แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมีย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ได้โปรดครับ...เห็นแก่เพื่อนร่วมโลก..นี่คือเรื่องจริงครับ‏

เขียนวันที่ 21 พ.ค. 52

ช่วยหาแฟนกับลูกสาวให้ด้วยครับ
ติดต่อครั้งสุดท้ายวันที่20 พ.ค. 52

จะกลับบ้านที่เพชรบูรณ์กับลูกสาวบังเอิญโทรศัพเขาเสียเพราะแบตบวมเลยโทรหาไม่ได้

ต้องให้เขาโทรมาเวลา 10:30น. เขาโทรมาบอกว่าซื้อตั๋วแล้วนะ อีก 20 นาที

รถจะออกตอนนี้นั่งรอรถอยู่แล้วก็เล่าว่า มีคนมาขออุ้มลูกสาวด้วย แต่ก็ไม่ให้ใครอุ้มแล้วพอถึงเพชรบูรณ์แล้วจะโทรมาบอกนะขึ้นรถเพชรทัวร์นี่คือการติดต่อครั้งสุดท้าย

ตอนนี้ผมคิดไปต่างๆนาๆแล้วครับกินไม่ได้นอนไม่หลับและเธอก็นำของมีค่าที่สุดในชีวิตไปด้วยก็คือลูกสาวครับ

แจ้งความไว้ที่สน.บางซื่อ และ เพชรบูรณ์แล้ว

แนบรูปมาด้วย ข้อมูลแฟน ชื่อ น.สสุปัญญา จันสว่าง อายุ 25 ปี

ผมสีออกน้ำตาลตัวเล็กสูงประมาณ 150 ซม.หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าสีดำแดง

กระเป๋าเล็กสีครีมลายจุดดำถุงมามี่โป๊ะโก๊ะสีชมพูและอุ้มลูกผู้หญิง อายุ 1.5 ขวบ

มีรูปมาด้วยครับขอบคุณมากครับสุรศักดิ์อุ่นแก้ว087-110-5975

Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คนมีลูก.. คนกำลังจะมีลูก..และคนที่ยังไม่มี...สำคัญมากลองอ่านดู

อุทาหรณ์จากการยัดเยียดการเรียนเกินไปทำให้เด็กสติขาดเรื่องจริงที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตหวัดดีค่ะ...

ก่อนอื่นจะเล่าเรื่องให้ฟังค่ะ... เพิ่งได้รับทราบมาเหมือนกันจากปากของเพื่อนทั้งน้ำตา...และคิดว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อย...เพื่อนคนนี้ไม่ได้ติดต่อมานาน ประมาณเกือบๆ 4 ปีเห็นจะได้คือไม่สนิทเท่าไรแต่พูดคุยกันได้และตอนนี้ เพื่อนมีลูกแล้วค่ะ...แต่มีเพื่อนน้อยเพื่อนแต่งงานกับวิศกร(สามี)ที่เก่งมากค่ะ และตัวเพื่อนเองก็จบมหาลัยเอกชน ก็เกียรตินิยมอันดับ2ด้านภาษาต่างประเทศค่ะคือเหมาะสมถึงไม่รวยมากแต่ก็เกินปานกลางนะคะพอแต่งงานก็ไม่ได้ติดต่อใครแต่ทราบว่ามีลูก ณ.ปัจจุบันก็ 7 ขวบกว่าแล้วค่ะ โทรไปหาเพื่อนเพราะตอนนี้เรามีลูก 4 ขวบกว่าค่ะ

ก็หาข้อมูลเรื่องการเรียนในนี้เป็นหลักและ อาศัยถามคนอื่นด้วยและไม่อายที่จะถามด้วย เพราะคิดว่ายิ่งรู้มากก็ยิ่งดีจึงได้โทรไปหาเพื่อนค่ะและถามเรื่องลูกสิ่งที่ได้รับ คือการปล่อยโฮอย่างแรงร้องไห้จะเป็นจะตายเดี๋ยวนั้นเราก็ตกใจเฮ้ยแกเป็นไรว่ะเป็นไร.... มันบอกว่ามันอึดอัดมันจะบ้าอยู่แล้วปรึกษาใครก็ไม่ได้ทุกวันนี้ มันถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิด...'ผิดอย่างร้ายกาจ' จากครอบครัวสามีและแม่ตัวเองมันปรึกษาใครก็ไม่ได้ เพราะพื้นฐานคือ...ทั้งสามีและเพื่อนเป็นคนเสียเงินเท่าไรเท่ากันแต่อายหรือไม่สมบูรณ์ไม่ได้ดังนั้นมันจึงไม่ปรึกษาใครเลยเพราะมันอายและไม่อยากให้ใครดูถูกมันเรื่องคือ... ลูกชายเข้าเรียนตอน 3 ขวบกว่านิดๆได้เข้าเรียนในระดับโรงเรียนดังเลย ค่าเทอมเป็นแสนคอมพร้อม เพื่อนดี สังคมดูดีเพอร์เฟ็กและโรงเรียนเป็นที่หมายตามากค่ะ

ที่นี้โรงเรียนดังก็พ่อแม่ต่างก็ผลักและดันกันสุดฤทธิ์(มันบอกอย่างนี้ค่ะ)เงินพร้อมซะอย่างก็คุยกันต้องติวอย่างนั้นต้องครูคนนี้ ฝรั่งคนนี้ ต้องเรียนนี้เสริมเจ๋งค่ะเพื่อนก็เป็นเช่นนั้น ที่นี้... ลูกเรียนวันจันทร์–ศุกร์ยัน 6 โมงเย็น และเป็นอย่างงี้มาตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง 3... เข้านอน ไม่เกิน 3ทุ่มเพราะต้องตื่นเช้าไปส่งตื่นตอน... ตี 5 ครึ่งเพราะเพื่อนมีบ้านในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่นอกเขตและห่างจากโรงเรียนค่อนข้างมากออกจากบ้านไม่เกิน 6 โมงเช้าเท่านั้นและไปถึงโรงเรียนประมาณเกือบ 7 โมง วันเสาร์...เรียนพิเศษเสริมเริ่ม 8 โมงเช้าถึงบ่ายโมงและ ตอนบ่าย 3 เรียนว่ายน้ำจึงได้กลับบ้าน ส่วนวันอาทิตย์...ครึ่งวันเช้าเรียนที่สถาบันคุมองต์เสริมครึ่งวันหลังผักผ่อน...ตอน 1 ทุ่มวันอาทิตย์ต้องทบทวนงานและเตรียมความพร้อม เพื่อไปเรียนวันจันทร์ไม่เกิน 3 ทุ่มเข้านอน

และเหตุการณ์ที่มันเล่าแบบสะเทือนใจตอนหลังคือ.... ลูกไม่มีเพื่อนในหมูบ้านเลยสักคนเดียว...เพราะไม่ได้คุยกับใครอยู่แล้วสังคมเมืองของแท้ปั่นแต่จักรยานของเค้าเท่านั้นวันนั้น..วันอาทิตย์ลูกก็ปั่นจักยานไม่ยอมเข้าบ้าน แม่ก็เรียกให้มาอาบน้ำได้แล้ว 6 โมงเย็นแล้ว เตรียมกินข้าวและทบทวนการบ้าน.ลูกก็ไม่ฟังเพื่อนและสามีโมโหบอกว่า'เข้าบ้านเดียวนี้เข้าบ้านเลยทำไมดื้ออย่างนี้ยิ่งโตยิ่งดื้อ'(เพื่อนว่าลูก) จะไม่ให้ขี่จักรยานอีกต่อไปตัวสามีก็ไปดึงจักรยานออกจากลูกและแม่มาจับลูกเข้าบ้านสามีบอกว่า...ป๋าจะโยนจักรยานทิ้งซะถ้าทำอย่างนี้อีกลูกชายเข้าไปกอดขาพ่อ...และยกมือไหว้ป๋าอย่าทำหนูไม่มีเพื่อนที่ไหนจักรยานคือเพื่อนของหนูหนูมีจักรยานเป็นเพื่อนเท่านั้น...

ป๋าอย่าทำนะทั้งเพื่อนและสามีก็ไม่ใส่ใจอะไรเพียงต้องการให้เข้าไปอ่านหนังสือเท่านั้นและ...อีกเหตุการณ์หนึ่งกว่าจะจับใจความได้มันร้องไห้ไม่หยุดเพื่อนร้องไห้เหมือนจุดพลุเลย...ลูกกลับจากบ้านคุยกับพ่อและแม่อยากดูอุลตร้าแมนมดเอ๊กช์บ้างเพื่อนๆคุยกันที่โรงเรียน...เค้าไม่รู้เรื่องเลยเพื่อนยังบอกว่าที่บ้านไม่มีทีวีหรือไง(เด็กอนุบาลนะค่ะ) ทำให้เค้าไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ...เค้าได้ดูแต่การ์ตูนเสริมความรู้เช่นถ้าดู UBC ก็ประมาณ ดอร่าหมาบลูประมาณนี้...สามีและเพื่อนบอกว่าลูกอย่าทำตัวไร้สาระได้หรือเปล่าตอนนี้เพื่อนๆลูกอยากทำอะไรก็ปล่อยเค้าไปการ์ตูนมีแต่ความรุนแรงไม่เสริมความรู้อะไรเลยเราได้เปรียบ...เราใช้เวลาทบทวนและเรียน...

ในขณะที่คนอื่นเค้าไร้สาระ...ลูกลองคิดดู...โตขึ้นลูกก็จะเป็นนายของคนพวกนี้และคนพวกนี้จะไม่เหนือลูกเด็ดขาดการสอนจะประมาณนี้ตลอด... แต่เพื่อนบอกว่าเค้าและสามีทำดีที่สุดและให้ในสิ่งที่ดีที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ยาอันตราย‏

ข่าวที่เอามาให้อ่านนี้

มีขายและหาซื้อง่ายมาก เด็กที่หอโดนมาแล้ว ไม่รู้ตัวจริง ๆ

อยากเตือน ๆ กัน เด็กตื่นมาตอนเช้า ยังไม่รู้เลยว่า เมื่อคืนมีอะไร เรียกว่าไม่รู้เรื่องเลย กำลัง หาตัวอย่างอยู่ ถ้าเห็นจะส่งมาให้ดู

เตือน ลูกสาว กันไว้ ว่า อย่ากินน้ำ ของใครทั้งนั้น แม้กระทั่งเพื่อนที่ไม่ว่าไว้ใจ ยาเสียสาว ผลิตจากจีน ระบาดตลาดชายแดนไทย-ลาว บางรายแฝงมากับคนขี่จักรยานขายของเร่ มีทั้งชนิดน้ำและผง ออกฤทธิ์ภายใน 10 นาที

หลังจากมีข่าวการแพร่ระบาดของยาเสียสาวในรูปแบบของกาแฟผงและน้ำส้มนั้น ล่าสุด จากการตรวจสอบไปตามแนวตะเข็บชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ด่านท่าขี้เหล็ก และแถบ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ไปจนถึงแถบชายแดนไทย-ลาว ที่ จ.นครพนม และ จ.หนองคาย พบว่า

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เริ่มมี'ยาเสียสาว'เข้ามาขายตามร้านค้า แต่ยังอยู่ในลักษณะปกปิด หรือรู้กันเฉพาะกลุ่ม ยาเสียสาวที่นิยมทางแถบชายแดนมีอยู่สองแบบ คือ แบบน้ำใสบรรจุขวดแก้วขนาดเล็ก ลักษณะไม่มีรส ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น ราคาขวดละ 250 บาท ส่วนอีกชนิดเป็นผงสีขาวละเอียด บรรจุอยู่ในซองที่มีภาพถ่ายหญิงโป๊เปลือย มีตัวอักษรจีนระบุว่า ใช้สำหรับผู้หญิง ปริมาณสุทธิซองละ 2,000 มิลลิกรัม

สามารถละลายในของเหลวทุกชนิดได้ดีในชั่วพริบตา ราคากล่องละ 1,000 บาท ข้างในบรรจุ 4 ซอง ตกราคาซองละ 250 บาทเช่นกัน ซึ่งยาทั้งสองประเภทมีพ่อค้าที่นำยาไวอากร้าจากประเทศจีนนำเข้ามาขาย และกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ยาประเภทนี้นิยมใช้ในหมู่นักเที่ยว ซึ่งหลังจากที่ให้เหยื่อกินยาเข้าไปแล้วจะออกฤทธิ์เร็วมาก เพียงไม่ถึง 10 นาที ก็จะสังเกตมีอาการผิดปกติ ผู้หญิงหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด และตัวร้อนผ่าว ที่น่ากลัว คือ ยาชนิดนี้ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

หากเอาไปหยอดใส่น้ำเปล่าให้เด็กสาวกินก็จะอันตรายมาก เพราะเด็กจะไม่รู้เลยว่าในน้ำแก้วนั้นมีส่วนผสมของยาปลุกเซ็กส์ จึงขอให้ผู้ปกครองเตือนบุตรหลานอย่ารับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า หรือเพื่อนชาย เพราะไม่จำเป็นต้องถูกมอมเหล้า แม้แต่น้ำเปล่าก็อาจทำให้เสียสาวได้

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

* ~ ๐ สงครามระหว่างเพศ ๐ ~ *


ทำไมผู้ชายคุยไปดูทีวีไปไม่ได้
ผู้หญิงถนัดนักเรื่องการทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน อาทิ เขียนรายการของที่จะซื้อพร้อมกับทำกับข้าวและบอกสามีให้ดูลูกทำการบ้าน การสแกนสมองบ่งบอกว่า สมองผู้หญิงไม่เคยว่างเปล่าแม้ยามหลับ ในทางตรงข้าม ผู้ชายมักพบว่าเวลาถูกขอให้โทรศัพท์ระหว่างดูทีวีเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง


นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สมองซีกซ้ายและขวาของคนเราเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยกลุ่มเส้นประสาทที่เรียกว่า corpus callosum


โรเจอร์ กอร์สกี้ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในแอลเอ ยืนยันว่าสมองของผู้หญิงมี corpus callosum หนากว่าผู้ชาย 10% และมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองสองซีกมากกว่าผู้ชาย 30% ทั้งยังพิสูจน์ได้ว่า หญิง-ชายใช้สมองคนละส่วนกันเวลาทำงานอย่างเดียวกัน สมองของผู้ชายพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มุ่งเน้นกับงานเพียงงานเดียว ขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิงกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำการเชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและขวามากขึ้น

ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ยิ่งสมองสองด้านเชื่อมต่อกันมากแค่ไหน คนนั้นยิ่งมีความเป็นเลิศด้านภาษามากขึ้น และยังอธิบายได้ว่า เหตุใดผู้หญิงจึงสามารถปฏิบัติภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยหลายๆ อย่างพร้อมกันได้ ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผู้หญิงจะขอให้สามีทำอะไรให้ ควรเลือกจังหวะให้ดีและมอบหมายภารกิจให้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทำไมผู้ชายโกหกไม่สำเร็จ

การศึกษาภาษากายพบว่า ในการสื่อสารแบบเผชิญหน้า สัญญาณที่ไม่ใช่คำพูดมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของสาส์นถึง 60% อีก 30% เป็นหน้าที่ของน้ำเสียง และ 10% ที่เหลือถึงเป็นถ้อยคำผู้หญิงมีทักษะในการเลือกสรรและวิเคราะห์ข้อมูลนี้มากกว่าผู้ชาย โดยสมองสองซีกจะส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถรวบรวมและถอดรหัสถ้อยคำ ภาพที่เห็น และสัญญาณอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

และนี่คือคำอธิบายว่า เหตุใดผู้ชายจึงโกหกผู้หญิงซึ่งๆ หน้าไม่สำเร็จ แต่ผู้หญิงกลับทำพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ได้ง่ายดายและเนียนเหลือเกิน

ทำไมผู้หญิงมีปัญหาเวลาจอดรถขนานฟุตบาต

งานวิจัยที่มีบริษัทสอนขับรถเป็นสปอนเซอร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายอังกฤษมีความแม่นยำ 82% ในการถอยรถคนอื่นเข้าจอดขนานกับขอบถนน และ 71% ทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก ขณะที่ผู้หญิงได้คะแนนเพียง 22% และ 23% ตามลำดับ ทั้งที่เวลาสอบใบขับขี่ผู้หญิงจะได้คะแนนในส่วนนี้ดีกว่าผู้ชาย

สาเหตุเป็นเพราะผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชายในการเรียนรู้ภารกิจ และทำซ้ำภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่เหมือนเดิม ทว่า ในสถานการณ์จริงที่การจราจร หมายถึงชุดข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประสิทธิภาพของผู้หญิงจึงด้อยลง ขณะที่ผู้ชายมีทักษะด้านมิติสัมพันธ์สูงกว่า ซึ่งเหมาะสมต่อภารกิจนี้ รวมถึงการจดจำแผนที่ในหัวและรู้ว่าต้องเลือกเส้นทางไหน ถ้าต้องกลับไปที่เดิม ผู้ชายไม่จำเป็นต้องพึ่งแผนที่ เพราะพื้นที่สมองส่วนมิติสัมพันธ์จะบันทึกข้อมูลไว้ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ผู้ชายจึงลุกจากที่นั่งบนอัฒจรรย์เพื่อลงไปซื้อเครื่องดื่มและกลับมาโดยไม่หลง ขณะที่เรามักคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวหญิงยืนทำหน้างงใส่แผนที่ตามสี่แยก

ทำไมผู้หญิงใส่ใจความรู้สึก-ผู้ชายหมกมุ่นกับงาน

ผู้ชายมักตีค่าตัวเองจากหน้าที่การงานและความสำเร็จ ขณะที่ผู้หญิงมองตัวเองมีค่าโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์กับคู่ครอง

ในอดีตกาล ผู้ชายเป็นผู้หาอาหารและแก้ปัญหา ซึ่งหมายถึงภารกิจสูงสุดอยู่ที่ความอยู่รอดเฉพาะหน้า ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้านและสร้างหลักประกันการอยู่รอดของลูกๆ แม้แต่ในยุคนี้ ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ผู้ชาย 70-80% ยังบอกว่าส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตคืองาน และผู้หญิงในจำนวนเท่าๆ กันยกให้ครอบครัวมีความสำคัญที่สุด

ผลลัพธ์คือ ถ้าผู้หญิงไม่มีความสุขกับชีวิตคู่จะไม่มีสมาธิกับงาน แต่ถ้าผู้ชายไม่มีความสุขกับงานจะปล่อยปละละเลยชีวิตคู่ เมื่อเครียดหรือรู้สึกกดดัน ผู้หญิงจะมองว่าการได้พูดคุยกับสามีเป็นรางวัลอันมีค่า แต่ผู้ชายกลับรู้สึกว่าการกระทำแบบเดียวกันรบกวนกระบวนการแก้ปัญหา ผู้หญิงอยากคุยและให้สามีกอด แต่สิ่งที่ผู้ชายอยากทำมากที่สุดคือนอนดูฟุตบอล สำหรับผู้หญิง สามีดูจะไม่ใส่ใจเลยสักนิด แต่สำหรับผู้ชาย ภรรยาช่างเซ้าซี้กวนใจหรือบางครั้งอวดรู้มากไปหน่อย เมื่อรู้แบบนี้ สามี-ภรรยาควรหาทางสายกลางเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ให้ราบรื่น

ทำไมผู้หญิงมีสัมผัสที่ 6

เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ผู้หญิงเคยถูกเผาทั้งเป็นเพราะมีอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการทำนายแนวโน้มความสัมพันธ์และความจริงที่ซ่อนเร้น

ในการทดลองหนึ่งพบว่า ภายในห้องที่มีสามี-ภรรยาอยู่ 50 คู่ ผู้หญิงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ โดยความสามารถนี้วิวัฒนาการมาจากหน้าที่การดูแลบ้านในอดีตกาล ทำให้ผู้หญิงสามารถฟันธงได้ว่าคู่ไหนรักกันดี คู่ไหนมีปัญหา และผู้หญิงคนไหนน่าคบหรือว่าต้องระวัง

ขณะที่ผู้ชายกลับกวาดสายตาทั่วห้อง เพื่อหาทางเข้า-ทางออก ซึ่งมาจากสัญชาติญาณในอดีตในการประเมินแนวโน้มการถูกโจมตีและทางหนีทีไล่ หลังจากนั้น จึงค่อยมองหาคนรู้จักหรือคนที่อาจเป็นศัตรู แล้วค่อยพินิจพิเคราะห์โครงสร้างห้องเพื่อหาจุดที่มีปัญหาและต้องการการซ่อมแซม

ทำไมผู้หญิงชอบสับสนซ้าย-ขวา

ความที่ใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อมกัน ผู้หญิงหลายคนจึงมีปัญหาเรื่องมือขวา-มือซ้าย ในการศึกษาพบว่า ผู้หญิงราว 50% นึกไม่ออกว่ามือซ้ายหรือมือขวา ถ้าไม่ได้เหลือบตาลงมอง ทว่า ผู้ชายที่ใช้สมองทีละซีกตอบโจทย์นี้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงทั่วโลกจึงมักถูกเพศตรงข้ามบ่น เพราะชอบบอกให้เลี้ยวขวา ทั้งที่จริงๆ แล้วหมายถึงเลี้ยวซ้าย

ทำไมผู้ชายไม่ชอบถามทาง

เรื่องนี้เกี่ยวกับทัศนคติที่ฝังรากมาแต่ดึกดำบรรพ์ ที่ผู้ชายต้องออกสำรวจภูมิประเทศรอบๆ ถ้ำเพื่อจะได้กลับบ้านถูก เวลาออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว

ลูกเมียต่างหิวโหยแต่เชื่อมั่นว่าพ่อบ้านจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จเหมือนเช่นทุกครั้ง ดังนั้นผู้ชายจึงไม่สามารถแสดงอาการกลัวออกมาให้ครอบครัวเห็น และมองว่าการขอความช่วยเหลือหมายความว่าการปฏิบัติภารกิจล้มเหลว

ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าเวลาผู้ชายขับรถออกไปนอกบ้านคนเดียว เขาอาจจอดถามทาง แต่การทำแบบนี้ต่อหน้าผู้หญิง จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงต้องระวังไม่ทำให้ผู้ชายรู้สึกผิดเวลาคุยปัญหากัน ขณะเดียวกัน ผู้ชายก็จะต้องเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษ แต่ต้องการช่วยแบ่งเบา จึงไม่ควรเก็บปัญหาไว้หนักอกคนเดียว


ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก

ปรับชีวิตเพื่อขออยู่เฝ้าคนที่เรารัก


ตอนไตเสื่อม แต่มีภาระ ยังตายไม่ได้


อย่าเข้าใจว่า ขอบตาดำ เกิดจากนอนน้อย นอนดึก เท่านั้น ร่างกายจะมีสัญญาณบอกความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่า ร่างกายต้องการบอกอะไร คนที่ขอบตาดำ พึงระวังไว้ครับ ว่าร่างกายกำลังเตือนว่า ไตกำลังจะเสื่อม !


ไม่ว่าอายุแค่ไหน หนุ่มสาว หรือ แก่ชรา ล้วนมีสิทธิไตเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผมพูดถึงไตเสื่อมนะครับ ไม่ใช่โรคไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียในร่างกาย ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหน้าที่หลายๆ อย่างของไต จึงสรุปสั้นๆว่า ไตเปรียบเหมือน GM หรือ ผจก. ของร่างกาย

คนยุคปัจจุบัน ทำร้ายไตตัวเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่ากินอาหารที่ปรุงแต่งมากเกินไป ( เค็ม-มัน- เผ็ดมาก ฟาสฟู้ด-อาหารสำเร็จรูป – แช่แข็ง-อาหารอุตสาหกรรม ฯลฯ ) ร่างกายเสียสมดุล อีกทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่ถูกต้อง นอนน้อยเกิน นอนมากเกิน นอนไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย ( รวมถึงออกกำลังไม่เหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง) เครียดมาก กดดันมาก รีบเร่งมาก ฯลฯ

คนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะไตเสื่อมมากขึ้น และให้สังเกตร่างกายตัวเองดังต่อไปนี้
1. อ่อนเพลียบ่อย ขาดความกระตือรือร้น

2. นอนไม่ค่อยหลับ หรือ หลับไม่สนิท

3. ปัสสาวะบ่อย หรือ กะปริดกะปรอย

4. ปวดตามตัว เป็นตะคริวบ่อย

5. จาม คัดจมูก เป็นหวัดง่าย

6. ซึมเศร้า ปวดหัวง่าย ขี้ลืม ขี้วิตกกังวล

7. หย่อนสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว ประจำเดือนไม่ปกติ

8. ขอบตาดำคล้ำ ผมหงอก ผมร่วงก่อนวัย


จริงๆมีเยอะกว่านี้ เอาแค่นี้เช็คตัวเองก่อนแล้วกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีอาการแบบนี้ทั้งหมด แต่โดยรวมแล้วมีปรากฎให้เห็นกับตัวเอง


อะไรบ้างที่ทำให้ไตเราเสื่อม
1. ใช้ชีวิตขาดสมดุล : น้อยไม่พอ ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวกลางคืนหนัก หมกมุ่นความบันเทิง ฯลฯ

2. เพศสัมพันธ์ : มีเพศสัมพันธ์มากเกินควร และหลั่งอสุจิมากเกินควร ทำให้ร่างกายเสียพลังโดยเปล่าประโยชน์ และไตจะอ่อนแอลง

3. การทานยารักษาโรคนานๆ หรือปริมาณที่มาก : ทั้งยาแก้ปวด ยาคุมฯ ยาแก้หวัด แก้ไอ แก้เครียด ซึ่งแม้โรคจะหายแต่ไตจะมีเคมีของยาตกค้างอยู่ ยังมีอีกเยอะครับ แต่แค่นี้คงครอบคลุมแล้วลองดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร มีอาการตามที่ว่าหรือไม่


การแก้ไข

ง่ายสุด คือ ปรับพฤติกรรมตัวเอง ทั้ง การนอน การกิน การอยู่ หนึ่งวันมี 24 ชม. ให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง ส่วนตัว 8 ชั่วโมง (เที่ยว พักผ่อน ดูทีวี สันทนาการ ออกกำลังกาย) นอน 8 ชั่วโมง


หมอจะกำไรมากขึ้นจากการรักษาคนป่วย แต่คนป่วยจะไตพังกันมากขึ้น จากการกินยา แล้ววนมาให้หมอรักษาไตอีก

ดังนั้น ต้องตัดสินใจเองว่าจะบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างไร ที่ไม่เสียงาน ไม่เสียสุขภาพ
นอกจากนี้ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ

1. ปรับวิธีการออกกำลังกาย แอโรบิคก็เป็นการออกกำลังที่ดี แต่ช่วงที่ร่างกายขาดสมดุล จึงไม่แนะนำให้เล่นต่อ เพราะอาจทำให้คุณสูญพลังมากขึ้น อยากให้คุณฝึกโยคะกับครูผู้ชำนาญ ซึ่งหาเรียนได้ไม่ยากในเวลานี้ ( ห้ามฝึกเองจากหนังสือ หรือ ซีดีเด็ดขาดนะครับ จะเสียมากกว่าได้ )
การฝึกโยคะ ไม่ได้ให้ประโยชน์แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการปรับสมดุลของระบบภายในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะที่ผันแปรต่างๆให้เข้าที่ แต่ต้องฝึกอย่างมีวินัย และมีสมาธิ นอกจากนี้ หากมีฝึก ชี่กง ควบคู่ไปด้วย จะเห็นผลดี และเร็วขึ้น หากรู้สึกว่า ยากหรือห่างตัวเกินไป ก็ให้เลือกการว่ายน้ำ โดยว่ายอย่างเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ในเวลาที่พอสมควร ( เหนื่อยให้หยุดพัก ห้ามฝืนต่อ ) คุณไม่ได้ไปแข่งกับใคร คุณกำลังบำบัดตัวเอง

2. ปรับอาหาร : งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก วัว หมู ไก่ เป็ด ของเผ็ด ของเย็น (ไอสครีม น้ำแข็ง ) ของมัน ของทอด ให้ทานปลาทดแทน และทานผักสด ที่ปรุงน้อย (เช่นสลัด)มากขึ้น ทานพวกถั่วแดง งาดำ ข้าวโพด ข้าวกล้อง ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ (ห้ามดื่มน้ำเย็น) และงดเครื่องดื่มของมึนเมา น้ำอัดลม นม น้ำอุตสาหกรรม (ชาเขียว ชาขาว เครื่องดื่มบำรุงกำลัง)

3. อยู่ห้องแอร์ให้น้อยลง อยู่หน้าจอคอม จอโทรทัศน์ให้น้อยลง หาเวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น (เดินเท้าเปล่าในสนามหญ้าได้จะดีมาก)
จะเห็นว่าที่แนะนำไป ดูเบสิคมากเลยใช่มั้ยครับ แต่ทำยากมากเลย นี่ล่ะครับ ผมถึงบอกว่าคนในยุคนี้ป่วยกันมากขึ้น เพราะมีพฤติกรรมทำลายวงจรธรรมชาติของตัวเอง
อาการผิดปกติที่แสดงออกทางร่างกาย ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความรู้สึก ล้วนสัมพันธ์กับไต
ไตเหมือนแบตเตอรี่ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์ เป็นผลึกแก้ววิเศษที่มีค่ามหาศาล แต่ก็เปราะบางยิ่งนัก และง่ายต่อการแตกร้าว วิธีการดูแลรักษาไม่ยากสำหรับคนในยุคก่อน แต่ยากยิ่งสำหรับคนยุคนี้ นั่นคือ "คล้อยตามธรรมชาติ" คนสมัยก่อน ตื่นเช้า นอนแต่หัวค่ำ ทานอาหารสดใหม่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ดื่มน้ำบริสุทธิ์ ใช้กำลังกายมากกว่าพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ในขณะที่คนยุคนี้ นอนดึกเป็นกิจวัตร ( ทำงาน , ดูบอล , ดูโทรทัศน์ , เที่ยวกลางคืน) ทานอาหารปนเปื้อน แปรรูป ดื่มน้ำอัดลม พึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินความจำเป็น ฯลฯ

อาการไตเสื่อมจะเกิดใน 2 ลักษณะ แยกเป็น ไตหยิน กับ ไตหยาง

อาการไตหยาง หรือ ไตหดตัวแน่น
- นอนไม่หลับ หรือ หลับๆตื่นๆ

- นอนกัดฟัน ฝันร้ายบ่อย

- อสุจิเคลื่อนตอนนอน

- เป็นเหน็บชาบ่อย ฯลฯ


โดยมีสาเหตุมาจาก
1. กินรสเค็มจัด หรือ เนื้อย่าง ปิ้งไฟ หรือ พวกเนื้อแห้ง แดดเดียวบ่อยๆ

2. การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตที่ขาดระเบียบ

3. การนั่งทำงานหรือ นั่งรถนาน


ส่วนอีกลักษณะคือ ไตหยิน หรือ ไตคลาย
- เฉื่อยชา เกียจคร้าน

- ความต้องการทางเพศต่ำลง

- ปวดเมื่อหลัง เอว

- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน

- นอนตื่นสาย ไม่อยากตื่น

- อารมณ์อ่อนไหวง่าย

- ขี้หูมาก

- เหงื่อออกเยอะผิดปกติ

ตามปกติแล้ว กลางคืน ไต ซึ่งเป็นอวัยวะธาตุน้ำ หรือ "หยิน" จะทำงานมากกว่ากลางวัน ( สังเกตว่าตื่นเช้าเราจะปวดปัสสาวะก่อนเป็นอันดับแรก)

ดังนั้น เมื่อเราใช้ชีวิตที่เพิ่มปัจจัย "หยิน" ในชีวิตประจำวันมากจนเกินดุล ไตจึงยิ่งทำงานหนักขึ้น (อาการหยินที่เกิด เช่น ขี้เกียจ อยากนอนตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย เซื่องซึม สีหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำ หงุดหงิดขี้รำคาญ เป็นต้น)

การใช้ชีวิตที่ไปเพิ่มปัจจัยหยินได้แก่
- การดื่มน้ำเย็นเป็นนิสัย รวมทั้ง น้ำแข็ง ไอสกรีม หวานเย็น และอาหารลักษณะนี้

- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

- การสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งมีไฟฟ้าสถิตย์

- การอาศัยอยู่ในที่เย็นนานๆ เช่น ห้องแอร์ ดังนั้น


คนที่ทำงานในออฟฟิศที่เปิดแอร์ทั้งวัน ควรหาเวลาเดินไปข้างนอกเปลี่ยนอากาศบ้าง หรือ ใส่เสื้อแจ็คเก็ต ( ควรเป็นผ้าธรรมชาติ เช่น คอตตอน ) และ หาโอกาสออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง สำหรับคนนอนห้องแอร์ ควรสวมเสื้อผ้า ห่มผ้าให้อบอุ่น

- การนั่งรถนานๆ โดยเฉพาะบนเส้นทางที่รถติดมากๆ ยิ่งเพิ่มปัจจัยหยินมากขึ้น

- นอนไม่เป็นเวลา ทำงานไม่เป็นเวลา นอนน้อย หรือ นอนผิดเวลา


สำหรับคนที่นอน และ ทำงานผิดเวลา

ตามหลักวงจรธรรมชาตินั้น กลางวัน คือ เวลาสำหรับ ทำงาน เรียนหนังสือ กลางคืน คือ สำหรับพักผ่อน นอนหลับ ( หยางเคลื่อนไหว หยินสงบนิ่ง) การใช้ชีวิตที่ผิดวงจรนั้น จะส่งผลถึงสุขภาพร่างกาย และจิตใจ อย่างแน่นอน แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาอย่างเต็มที่ นั่นเพราะ ตัวคุณมี " ทุน" ที่ยังค้ำยันอยู่ แต่ ทุนจะหมด เพราะการใช้ชีวิตที่ผิดสะสม


อาหารที่ควรเลือกรับประทานเป็นหลัก ได้แก่

1. ข้าวกล้อง

2. สาหร่ายทะเล

3. ถั่วแดง ผักสด ผลไม้ไม่หวานและ น้ำน้อย

4. เต้าเจี้ยว


หลีกเลี่ยง การใช้ชีวิต ดังนี้

1. การใส่รองเท้าส้นสูง

2. การนั่งหรือนอนบนเก้าอี้ที่แข็ง หรือ นุ่มเกินไปผิดรูปกายภาพ (เก้าอี้ หรือ เตียง ดีไซน์เก๋ๆ ที่นิยมกันในหมู่คนรุ่นใหม่) ควรเลือกแบบที่ไม่แข็ง ไม่นุ่ม กำลังดี อย่างที่นอนใยมะพร้าว


การใช้ชีวิตที่ควรปรับเพิ่ม

1. พยายามอย่านั่งหลังงอ

2. อย่านั่งนานๆ หรือ อย่าอยู่อย่างเฉื่อยชานานๆ นึกขึ้นได้ให้ขยับตัว เคลื่อนไหว เปลี่ยนอิริยาบถ


วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

*_10 ทะลึ่งคลายเคียด_*

1. เซ็กส์ คือ คณิตศาสตร์: เอา 2 เรือนร่างบวกกันลบออกด้วยเสื้อผ้าหารด้วยท่อนขาแล้วคูณ ( ด้วยอะไรก็ไม่บอก) !!!

2. เด็กหญิง : "แม่คะ หนูรู้แล้วว่า ***จู๋ของเด็กข้างบ้านน่ะเหมือนเมล็ดถั่วเลย"แม่ : "หนูหมายถึงว่า มันเล็ก ใช่มั๊ยจ๊ะ"เด็กหญิง : "ไม่ค่ะแม่มันเค็ม !!!"

3. คู่แต่งงานใหม่ๆ มักมีความสุขกับทุกสิ่ง (whole thing)เขามีความสุขกับรู(hole) และ เธอมีความสุขกับสิ่ง ( thing)

4. สถิติล่าสุด... ผู้ชายทำอะไรหลังมีเพศ สัมพันธ์ ?2% กิน , 3% สูบบุหรี่ , 4% อาบน้ำ , 5% หลับ , 86%ลุกขึ้นแต่งตัวและกลับบ้านไปหาเมียหลวง

5. " จูบ " คืออะไร?คือ การเตรียมตัวของช่วงบนเพื่อเตรียมการรุกรานของช่วงล่างซึ่งก่อให้เกิดการแทงทะลุและการเร่งเร้าซึ่งก่อกำเนิดทายาทรุ่นต่อไป

6. ในรถไฟฟ้า ผู้ชายคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กทารก 3 คนผู้หญิงที่นั่งข้างถามว่า "นั่นลูกคุณเหรอ ?"ผู้ชายตอบว่า "ไม่ใช่ผมทำงานที่บริษัทผลิตถุงยางอนามัยและเด็กทารกพวกนี้คือคำร้องเรียน"

7. ห้าคำโกหกยอดฮิตของสุภาพสตรี5.) ฉันเป็นสาวบริสุทธิ์4.) โอว์ มัน...ใหญ่จัง3.) ฉันทำอย่างนั้นกับเพื่อนสนิทไม่ได้หรอก2.) ฉันจะไม่เพิ่มน้ำหนักหลังจากแต่งงาน1.) โอว์ จวนแล้ว...จวนแล้ว...

8. ทำไม***จู๋ถึงดีกว่าบัตรเครดิต ?1.) หลังจากใช้ไปแล้ว มันรีชารจ์ได้ด้วยตัวมันเอง2.) มันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก3.) ภรรยาคุณสามารถใช้ได้บ่อยเท่าที่เธอต้องการ

9. ชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหาหญิงสาวในบาร์ แล้วพูดว่า"คุณอยากเล่นกลมั๊ย" เธอถามว่า "อะไรเหรอ"เขาเสนอ "ไปที่บ้านผม ติ๋วติ้วกัน แล้วคุณก็หายตัวไป!!!"

10. อะไรที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า "ประจำเดือน" ของผู้หญิงมากที่สุด?ตอบ... "เงินเดือน" เพราะมันมาเดือนละครั้ง อยู่ครั้งละ 4-5 วันถ้าเดือนไหนมันไม่มา... คุณเริ่มมีปัญหา XxXอิ อิ อิ

***********************************************************************

ค้นหา