แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

3คาถาของคนทำงาน‏

3 คาถาของคนทำงาน(อย่างเราๆ)


1. คาถาคนทำงาน

ขั้นแรก...ท่อง นะโม 3 จบ ก่อน

แล้วจึงค่อยท่องคาถานะ

อาจจะมี ... เซ็งไปบ้าง...ในบางครั้ง

อาจจะมี ...เบื่อกันบ้าง.... ในบางหน

อาจจะมี ...เหม็นขี้หน้า...กับบางคน <====== อันนี้ โดน

พยายามทน ทำงานไป เพราะได้ตังค์ <====== อันนี้โดนก่า

*****************************************************

2. คาถาปล่อยวาง

กูว่าแล้วในโลกนี้มีปัญหา

เขาไม่ด่า ก็ชื่นชม หรือเฉยๆ

สาม ประเภทที่ว่านี้มิเปลี่ยนเลย

จงวางเฉยใครถือสาเป็นบ้าตาย

*****************************************************

3. คำสอนของพระพุทธเจ้า

อย่าไปนึกว่า ' คนอื่น ' เหนือ กว่าเรา เพราะทำให้เกิดปมด้อย

อย่าไปนึกว่า ' คนอื่น ' ต่ำ กว่าเรา เพราะทำให้เกิดทิฐิ

อย่าไปนึกว่า ' คนอื่น ' เสมอ เท่าเรา เพราะทำให้เกิดการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น จงนึกเสมอว่า ' คนอื่นทุกคน ' เป็นเพื่อนรวมทุกข์

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด

ปริญญาสองใบ...ควรจะมีนะ‏

ปริญญาสองใบ...น่าอ่าน
ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร มาเรียนที่อเมริกา เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย ต้องให้ดีที่สุด เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ แกเสนอแผนที่สอง แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ มีชื่อเสียงทุกอย่าง แกมีทุกอย่าง วันหนึ่งแกพักผ่อน หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย ลุกเมียไปขอพบ บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็ง พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้ แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน บันทึกชีวิตแก ก่อนจะเสียชีวิต แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่ กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ ปริญญาใบที่หนึ่ง ' ปริญญาวิชาชีพ ' เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่าย ๆ ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ แต่ ' ปริญญาวิชาชีวิต ' ปริญญาใบที่สอง ' ปริญญาวิชาชีวิต ' คือวิชาธรรมะ สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้ แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะอะไร เพราะทำงานจนป่วยตาย ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง บ้าน รถ มอบมันให้กับลูกและภรรยา แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้ สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์ มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ เพื่อที่ว่าอะไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง คือวิชาธรรมะ สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี
เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด บางคนก็ตอบเงิน บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์ พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ และก็ชีวิตของเรา

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เเม่มด ( อ่านกี่ทีก็ชอบ )

นิทานเรื่อง....เเม่มด

ถ้าเป็นคุณ จะเลือกแบบไหน ดีมาก ๆ ..อ่านให้จบนะ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว.....อาเธอร์ถูกจับและจะประหารชีวิตแต่กษัตริย์เสนอให้เขาเป็นอิสระถ้าหากเขาสามารถตอบปัญหาแสนยากข้อหนึ่ง ได้ถูกต้องอาเธอร์มีเวลาหาคำตอบ 1 ปีเต็ม ถ้าเขาตอบไม่ได้เขาก็จะถูกประหาร '

คำถามนั้นคือ ....สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ คืออะไร ?'ปัญหาดังกล่าวช่างยากเย็นจนแม้นักปราชญ์ที่ฉลาดก็ยังงุนงงเขากลับไปยังอาณาจักรของเขาและเริ่มหาคำตอบจากทุกผู้คนแต่ไม่มีใครให้คำตอบที่น่าพอใจได้คนส่วนมากจะแนะนำให้เขาไปปรึกษาเรื่องนี้กับยายแม่มดแก่ซึ่งน่าจะเป็นผู้เดียวที่จะรู้คำตอบแต่ราคาค่าปรึกษาคงจะแสนแพงแล้ววันสิ้นปีก็มาถึงอาเธอร์ไม่มีทางเลือกอื่น

แม่มดตกลงจะให้คำตอบแต่อาเธอร์ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อนนังแม่มดต้องการแต่งงานกับกาเวนอัศวินผู้ทรงเกียรติสูงสุดของเหล่าอัศวินโต๊ะกลมและเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอาเธอร์อาเธอร์หนุ่มถึงกับสยองขวัญเพราะยายแก่หลังโกงเหม็นก็เหม็นมีฟันเหลือซี่เดียว ตัวก็เหม็นเหมือนถังส้วมชอบทำเสียงประหลาดน่ารังเกียจเขาปฏิเสธที่จะให้เพื่อนรักแต่งงานกับหล่อนฝ่ายกาเวนพอได้รับรู้ถึงข้อเสนอนั้น เขายอมแต่งงานเพื่อชีวิตของอาเธอร์ และการดำรงอยู่ของอัศวินโต๊ะกลมและยายแม่มดก็ให้คำตอบต่อคำถามของอาเธอร์'สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ

ก็คือการได้เป็นตัวของตัวเอง'ทุกคนทราบได้ทันทีว่าแม่มดได้กล่าวอมตะวาจาอันยิ่งใหญ่และอาเธอร์ก็รอดพ้นจากการประหารแน่นอนและก็เป็นเช่นนั้นจริงแต่ทว่า.......งานแต่งงานของกาเวนกับนังแม่มดช่างเหลือรับจริงๆกาเวนสง่าผ่าเผยเช่นปกติทั้งสุภาพอ่อนน้อมส่วนฝ่ายนังแม่มดเฒ่านั้นออกลายนิสัยเลวสุดเดชทั้งกินมูมมามด้วยสองมือ ทั้งเรอ ทั้งตดทุกผู้คนต่างรู้สึกอึดอัด และแล้วยามค่ำของวันส่งตัวก็มาถึงกาเวนได้ปลอบตนเองพร้อมรับคืนสยองเขาก้าวเขาสู่ห้องนอนวิวาห์ช่างไม่เชื่อสายตาตนเอง!!!!

หญิงสาวแสนสวยที่สุดที่เคยพบพานนอนรออยู่เบื้องหน้ากาเวนงุนงง ????
สาวแสนสวยเฉลยว่าเพราะกาเวนช่างแสนดีกับหล่อน (เมื่อยามเป็นแม่มด)ดังนั้นครึ่งหนึ่งของวัน เธอจะอยู่ในสภาพพิกลพิการน่ารังเกียจส่วนอีกครึ่งหนี่งของวัน เธอจะอยู่ในร่างแสนสวยนี้กลางวันเขาอยากให้เธอเป็นแบบไหน กลางคืนอยากให้เป็นแบบไหน?เป็นคำถามที่ช่างโหดร้าย!!! กาเวนเริ่มคิดไตร่ตรองหญิงสาวสวยยามกลางวันเพื่ออวดต่อเพื่อนฝูงแต่กลางคืนเมื่ออยู่สองต่อสอง เป็นยายแม่มด?หรือว่าเขาควรจะเลือกยายแม่มดตอนกลางวันแล้วได้สาวสวยเพื่อเริงระบำยามค่ำคืนดี??

เป็นคุณหล่ะคุณจะเลือกอย่างไร ???(กรุณาหยุดคิดสักนิดเมื่อตัดสินใจได้แล้ว ค่อย scroll ลงไปอ่านนะ )เอาละ..เมื่อได้คำตอบของคุณแล้วอ่านคำตอบของกาเวนที่อยู่ข้างล่างนี้ กาเวนตอบว่า'เขาขอมอบให้เธอเป็นผู้ติดสินใจเลือกเอง'เมื่อเธอได้ยินดังนั้น

เธอจึงประกาศก้องว่าเธอจะสวยตลอดเวลาเพราะเขาได้ให้ความเคารพและให้เธอเป็นตัวของตัวเองนิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า...
1. ผู้หญิงไม่ว่าจะสวยหรือจะน่าเกลียด ลึกๆ ข้างในเธอก็คือ แม่มด
2. ผู้หญิงจะกลายร่างเป็นแม่มด หรือเป็นสาวแสนสวยเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับ ความประพฤติของผู้ชายอย่าลืมส่งต่อนะส่งมากกว่า 2 คน.....ขอให้พบรักแท้... สาธุ!!!!!!!

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ถ้าสอนตัวเองไม่ทัน...... เอาไว้สอนลูก สอนหลาน ก็ยังดี

อ่านเตือนใจกันอีกที ถ้าสอนตัวเองไม่ทัน...... เอาไว้สอนลูก สอนหลาน ก็ยังดี Good Luck. งานแสนหนัก ……..


Photobucket

ทางแสนไกล ......ใครต่อใคร........ทะยอยกันแซงหน้าเราไป………….


Photobucket


เหนื่อยเหลือเกิน .... กับภาระบนบ่า มีทางจะลดภาระลงบ้างหรือไม่


Photobucket


ตัดสินใจ.... ลดภาระที่แบกอยู่


Photobucket


เบา... สบายกว่าเดิมมากเลย


Photobucket


เพื่อให้เดินทางสะดวกขึ้น ลดลงอีกสักนิดดีกว่า .....


Photobucket


ขึ้นมาอยู่แถวหน้า ...... แซงคนอื่นได้สบาย ((อิอิอิ.....คนอื่นขาดไหวพริบ ไม่รู้จักลดภาระเหมือนคนฉลาดอย่างเรา))


Photobucket


อะไรกันนี่ ข้างหน้าเป็นทางขาด จะข้ามไปได้อย่างไร


Photobucket


เมื่อคนข้างหลัง ..... ที่แบกภาระเต็มที่ .... เดินมาถึง จึงได้รู้ว่า.... ภาระที่เขาแบกไว้มาตลอดหนทางอันยาวไกล.... ที่แท้ ....คือสะพานที่ใช้ทอดไป ... เพื่อข้ามทางขาด



Photobucket


รีบใช้ของเราเอง .... จะได้ข้ามตามไปบ้าง ... แต่ ... ทำไมเป็นแบบนี้

Photobucket


ข้ามไปไม่ได้ เพราะใคร เพราะตัวเอง .... ขาดความเพียร ขาดความมานะ ... ความพยายาม ขาดความมุ่งมั่น ขาดความตั้งใจจริง ++++++++++++++++++++++++

ดังนั้น เราควรทำงานที่รับผิดชอบในปัจจุบันให้ดีที่สุด อย่าคิดลดงานลง เพราะเห็นแก่ความสบาย เพราะ ... งานคือสะพานสู่ความสำเร็จในภายหน้าของเราเอง



Photobucket

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นิทานตะปู

Photobucket


มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า “ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน” วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ และแล้ว

หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง”

วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 …. จาก 2 เป็น 3จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า “ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!”พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับลูกว่า“ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ

เจ้าเห็นหรือไม่ว่ารั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูกเมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผลเหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้ใช้คำพูด ว่า “ขอโทษ”สักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ฉันใดก็ฉันนั้น “กับเพื่อน” .. เพื่อนเปรียบเสมือน อัญมณีอันมีค่าที่หายากเป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม เป็นคนที่คอยให้กำลังใจ และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จเป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยามเศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา และจริงใจกับเราเสมอ …


แสดงให้เขาเห็น ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไปไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ และจงจดจำไว้เสมอว่า ” คำขอโทษ “ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอดไป”หวังว่านิทานนี้คงช่วยให้พวกเรา อยู่ร่วมกัน ทำงาน ร่วมกัน คบกันด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันขึ้นเรื่อยๆ ตลอดไป…..

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แม่กูสอน ท่อนสุดท้ายจ๊าบมากๆ (ซึ้งกินใจ)‏

แม่กูสอน เพื่อน ๆ บอกผมว่า

ทำไมมึงดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจังวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมพอมึงมีตังค์ มึงชอบเอาไปทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมมึงชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นมึงป่วยนอนโรงพยาบาลเลยวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้กูออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมมึงอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไงวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมมึงพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร หรือแม้แต่ขอทานที่มึงให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้มึง ทำไมมึงต้องขอบคุณขอทานวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมพี่ ๆ น้อง ๆ มึงตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลยวะ

ผมบอกเพื่อนผมว่า แม่กูสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้ ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมมึงถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนักวะ

ผมบอกเพื่อนว่า แม่กูสอน ให้กูสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์ ทุกพระองค์ แม่กูสอน ให้กูรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่กูยังไม่รู้ความหมาย จนทุกวันนี้ กูรู้แล้วว่า คำว่า จงรักภักดี นั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด


เพื่อน ๆ ผมบอกว่า ทำไมแม ่มึงถึงสอนอะไรมึงมากมายจังเลยวะ

ผมบอกเพื่อนว่า ที่กูเป็นกูอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ ' แม่กูสอน '


แม่กูสอนอะไร กูทำตามแม่กูสอนทุ กอย่าง

มีอย่างเดียวที่แม่กูไม่ได้สอน แต่กูทำ แล้วกูทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว

แม่กูไม่ได้สอนให้รักแม่


แต่......กูรักแม่ว่ะ


ใครไม่รัก..................กูรัก

Photobucket


ค้นหา