่องนี้มีแต่คนน่าสงสาร เจ้าบัวชุมเมียแต่งก็น่าสงสาร ทางเจ้าดารารัศมี มีบันทึกไว้แค่ว่าทรงไม่คิดว่าเจ้าน้อย จะปักใจมั่นกับมะเมี้ยะขนาดนี้ เจ้าดารารัศมีทรงคิดว่าหลายปีผ่านไป และได้ภรรยาที่ดีพร้อมก็คงลืม ความรักครั้งแรกได้ แต่เจ้าน้อยไม่ลืมจนสิ้นชีวิต เจ้าบัวนวล คู่หมั้น เมื่อแรกรู้สึกเสียหน้าแต่หลังจากนั้นก็รู้สึกเห็นใจและศรัทธาในรักแท้ของเจ้าน้อย จริงๆ แล้วเราแอบคิดว่าถ้าเจ้าน้อยโกหก ให้มะเมี้ยะหนีเข้าเมืองเถื่อนแล้วปลอมเป็นสาวไทย ให้เป็น เมียบ่าว เรื่องก็จบแต่มันเป็นเพราะ...เจ้าน้อยต้องการมีภรรยาคนเดียว คือ...มะเมี้ยะ หายากมากผู้ชายสมัยนั้นเรื่องรักเดียวเนี่ยแต่ก็เป็นไปตามคำสาบานนะ


ผิดรักไปแต่งกับหญิงอื่นเลยอายุสั้น รูปหล่อ รักเดียว รักจนตาย
ยังกะนิยายเศร้าจริงๆๆๆ...ว่าแล้วก็เผื่อแผ่ความเศร้าให้คนอื่นบ้าง สังเกตมั้ยว่า ความรักที่เป็นตำนาน...มักจะมีจุดจบที่เศร้ารันทดใจ รักแฮ้ปปี้มันคงไม่กินใจพอที่จะเป็นตำนาน...สำหรับเราขอมีความสุขดีกว่าเป็นตำนาน..เฮ้อ...อ แต่น่าเสียดาย...ไม่มีรูปมะเมี้ยะ คาดว่าเป็นสามัญชนคนธรรมดาเลยไม่มีรูปถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานบ้าง ไม่งั้นคงได้เห็นว่ามะเมี๊ยะงามจ๊าดแค่ไหน.... แต่บางทีการไม่เห็นหน้า...


จินตนาการอาจทำให้มะเมี๊ยะสวยงามยิ่งในความทรงจำของผู้ที่ได้รู้เรื่องราวเธอก็ว่าได ณ วันนี้... 99 ปีผ่านไป เจ้าน้อยกับมะเมี๊ยะ คงได้พบกันบนเส้นทางสายดวงดาวแล้ว
ความรักครั้งหน้า...ขอให้ไร้อุปสรรคทั้งปวง สมกับที่รอคอยกันมาแสนนาน

ความรัก กะ รองเท้าที่ไม่พอดี‏

เคยอ่านกันยัง - ความรัก กะ รองเท้าที่ไม่พอดี (ชอบอ่ะ)

วันหนึ่ง .........ฉันอยากได้รองเท้า ฉันเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าหลากสี-หลายแบบวางเรียงรายร้ า น แ ล้ ว ร้ า น เ ล่ าแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รองเท้าถูกใจกลับไปด้วยแม้ แต่คู่เดียวเลือกแล้ว__________ เลือกอีกจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้ากระจกร้านหรูแห่งหนึ่งรองเท้าส้นสูงสีส้มคู่นั้นสะท้อนเงาเฉิดฉายผ่านกระจกออกมาแตะตาฉันตั้งแต่แรกเห็นมันช่างเป็นรองเท้าที่สวยจนอยากมีไว้ประดับคู่เท้าในทุกย่างก้าวโดยไม่รอรี......ฉันเดินตรงลิ่วเข้าไปหามันแม้ป้ายราคาเล็ก-เล็กที่ติดเอาไว้จะบอกราคาที่ไม่เล็กนักแต่ฉันไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออกไปเพื่อให้ได้รองเท้าที่ถูกใจที่สุดในวันนี้'แน่นนิดนึงนะคะ...มีคู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้มั้ย'

ฉันถามพนักงานขายขณะที่กำลังพยายามสอดเท้าลงไปในรองเท้าคู่สวยให้พอดี แล้วพบว่ามันพอดิบ-พอดีจนขยับเท้าไม่ได้'ไม่มีหรอกค่ะ....เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับรองว่า ใส่แล้วไม่ซ้ำแบบใคร'พนักงานขายเสนอข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้า'แต่ดิฉันว่าใส่แล้วก็พอดีนะคะ เผื่อมันยืดออกอีกนิดหน่อย'เธอยังคงเสนอต่อเมื่อเห็นแววตาที่ฉันชื่นชมสินค้าของเธอ- -

เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกรุ่นพร้อมกับ รองเท้าคู่สวยที่อยู่ในมือ - -ฉันจัดแจงโยนรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่ใส่มาแรมปีทิ้งไป อย่างไม่แยแสวันรุ่งขึ้น ............ ..ฉันออกเดินด้วยรองเท้า คู่ใหม่อย่างเฉิดฉายยิ่งมีใครต่อใครชมว่ามันสวยนักหนาฉันก็ยิ่งปลื้มใจ ทว่าไม่ทันข้ามวันรองเท้าเจ้ากรรมก็แผลงฤทธิ์จนฉันเดินโขยกเขยกและเย็นวันนั้นฉันก็ต้องกลับมาบ้านพร้อมกับเท้าที่ระบมห า ก ชี วิ ต ค น เ ร า เ ป็ น เ ห มื อ นก า ร เดิ น ท า ง ไ ก ลความรัก ____________ _____ก็คงเป็นเหมือนรองเท้า แ ท้ ที่ จ ริ ง แ ล้ ว น่ ะ น ะ............ ..

ฉันว่าคนเราไม่ได้ต้องการ'รองเท้าสวย'มากไปกว่า- - รองเท้าที่ใส่สบาย - -แต่ก็นั่นแหละใคร-ใครก็ย่อมชอบรองเท้าสวย-สวยด้วยกันทั้งนั้นถึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักตัดสินใจซื้อรองเท้าเพราะว่า 'มันสวย ' มากกว่า 'มันพอดีกับเท้า'และแม้มันจะใส่แล้วคับไปนิด...อึดอัดไปหน่อยก็ยังไม่วางมือเหตุเพราะว่า____________ ___มันสวยถูกใจหรือแม้มันจะราคาแพงลิบลิ่วก็ยังอยากเป็นเจ้าของให้ได้- - - หากว่าเราต้องเดินทางอีกไกล - - -แม้จะมีรองเท้าสวยหรู ราคาแพง ยี่ห้อแบรนด์เนมมันก็คงไม่มีประโยชน์แม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำเท้าเราเจ็บ...

สุดท้ายก็คงต้องถอดมันออกเพราะถ้าขืนเราเดินทั้งเท้าเจ็บ-เจ็บเราคงไปไม่ถึงปลายหนทางค ว า ม รั ก ก็ เ ช่ น กั นเราอาจใฝ่ฝันที่จะมีคนรักสวย รวย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู..... แต่ความจริงแล้ว ....เราเพียงต้องการคน-คนนั้นเพื่อให้ตัวเราดูดีขึ้นมาเท่านั้นเองฉันว่านะ....รองเท้าที่ใส่แล้วสบายไม่จำเป็นต้อง สวยเด่นอะไรเพราะฉะนั้น คนที่จะมาจับจูงมือเราไปตลอดทางของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดจนใครนึกอิจฉา แต่คงเป็น...คนที่เค้ารักเรา ดูแลเรา

ดีต่อเราเข้าใจเราไม่ทำให้เราเจ็บ ไม่ทำให้เสียใจ ซะมากกว่า... บางที...การใส่รองเท้าที่เดินแล้วสบายมันอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่า เพราะฉันเชื่อว่ามันจะพาเราไปจนถึงจุดหมายโดยที่เราไม่ต้องเจ็บเท้าและนึกอยากจะโยนมันทิ้งไป เสียให้รู้แล้วรู้รอดตลอดการเดินทาง...

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แม่กูสอน ท่อนสุดท้ายจ๊าบมากๆ (ซึ้งกินใจ)‏

แม่กูสอน เพื่อน ๆ บอกผมว่า

ทำไมมึงดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจังวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมพอมึงมีตังค์ มึงชอบเอาไปทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมมึงชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นมึงป่วยนอนโรงพยาบาลเลยวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้กูออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมมึงอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไงวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมมึงพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร หรือแม้แต่ขอทานที่มึงให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้มึง ทำไมมึงต้องขอบคุณขอทานวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมพี่ ๆ น้อง ๆ มึงตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลยวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้ ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมมึงถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนักวะ

ผมบอกเพื่อนว่า แม่กูสอน ให้กูสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์ ทุกพระองค์ แม่กูสอน ให้กูรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่กูยังไม่รู้ความหมาย จนทุกวันนี้ กูรู้แล้วว่า คำว่า จงรักภักดี นั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมแม ่มึงถึงสอนอะไรมึงมากมายจังเลยวะ

ผมบอกเพื่อนว่า ที่กูเป็นกูอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ ' แม่กูสอน '


แม่กูสอนอะไร กูทำตามแม่กูสอนทุ กอย่าง

มีอย่างเดียวที่แม่กูไม่ได้สอน แต่กูทำ แล้วกูทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว

แม่กูไม่ได้สอนให้รักแม่


แต่......กูรักแม่ว่ะ


ใครไม่รัก..................กูรัก

Photobucket


อ่านแล้วได้คิดเยอะ อ่านไม่ถึง 3 นาที แต่อาจมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นอีกทั้งชีวิต

โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ

ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก

อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง

คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย

ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ

ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น

ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า "แน่นอน"

คนเราเมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน

ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย

อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา

พักได้ แต่อย่าหยุด


เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง

ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร

หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ

ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น

จะเห็นค่าของความอบอุ่น เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว

อันตรายที่สุดคือ การคาดหวัง


เริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย

อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์

เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน

ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่า ตั้งใจ ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป


หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ

หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว

ไม่เป็นขุนนางนะ ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้

มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง

เมื่อวานก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป

อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก

เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน


เพื่อนทั่วไป ไม่เห็นคุณร้องไห้

เพื่อนแท้ มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้

เพื่อนทั่วไป ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ

เพื่อนแท้ จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน

เพื่อนทั่วไป คาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ

เพื่อนแท้ คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป

เพื่อนทั่วไป เข้าหาผลประโยชน์ ที่ได้รับจากเรา

เพื่อนทั่วไปอ่านแล้วทิ้ง เพื่อนแท้จะส่งต่อๆ ไป


ส่งผ่านให้ใครก็ได้ที่คุณห่วงใย

หากคุณได้รับคือ หมายถึง คุณได้พบเพื่อนแท้แล้ว


หมาขี้เรื้อน...ต้องอ่าน‏

บทความนี้.....ทำไมถึงทำให้คน ใจดำ เปลี่ยนแปลงตัวเอง.....เพราะอะไร??


เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชิตแกเป็นคนใจดำครับชอบยิงนกตกปลาไปเรื่อย แต่ที่หนักก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับแต่ แม่แกบอกมันบาปนะลูก(ไม่สนโว้ย) เมื่อราว 15 ปีก่อน มีเหตุการณ์ที่ทำให้แกเปลี่ยนไป ครั้งนั้นมีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งครับมันมักวิ่งไปหาของกินแถวๆบ้านแกบ่อย เพราะบ้านแกติดตลาด พี่แกกินหมาอยู่บ่อยๆแต่ กรณีหมาขี้เรื้อนแกบอก 'กูกินไม่ลงว่ะ' แกทำอย่างเดียวคือไล่ฆ่า แต่มันรอดได้ทุกครั้ง (สงสัยมีของ) มันไปหาของกินทีบางทีก็ได้บางทีก็ไม่ได้ คราวนั้นเนื้อแห้งที่แกตากไว้หายไป พอมองไปก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนวิ่งหลุนๆไป แกเดือดทันทีครับวิ่งตามไป คราวนี้ทันครับเพราะหมาขี้เรื้อนวิ่งช้ามาก แกทุบไปทีเดียวหมานั่นล้มลงชักทันที (แกบอกว่าหากตีตรงจุดแค่ไม้บรรทัดก็ตาย)


แกทิ้งไว้ตรงนั้นไม่อยากจับแต่จะทำกินตรงนั้น จึงกลับบ้านไปเตรียมของ (แค้นจัดอยากกินหมาขี้เรื้อน) ให้ผมเฝ้าไว้ (ยังเด็กอายุแค่12) ผมก็มัวแต่เก็บตะขบจนลืมดู (ในใจอยากให้มันรีบไปจะได้ไม่ตาย) มันไปจริงครับหายวับไป พี่ชิตแกโกรธมากคงอยากเตะผมเต็มแก่ แต่ลุงผมแกเป็นนักเลงใหญ่และเป็นคนสอนวิธีฆ่าหมาให้ ก็ต้องวิ่งตามอย่างเดียวพร้อมบ่น 'ทำไมมันไม่ตายวะ' พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงหมาเห่า แกตามทันทีพอไปถึง


ภาพที่เห็น ............................................... หมาขี้เรื้อนกำลังจะตายมันมีลูกที่ต้องเลี้ยง 5 ตัวครับ วัยกำลังหย่านมบางตัวยังกินนมอยู่ บางตัวก็วิ่งไปคาบเนื้อที่แม่หมาขี้เรื้อนคาบไปฝาก (เห็นกับตา) ที่มันยังไม่ยอมตายเพราะต้องกลับไปให้นมลูก แม้น้ำนมแห้งกรัง เอาอาหารไปให้ลูกมัน เรียกลูกๆเพื่อให้นม ให้อาหาร เป็นครั้งสุดท้าย แม่หมาพยายามอย่างดีที่สุด มันมองผมกับพี่ชิตอย่างขอร้อง ขอให้มันให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย ( T T ) ไม่อยากเชื่อนั่นคือน้ำตาของหมาขี้เรื้อน มันแค่ต้องการให้นมลูกก่อนตาย พี่ชิตไม้หล่นลงกับพื้น เดินเข้าไปดูแม่หมานั่น ในยามนั้นสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่หมาขี้เรื้อน แต่แกเห็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่ทนเจ็บกลับไปหาลูก แกไม่พูดอะไรทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอสายตาอ่อนโยนลง ลูกหมาตัวหนึ่งวิ่งไปหาแกกระดิกหางให้ แกอุ้มลูกหมาขึ้นพร้อมพูดว่า 'ขอโทษ' พูดได้แค่นั้นแม่หมาก็ตาย เราช่วยกันฝังแม่หมา


แกรับเลี้ยงหมานั่นไว้ ทั้ง5ตัวตั้งแต่นั้นแกกลายเป็นคนใจดีไม่ไล่ยิงนกยิงหมายิงแมวอีกแกบอก 'มันอาจมีลูกรออยู่ก็ใด้' เมื่อ 12 สิงหา 2 ปีที่แล้ว แกเอามะลิร้อยเป็นพวงไปให้แม่ทั้งๆที่ไม่เคยทำ พูดกับแม่ว่า 'แม่ตอนผมอายุ16 แม่สอนผมยังไงนะสอนอีกหนใด้ไหมครับ' แม่แกน้ำตาคลอพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อแม่หมาขี้เรื้อนตายไป1ตัว กลับทำให้คนใจดำอย่างแกเปลี่ยนไปขนาดนี้ … รักแม่ . . .


ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องที่ copy ส่งมาให้


เราเลิกคบกันเถอะ…ถ้าไม่อ่าน

ในขณะที่เราคิดถึงคน ๆ นึงตลอดเวลา เค้าคนนั้นก็อาจคิดถึงคนอื่นอยู่ก็เป็นได้ และบางครั้ง ก็อาจมีคนที่คิดถึงเรา


โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน บางครั้ง การได้ฝันไปคนเดียว
มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า สิ่งที่เราคิดทั้งหมด
มันคือความฝันของเราเองเพียงคนเดียว ฉะนั้น ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่
เลือกที่จะจมกับความฝัน มากกว่าการได้รับรู้ความจริง การไม่ได้เป็นที่ 1 ในใจเค้า
ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า... เราอาจเป็นที่ 2
ซึ่งมันก็ยังดีกว่าเป็นที่ 3 ที่ 4... และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า.... ก็ขอให้คิดไว้ว่า

ดีกว่าเราไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย แต่โปรดจำไว้เถอะว่า หากหัวใจของคุณยังไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า ...ชั้นเหนื่อยเหลือเกินแล้ว โปรดห้ามใจเถอะ
ก่อนที่ชั้นจะอ่อนล้าไปกว่านี้... ก็จงชอบต่อไปเถอะ การรักใครซักคน
ไม่ต้องการความพยายาม "การตัดใจ"ต่างหาก
ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย ลองชั่งน้ำหนักในใจเราดูสิว่า

ความสุขยาม ที่คุณได้สบตาเค้า กับความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า อันไหนมันหนักหนากว่ากัน อย่าโทษตัวเอง ที่มาเจอเค้าสายเกินไป... อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้... อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน
แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง ที่อย่างน้อย
ถึงจะพบกับเค้าคนนั้นสายเกินไป แต่ก็ยังได้พบ... ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา แต่ก็ยังได้รับหัวใจของเราไป... ยิ้มให้กับโชคชะตา ที่ยังทำให้เรา...ได้รู้จักกัน คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ครั้งหนึ่ง คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้ม ของเค้าไว้คนเดียว คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง.... คนที่ทำให้คุณหัวเราะ...
และร้องไห้ได้มากมาย... คนที่เพียงแค่ยิ้มของเค้า ก็สามารถเปลี่ยนวันที่หมองหม่น...
ให้กลายเป็นวันที่สดใส เท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่หรือ? แค่การได้เห็นคนที่เรารัก ได้หัวเราะอยู่กับใครสักคน ที่เค้ารักมากที่สุด ...นั่นแหละคือความสุขของการได้รัก
...อย่างจริงใจ

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก

ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก


ตอนไตเสื่อม แต่มีภาระ ยังตายไม่ได้


อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า ไตกำลังจะเสื่อม !


ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน GM หรือ ผจก. ของร่างกาย

คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป ( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย ( รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง) เครียดมาก กดดันมาก รีบเร่งมาก ฯลฯ

คนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะไตเสื่อมมากขึ้น และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้
1. อ่อนเพลียบ่อย ขาดความกระตือรือร้น

2. นอนไม่ค่อยหลับ หรือ หลับไม่สนิท

3. ปัสสาวะบ่อย หรือ กะปริดกะปรอย

4. ปวดตามตัว เป็นตะคริวบ่อย

5. จาม คัดจมูก เป็นหวัดง่าย

6. ซึมเศร้า ปวดหัวง่าย ขี้ลืม ขี้วิตกกังวล

7. หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนไม่ปกติ

8. ขอบตาดำคล้ำ ผมหงอก ผมร่วงก่อนวัย


จริงๆมีเยอะกว่านี้ เอาแค่นี้เช็คตัวเองก่อนแล้วกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีอาการแบบนี้ทั้งหมด แต่โดยรวมแล้วมีปรากฎให้เห็นกับตัวเอง


อะไรบ้างที่ทำให้ไตเราเสื่อม
1. ใช้ชีวิตขาดสมดุล : น้อยไม่พอ ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวกลางคืนหนัก หมกมุ่นความบันเทิง ฯลฯ

2. เพศสัมพันธ์ : มีเพศสัมพันธ์มากเกินควร และหลั่งอสุจิมากเกินควร ทำให้ร่างกายเสียพลังโดยเปล่าประโยชน์ และไตจะอ่อนแอลง

3. การทานยารักษาโรคนานๆ หรือปริมาณที่มาก : ทั้งยาแก้ปวด ยาคุมฯ ยาแก้หวัด แก้ไอ แก้เครียด ซึ่งแม้โรคจะหายแต่ไตจะมีเคมีของยาตกค้างอยู่ ยังมีอีกเยอะครับ แต่แค่นี้คงครอบคลุมแล้วลองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีอาการตามที่ว่าหรือไม่


การแก้ไข

ง่ายสุด คือ ปรับพฤติกรรมตัวเอง ทั้ง การนอน การกิน การอยู่ หนึ่งวันมี 24 ชม. ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง ส่วนตัว 8 ชั่วโมง (เที่ยว พักผ่อน ดูทีวี สันทนาการ ออกกำลังกาย) นอน 8 ชั่วโมง


หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น จากการกินยา แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก

ดังนั้น ต้องตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างไร ที่ไม่เสียงาน ไม่เสียสุขภาพ
นอกจากนี้ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ

1. ปรับวิธีการออกกำลังกาย แอโรบิคก็เป็นการออกกำลังที่ดี แต่ช่วงที่ร่างกายขาดสมดุล จึงไม่แนะนำให้เล่นต่อ เพราะอาจทำให้คุณสูญพลังมากขึ้น อยากให้คุณฝึกโยคะกับครูผู้ชำนาญ ซึ่งหาเรียนได้ไม่ยากในเวลานี้ ( ห้ามฝึกเองจากหนังสือ หรือ ซีดีเด็ดขาดนะครับ จะเสียมากกว่าได้ )
การฝึกโยคะ ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่ แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย และมีสมาธิ นอกจากนี้ หากมีฝึก ชี่กง ควบคู่ไปด้วย จะเห็นผลดี และเร็วขึ้น หากรู้สึกว่า ยากหรือห่างตัวเกินไป ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ โดยว่ายอย่างเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ในเวลาที่พอสมควร ( เหนื่อยให้หยุดพัก ห้ามฝืนต่อ ) คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร คุณกำลังบำบัดตัวเอง

2. ปรับอาหาร : งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก วัว หมู ไก่ เป็ด ของเผ็ด ของเย็น (ไอสครีม น้ำแข็ง ) ของมัน ของทอด ให้ทานปลาทดแทน และทานผักสด ที่ปรุงน้อย (เช่นสลัด)มากขึ้น ทานพวกถั่วแดง งาดำ ข้าวโพด ข้าวกล้อง ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ (ห้ามดื่มน้ำเย็น) และงดเครื่องดื่มของมึนเมา น้ำอัดลม นม น้ำอุตสาหกรรม (ชาเขียว ชาขาว เครื่องดื่มบำรุงกำลัง)

3. อยู่ห้องแอร์ให้น้อยลง อยู่หน้าจอคอม จอโทรทัศน์ให้น้อยลง หาเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น (เดินเท้าเปล่าในสนามหญ้าได้จะดีมาก)
จะเห็นว่าที่แนะนำไป ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ แต่ทำยากมากเลย นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง
อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความรู้สึก ล้วนสัมพันธ์กับไต
ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์ เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาล แต่ก็เปราะบางยิ่งนัก และง่ายต่อการแตกร้าว วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้ นั่นคือ "คล้อยตามธรรมชาติ" คนสมัยก่อน ตื่นเช้า นอนแต่หัวค่ำ ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ดื่มน้ำบริสุทธิ์ ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ในขณะที่คนยุคนี้ นอนดึกเป็นกิจวัตร ( ทำงาน , ดูบอล , ดูโทรทัศน์ , เที่ยวกลางคืน) ทานอาหารปนเปื้อน แปรรูป ดื่มน้ำอัดลม พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินความจำเป็น ฯลฯ

อาการไตเสื่อมจะเกิดใน 2 ลักษณะ แยกเป็น ไตหยิน กับ ไตหยาง

อาการไตหยาง หรือ ไตหดตัวแน่น
- นอนไม่หลับ หรือ หลับๆตื่นๆ

- นอนกัดฟัน ฝันร้ายบ่อย

- อสุจิเคลื่อนตอนนอน

- เป็นเหน็บชาบ่อย ฯลฯ


โดยมีสาเหตุมาจาก
1. กินรสเค็มจัด หรือ เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ พวกเนื้อแห้ง แดดเดียวบ่อยๆ

2. การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบ

3. การนั่งทำงานหรือ นั่งรถนาน


ส่วนอีกลักษณะคือ ไตหยิน หรือ ไตคลาย
- เฉื่อยชา เกียจคร้าน

- ความต้องการทางเพศต่ำลง

- ปวดเมื่อหลัง เอว

- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน

- นอนตื่นสาย ไม่อยากตื่น

- อารมณ์อ่อนไหวง่าย

- ขี้หูมาก

- เหงื่อออกเยอะผิดปกติ

ตามปกติแล้ว กลางคืน ไต ซึ่งเป็นอวัยวะธาตุน้ำ หรือ "หยิน" จะทำงานมากกว่ากลางวัน ( สังเกตว่าตื่นเช้าเราจะปวดปัสสาวะก่อนเป็นอันดับแรก)

ดังนั้น เมื่อเราใช้ชีวิตที่เพิ่มปัจจัย "หยิน" ในชีวิตประจำวันมากจนเกินดุล ไตจึงยิ่งทำงานหนักขึ้น (อาการหยินที่เกิด เช่น ขี้เกียจ อยากนอนตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย เซื่องซึม สีหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำ หงุดหงิดขี้รำคาญ เป็นต้น)

การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยินได้แก่
- การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย รวมทั้ง น้ำแข็ง ไอสกรีม หวานเย็น และอาหารลักษณะนี้

- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

- การสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งมีไฟฟ้าสถิตย์

- การอาศัยอยู่ในที่เย็นนานๆ เช่น ห้องแอร์ ดังนั้น


คนที่ทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ทั้งวัน ควรหาเวลาเดินไปข้างนอกเปลี่ยนอากาศบ้าง หรือ ใส่เสื้อแจ็คเก็ต ( ควรเป็นผ้าธรรมชาติ เช่น คอตตอน ) และ หาโอกาสออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง สำหรับคนนอนห้องแอร์ ควรสวมเสื้อผ้า ห่มผ้าให้อบอุ่น

- การนั่งรถนานๆ โดยเฉพาะบนเส้นทางที่รถติดมากๆ ยิ่งเพิ่มปัจจัยหยินมากขึ้น

- นอนไม่เป็นเวลา ทำงานไม่เป็นเวลา นอนน้อย หรือ นอนผิดเวลา


สำหรับคนที่นอน และ ทำงานผิดเวลา

ตามหลักวงจรธรรมชาตินั้น กลางวัน คือ เวลาสำหรับ ทำงาน เรียนหนังสือ กลางคืน คือ สำหรับพักผ่อน นอนหลับ ( หยางเคลื่อนไหว หยินสงบนิ่ง) การใช้ชีวิตที่ผิดวงจรนั้น จะส่งผลถึงสุขภาพร่างกาย และจิตใจ อย่างแน่นอน แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ นั่นเพราะ ตัวคุณมี " ทุน" ที่ยังค้ำยันอยู่ แต่ ทุนจะหมด เพราะการใช้ชีวิตที่ผิดสะสม


อาหารที่ควรเลือกรับประทานเป็นหลัก ได้แก่

1. ข้าวกล้อง

2. สาหร่ายทะเล

3. ถั่วแดง ผักสด ผลไม้ไม่หวานและ น้ำน้อย

4. เต้าเจี้ยว


หลีกเลี่ยง การใช้ชีวิต ดังนี้

1. การใส่รองเท้าส้นสูง

2. การนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ที่แข็ง หรือ นุ่มเกินไปผิดรูปกายภาพ (เก้าอี้ หรือ เตียง ดีไซน์เก๋ๆ ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่) ควรเลือกแบบที่ไม่แข็ง ไม่นุ่ม กำลังดี อย่างที่นอนใยมะพร้าว


การใช้ชีวิตที่ควรปรับเพิ่ม

1. พยายามอย่านั่งหลังงอ

2. อย่านั่งนานๆ หรือ อย่าอยู่อย่างเฉื่อยชานานๆ นึกขึ้นได้ให้ขยับตัว เคลื่อนไหว เปลี่ยนอิริยาบถ


วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ต้องอ่านให้ได้นะ

หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปีผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผม ต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆจริงๆ นะ
" ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ " ภรรยาผม ว่า
"แต่ผมรักคุณนี่ " ผม เถียง
" ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ ด้วยเหมือนกัน "
ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยา อยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปี แล้ว
เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแล ลูกๆ ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่า นั้น
วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวน ท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง แม่ถาม ว่า " มีอะไรหรือ? ลูกสบายดีรึ เปล่า? "
แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิด ว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก หรือเชิญอย่างกระทัน หัน
หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิด ขึ้น ผมตอบแม่ว่า " ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพัง สองคนแม่ลูกบ้าง"
แม่นิ่งคิดไปครู่ หนึ่ง แล้วตอบว่า " แม่ยินดีมากเลย จ้ะ "
เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถ ไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็ก น้อย เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตุได้ ว่า
แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือน กัน แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อย แล้ว
แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ใน วันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย
พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูต สวรรค์
" แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไป เที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกัน ใหญ่ " แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้น รถ
" พวกเขารอฟังแทบไม่ไหว เลย "
เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่ หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยมและบรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆ มากๆ
แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็น สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผม ต้องเป็นฝ่ายอ่าน
เมนูอาหาร เพราะสายตา ของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ๆเท่านั้น เมื่อผมอ่าน เมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง
ผมเงยขึ้น มองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง " ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคน อ่าน
เมนูให้ลูกฟัง " แม่ ว่า " งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟัง สบายๆบ้าง " ผม ตอบ
ในระหว่างมื้ออาหาร นั้น เราคุยกันอย่างถูกคอ-ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร-เพียง แต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา
เป็นยังไง ทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ ทัน
เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูด ว่า "แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ แต่คราวนี้ลูกต้องยอม ให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ"
ผมตอบ ตกลง
"ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง?" ภรรยา ถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน
"ดีเยี่ยมกว่า ที่ผมคิดไว้มากเลย" ผมตอบ
ไม่กี่วันต่อ มา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน มันเกิดขึ้น กระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย
หลายวันต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผม กับแม่เคยไป มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วย ว่า
" แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อย แล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน
คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อ แม่มากแค่ไหน , รักลูก จ้ะ "
วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญ ของการกล่าวคำว่า " รัก " ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน
ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่า ครอบครัวของคุณ จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ
เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวัน ประกันพรุ่งได้
บางคนบอกว่า หลังจากที่ คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพ เดิม คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คน แล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อ ไป
บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็น แม่ได้เองตามสัญชาติญาณ คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มา ร์เกต
บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่า เบื่อ คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบ ขับขี่มาหมาดๆ
บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็น คนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับ คู่มือการใช้และใบรับประกัน
บางคนบอก ว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก คนนั้นไม่เคยเปิดประตู หลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้าน พอ ดิบพอดี
บางคน บอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้ คนนั้นไม่ เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข
บางคน บอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก คนนั้นไม่เคยมีลูก ห้าคน
บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของ การเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้น รถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ ของทหาร
บางคนบอกว่า งานของแม่นั้น หมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยัง ไว้ คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ให้กับเหล่า ยุวนารี 7 คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอด เวลา
บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงาน คือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของ แม่
บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลง เมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือ หลานย่า
บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้ว ว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ ได้ คนนั้นไม่เคยเป็นแม่ คน

โปรดส่งต่อถึงทุกคนที่เป็น "แม่" และทุกคนที่มี " แม่"

ค้นหา