การบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้
1. อย่าเป็นนักจับผิด คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง 'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก' คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส 'จิตประภัสสร' ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี ' แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข '
2. อย่ามัวแต่คิดริษยา 'แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน' คนเราต้องมี พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาคนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า 'เจ้ากรรมนายเวร' ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอน ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น 'ไฟสุมขอน' (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อนเราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี 'แผ่เมตตา' หรือ ซื้อโคมลอยมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล ่อยให้ลอยไป
3. อย่าเสียเวลากับความหลัง 90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ 'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น' มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องภาระต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ' อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน ' ' อยู่กับปัจจุบันให้เป็น ' ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี 'สติ' กำกับตลอดเวลา
4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ 'ตัณหา'ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม' ทุกอย่างต้องดู ' คุณค่าที่แท้จริง ' ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกาคืออะไร ? คือไว้ดูเวลาไม่ใช่ใส่เพื่อความโก้หรู คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือคืออะไร ? คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า 'เิกิดมาทำไม' คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน
ตามหา ' แก่น ' ของชีวิตให้เจอ คำว่า 'พอดี' คือ ถ้า 'พอ' แล้วจะ 'ดี' รู้จัก 'พอ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข'
กรุณาส่งข้อความดีๆ นี้ให้คนที่ท่าน 'รัก' และ 'ปรารถนาดี ' หวังว่าทุกๆท่านจะได้ประสบแต่ความสุขกายสบายใจ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สบาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สบาย แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ถ้าสอนตัวเองไม่ทัน...... เอาไว้สอนลูก สอนหลาน ก็ยังดี
อ่านเตือนใจกันอีกที ถ้าสอนตัวเองไม่ทัน...... เอาไว้สอนลูก สอนหลาน ก็ยังดี Good Luck. งานแสนหนัก ……..

ทางแสนไกล ......ใครต่อใคร........ทะยอยกันแซงหน้าเราไป………….

เหนื่อยเหลือเกิน .... กับภาระบนบ่า มีทางจะลดภาระลงบ้างหรือไม่

ตัดสินใจ.... ลดภาระที่แบกอยู่

เบา... สบายกว่าเดิมมากเลย

เพื่อให้เดินทางสะดวกขึ้น ลดลงอีกสักนิดดีกว่า .....

ขึ้นมาอยู่แถวหน้า ...... แซงคนอื่นได้สบาย ((อิอิอิ.....คนอื่นขาดไหวพริบ ไม่รู้จักลดภาระเหมือนคนฉลาดอย่างเรา))

อะไรกันนี่ ข้างหน้าเป็นทางขาด จะข้ามไปได้อย่างไร

เมื่อคนข้างหลัง ..... ที่แบกภาระเต็มที่ .... เดินมาถึง จึงได้รู้ว่า.... ภาระที่เขาแบกไว้มาตลอดหนทางอันยาวไกล.... ที่แท้ ....คือสะพานที่ใช้ทอดไป ... เพื่อข้ามทางขาด

รีบใช้ของเราเอง .... จะได้ข้ามตามไปบ้าง ... แต่ ... ทำไมเป็นแบบนี้

ข้ามไปไม่ได้ เพราะใคร เพราะตัวเอง .... ขาดความเพียร ขาดความมานะ ... ความพยายาม ขาดความมุ่งมั่น ขาดความตั้งใจจริง ++++++++++++++++++++++++
ดังนั้น เราควรทำงานที่รับผิดชอบในปัจจุบันให้ดีที่สุด อย่าคิดลดงานลง เพราะเห็นแก่ความสบาย เพราะ ... งานคือสะพานสู่ความสำเร็จในภายหน้าของเราเอง
ทางแสนไกล ......ใครต่อใคร........ทะยอยกันแซงหน้าเราไป………….
เหนื่อยเหลือเกิน .... กับภาระบนบ่า มีทางจะลดภาระลงบ้างหรือไม่
ตัดสินใจ.... ลดภาระที่แบกอยู่
เบา... สบายกว่าเดิมมากเลย
เพื่อให้เดินทางสะดวกขึ้น ลดลงอีกสักนิดดีกว่า .....
ขึ้นมาอยู่แถวหน้า ...... แซงคนอื่นได้สบาย ((อิอิอิ.....คนอื่นขาดไหวพริบ ไม่รู้จักลดภาระเหมือนคนฉลาดอย่างเรา))
อะไรกันนี่ ข้างหน้าเป็นทางขาด จะข้ามไปได้อย่างไร
เมื่อคนข้างหลัง ..... ที่แบกภาระเต็มที่ .... เดินมาถึง จึงได้รู้ว่า.... ภาระที่เขาแบกไว้มาตลอดหนทางอันยาวไกล.... ที่แท้ ....คือสะพานที่ใช้ทอดไป ... เพื่อข้ามทางขาด
รีบใช้ของเราเอง .... จะได้ข้ามตามไปบ้าง ... แต่ ... ทำไมเป็นแบบนี้
ข้ามไปไม่ได้ เพราะใคร เพราะตัวเอง .... ขาดความเพียร ขาดความมานะ ... ความพยายาม ขาดความมุ่งมั่น ขาดความตั้งใจจริง ++++++++++++++++++++++++
ดังนั้น เราควรทำงานที่รับผิดชอบในปัจจุบันให้ดีที่สุด อย่าคิดลดงานลง เพราะเห็นแก่ความสบาย เพราะ ... งานคือสะพานสู่ความสำเร็จในภายหน้าของเราเอง
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
โรงแรมใต้ทะเลแห่งแรกของโลก
โรงแรมใต้ทะเลแห่งแรกของโลก
สนใจไม๊จ๊ะ"
โพไซดอน อันเดอร์ซี รีสอร์ต" โรงแรมใต้ทะเลแห่งแรกของโลก!
ที่ตั้ง : บริเวณเกาะนอร์ทเธิร์นลาอู ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฟิจิ ในมหาสมุทรแปซิฟิก
เปิดรอให้อภิมหาเศรษฐีใจถึงจากทั่วโลก ลงทะเบียนจองคิวเข้าพักอาศัยได้นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2550 เป็นต้นไป
คู่รักมหาเศรษฐีที่พร้อมจ่ายเงินก้อนโตมาฮันนีมูนใต้น้ำ เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่ผู้บริหารโรงแรมเล็งไว้เป็นลูกค้าหลัก
"บรูซ โจนส์" เจ้าของแนวคิดโรงแรมใต้สมุทรแห่งแรกของโลก เชื่อมั่นว่าจะมีลูกค้ามหาเศรษฐี เข้าคิวควักเงินจองที่พักในมูลค่าสัปดาห์ละ 600,000 บาทมากพอ และสร้างกำไรให้กับกลุ่มผู้ลงทุนเกือบ 20 เจ้าอย่างแน่นอน!
"บรูซ โจนส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน มีอายุครบ 50 ปีเต็ม
ตั้งแต่ยังเด็ก โจนส์มีความฝันอยากสร้างที่พักแบบถาวรในทะเล
หลายปีที่ผ่านมา โจนส์วิ่งระดมเงินทุนจากสถาบันการเงิน นักลงทุนเอกชน 17 เจ้า และนำทรัพย์สินส่วนตัวเข้าไปค้ำประกันกู้เงินมาได้ประมาณ 4,200 ล้านบาท
สร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่บนบก 22 ห้อง และใต้ทะเลอีก 22 ห้อง
ที่ทีมวิศวกรของโจนส์ต้องทำงานหนักก็คือ โครงสร้างห้องพักในทะเลจำนวน 22 ห้อง ซึ่งยึดเรียงติดกันเป็นแถวยาวผ่านโครงสร้างหลักที่โจนส์เรียกว่า "กระดูกสันหลัง"
ห้องพักและโรงแรมที่อยู่ใต้ทะเลมีระบบปรับแรงดันอัตโนมัติ
และมีระบบเข้าออกแบบ "แอร์ล็อก" ป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้ามาภายในตัวโรงแรมยามที่แขกเข้า-ออกไปดำน้ำชมปะการัง
ส่วนเซ็กชั่นร้านอาหาร-บาร์ใต้ทะเล ขนาด 3,000 ตารางฟุต ก็ออกแบบให้หมุนได้ เพื่อเปลี่ยนทิวทัศน์
ในกรณีที่ห้องพักเสียหาย ช่างซ่อมบำรุงสามารถปลดสลักถอดห้องแต่ละห้องขึ้นมาซ่อมแซมบนบกได้
ส่วนห้องพักบนบกมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ
ทั้งสระว่ายน้ำ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ดำน้ำ สนามเทนนิส ร้านอาหาร ฯลฯ
นอกจากนั้น ก็ยังมีส่วนห้องรับรองส่วนกลาง ร้านอาหาร ห้องสมุด ห้องประชุม โบสถ์จัดงานวิวาห์ และห้องสปา ไว้คอยบริการ
*** ต้องขออภัย ได้รูปมาแค่นี้อ่ะค่ะ ***
แผนที่ประเทศฟิจิ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ตั้งของโพไซดอน รีสอร์ท อยู่บริเวณเกาะนอร์ทเธอร์นลาอู ทางทิศตะวันออกของกรุงซูวา
*** แผนที่ ตั้งของโรงแรม ***ในช่วงแรกของการเริ่มต้นโครงการโพไซดอน อันเดอร์ซี รีสอร์ต โจนส์มองทำเลเหมาะๆ ไว้หลายแห่ง อาทิ หมู่เกาะแถบบาฮามาส
แต่ผลสุดท้ายตัดสินใจเลือกที่ตั้งโรงแรมในฝันที่เกาะส่วนบุคคล บริเวณเกาะนอร์ทเธิร์นลาอู ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฟิจิ ในมหาสมุทรแปซิฟิก
เหมือนเคนอยู่ในตู้ แล้วปลามาดูคนเลยแฮะ
*** ส่วนนึงของโถงทางเดิน ***
การเดินทางจากบนบกลงมาใต้น้ำ โดยสารผ่านอุโมงค์ลิฟต์แก้ว ซึ่งแยกเป็นของแขก 1 อุโมงค์ ของพนักงานอีก 1 อุโมงค์
เทคโนโลยีที่นำมาใช้สร้างโรงแรมใต้ทะเล เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ต่อตัวถึงเรือดำน้ำ
โจนส์ กล่าวว่า โชคดีที่ธุรกิจเรือดำน้ำของตนได้รับความเชื่อถือมาก
เวลาไปติดต่อขายแนวคิดโครงการโพไซดอน อันเดอร์ซี รีสอร์ต จึงง่ายขึ้น
โอ้ !!! แม่เจ้า***
ลักษณะห้องพักใต้ทะเล หรูหราไม่แพ้โรงแรม 5 ดาวบนบก ***
ในส่วนของห้องพักใต้ทะเล ซึ่งก่อสร้างอยู่ลึกลงไปจากระดับผิวน้ำทะเล 40 ฟุตนั้นก็สะดวกสบายไม่แพ้กัน
ขนาดของห้องพักมีความกว้างและพื้นที่ใช้สอย 550 ตารางฟุต
เนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ของโรงแรมเป็นกระจกอะครีลิกความหนา 4 นิ้ว จึงต้องมีการติดตั้งระบบฉีดน้ำทำความสะอาดกระจกให้ใส-สะอาดอยู่เสมอ
เพื่อป้องกันไม่ให้ตะไคร่ สาหร่าย หรือสิ่งสกปรกอื่นใดใต้ทะเลมาบดบังทัศนียภาพของลูกค้า
ราคาห้องพักใต้ทะเลที่แพงที่สุด คือ ห้องสูทนอติลุส
สนนราคาค่าบริการ 15,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 600,000 บาทต่อ 1 คืนเท่านั้น
ดีนะมีแต่ปลา ถ้ามีนักประดาน้ำนี่ แย่เลย !!!
*** ห้องน้ำสุดหรู ***
ภายในห้องพักใต้บาดาลแห่งนี้มีทั้งอ่างอาบน้ำจาคุซซี่ ห้องที่โดยรอบติดตั้งกระจกใสทำจากวัสดุอะครีลิก ทำให้ผู้พักอาศัยมองเห็นบรรยากาศใต้ท้องทะเล รวมถึงปะการังสีสันสวยงามแบบ "ชัดแจ๋ว" ด้วยระบบไฟส่องสว่าง
ถ้าหลุดไปมีหวังเสร็จ เจ้าพวกนั้นแน่ ๆ
*** ลอยไปเรื่อย ๆ ***
ระบบให้อาหารสัตว์น้ำโดยตรงจากห้องพัก
แต่ปริมาณอาหารจะถูกจำกัดจำนวนในแต่ละวัน
ป้องกันไม่ให้มีเศษอาหารตกค้างมากเกินไปในทะเล
ขณะที่บรรดาปลาทั้งหลายในพื้นที่จะได้กินแต่พออิ่ม
**************************************************
วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ต้องอ่านให้ได้นะ
หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปีผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผม ต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆจริงๆ นะ
" ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ " ภรรยาผม ว่า
"แต่ผมรักคุณนี่ " ผม เถียง
" ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ ด้วยเหมือนกัน "
ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยา อยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปี แล้ว
เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแล ลูกๆ ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่า นั้น
วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวน ท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง แม่ถาม ว่า " มีอะไรหรือ? ลูกสบายดีรึ เปล่า? "
แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิด ว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก หรือเชิญอย่างกระทัน หัน
หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิด ขึ้น ผมตอบแม่ว่า " ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพัง สองคนแม่ลูกบ้าง"
แม่นิ่งคิดไปครู่ หนึ่ง แล้วตอบว่า " แม่ยินดีมากเลย จ้ะ "
เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถ ไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็ก น้อย เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตุได้ ว่า
แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือน กัน แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อย แล้ว
แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ใน วันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย
พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูต สวรรค์
" แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไป เที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกัน ใหญ่ " แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้น รถ
" พวกเขารอฟังแทบไม่ไหว เลย "
เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่ หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยมและบรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆ มากๆ
แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็น สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผม ต้องเป็นฝ่ายอ่าน
เมนูอาหาร เพราะสายตา ของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ๆเท่านั้น เมื่อผมอ่าน เมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง
ผมเงยขึ้น มองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง " ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคน อ่าน
เมนูให้ลูกฟัง " แม่ ว่า " งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟัง สบายๆบ้าง " ผม ตอบ
ในระหว่างมื้ออาหาร นั้น เราคุยกันอย่างถูกคอ-ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร-เพียง แต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา
เป็นยังไง ทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ ทัน
เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูด ว่า "แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ แต่คราวนี้ลูกต้องยอม ให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ"
ผมตอบ ตกลง
"ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง?" ภรรยา ถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน
"ดีเยี่ยมกว่า ที่ผมคิดไว้มากเลย" ผมตอบ
ไม่กี่วันต่อ มา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน มันเกิดขึ้น กระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย
หลายวันต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผม กับแม่เคยไป มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วย ว่า
" แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อย แล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน
คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อ แม่มากแค่ไหน , รักลูก จ้ะ "
วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญ ของการกล่าวคำว่า " รัก " ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน
ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่า ครอบครัวของคุณ จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ
เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวัน ประกันพรุ่งได้
บางคนบอกว่า หลังจากที่ คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพ เดิม คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คน แล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อ ไป
บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็น แม่ได้เองตามสัญชาติญาณ คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มา ร์เกต
บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่า เบื่อ คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบ ขับขี่มาหมาดๆ
บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็น คนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับ คู่มือการใช้และใบรับประกัน
บางคนบอก ว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก คนนั้นไม่เคยเปิดประตู หลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้าน พอ ดิบพอดี
บางคน บอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้ คนนั้นไม่ เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข
บางคน บอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก คนนั้นไม่เคยมีลูก ห้าคน
บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของ การเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้น รถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ ของทหาร
บางคนบอกว่า งานของแม่นั้น หมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยัง ไว้ คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ให้กับเหล่า ยุวนารี 7 คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอด เวลา
บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงาน คือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของ แม่
บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลง เมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือ หลานย่า
บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้ว ว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ ได้ คนนั้นไม่เคยเป็นแม่ คน
โปรดส่งต่อถึงทุกคนที่เป็น "แม่" และทุกคนที่มี " แม่"
เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผม ต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆจริงๆ นะ
" ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ " ภรรยาผม ว่า
"แต่ผมรักคุณนี่ " ผม เถียง
" ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ ด้วยเหมือนกัน "
ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยา อยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปี แล้ว
เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแล ลูกๆ ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่า นั้น
วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวน ท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง แม่ถาม ว่า " มีอะไรหรือ? ลูกสบายดีรึ เปล่า? "
แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิด ว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก หรือเชิญอย่างกระทัน หัน
หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิด ขึ้น ผมตอบแม่ว่า " ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพัง สองคนแม่ลูกบ้าง"
แม่นิ่งคิดไปครู่ หนึ่ง แล้วตอบว่า " แม่ยินดีมากเลย จ้ะ "
เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถ ไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็ก น้อย เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตุได้ ว่า
แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือน กัน แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อย แล้ว
แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ใน วันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย
พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูต สวรรค์
" แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไป เที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกัน ใหญ่ " แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้น รถ
" พวกเขารอฟังแทบไม่ไหว เลย "
เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่ หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยมและบรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆ มากๆ
แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็น สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผม ต้องเป็นฝ่ายอ่าน
เมนูอาหาร เพราะสายตา ของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ๆเท่านั้น เมื่อผมอ่าน เมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง
ผมเงยขึ้น มองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง " ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคน อ่าน
เมนูให้ลูกฟัง " แม่ ว่า " งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟัง สบายๆบ้าง " ผม ตอบ
ในระหว่างมื้ออาหาร นั้น เราคุยกันอย่างถูกคอ-ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร-เพียง แต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา
เป็นยังไง ทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ ทัน
เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูด ว่า "แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ แต่คราวนี้ลูกต้องยอม ให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ"
ผมตอบ ตกลง
"ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง?" ภรรยา ถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน
"ดีเยี่ยมกว่า ที่ผมคิดไว้มากเลย" ผมตอบ
ไม่กี่วันต่อ มา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน มันเกิดขึ้น กระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย
หลายวันต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผม กับแม่เคยไป มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วย ว่า
" แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อย แล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน
คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อ แม่มากแค่ไหน , รักลูก จ้ะ "
วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญ ของการกล่าวคำว่า " รัก " ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน
ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่า ครอบครัวของคุณ จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ
เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวัน ประกันพรุ่งได้
บางคนบอกว่า หลังจากที่ คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพ เดิม คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คน แล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อ ไป
บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็น แม่ได้เองตามสัญชาติญาณ คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มา ร์เกต
บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่า เบื่อ คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบ ขับขี่มาหมาดๆ
บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็น คนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับ คู่มือการใช้และใบรับประกัน
บางคนบอก ว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก คนนั้นไม่เคยเปิดประตู หลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้าน พอ ดิบพอดี
บางคน บอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้ คนนั้นไม่ เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข
บางคน บอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก คนนั้นไม่เคยมีลูก ห้าคน
บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของ การเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้น รถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ ของทหาร
บางคนบอกว่า งานของแม่นั้น หมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยัง ไว้ คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ให้กับเหล่า ยุวนารี 7 คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอด เวลา
บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงาน คือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของ แม่
บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลง เมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือ หลานย่า
บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้ว ว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ ได้ คนนั้นไม่เคยเป็นแม่ คน
โปรดส่งต่อถึงทุกคนที่เป็น "แม่" และทุกคนที่มี " แม่"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)