วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Cirque du Soleil stilt-walking event Las Vegas-Mystere shots

Cirque Du Soleil Las Vegas Show Feature

สาเหตุที่คนเราใส่แหวนแต่งงานที่นิ้วนาง จริงนะ ..ลองทำดู

Subject: Fw: สาเหตุที่คนเราใส่แหวนแต่งงานที่นิ้วนาง จริงนะ ..ลองทำดู






ลอง แบมือ 2 ข้าง
เข้าหากัน แล้ว งอนิ้วกลางลง เอา หลังนิ้วกลาง ทั้ง 2 ข้าง มาชนกัน

ทีนี้นิ้วที่เหลือ
ก็คือ โป้ง/ ชี้/นาง/ ก้อย ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน

ลองปล่อยนิ้วที่เอาปลายชนกัน
ให้ออกจากกัน ทีละนิ้ว โดยที่ นิ้วกลางยังคงงอแตะกันอยู่

จะพบว่า
นิ้วชี้ ก็ปล่อยจากกันได้ / นิ้วโป้งก็ปล่อยจากกันได้/ นิ้วก้อย ก็ปล่อยจากกันได้ อย่างสบายๆ

แต่นิ้ว นาง
กลับ ปล่อย ออกจากกันไม่ได้

นั่นเป็นเพราะ

- นิ้วกลาง แทน ตัวเรา เอง

- นิ้วโป้ง แทน พ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป

- นิ้วชี้ แทน พี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง

- นิ้วก้อย แทน ลูก พอโตขึ้น ลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง / ม! ีสังคม, ครอบครัว ของตัวเอง

- นิ้วนาง แทน 'คู่ชีวิต' ทีนี้ก็เหลือแค่ 'คู่ชีวิต' แล้วล่ะ ที่จะอยู่กับเราไปจนแก่ til death do us part

นั้นแน่.....แอบทำอยู่..........ช่าย....ม่า

World Record 20 Parrot Tricks in 2 Minutes - Kili Senegal Parrot

Little North Korean Girl Playing Guitar 北朝鮮少女のギター演奏

Health ดูแลสุขภาพ...‏

เจนกลับบ้านมาเจอจอน สามี แล้วเล่าว่า

เจน ..... "ที่รักจำได้ไหมที่ฉันเคยบ่นปวดหัวน่ะ ตอนนี้ฉันไม่ปวดแล้วนะ"
จอน .... "เหรอ คุณทำยังไงล่ะที่รัก"
เจน ....."ฉันไปเจอหมอเก่งมาก เป็นหมอสะกดจิต เขาบอกให้ฉันยืนหน้ากระจกแล้วพูดว่า

.... ฉันจะไม่ปวดหัว
.... ฉันจะไม่ปวดหัว
.... ฉันจะไม่ปวดหัว"

จอน...... "โอว ..ดีมากเลยจ้ะ"

เจน.........."ว่าแต่..จอนคะ เราไม่ได้มีอะไรกันมาตั้งนานแล้ว เพราะของคุณไม่สู้เลย ทำไมคุณ
ไม่ลองไปหาหมอคนนี้ดูล่ะ เขาอาจช่วยได้นะ"

จอนลังเล .... แต่ในที่สุดก็ยอม

หลังจากกลับมาจากร้านหมอ จอนรี่เข้าห้องนอน กระชากเสือผ้าของตัวเองและของเจนออก แล้วร่วมรัก
กับเธออย่างดูดดื่มเร่าร้อนแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน

เจน..... "ว้าว คุณเยี่ยมจริงๆค่ะ"
จอน.... "อย่าเพิ่งขยับนะ เดี๋ยวผมมา" จอนวิ่งเข้าห้องน้ำ แล้วออกมาใหม่เริ่มยกสอง ซึ่งดีกว่าครั้ง
แรกเสียอีก
เจน.... "โอววววว ที่รัก คุณเก่งที่สุดเลย"
จอน.... "อย่าเพิ่งไปไหนนะ เดี๋ยวผมมา"

เจนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมจอนถึงเข้าห้องน้ำบ่อยๆ จึงย่องตามไปดู

ภาพที่เจนเห็นคือจอนกำลังส่องกระจกและพูดกับตัวเองว่า .......
"...... เธอไม่ใช่เมียเรา
....... เธอไม่ใช่เมียเรา
..... เธอไม่ใช่เมียเรา "

๔๙ วัน หลังความตาย‏

๔๙ วัน หลังความตาย



ss



ไขปริศนา 49 วัน ชีวิตหลังความตาย

มนุษย์และสัตว์มิได้สิ้นสุดที่ความตาย เพราะการ "ตาย" หมายถึง สภาพร่างกายที่ไม่สามารถให้บริการแก่จิตวิญญาณใช้งานต่อไปได้อีก วิญญาณยังคงอยู่ ถึงแม้ร่างกายจะหมดอายุขัยไปแล้ ว ทั้งนี้สภาพการตายจะบ่งบอกให้รู้ว่าจิตวิญญาณนั้นไปสุคติหรือลงสู่นรกภูมิ


1. ตอนตายใหม่ ถ้าหากสีหน้าปกติ ร่างกายอ่อนน ิ่ม สีหน้าเหมือนคนมีชีวิตอยู่ เนื่องจากได้บรรลุธรรม ดวงวิญญาณจะไปสู่สุคติ

2. ตอนตายใหม่ๆ หน้าตาซีดผาด เหมือนคนตกใจ แสดงว่าวิญญาณได้ตกสู่นรกแล้ว

3. ตอนตายใหม่ๆ ร่างกายแข็งทื่อ หน้าตาน่ากลัว เพราะความตกใจ บางคนจะกรีดร้องเสียงคล้ายสัตว์ คนเหล่านี้จะไปเกิดเป็นสัตว์ 4 ชนิด สังเกตได้จากตา หู จมูก ปาก ตาจะมีน้ำตาออก หูจะมีขี้หู จมูกจะมีน้ำมูก ปากจะมีน้ำลายฟูมปาก เป็นทวารที่ไม่สะอาด 4 ช่องทาง เมื่อจิตวิญญาณออกทางนี้ จะเกิดเป็นสัตว์ 4 ประเภท



- ตา ชอบดูสิ่งเหลวไหล ลุ่มหลงในรูปต่างๆ คนเหล่านี้เวลาใกล้ตาย ดวงตาจะเบิกกว้าง จะไปเกิดเป็นสัตว์ปีก (เกิดออกจากไข่)

- หู ชอบฟังเรื่องเหลวไหล เรื่องซุบซิบนินทา คนเหล่านี้เวลาตาย หูจะชันขึ้น จะไปเกิดเป็นสัตว์ที่เกิดจากครรภ์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย

- จมูก ชื่นชมกลิ่นคาวโลกีย์ เช่น เงินทอง สุรา นารี การพนัน ชื่อเสียงลาภยศ และค่านิยมที่ผิดศีลธรรม ฯลฯ จะไปเกิดเป็นแมลง มด ยุง แมลงวัน ฯลฯ บาปหนักมาก วิญญาณจึงถูกตีเป็นเศษวิญญาณ

- ปาก ชอบพูดเรื่องเหลวไหล พูดนินทา พูดวิจารณ์ พูดกล่าวร้ายป้ายสี ด่าคำหยาบคาย คนเหล่านี้เวลาตาย ปากจะอ้าค้างอยู่ตลอด จะเกิดเป็นสัตว์น้ำ ไปอยู่กับรสชาติที่โสโครกและสกปรก


เมื่อออกจากร่าง วิญญาณจะไปที่ไหน?

ดวงวิญญาณที่ออกจากร่างในตอนแรก จะวนเวียนอยู่บริเวณนั้น พอได้สติก็จะมีท่านมัจจุราชทำหน้าที่มานำเอาวิญญาณของมนุษย์หรือสัตว์ที่ชะตาถึงฆาต พาไปยังยมโลก เพื่อตรวจสอบบาปบุญความดีความชั่ว ในขณะที่มีชีวิตอยู่


วิญญาณบาปจะถูกนำตัวส่งไปนรก 8 ขุมใหญ่ แต่ละขุมแบ่งย่อยขุมละ 36 แห่ง แต่ละแห่งมีการลงทัณฑ์และทรมานอีก 800 ด่าน แต่ละด่านมีเครื่องทรมานนับไม่ถ้วน วิญญาณบางดวงอาจตกนรกทั้ง 8 ขุมเลยก็มี โดยเฉพาะคนที่ทำกรรมชั่วมหันต์ หรือเรียกว่า "อนันตริยกรรม" มีอยู่ 5 อย่าง คือ 1.ฆ่าพ่อ 2. ฆ่าแม่ 3. ฆ่าพระอรหันต์ 4. ยุยงสงฆ์ให้แตกแยก 5. ทำร้ายพระพทุธเจ้าห้อเลือด

หลังจากที่คนเราตายประมาณ 1-2 วัน ปกติแล้ว เขาจะไม่รู้ว่าตัวเองตาย 7 วันให้หลังเขาจึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว วิญญาณจะถูกกักบริเวณไว้ 49 วันเพื่อรอพิจารณาคดี ในระหว่างนั้นผู้ตายก็กำลังรอบุญกุศลจากลูกหลานทางโลกที่กำลังง่วนอยู่กับงานศพ

เรามาดูปรากฏการณ์ 49 วัน ชีวิตหลังความตาย ขณะที่วิญญาณของผู้ตายออกจากร่าง ชีวิตหลังความตายก็เริ่มต้นเปิดฉากขึ้นในโลกที่ผู้ตายต้องเข้าไปเพียงลำพังเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถเอาติดตัวจากโลกมนุษย์ได้ เว้นเสียแต่บาปกับบุญเท่านั้น

เจ็ดวันรอบแรก

วิญญาณผู้ตายต้องเดินผ่านดงหมาป่า ซึ่งมีฝูงหมาป่าดุร้ายเหมือนเสือขวางทาง เมื่อวิญญาณบาปไปถึง ก็เกิดหวาดกลัวไม่กล้าเดินต่อไป ฝูงหมาป่าเห็นดังนั้น ก็กระโจนเข้าขย้ำขบกัดวิญญาณบาปจนเลือดท่วมตัว กรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทุกขเวทนา

ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงดงหมาป่า ก็จะมีหมู่เทวทูตคอยพิทักษ์คุ้มครอง พวกหมาป่าได้แต่นิ่งเฉย ไม่กล้าทำอะไร จึงผ่านไปได้โดยปลอดภัย

เจ็ดวันรอบที่ สอง

เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านประตูผี เจ้าหน้าที่ผู้รักษาด่าน เมื่อเห็นเป็นวิญญาณบาป ก็จะทุบตีอย่างไม่ปรานี และยังมีพวกเจ้ากรรมนายเวรพากันมาทวงหนี้เวลานั้น

ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงด่านประตูผี จะได้รับการต้อนรับและสามารถผ่านด่านนี้ไปโดยปลอดภัย

เจ็ดวันรอบที่ สาม

เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงยมโลก ถ้าเป็นวิญญาณบาปก็จะถูกโซ่ตรวนไว้ และถูกบังคับนำไปอยู่ตรงหน้าหอกระจกส่องกรรม ยามมีชีวิตทำชั่วอะไร ภาพก็จะปรากฏขึ้นเองอย่างอัตโนมัติ เสร็จแล้วก็จะถูกคุมตัวไปรับการพิจารณาโทษ ถึงวิญญาณบาปจะเริ่มสำนึกผิด ตอนนี้แต่ก็สายเสียแล้ว

ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึง จะได้รับการต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่พาไปท่องเที่ยวนรกขุมต่างๆ และพาไปดูสภาพของบรรดาญาติพี่น้องที่ ทำบาป กำลังรอคอยการพิจารณาตัดสินความผิด

เจ็ดวันรอบที่ สี่

เมื่อมาถึงด่านภูเขากระดาษเงินกระดาษทอง การจะขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ยากลำบากมาก กระดาษเหล่านี้ได้มาจากลูกหลานญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์หลงงมงายเผาส่งไปให้ ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากา ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วแม้ผู้ตายจะได้รับก็ไร้ประโยชน์

เจ็ดวันรอบที่ ห้า

วิญญาณผู้ตายมาถึงหอดูบ้านเดิม ได้เห็นลูกหลาน คนในครอบครัวต่างไว้ทุกข์ด้วยความเศร้าโศกเสียใจกับการตายของตน ถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าตนเองตายแล้ว ไม่อาจกลับบ้านได้อีก ได้แต่เสียใจอาลัยอาวรณ์

เจ็ดวันรอบที่ หก

เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านคุมบัญชี ยมบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูบาปบุญที่ผู้ตายได้สร้างสมตอนมีชีวิต หลังจากหักลบกันแล้ว ถ้าบุญมีมากกว่าบาปก็จะให??ไปเกิดยังสุคติภูมิ ถ้าบาปมีมากกว่าบุญ จะส่งไปยังนรกภูมิ รับทุกข์อย่างน่าเวทนา

เจ็ดวันรอบที่ เจ็ด

เมื่อวิญญาณผู้ตายไปถึงด่านตรวจสอบ ยมบาลก็จะสั่งเลขาให้ตรวจสอบดูว่า ผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไม่ ถ้าได้ถือศีลกิเจ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ก็จักลหุโทษ ถ้ามัวหลงผิดฆ่าสัตว์เพื่อความสุขของปากท้องก็จะเพิ่มโทษเป็นเท่าตัว.

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ขอให้ทุกคนในขณะมีชีวิตอยู่นั้น เร่งสะสมความดีกันให้มากๆ นรก-สวรรค์นั้น ไม่ใช่สิ่งลวงโลก ตอนนี้ท่านอาจยังไม่เห็น แต่สักวันท่านก็ต้องเห็น กฏแห่งกรรมนั้นเป็นเรื่องจริง ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ...



อนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ส่งต่อเมล์นี้

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ผู้หญิงอายุ 30 กับเมื่ออายุ 15 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างนะ

Subject: Fw: ผู้หญิงอายุ 30 กับเมื่ออายุ 15 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างนะ



เวลาผ่านไป 15 ปี ความช่างต่าง..อิอิ




อายุ 15 เวลามีปัญหากับใคร ตบก่อนถามทีหลัง
อายุ 30 ประโยคยอดนิยมคือ ช่างมันเถอะ,ไม่เป็นไรค่ะ

อายุ 15 ฟังเพลงวัยรุ่น

อายุ 30 ลูกทุ่งเท่านั้น

อายุ 15 สาวกแมคโดนัล

อายุ 30 สลัดผักตลอดกาล

อายุ 15 ฝันว่าสักวันจะเจอหนุ่มหล่อ มีอายุนิดๆ นิสัยดีๆ

อายุ 30 ขอแค่เป็นผู้ชายก็พอ

อายุ 15 อยากจะออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านกับเพื่อนๆ

อายุ 30 วันทั้งวันคิดถึงแต่ครอบครัว

อายุ 15 หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มีแค่แป้งฝุ่น ลิปมัน

อายุ 30 ซื้อตู้เย็นมาอีกหนึ่งตู้ไว้ในห้องนอน เพื่อแช่เครื่องสำอาง

อายุ 15 กลัวสิว

อายุ 30 กลัวฝ้า

อายุ 15 ซ่าไม่กลัวตาย

อายุ 30 ตระเวณทำบุญ

อายุ 15 เห็นเพื่อนสำคัญกว่าพ่อแม่

อายุ 30 เห็นพ่อแม่สำคัญกว่าเพื่อน

อายุ 15 รอบเอว 24

อายุ 30 รอบเอว...ไม่อยากจะบรรยาย

อายุ 15 ไม่มีหนี้

อายุ 30 กู้ทุกอย่างยกเว้นกับระเบิดค่ะ

แม่กบช่วยลูกกบ









การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ได้ประโยชน์อย่างที่ คุณคิดไม่ถึงนะ จะบอกให้

Subject: FW: การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ได้ประโยชน์อย่างที่ คุณคิดไม่ถึงนะ จะบอกให้





การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ได้ประโยชน์อย่างที่คุณคิดไม่ถึงนะจะบอกให้


การดื่มน้ำเ มื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันที หลังจากตื่นนอนตอนเช้า ( ก่อนแปรงฟัน ) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% ( แบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา ) ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้า หมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลง คลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก

วิธีการปฏิบัติ

1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)

2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ

3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป

4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น แลหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้

1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน

2. โรคกระเพาะ 10 วัน

3. โรคเบาหวาน 30 วัน

4. โรคท้องผูก 10 วัน

5. โรคมะเร็ง 180 วัน

6. โรควัณโรค 90 วัน

7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน

ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต (chinese tantra totem for good luck)

ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต (chinese tantra totem for good luck)

จงให้มากกว่าที่ผู้รับต้องการ และทำอย่างหน้าชื่นตาบาน
จงพูดกับคนที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่า แต่เขาก็มีความสำคัญเท่ากัน
จงอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ใช้ทั้งหมดที่มี และนอนเท่าที่อยากจะนอน
เมื่อกล่าวคำว่า 'ฉันรักเธอ' จงหมายความตามนั้นจริง ๆ
เมื่อกล่าวคำว่า 'ขอโทษ' จงสบตาเขาด้วย
ก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน จงหมั้นเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน
จงเชื่อในรักแรกพบ
อย่าหัวเราะเยาะความฝันของผู้อื่น คนที่ไม่มีฝันก็เหมือนไม่มีอะไร
เมื่อรักจงรักให้ลึกซึ้ง และ ร้อนแรง อาจจะต้องเจ็บปวดแต่นั่นคือหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตถูกเติมเต็ม
ในเหตุการณ์ขัดแย้ง โต้อย่างยุติธรรม ไม่มีการตะโกนใส่กัน
อย่าตัดสินคนเพียงเพราะญาติๆ ของเขา
จงพูดให้ช้า แต่ต้องคิดให้เร็ว
ถ้าถูกถามด้วยคำถามที่ไม่อยากตอบ จงยิ้มแล้วถามกลับว่า จะรู้ไปทำไม
จงจำไว้ว่า สองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือความรัก และความสำเร็จ ล้วนต้องมีการเสี่ยง
พูดว่า ขอพระคุ้มครอง เมื่อได้ยินใครจาม
เมื่อพ่ายแพ้ จงอย่าสูญเสียบทเรียนไปด้วย
จงจำ 3 R :- นับถือผู้อื่น นับถือตนเอง รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ
จงอย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่
ทันทีที่รู้ตัวว่าทำผิด ลงมือแก้ไขทันที
จงยิ้มเวลารับโทรศัพท์ ผู้ฟังจะเห็นได้จากน้ำเสียงของเรา
จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง
ส่งต่อข้อความนี้ไป 4 คน ชีวิตของคุณจะดีขึ้น






5-9 คน ชีวิตคุณจะดีอย่างใจปรารถนา

9-14 คน คุณจะได้รับความประหลาดใจภายใน 3 สัปดาห์

15 คนขึ้นไปชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปทันทีและสิ่งที่คุณใฝ่ฝันจะก่อรูปก่อร่าง

สำหรับเลขบัตรประชาชน ระวังด้วยคร๊ะ อันตราย‏

Subject: เตือนภัย เกี่ยวกับเลขบัตรประชาชน





ถึงทุกๆท่าน

ดิฉันมีเรื่องอยากเตือนทุกท่านให้ระวังเอาไว้ ถึงการหลอกลวงรูปแบบใหม่

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 เวลาประมาณ 09.15 น. ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากหมายเลข +886226994823
เป็นระบบเสียงอัตโนมัติอ้างว่าโทร.."จากศาลจังหวัดกรุงเทพมหานคร แจ้งว่ามีหมายส่งถึงดิฉัน แต่ไม่สามารถส่งหมายได้ ให้ติดต่อไปยังศาลอาญา มิฉะนั้นศาลจะออกหมายจับไป กด 1 หากต้องการฟังซ้ำ กด 9 เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่"

ด้วยความที่ดิฉันเป็นทนายความ จึงสงสัยและจับพิรุธได้ดังนี้
1. เกิดมาไม่เคยกระทำความผิดใดๆ ตามกฏหมายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญา
2. เบอร์โทรศัพท์แปลก ๆ เหมือนโทร.มาจากต่างประเทศ
3. ในประเทศไทยไม่มีศาลจังหวัดกรุงเทพมหานคร
4. ศาลไม่มีบริการติดตามคู่ความ หรือตรวจสอบข้อมูลทางโทศัพท์ (ยกเว้นท่านจะโทร.ไปที่ศาลเพื่อขอข้อมูลเอง หรือตรวจสอบจากเว็บไซด์)

ดิฉันจึงตัดสินใจกด 9 เพราะอยากรู้มีเขามีลูกเล่นอย่างไร สักพักก็จะมีเสียงผู้หญิงรับสาย (มีเสียงผู้ชายดังเข้ามาเหมือนกำลังเจรจาเกี่ยวกับคดีความกับคนอื่นอยู่ ซึ่งทำให้เหมือนจริงว่า โทร. มาจากศาล) แจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ศาล อาสาจะตรวจสอบข้อมูลให้ ขอทราบชื่อ-นามสกุล ดิฉันก็แจ้งชื่อ-นามสกุลให้ทราบ จากนั้นผู้หญิงคนดังกล่าวก็จะขอหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ดิฉันไม่ให้ เขาก็บอกว่าการติดต่อราชการจะต้องใช้หมายเลขบัตรประชาชน ดิฉันจึงบอกไปว่าการตรวจสอบข้อมูลของศาลนั้นไม่ต้องใช้เลขบัตรประชาชนก็ได้ ตรวจจากชื่อนาม-นามสกุลก็ได้แล้ว ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ยังยืนยันว่าต้องใช้เลขบัตรประชาชน ดิฉันจึงแจ้งว่าจะไปติดต่อศาลเอง ขอทราบชื่อเจ้าหน้าศาลที่จะต้องติดต่อ ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ตอบมาด้วยเสียงดุๆ ว่าให้ไปติดต่อได้ที่ศาลอาญารัชดา แล้วก็รีบวางสาย ไม่ยอมแจ้งชื่อให้ทราบ

ดิฉันได้ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวพบว่า
- ไม่ใช่หมายเลขของศาลอาญารัชดาฯ
- เป็นรหัสทางไกล 886 ซึ่งโทร. มาจากไต้หวัน

ดังนั้นจึงขอเตือนทุกๆท่าน ได้โปรดระวังการหลอกลวงแบบใหม่นี้ไว้ด้วย เพราะหากท่านให้เลขบัตรประชาชน 13 หลักไป ไม่ทราบว่าเขาจะเอาไปทำอะไร เลขบัตรประชาชนของท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆของท่าน เช่น ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลบัตรเครดิต ฯลฯ ได้มากมาย !!!!!!!!

นอกจากนี้ขอให้เตือนเพื่อนๆ ญาติสนิท มิตรสหายของท่านให้ทราบด้วย

ขอบคุณค่ะ


ธิดาพร วณิชย์รุจี

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

The APPLE Tree...กฎของเมล็ดพันธุ์

The APPLE Tree...กฎของเมล็ดพันธุ์

Take a good look at an apple tree.
มองดูต้นแอ๊บเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี

There might be five hundred apples on the tree, each with ten seeds. That’s a lot of seeds!
มันอาจจะมีผลแอ๊บเปิ้ลอยู่ 500 ผล แต่ละผล มีเมล็ดพันธุ์อยู่ 10 เมล็ด มันจึงเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาย

We might ask, “Why would you need so many seeds to grow just a few more trees?”
เราอาจจะถามว่า “ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอ๊บเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้น

Nature has something to teach us here. It’s telling us: “Most seeds never grow.
ธรรมชาติมักจะบอกอะไรเราบางอย่าง.. มันกำลังบอกเราว่า “มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ไม่ได้เจริญงอกงาม”

So if you really want to make something happen, you had better try more than once.”
ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้นมากกว่าแค่ 1 ครั้ง

This might mean: นี่อาจจะหมายถึง
You’ll attend twenty interviews to get one job.
คุณอาจจะต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้งเพื่อจะให้ได้งานสักงานหนึ่ง

You’ll interview forty people to find one good employee.
คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คน 40 คนเพื่อที่จะได้ลูกจ้างดี ๆ สักคน

You’ll talk to fifty people to sell one house, car, vacuum cleanner, insurance policy, idea......
คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คนเพื่อจะได้ขายบ้านหนึ่งหลัง, รถยนต์, เครื่องดูดฝุ่น, กรมธรรม์ประกัน หรือไอเดีย

And you might meet a hundred acquaintances to find one special friend.
และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อยเป็นร้อยเพื่อที่จะเจอเพื่อนดี ๆ สักคน

When we understand the “Law of the Seed”, we don’t! get so disappointed.
เมื่อเราเข้าใจ "กฎของเมล็ดพันธุ์" เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง

We stop feeling like victims. Laws of nature are not things to take personally. We just need to understand them - and work with them.
เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ กฎของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรงๆ เราเพียงแค่ต้อง เข้าใจและลองค่อย ๆ ปฏิบัติดู

IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ
Successful people fail more often. They plant more seeds.
ผู้คนที่ประสบความสำเร็จก็ล้มเหลวได้บ่อย แต่พวกเค้าก็ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า (ถึงจะประสบความสำเร็จ)

When Things Are Beyond Your Control here’s a recipe for permanent misery….......
เวลาอะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด… สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ
a) Decide how you think the world SHOULD be.
1) ตัดสินว่า โลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
b) Make rules for how everyone SHOULD behave.
2) ตั้งกฎเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง

Then, when the world doesn’t obey your rules, get angry! That’s what miserable people do!
และ.. เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปตามกฎของคุณ… ก็โกรธซะ !! นั่นแหละ คือสิ่งที่คนไร้ความสุขเค้าทำกัน

Let’s say you expect that: เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า
Friends SHOULD return favours. เพื่อน ควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้าง
People SHOULD appreciate you. ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ
Planes SHOULD arrive on time. เครื่องบิน น่าจะลงตรงเวลา
Everyone SHOULD be honest. ทุก ๆ คนควรจะซื่อสัตย์
Your husband SHOULD remember your birthday. สามี (แฟน) ควรจะจำวันเกิดคุณได้

These expectations may sound reasonable.
ความคิดพวกนี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผล

But often, these things won’t happen! So you end up frustrated and disappointed.
แต่บ่อยครั้ง สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และ มันก็จบลงที่.. คุณรู้สึกรำคาญใจและผิดหวัง

There’s a better strategy. Have less demands. Instead, have preferences!
มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้ ลดความต้องการให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน

For things that are beyond your control, tell yourself:
สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกินคาด ก็บอกตัวเองว่า

”I WOULD PREFER AN “A”, BUT IF “B” HAPPENS, IT’S OK TOO!”
เราอยากจะให้เป็น เอ มากกว่า แต่ถ้าเป็น บี … ก็โอเค ได้เหมือนกัน

This is really a game that you play in your head. It is a shift in attitude, and it gives you more peace of mind ...
มันเป็นแค่เกมของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์ มันจะทำให้จิตใจคุณสุขสงบขึ้น

You prefer that people are polite ... but when they are rude,
it doesn’t ruin your day. You prefer sunshine ... but rain is ok!
คุณอยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา.. มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายวันของคุณ
คุณอาจจะอยากให้ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตก.. ก็โอเค

To become happier, we either need to ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้น เราก็เลือกที่
a) change the world, or เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ หรือ
b) change our thinking. It is easier to change our thinking! เปลี่ยนแปลงความ คิดเราเอง
เปลี่ยนความคิดของเราเอง ง่ายกว่านะ

IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ

It’s not what happens to you that determines your happiness.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ

It’s how you think about what happens to you.
แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Subject: Fwd: 10 ชื่อเล่นหญิงไทยที่ฝรั่งคนไหนก็ตะลึง!!

หมายเหตุ : เอนทรีนี้เขียนขึ้นมาขำๆ อย่าซีเรียสมาก
จะมีชาติไหนในโลกที่จำชื่อเล่นคนแทนชื่อและนามสกุลจริงของคนอื่น? แน่นอนว่า Thailand Only เพราะชื่อเล่นของคนไทยมันจำง่ายกว่า โดยเฉพาะชื่อเล่นของผู้หญิง แค่ชื่อเล่นพยางค์สองพยางค์ก็เก๋แล้ว เมมในมือถือก็ง่ายด้วย

แต่ จะมีใครรู้บ้างว่าชื่อเล่นที่ผู้หญิงใช้อยู่ในตอนนี้ ฝรั่งบางคนฟังแล้วก็รู้สึกเหวออยู่ไม่ใช่น้อย คิดในใจว่า โห...พ่อแม่ช่างตั้งชื่อได้เนอะ ซึ่งพวกเธอก็ช่างเป็นสาวมั่นนัก ยังคงใช้ชื่อเล่นของหล่อนโกอินเตอร์ต่อไปอย่างไม่แคร์สื่อเลยทีเดียว
ต่อไปนี้คือชื่อ 10 ชื่อ ที่อาจทำให้ฝรั่งหลายคนอึ้งทึ่งตะลึงงัน




พร (P๐rn)


เป็นทั้งชื่อเล่นและชื่อจริงของผู้หญิง ซึ่งมีความหมายที่รู้จักกันดีในกลุ่มผู้ชายคือ "หนังโป๊" ว่า ไปแล้วผมเคยมีอาจารย์สมัยมัธยมท่านหนึ่งชื่อ "อัมพร" (I'm P๐rn) มีสามีเป็นฝรั่ง ปัจจุบันได้ลาออกและย้ายไปอยู่ที่แคนาดาแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ยังรออยู่ว่าเมื่อไหร่ท่านจะออกผลงานให้ชมกันสักที



******************************

น้อย (Noise)

เรียก แค่น้อยเฉยๆ ยังพอเข้าใจ แต่มีผู้หญิงหลายคนชอบออกเสียงกระแดะให้มันอ่านว่า น้อยส์ พวกเธอจะรู้มั้ยนะว่ามันมีความหมายว่า "หนวกหู รบกวน น่ารำคาญ"
ฝรั่งที่จะเอาคุณเธอมาเป็นเมียคงต้องทำใจหน่อยนะ เพราะระยะยาวคุณอาจจะเสียสุขภาพจิตได้



******************************

พี (Pee)
ความหมายคือ "ฉี่" ถ้าฝรั่งถามชื่อแล้วเจ้าตัวตอบเป็นชื่อนี้ ฝรั่งอาจจะคิดว่าเธอปวดฉี่ก็ได้



******************************

ปู (Poo)


ชื่อนี้มีความหมายว่า "ขี้"
ผม มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อ ปู พอขึ้นมหา'ลัย เธอเพิ่มคำต่อท้ายเป็น "ปู๋ปู้" มีแฟนเป็นนักศึกษาชาวกรีก ทุกวันนี้ก็ยังคบกันอยู่ คาดว่าหมอนั่นคงจะติดใจรสชาติที่เธอป้อนให้ละมั้ง


******************************

ฟัก (F**k)
เอิ่ม...ไม่ต้องบอกความหมายทุกคนก็คงรู้จักกันดี
อย่า หาว่าผมเมคเรื่องขึ้นมาเลยนะ แต่ผมเคยเจอผู้หญิงที่ใช้ชื่อเล่นว่า ฟัก เดินอยู่ในกรุงเทพจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนใช้นามสกุลต่อหน้าหรือไม่ต้องต่อท้่ายว่า ฟัก อีกด้วย
ชื่อนี้ฝรั่งคงจะปวดไมเกรนทุกครั้งที่จำเป็นต้องเรียกขานแน่ๆ


******************************

ยู (You)
"Hello. What's your name?"
"ยู"
"Dante. and your name?"
"ยู"
"Dante."
"ยู"
"I said Dante."
"Hey, I had answer, my name's Dante. And what is your name?"
"ยู"
"...Forget it."
น่าสงสารนายดันเต้ ชาตินี้มันคงไม่รู้หรอกว่าสาวไทยคนนั้นชื่อ ยู


******************************

หมี (Me)
"Hello. What's your name"
"หมี"
"Yes."
"หมี"
"Yes, I mean you."
"หมี"
"Yeah, can you tell me your name?"
"หมี"
"Do you understand English?"
"หมี"
"...Forget it"
คราวหน้าน้องหมีคงต้องแนะนำตัวเองว่าชื่อโพล่าแบร์ละมั้ง ฝรั่งถึงจะเข้าใจ


******************************

พริกไทย (Pig Thai)
อยู่ เมืองไทยเป็นนักร้องชื่อดัง แต่ไปอยู่เมืองนอก ฝรั่งมองเป็นตัวขี้เกียจ ชีคมองเป็นของเสลง ซึ่งอิมพอร์ตมาจากเมืองไทยซะอย่างงั้น เอิ้ว
ป.ล. เจ้าของบล็อกมีซีดีเพลงของพริกไทยอยู่ที่บ้านด้วยนะเออ


******************************

ลูกชิด (Look Sh!t)
มี จริงๆ นะ ผู้หญิงที่ชื่อลูกชิด ตอนแรกที่ได้ยิน ผมเข้าใจว่าเธอชื่อลูกชิ้น ที่ไหนได้ เธอบอกว่าชื่อลูกชิด ที่ใส่อยู่ในเต้าทึงนี่แหละ
ขนาดผมยังรู้สึกแอบปวดตับนิดๆ ตอนที่ต้องเรียกชื่อเธอ แล้วถ้าเป็นฝรั่งจะขนาดไหนนะ


******************************

วาย (Why)
"Hello. What's your name?"
"วาย"
"I'd like to know your name."
"วาย"
"Because you're cute, I like you! Can you tell me your name now?"
"วาย"
"Hey, why didn't you tell me easily?"
"วาย"
"You're annoying me! That's not funny!"
"วาย"
"...Forget it."
ทำฝรั่งคิดว่าหล่อนกวนตีนซะงั้น วายเอ๊ย...




ใคร ที่มีชื่อดังที่เขียนไว้ตามที่ว่ามานี้ ลองไปคิดชื่อใหม่ให้ฝรั่งเรียกจะดีกว่านะครับ เห็นเป็นเรื่องขำๆ ก็เถอะ แต่ลองคิดดูสิว่า ถ้าเกิดเราต้องติดต่องานกับฝรั่ง แล้วเราต้องใช้ชื่อที่ติดสแลงฝรั่งแบบนั้น ก็คงไม่ดีแน่ๆ


ป. ล. ด้วยความปรารถนาดีจากเจ้าของบล็อก ใครที่ชื่อ "เปิ้น" เวลาไปอยู่เมืองจีน ควรเรียกเต็มๆ ว่า "แอปเปิ้ล" ดีกว่านะ เพราะ "เปิ้น" ภาษาจีนแปลว่า "โง่"

วันละร้อยห้าสิบวินาที เพื่อห่างไกลโรคปวดหลัง

วันละร้อยห้าสิบวินาที เพื่อห่างไกลโรคปวดหลัง


ผู้เขียนมีโรคประจำตัวคือ โรคปวดหลัง ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท และเป็นต่อเนื่องมานานร่วมยี่สิบปี, ผ่า ตัดมาแล้วสองครั้ง, นอนรอคิวผ่าตัดครั้งที่สามมาแล้วสามวันที่โรงพยาบาลเลิดสิน ก่อนคณะแพทย์มีความเห็นว่าไม่ควรผ่าตัดเพราะอาการไม่รุนแรงถึงขั้นดำรงชีวิต อย่างยากลำบาก ทนทุกข์ทรมานมานานหลายปีได้รับการรักษา และคำแนะนำจากแพทย์หลายท่านที่มากไปด้วยประสพการณ์ รวมทั้งที่ชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งอาการปวดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวได้ จนวันนี้มีอาการดีขึ้นจึงอยากสรุปความเห็นเผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้ร่วม ชะตากรรมคนอื่นๆ
อาการเริ่มต้นครั้งแรกเกิดจากก้มตัวลงยกของอย่างไม่ถูก ท่าทาง มีอาการแปล๊บขึ้นที่กระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว ขณะนั้นขยับขาทั้งสองข้างต่อไม่ได้ รอไม่ถึงห้านาทีเริ่มทุเลาจึงค่อยๆขึ้นรถขับไปหาหมอด้วยตนเอง แต่ยังคงเดินแบบลากขาอย่างช้าๆ หมอที่คลินิคให้ความเห็นว่ากล้ามเนื้อคงอักเสบ จึงฉีดยาแก้ปวดและอักเสบให้ กลับไปบ้านต้องหยุดงานเพราะเดินไม่สะดวกไปสามวัน
หลังจากนั้นอาการแปล๊บๆข้างต้นก็จะเกิดกับตนเองปีละสองสามครั้งอยู่หลายปี ทุกครั้งต้องหยุดพักผ่อนอย่างน้อยสามถึงสี่วันเพราะลุกเดินไม่ไหว จนไปพบแพทย์ออร์โธปีดิคเฉพาะทางซึ่งนับเป็นกระบี่มือหนึ่งของจังหวัด รักษากันอยู่นานเป็นปี โดยเริ่มจากยากิน ยาฉีด และเอ็กซเรย์แบบคอมพิวเตอร์ติดตามดูอาการ จนสุดท้ายหมอสั่งให้ไปทำเอ็กซเรย์ MRI ที่ รพ.บำรุงราษฎร์ กทม. ซึ่งขณะนั้นมีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย ภาพจากฟิล์มฟ้องว่าหมอนรองกระดูกสันหลังมันปลิ้นออกมาขวางและดันไขสันหลัง และเส้นประสาทจนเกิดอาการชาไปถึงหลังเท้า หมอตัดสินใจผ่าตัด เพื่อขูดเอาหมอนรองกระดูกที่แตกออก โดยเปิดแผลคืบนึงที่หน้าท้อง พร้อมทั้งตัดกระดูกเชิงกรานมาแว่นนึงขนาดเท่ากับหมอนรองกระดูกที่ขูดออก อัดเข้าไปรับช่องว่างข้อกระดูกสันหลังแทน ซึ่งแน่นอนมันจะส่งผลให้ข้อต่อส่วนนี้ไม่มีการยืดหยุ่นอีกต่อไป เวลาผ่านไประยะนึงมันก็จะเชื่อมข้อบนและข้อล่างให้ต่อเป็นชิ้นเดียวกัน งานนี้ต้องหยุดพักรักษาแผลไปร่วมเดือน
หลังผ่าตัดก็ยังคงพบแพทย์เพื่อติดตามอาการเป็นระยะๆ จากสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปี แต่อาการดูเหมือนมันยังไม่หายขาด แต่ก็ยังถือว่าดีกว่าเก่ามาก สุดท้ายหมอขอแก้ตัวอีกครั้งโดยการผ่าตัดจากด้านหลัง เปิดแผลช่วงกระดูกสันหลังที่มีปัญหา พร้อมยึดโยงข้อกระดูกสันหลังบน และล่างด้วยโลหะ เพื่อเสริมความแข็งแรงไม่ให้เกิดการเสียดสีหรือกดทับเส้นประสาทอีก งานนี้ต้องพักรักษาแผลไปเกือบสามอาทิตย์ แต่ก็พบว่าอาการที่ยังคงชาอยู่ที่หลังเท้าไม่ได้หายขาดไป เลยรู้สึกปลงๆและไม่สนใจอะไรมากมายอีก นานๆเป็นปีถึงจะเจ็บหนักๆสักครั้งนึง เลยถือโอกาสยอมรับว่ามันคงเป็นอย่างนี้แหละจนเวลาล่วงเลยไปไปอีกหลายปี
ประมาณปี 2544 ก็เริ่มเกิดอาการปวดระดับต้องนอนพัก ถี่ขึ้น ไปพบแพทย์ที่รพ.กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแพทย์ประจำรพ.เลิดสิน เชี่ยวชาญเรื่องกระดูก เอ็กซเรย์ไปหลายครั้งทั้งธรรมดา และแบบสแกนคอมพิวเตอร์ แต่ก็เห็นไม่ชัดเลยต้องลองทำ MRI อีกครั้ง ปรากฏว่าภาพเกิดแสงสะท้อนมากจนดูไม่รู้เรื่องเพราะมีโลหะอยู่ข้างใน สุดท้ายคุณหมอขอฉีดสีเข้าไขสันหลังเพื่อให้ภาพเอ็กซเรย์ธรรมดาชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ ครั้งนี้พบว่ามีหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทเพิ่มอีกสองตำแหน่ง คือ ข้อบน และข้อล่างของข้อที่เคยมีปัญหามาก่อน ซึ่งคุณหมอบอกว่าเกิดจากข้อที่เสียไปไม่ยืดหยุ่น จึงไปเพิ่มภาระให้กับข้อบนและล่างมากกว่าปกติ...เฮ้อ..เวรกรรม ไม่รู้เพราะตอนเด็กไปตีงูหลังหักไปหลายตัวจนตาย กรรมเลยตามสนองในชาตินี้เลยหรือปล่าว
สุดท้ายหมอนัดให้ไปนอนรอที่รพ.เลิดสินเพื่อผ่าตัด นอนรออยู่สามวันคณะแพทย์ของรพ.เลิดสิน มาแจ้งผลว่ายกเลิกนัดที่จะผ่าตัด เพราะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะผ่าตัดจุดเดิมซ้ำซากหลายๆครั้ง เลยจำใจอดทนรับการเจ็บปวดปีละหลายครั้งต่อไป จนกระทั่งปี 46 ต้องโยกย้ายไปช่วยงานที่เมืองจีนสามปี ระหว่างอยู่ที่นั่นก็นับว่าโชคดีที่เกิดการปวดรุนแรงไม่บ่อยมาก ส่วนใหญ่พอเริ่มมีอาการเพียงเล็กน้อยก็จะรีบกินยากันไว้ และระวังท่าทางการเคลื่อนไหวไม่ให้เสี่ยงเจ็บเป็นกรณีพิเศษ ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย ต้องแวะหาหมอเพื่อตรวจอาการ และขอยาไปสำรองไว้ครั้งละร่วมหมื่น มีอยู่หลายครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านได้รับคำแนะนำให้ไปหาหมอคนนั้น คนนี้ ซึ่งแต่ละท่านมีชื่อเสียงระดับประเทศ ก็ลองไปขอคำปรึกษามาแล้วทั้งนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าช่วงทำงานในจีนจะไม่เกิดปัญหาบาดเจ็บรุนแรงจนเสีย การเสียงาน
มีคุณหมอท่านหนึ่งของโรงพยาบาลจุฬาฯสรุปอย่างตรงประเด็นให้ฟังว่า โรคนี้น่ะมันรักษาไม่หายขาดหรอก หากเจ็บบ่อยหรือชาลงขามากก็ผ่าตัดสถานเดียว และถ้าเจ็บจุดอื่นต่อไปก็ต้องผ่าตัดไปเรื่อยๆ แต่มีทางช่วยป้องกันและลดโอกาสการเจ็บปวดได้โดย ต้องบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงเพื่อยึดโยงกระดูกสันหลังให้มั่นคง ซึ่งฟังดูแล้วก็เห็นคล้อยตามที่หมอบอกเลยว่าจริง แต่หมอสอนท่าบริหารกล้ามเนื้อหลังมาให้หลายท่า ซึ่งใช้เวลาต่อครั้งเกินชั่วโมงและไม่เหมาะกับคนขี้เกียจบริหารตัวเอง และคงไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบริหารอย่างไร เพราะผมเองทำอยู่ได้ไม่กี่วันก็ยอมแพ้ เอาเป็นว่าตอนนี้เริ่มเก็ทแล้วว่าหัวใจของปัญหาอยู่ที่กล้ามเนื้อหลัง
หลังจากย้ายกลับจากจีนเพราะสุขภาพโดยรวมไม่เอื้ออำนวยให้ลุยงานที่ต้องสมบุก สมบันที่นั่น เมื่อเกิดอาการปวดอีกก็เลยไปพบคุณหมอสมศักดิ์ที่มักจะหาอยู่เป็นประจำที่ รพ.กรุงเทพฯ คุณหมอเองก็พยายามจะบอกว่า ฟังประวัติการรักษาที่ผ่านมา ถ้าท่านเป็นผู้ผ่าตัดตั้งแต่ครั้งแรกๆ ท่านจะต้องบังคับให้ทำกายภาพบำบัดด้วยตนเองหลังแผลหายดีแล้ว ซึ่งหากทำมาตั้งแต่แรกก็คงจะช่วยทำให้ไม่ต้องมาพบหมออีกเหมือนในตอนนี้ เพราะกายภาพบำบัดโดยบริหารกล้ามเนื้อหลังจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ ซากอีกต่อไป เพียงแต่เราต้องไม่หลีกเลี่ยงบริหารเป็นประจำทุกวัน ซึ่งหลังจากคุณหมอได้อธิบายให้ฟังวิธีการบริหารแล้วรู้สึกได้เลยว่าหมูมาก และใช้เวลาน้อยมากๆต่อวัน จึงเริ่มทำต่อเนื่องมาได้สองสามเดือนแล้ว รู้สึกว่าแผ่นหลังแข็งแรงขึ้น พร้อมกับหน้าท้องก็เฟิร์มขึ้น ที่สำคัญอาการเจ็บแปล๊บๆที่เป็นบ่อยแต่ไม่รุนแรงหลายเดือนก่อนหน้าหายขาดไป เลย ทั้งที่ช่วงต้นปีเป็นต้นมาชักเริ่มมีปัญหาถี่มาก จนคุณหมอเองยังออกปากว่าถ้าลองบริหารแล้วไม่ดีขึ้นก็คงต้องผ่าตัดแน่นอน ด้วยก่อนหน้านี้อัดไปทั้งยาฉีด, ยารักษา, ยาบำรุงเต็มพิกัดแล้ว เมื่อผลออกมาว่าอาการปวดหายเหมือนปลิดทิ้งอย่างนี้ เลยต้องยกเครดิตให้การบริหารกล้ามเนื้อหลังเป็นพระเอกตัวจริง อยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่าทำยังไง
เอ้าฟังนะ.....ตื่นเช้าทุก วันให้บริหารกล้ามเนื้อหลังดังนี้

· นอนหงายยืดเท้าตรงแนบชิด กัน

· ยกปลายเท้าลอยสูงขึ้น ประมาณหนึ่งฟุต (ไม่ควรยกให้สูงกว่านี้)

· ฝืนค้างไว้พร้อมนับสิบ วินาที

· ครบแล้วลดปลายเท้าวางลงพัก ห้าวินาที...ดังนี้คือหนึ่งเซ็ท

· ทำติดต่อกันรวมสิบเซ็ท นั่นหมายถึงใช้เวลาไปรวมร้อยห้าสิบวินาทีต่อวันเท่านั้น

เห็น แล้วยังครับ ว่ามันง่ายมากจริงๆ

· แต่ละสัปดาห์ให้เพิ่ม น้ำหนักห้าร้อยกรัมถ่วงไว้ (อาจใช้ถุงทรายที่มีขายทั่วไป)

· น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะ ค่อยๆสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อหลังเพื่อแก้ปัญหาที่เหตุ

· น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะ สิ้นสุดที่เท่าใดเหรอครับ คุณหมอบอกว่าจนกว่ายกไม่ไหว...แต่ น้ำหนักขั้นต่ำที่แต่ ละคนต้องยกให้ได้มีวิธีคำนวณดังนี้ครับ


น้ำหนักขั้นต่ำที่ต้องยกได้ = น้ำหนักตัว – น้ำหนักท่อนขาสองข้าง / 10


โดยปรกติน้ำหนักท่อนขาสองข้างประมาณสิบกิโลกรัม ถ้าอ้วนหรือผอมกว่าปกติก็ปรับเพิ่มหรือลดเอาตามความเหมาะสม (อย่าบอกว่าขาสองข้างหนักห้าสิบโลนะ) หวังว่าวิทยาทานในการบริหารด้วยตนเองวันละร้อยห้าสิบวินาทีจะช่วยให้ผู้เป็น โรคปวดหลังคลายทุกข์ได้ในเร็ววันนี้นะครับ และขอให้ผลบุญที่ช่วยให้ผู้อื่นคลายทุกข์จงอย่าได้มีอาการปวดหลังมากล้ำกลาย ข้าพเจ้าอีกต่อไปเลย ส่งต่อมากๆก็ได้บุญอีกมากๆนะครับ

วิวัฒน์ อัครวิเนค 07-08-2550

ได้รับต่อมาจากเพื่อน เห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงส่งต่อ

【2010央视春晚 1080HD】23 - 试比天高(杂技)Taller than the Sky [acrobatics]

อาหารที่ไม่ควรทานร่วม กัน

Subject: อาหารที่ไม่ควรทานร่วม กัน

1. เหล้า ขาวกับลูกพลับ กินด้วยกันไม่ได้จะทำให้เป็นพิษ
2. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว กินด้วยกันไม่ได้จะเป็นโรคผิวหนัง
3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง กินด้วยกันไม่ได้จะทำให้หูหนวก
4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด กินรวมกันไม่ได้จะทำให้หน้าเป็นฝ้า
5. กล้วยกับเผือก กินด้วยกันไม่ได้จะทำให้ท้องอืด
6. ถั่วลิสงกับฟักทอง กินรวมกันไม่ได้จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ
7. มัน เทศกับลูกพลับ กินรวมกันแล้วจะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
8. มันฝรั่งกับลูกพลับ กินรวมกันแล้วจะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ
9. หัว ไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด กินรวมกันแล้วจะทำให้เกิดคอพอก
10. น้ำเต้าหู้ นมสด ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตัน
11. ผัก ป๋วยเล้ง ห้ามกินกับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง
12. กล้วย มะละกอ แตงโม ห้ามกินด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน
13. ส้ม กับมะนาว ห้ามกินด้วยกันจะทำให้กระเพาะทะลุ
14. เหล้าขาวกับเบียร์ ห้ามกินด้วยกันจะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก
15. ปลา ทุกชนิดห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง
16. ขิงดอง ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรคมะเร็ง
17. น้ำเต้าหู้ ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน
18. น้ำข้าวห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน
19. น้ำผึ้งห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสีย วิตามิน
20. เหล้า เบียร์ กับ ทุเรียน ห้ามกินด้วยกัน เพราะจะทำให้เลือดสูบฉีดแรง ความดันสูง อันตรายถึงชีวิต
21. บวบ ซือกวย ไชเท้า ห้ามกินวันเดียวกัน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

鑽石夜總會 變臉美女

鑽石夜總會-南台灣魔術娛樂總匯 魔術師ROCK 巴蜀三變。變臉變裝變雨傘

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กล่องกระดาษของพ่อ เล่าเรื่องโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

นิทานสอนใจ : กล่องกระดาษของพ่อ
















นิทานสอนใจ : กล่องกระดาษของพ่อ

มีพ่อลูกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ชายป่า พ่อมีอาชีพปลูกผักและเก็บไปขายในเมือง
ส่วนลูกชายอายุ 10 ขวบมีหน้าที่สำคัญคือไปโรงเรียนและตั้งใจศึกษา หาความรู้

ลูกชายของคนปลูกผักเป็นเด็กเรียนดีมีมารยาท เป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์
และผู้ใหญ่ที่พบเห็น แต่มาในระยะหลัง ผู้เป็นพ่อสังเกตเห็นว่า ลูกมักจะกลับมาบ้าน
ด้วยใบหน้ าที่่บึ้งตึง เหมือนมีเรื่องขุ่นมัวในใจ จึงเรียกเข้ามาคุยด้วยในเย็นวันหนึ่ง

" ลูกรัก ระยะหลั งมานี้พ่อรู้สึกว่าลูกไม่ค่อยมีความสุขนัก หน้าตาของลูกบึ้งตึงไม่ชวนมอง
โดยเฉพาะเวลาที่กลับจากโรงเรียน มีอะไรเกิดขึ้นกับลูก บอกความจริงกับพ่อมาเถิด"

ลูกชายไม่่คิดปิดบังพ่อของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาเห็นว่า
พ่อเหนื่อยเพราะทำงานหนัก จึงไม่อยากรบกวนให้ต้องมากังวลด้วยเรื่องของตนอีก
แต่เมื่อพ่อเอ่ยปากถามมาเช่นนี้ เขาก็จำเป็นต้องพูดความจริงออกไป

" ที่ห้องของผมมีนักเรียนย้ายมาใหม่ครับ เขาเป็นลูกคนมีเงิน แต่ชอบดูถูกคน
และมักรังแกเพื่อนที่อ่อนแอกว่าเสมอ เมื่อเขาเห็นว่าผมสอบได้คะแนนดี
และได้รับคำชมจากครูบ่อย ๆ เขาก็มักพูดจาถากถาง และคอยกลั่นแกล้งผมอยู่ตลอดเวลา"
ลูกชายระบายให้พ่อของเขาฟังอย่างคับแค้นใจ

" แล้วลูกทำอย่างไรเมือโดนเขาแกล้ง" ผู้เป็นพ่อถามต่อ

" ผมพยายามไม่สนใจ แต่เขาก็ไม่ยอมลดละ ผมคิดว่า
ผมคงทนเขาไปได้อีกไม่นานหรอกครับพ่อ สักวันผมจะต่อยเขา
เอาให้เลือดของเขาไหลออกมาล้างปากเสีย ๆ ของเขาบ้าง"

พูดจบ ผู้เป็นลูกก็ตกใจวูบขึ้นมาทันที เพราะนึกได้ว่าตนเองเผลอ
ใช้คำพูดที่รุนแรงออกไป เขาเหลือบมองหน้าพ่อ คิดว่าพ่อจะต้องโกรธมากแน่ ๆ
เพราะพ่อสอนเขาให้เป็นผู้ชายที่สุภาพบุรุษ ไม่ทำตัวเกกมะเหรกเกเร
หาเรื่องชกต่อยกับใคร ทว่า พ่อของเขากลับไม่ได้พูดหรือแสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา !
ลูกชายชั่งใจดูท่าทีของพ่ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า

" ผมรู้ว่าพ่อไม่ชอบให้ผมก้าวร้าว แต่ผมทนไม่ไหวแล้วครับ
ผมอยากให้ไอ้คนที่ทำกับผมรู้จักความเจ็บปวดและอับอายบ้าง
มันจะได้รู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไรเวลาที่ถูกกลั่นแกล้ง"

ผู้เป็นพ่อมองหน้าลูกชายแล้วยิ้มน้อย ๆ เขาบอกแก่ลูกด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลยว! ่า

" อีกสามวันจะเป็นวันเกิด ครบสิบเอ็ดขวบของลูก ตัวพ่อเองก็ยากจน
ไม่เคยให้ของขวัญอะไรลูกเลย แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่พ่อจะให้ของขวัญแก่ลูก"

ลูกชายรู้สึกงุนงงที่จู่ ๆ พ่อก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตามเขารู้สึกดีใจมาก
และเฝ้านับวันรอให้วันเกิดในอีกสามวันมาถึงเร็ว ๆ ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของลูกชาย
คนปลูกผักก็นำของขวัญมามอบให้แก่ลูกชายของเขาตามสัญญา
เป็นกล่องกระดาษสีขาว และ สีดำ ขนาดใหญ่ อย่างละ 1 กล่อง

" พ่อครับ ทำไมต้องให้ของขวัญแก่ผมตั้งสองชิ้นล่ะครับ
ถึงผมจะอยากได้ของขวัญจากพ่อ แต่แค่ชิ้นเดียวก็น่าจะพอแล้ว"
ลูกชายกล่าวด้วยค! วามเกรงใจ ด้วยรู้ว่าพ่อขายผักแต่ละครั้งได้เงินไม่มากนัก

" ลูกรัก พ่อตั้งใจมอบของขวัญให้ลูกเช่นนี้เอง เพราะมันจำเป็นแก่ตัวลูกทั้งสองกล่อง จงรับไปจาก พ่อเถิด"

ลูกชายก้มลงกราบเท้าพ่อและกล่าวคำขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ
จากนั้นเขาจึงลงมือแกะเชือกที่ผูกกล่องกระดาษสีขาวออก
แต่ก็พบว่า ในกล่องสีขาวนั้น ไม่มีอะไรอยู่เลย
เขาหันไปมองหน้าพ่อเป็นเชิงคำถาม
" เปิดกล่องสีดำด้วยสิลูกรัก" พ่อของเขากล่าวแทนคำตอบ

ลูกชายรีบแกะเชือกที่ผูกกล่องสีดำออก
แต่ในกล่องสีดำก็ไม่มีอะไรเลยเช่นเดียวกับกล่องสีขาว
นอกจากรูขนาดใหญ่ที่ถูกเจาะเอาไว้ตรงก้นกล่องเท่านั้น

" พ่อครับ ไม่! มีอะไรอยู่เลยนี่ครับ" ลูกชายบอกกับพ่อของเขา
"พ่อลืมใส่ของลงไปหรือเปล่าครับ หรือเพราะว่ากล่องกระดาษสีดำก้นรั่ว
ของที่พ่อใส่ไว้ก็เลยหล่นหายไปโดยที่พ่อไม่รู้ครับ" ผู้เป็นพ่อยิ้มอย่างใจดี
ก่อนจะเดินไปนั่งข้าง ๆ ลูกชายพร้อมกับบอกว่า

" พ่อคงให้ของขวัญแก่ลูกได้แค่กล่องกระดาษสองใบนี้ แต่ของที่อยู่ข้างใน !
ลูกจะต้องเป็นผู้ใส่มันลงไปเอง กล่องกระดาษสีขาวเป็นกล่องแห่งความสุข
ต่อไปนี้ เมื่อไรก็ตามที่ลูกได้พบกับสิ่งดี ๆ หรือเรื่องที่ทำให้ลูกมีความสุข
ขอให้ลูกเขียนมันลงไปในเศษกระดาษและนำมาใส่ไว้ในกล่องสีขาว
ส่วนกล่องสีดำคือกล่องแห่งความทุกข์ ไม่ว่าอะไรที่ทำให้จิตใจของลูกเป็นทุกข์ มัวหมอง
ให้ลูกเขียนและนำมาใส่ไว้ในกล่องสีดำ แล้ววันหนึ่ง เราจะมาเปิดกล่องท ั้งสองใบนี้ดูด้วยกัน"

แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจะต้องให้ทำเช่นนี้ แต่ลูกชายก็ยอมทำตามคำขอของพ่อแต่โดยดี
ทุก ๆ วันเขาจะนำเศษกระดาษมากมายที่เขียนเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตหย่อนลงไปในกล่องสีขาว
และเอาเศษกระดาษอีกมากมายที่เขียนเรื่องราวไม่ดีหย่อนลงไปกล่องสีดำ
โดยผู้เป็นพ่อคอยเฝ้ามองการกระทำนี้อยู่เงียบ ๆ

สามเดือนผ่านไป เย็นวันหนึ่งลูกชายกลับมาจากโรงเรียนด้วยอารมณ์
ที่พลุ่งพล่านยิ่งกว่าวันไหน ๆ เขาโยนกระเป๋านักเรียนลงบนเก้าอี้ด้วยความกราดเกรี้ยว
และทำท่าจะผลุนผลันออกจากบ้านไปอีกครั้ง แต่คนปลูกผักสังเกตเห็นก่อน
เขาปราดเข้าไปยุดตัวลูกช ายไว้และสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น

" ผมทนไม่ไหวแล้วครับพ่อ ไอ้คนเลวคนนั้นมันดูถูกพวกเรา
มันว่าพ่อเป็นแค่คนปลูกผักยากจน มันว่าเราสองคนเป็นคนชั้นต่ำไม่มีเกียรติ
แล้วมันยังขโมยหนังสือเรียนของผมไปทิ้งในถังขยะด้วย ผมจะไปจัดการมัน
จะทำให้มันเจ็บและจำไปจนตายเลยที่มันบังอาจมาดูถูกพ่อ"

คนปลูกผักไม่ได้โกรธตามลูกชาย เขาเพียงแต่ถามลูกว่า
"วันนี้ลูกเขียนเรื่องสุข และทุกข์ใส่ในกล่องสีขาวและกล่องสีดำหรือยัง"

ลูกชายประกาศเสียงกร้าวทันทีว่า " ผมจะไปจัดการไอ้คนนั้นก่อน
ให้มันรู้ว่าเราจะไม่ยอมให้มันมาดูถูกเราได้อีก"

" ลูกต้องไปเขียนก่อน" พ่อบอกเสียงเรียบ "
เพราะวันนี้เราจะเปิดกล่องนั้นออกดูด้วยกัน"

ลูกชายมองหน้าพ่ออย่างฉงน ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจะต้องให้เปิดกล่องพวกนั้นในเวลานี้ด้วย
แต่เขาไม่ใช่เด็กดื้อ จึงยอมข่มอารมณ์โกรธลงชั่วคราวแล้วทำตามที่พ่อบอก

หลังจากหย่อนกระดาษความสุขความทุกข์ลงในกล่องกระดาษสีขาวสีดำเรียบร้อยแล้ว
ผู้เป็นพ่อจึงบอกให้ลูกชายยกกล่องกระดาษสีขาวมาวางไว้บนโต๊ะหน้าบ้าน

" โอ้โห แค่สาม! เดือนที่ผมใส่เศษกระดาษลงไป ผมไม่คิดเลยว่าจะทำให้กล่องสีขาวหนักได้ขนาดนี้"
ลูกชายอุทานอย่างคาดไม่ถึง ผู้เป็นพ่อยิ้ม และบอกว่า " ทีนี้ลูกไปยกกล่องสีดำมาวางตรงนี้ด้วยสิ"









" กล่องสีดำน่าจะหนักกว่านี้อีกนะครับ เพราะว่าผมใส่เรื่องไม่ดีของคนที่ชอบแกล้งผมเอาไว้มากทีเดียว"

แต่ทันทีที่ลูกชายยกกล่องกระดาษสีดำขึ้นจากที่ตั้งเดิมของมัน

เศษกระดาษมากมายที่เคยอัดแน่นอยู่ภายในก็ร่วงพรูออกมาจากก้นกล่อง

บัดนี้ กล่องกระดาษสีดำก็เบาหวิวไร้น้ำหนัก เพราะไม่มีอะไรคงเหลืออยู่ในนั้นแล้ว

ลูกชายหันไปม! องหน้าพ่อ " ผมลืมไปเสียสนิทเลยครับว่ากล่องใบนี้มีรูอยู่ด้วย

เดี๋ยวผมจะเก็บเศษกระดาษพวกนี้ไปใส่กล่องใบใหม่นะครับ"

แต่ผู้เป็นพ่อบอกว่า "เก็บไปทำไมล่ะลูก เมื่อมันร่วงออกมาจากกล่องแล้วมันก็คือขยะ

ใส่กลับเข้าไปไม่ได้อีก ลูกไปเอาไม้กวาดมากวาดมันทิ้งไปให้หมดเถิด

ต่อไปกล่องแห่งความทุกข์ของลูกจะได้ว่างเปล่า ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจเหลืออยู่อีก

ในขณะที่กล่องแห่งความสุขของลูกจะเต็มไปด้วยความสุขตลอดเวลา"

" อันที่จริง เมื่อลูกบอกพ่อว่า ลูกทนคนที่กลั่นแกล้งทำร้ายลูกไม่ไหวนั้น

พ่อก็ไม่เห็นว่าทำไมลูกจะต้องทนเขาด้วย เพราะเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องทนเลย

เพียงแค่ลูกไม่เก็บเอาสิ่งแย่ ๆ ที่เขาทำกับลูกมาขังไว้กับตัวเอง

ไม่ต้องไปทำความรู้จักมัน ความทุกข์นั้นก็ระรานหัวใจของลูกไม่ได้

ดูในกล่องสีขาวสิลูก ความสุขความภูมิใจของลูกตั้งมากมายก็อัดแน่นอยู่ในนั้น

ทำไมลูกถึงมองข้ามไป ละทิ้งความทุกข์ซึ่งไร้ประโยชน์กับชีวิตของลูก

แล้วอยู่กับสิ่งที่ทำให้ลูกเป็นสุขไม่ดีกว่าหรือ"

ลูกชายมองหน้าพ่ออย่างอัศจรรย์ใจ เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของ
กล่องกระดาษสองใบนั้นอย่างแจ่มชัดในวันนี้เอง

! ความโกรธขึ้งที่มีต่อเพื่อนคนนั้นค่อย ๆ จางหาย

หัวใจผ่อนค! ลายไม่บีบรัดเหมือนเมื่อครู่ ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะ
กล่องแห่งความทุกข์ของเขาว่างเปล่าแล้วนั่นเอง

บทสรุปของผู้แต่ง

ช่างน่าฉงนจริง ๆ ที่คนเรามักจะจดจำเรื่องราวที่ทำให้ตนเองเจ็บปว! ดได้แม่นยำ
และยาวนานกว่าความสุขอีกตั้งมากมายที่เราเคยรู้จัก

สิ่งที่คนปลูกผักมอบให้เป็นของขวัญแก่ลูกชายไม่ใช่แค่กล่องกระดาษสีขาวหรือสีดำ

แต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข ด้วยการละทิ้งความทุกข์
แล้วทำความรู้จักกับความสุขที่มีให้มากกว่าเดิม เพียงการให้ที่แสนจะธรรมดาครั้งเดียวนี้
ก็ทำให้ลูกของเขารู้จักความสุขไปจนตลอดชีวิต
เราอาจจะเลี่ยงคนสกปรกที่ชอบโยนขยะและความโสโครกใส่หน้าบ้านเราไม่ได้

แต่เราก็เลือกที่จะไม่ก้มลงเก็บมันเข้ามาไว้ในบ้านและกวาดมันทิ้งไปอย่างไม่แยแสได้

แน่นอนว่าการรับมือกับคนพวกนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่ถ้าเราทำได้

ต่อไปความสกปรกก็จะหายไปจากหน้าบ้านของเราเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย

ขอบคุณนิทานดี ๆ จากหนังสือด้วยรักบันดาล นิทานสีขาว

เล่าเรื่องโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

日本仔好攪嘢

รักษาโรคไตฟรี ส่งต่อให้มากเป็นบุญ

Subject: Fw: รักษาโรคไตฟรี ส่งต่อให้มากเป็นบุญ


ขั้อมูลเพิ่มเติมที่มีประโยชน์


การล้างไตทางหน้าท้อง (peritoneal dialysis) เบิกได้ด้วยบัตรทอง ไม่ต้องเข้าคิวบัตรประกันสุขภาพ เบิกได้ ไม่มีปัญหา จะเป็นไตวายเรื้อรังหรือไม่เรื้อรัง ก็เบิกได้และต่อชีวิตได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการฟอกเลือดด้วยไตเทียมจ้ะพ่อแม่พี่แนน ก็เคยทำ ที่ รามา เมื่อ23 ปีที่แล้ว ต่อชีวิตได้ดีทีเดียว แต่ค่าใช้จ่ายไม่โหดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เจ้านาย มอบหมายให้เป็นคนส่ง ยาสำหรับการล้างไต ไปยังศูนย์ล้างไตได้พบเห็น คนไข้ไตวายจำนวนมาก ต้องเดินทางมาเปิดเส้นเลือด เพื่อต่อเข้าเครื่องล้างไต(เทียม)เห็นการเปิดเส้นเลือดแล้ว ก็ตกใจจนเป็นลม เพราะกว่าจะเปิดเส้นเรียบร้อยคนไข้ก็ถูกเจาะจนเลือดสาด เจาะแล้วเจาะอีก จนกว่าจะได้จุดที่มั่นคง แล้วปิดจุกไว้ใช้ชั่วระยะหนึ่งเมื่อ25 ปีที่แล้ว มีโอกาสไปเยี่ยม รพ. ล้างไต ด้วยเครื่องล้างไตเทียม ที่ ฮิโรชิม่า ญี่ปุ่น ก็ตื่นเต้นมากเพราะสะดวกสะบายไปหมด คนไข้แค่เดินทางไป รพ. และ นั่งให้ เจ้าหน้าที่ต่อเส้นเข้าเครื่อง

ดูไป ก็เหมือนกำลังพักผ่อน นอนฟังเพลง บนเก้าอี้ที่เอนได้ แสนจะสบาย

สำหรับคนที่จำต้องประหยัด การต่อชีวิต ด้วยการ ฟอกเลือดด้วยวิธีทางหน้าท้อง
ก็ถือว่า เป็นสิ่งที่รัฐฯ ได้มอบให้ ใน พ.ศ. นี้ จ้ะ




> โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ
> ( สปสช.)
> เปิดให้บริการ
> " การรักษาผู้ป่วย ไตวายเรื้อรัง โดยการล้างไตทางช่องท้อง "
>
> โดยไม่คิดมูลค่า
> สนใจติดต่อ...ขอรับ แบบฟอร์มใบสมัครได้ที่
> งานการพยาบาลผู้ ป่วยโรคไต และไตเทียม ชั้น 1 อาคารกิตติวัฒนา
> โทรศัพท์ 0-2926-9058-9 หรือ ดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี้
> http://www.hospital.tu.ac.th/
> แบบฟอร์มใบสมัคร
> ใบรับรองแพทย์
> ใบแสดงความยินยอม
> แบบประเมินผู้ป่วยก่อนการักษาด้วยวิธีการล้างไตทาง ช่องท้อง


รักษาโรคไตฟรี ส่งต่อให้มากเป็นบุญ

แพทย์จีนพบหนทางสู้โรคมะเร็ง

แพทย์จีนพบหนทางสู้โรคมะเร็ง




แพทย์จีนพบหนทางสู้โรคมะเร็ง ชี้ใช้‘ไอเย็น-ร้อน’รักษาหายขาด



วงการแพทย์ทั่วโลกสุดตะลึง! เมื่อแพทย์จีนค้นพบหนทางใหม่รักษาโรคมะเร็ง ด้วยการฉีดไอเย็นสลับร้อนลงบนก้อนเนื้องอก จนฝ่อและตายไปในที่สุด เผยนายแพทย์ใหญ่เจ้าของไอเดียสู้มะเร็ง ทางเดินเข้าไทยเยี่ยม 50 ผู้ป่วยที่หายขาดจากโรคร้าย

คณะแพทย์, ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลฟูด้า (FUDA) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญในการรักษาโรคมะเร็งที่มีชื่อเสียงของจีนและของโลก จากมณฑลกวางเจา สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางมาเยี่ยมชมความสำเร็จของการรักษาโรคร้ายดังกล่าวถึงเมืองไทย หลังจากพบผู้ป่วยชาวไทยกว่า 50 คน เดินทางไปเข้ารับการรักษาถึงแดนมังกร ต่อมมาพบว่าเซลส์มะเร็งได้ฝ่อและสลายไปหมดแล้ว

ศ.นพ.ฉู เคเฉียง (Xu Kecheng) ผู้บริหารระดับสูง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งมากกว่า 46 ปีของโรงพยาบาลฟูด้า กล่าวถึงการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์ที่ล้ำสมัย อันเป็นแนวทางเฉพาะของโรงพยาบาลแห่งนี้ ว่า เป็นการผสมผสานในการรักษาด้วยการใช้ทฤษฎีใหม่ คือ ใช้ “ไอเย็นสลับร้อน” ด้วยการฉีด (Probe) “ก๊าซซีเรียม” เข้าไปยังก้อนเนื้อที่มีเซลส์มะเร็งเพื่อให้ความเย็นจัดเข้าไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลส์มะเร็ง จากนั้นก็ฉีด “ก๊าซอาร์กอน” ที่ให้ความร้อนสูงไปสลายก้อนเนื้อเซลส์มะเร็ง ทำสลับกันอย่างนี้ 2 ครั้ง โดยในเวลาประมาณ 20 นาที จะทำให้เซลส์มะเร็งฝ่อและสลายไปในที่สุด

"การรักษาโรคมะเร็งตามทฤษฎีนี้ ได้รับการยอมรับในวงกว้างไม่เฉพาะแต่ในเมืองจีนหรือในเอเชีย หากแต่คนในทวีปยุโรปและอเมริกาต่างก็ให้ความสนใจและติดต่อขอเข้ารับการรักษาโรคมะเร็จจากคณะแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากเราเป็นจำนวนมาก สำหรับเมืองไทย 7 ปีก่อนหน้านี้ เคยมีเศรษฐีไทยวัย 80 ปี เป็นคนแรกที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งลำไส้กับโรงพยาบาลฟูด้า หลัง จากแพทย์ไทยระบุว่าไม่อาจรักษาให้ได้แล้ว นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เศรษฐีไทยคนนั้น ยังคงใช้ชีวิตปกติสุข จากนั้น คนไทยอีกหลายสิบคนก็เดินทางไปขอรับการรักษาจากเราเรื่อยมา" ศ.นพ.ฉู เคเฉียง ระบุ

ลงบันไดขั้นเทพ‏

Important.. ค่าโทรมือถือเท่ากันทั่วประเทศ เริ่มเดือน ก.ย. [ไม่ต้องเหนื่อยเลือกโปรโมชั่น..ซะที!!]‏

ค่าโทรมือถือเท่ากันทั่วประเทศ
กทช. กำหนดให้คิดค่าบริการการใช้โทรศัพท์มือถือทั้งในเครือข่ายและนอกเครือข่ายใน ราคาเท่ากันทั่วประเทศ เริ่มวันที่ 1 ก.ย.นี้ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ที่นาทีละ 1 บาท ส่วนโปรโมชั่นค่าโทรเดิมของผู้ให้บริการแต่ละรายจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ส.ค.นี้
ส่วนการประกาศคงสิทธิ์หมายเลข ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเปลี่ยนค่ายผู้ให้บริการโดยใช้หมายเลขเดิมได้นั้น จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ก.ย.เช่นเดียวกัน

ระวังรถ โดนขโมยSensorไมค์ ทำให้เกียร์พัง ซ่อมเฉียด 100,000 บาท‏

Subject: Fw: ระวังรถ โดนขโมยSensorไมค์ ทำให้เกียร์พัง ซ่อมเฉียด 100,000 บาท



ฝากเตือนภัยผู้ใช้รถยนต์ Vigo หรือ D-Max หรือใครมีญาติพี่น้องใช้อยู่จงระวัง
ขณะนี้ พวก มิจฉาชีพ มันมาแนวใหม่ จากสมัยก่อนขโมยยางอะไหล่ หรือไม่ก็แกะโลโก้ ยี่ห้อ หรือรุ่นรถ ตอนนี้แถว สุ พรรณฯและจังหวัดใกล้เคียงกำลังระบาดหนักคือขโมยถอด อุปกรณ์เซนเซอร์ไมล์(เดิมเรียกสายไมล์วัดความเร็วรถยนต์) ผมพึ่งโดนไปเมื่อ 5 มีนา 53 ( สะเดาะเคราะห์วันเกิด) ผมไปทำธุระแถวโลตัส สุ พรรณฯก็จอดรถไว้ในที่ฝากรถ(หลังร้านปะยางข้างโลตัส) ตั้งแต่บ่าย จนถึง 5 ทุ่ม ก็ขับรถจะกลับบ้าน สังเกตเห็นว่าเข็มไมล์ ไม่ขึ้น ก็คิดว่าฟิวส์คงขาด เพราะเครื่องยนต์ก็ยังทำงานปกติ ขณะนั้นเห็นว่าดึกแล้วก็เลยขับรถกลับบ้านที่ อยุธยา พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบเอารถเข้าศูนย์ช่างก็ตรวจสอบจึงรู้ว่าอุปกรณ์เซนเซอร์ไมล์ถูกขโมยถอดและตัดสายไฟเอาไป ไอ้ตัวที่มันถอดออกไป ราคา ตัวเซนเซอร์ไมล์ 2800+ สายไฟ 6800+ ค่าแ รง ก็ไม่เท่าไหร่ แค่หมื่น ต้น ๆ แต่ที่หนักกว่านั้นคือ เกียร์พังครับเพราะตัวเซนเซอร์ไมล์ที่ว่ามันอยู่ติดกับกระปุกเกียร์ ใต้ ท้องรถ เมื่อถูกถอดออกไป ทำให้น้ำมันเกียร์ไหลพุ่งออกหมด น้ำมันเกียร์แห้ง ผมต้องซ่อมเกียร์ไปครึ่งลูก เบ็ดเสร็จ แล้ว 8 หมืน 7 ก็ยังดีมีประกันชั้นหนึ่ง(อัน สุ ดห่วยไม่ยากบอกว่าบริษัทอะไรขึ้นต้นด้วย ตัว L ... ลงท้ายด้วยตัว G) ขอย้ำ! ประกันชั้นหนึ่ง ผมยังต้องออกเอง เกือบ 3 หมื่น มันบ่ายเบี่ยงหาว่าผมดันทุรังขับมาได้ไง โธ่ ก็กรู ไม่รู้นี่หว่ามันมีขโมยแบบนี้ด้วย ถ้ากรู รู้กรูจะยอมให้รถพังหรืออีกอย่างเหตุมันก็เกิดกลางดึกต่างบ้านต่างเมืองจะให้กรูทำไง ... เคราะห์ซ้ำด้ามพลอยเหตุเกิดคืนวันที่ 5 เช้าวันที่ 6 เอารถเข้าศูนย์แล้วโทรหาประกัน มันมาถึงรถ บ่ายวันที่ 9 ( บริการทุกระดับประทับใจจริงจิ้ง)ช่างก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะต้องรอประกันอนุมัติก่อน เท่านั้นย ังไม่พอ เคราะห์ซ้ำด้ามเพชร บ.ตรีเพชรหยุดงานเพราะไอ้พวกเสื้อแดงไปเพ่นผ่านหน้าโรงงาน เลยสั่งอะไหล่ไม่ได้ สรุปแล้ว เสียเวลาไป 17 วัน

ผมมาทราบทีหลังคืนเดียวกันนั้นเพื่อนผมอีกคนก็โดนเหมือนกัน เขาจอดรถในลานจอดรถของโลตัส สุ 1000 แท้ๆ ห่างจากรถผม 200 เมตร เขาใช้ Vego เขาพอรู้มาบ้างแล้วว่ามีขโมยแบบนี้ก็ระวังเหมือนกันก็ยังโดน เขาก็ค่อย ๆ ขับช้า ๆ กลับบ้านที่บางปลาม้า ซึ้งอยู่ไม่ไกลรถเลยไม่เป็นไรมาก เขาก็ไปซื้ออะไหล่เชียงกงมาใส่เอง (ไม่รู้ซื้อของตัวเองหรือเปล่า)หมดไป 8 พัน กว่า ก็ไม่รู้ไอ้ที่มันขโมยไปจะขายได้กี่ร้อย แต่กรูต้องซ่อมหมดเป็นหมื่น หรือว่ามีใบสั่ง!!
ผมไปแจ้งความกับตำรวจ(ก็ได้แต่บันทึกประจำวัน) ตำรวจได้แต่บอก ฮะฮะ ไอ้น้องเอยสบายใจได้เองมีพวกเยอะแยะ วันก่อนที่โรง ' บาล สุ 1000 ก็โดนไป 5-6 คัน ผมจึงตรัสรู้ว่าไม่ได้มีแต่กรูคนเดียวเท่านั้น เลยลืมถ ามตำรวจว่าแล้วพี่ไม่มีมาตรการป้องกันเตือนภัยอะไรเลยหรือนอกจากตั้งด่านตั้งโตะ ใต้ สะพานทุกวัน
ขอฝากบอกเตือนภัยให้รู้ทั่วกัน ไม่รู้ว่ายี่ห้ออื่นๆโดนด้วยหรือเปล่า
ข้อสังเกต/วิธีปฏิบัติเมื่อโดน
- หากรถวิ่งแล้วเข็มไมล์ไม่ขึ้น ท่านอาจโดนเข้าแล้ว ให้จอดรถลงมาดู ใต้ ท้องรถ ตรงปลาย สุ ดของกระปุกเกียร์( D-Max อยู่ด้านคนขับ Vigo อยู่อีกฟากหนึ่ง) ตัวไม่ใหญ่ไม่ยาว เท่าไอ้นั่น..คือหมายถึงประมาณหัวแม่เท้าผู้ใหญ่(กำนันไม่เกี่ยว) ถ้ายังอยู่แสดงว่าเป็นที่สาเหตุอื่น แต่ถ้าไม่อยู่เห็นแต่รูโบ๋ๆเหมือนไอ้นั่น แล้วมีน้ำเยิ้มออกมา หมายถึงนำมันเกียร์นะครับ แสดงว่างานเข้าแล้วให้หาที่จอดรถที่ปลอดภัย โทรหาใครที่เชื่อถือได้ มาลากจูงรถเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อมซะราคาไม่ถึง 2 หมื่น อย่า ดันทุรัง ขับเหมือนผม ปาเข้าไปเกือบแสน หรือถ้าจำเป็นต้องขับก็อย่าขับเร็ว หรือไกลมาก
แนวทางป้องกัน
- ไม่จอดรถในที่เปลี่ยวไกลหูไกลตา(ควรให้ตามานั่งเฝ้า)โดยเฉพาะแถว สุ 1000 ส่งสัยไอ้ตัวใหญ่มันอยู่ สุ 1000
- ควรจอดรคร่อมที่ชื้นแฉะ หรือ กองอุจาระ สุ นัข ( พอมันมุด ใต้ ท้องรถไปก็จะได้เปื้อนขี้หมาโดนบ่อยๆมันก็เข็ดไปเอง)
- แอบอยู่ในรถพอมันมุดไปถอดก็ออกรถให้เหยียบหัว(แม่เท้า)แม่มเลยอย่าไปเหยียบหัวอื่นเดียวเราติดคุก
- หาน็อตอื่นมาเปลี่ยน(มันมีน็อตแค่ตัวเดียว) เช่นน็อต หกเหลี่ยมแล้วหาซีเมนต์อุดหัวน็อตซะ หรือเจียร์ตะไบหัวน็อตให้กลมมนถอดลำบากหน่อยซึ่งจริงๆแล้วตลอดอายุรถก็คงไม่ได้ถอดอยู่แล้ว
- ให้ช่างหรือทำเองหาเหล็กฉากเหล็กแบนเจาะรูแล้วหาที่ยึดกะแท่นเกียร์ให้มันบังหัวน็อตซะอย่างน้อยให้ขโมยมันรู้ซึ้งถึงความลำบากซ ะบ้าง

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีเช็คว่าร่างกายมีพยาธิหรือไม่

วิธีเช็คว่าร่างกายมีพยาธิหรือไม่

วิธีเช็ค (ด้วยตนเอง) ว่าร่างกายมีพยาธิที่คอยบันทอนสุขภาพหรือไม่ !!!
ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้ว
ล้วนมีโอกาสมีพยาธิแอบแฝงอยู่ในร่างกายทั้งนั้น
โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ ???
มีวิธีสังเกตว่าคุณมีพยาธิชนิดใดง่ายๆ ดังนี้

- คันก้น : โดยเฉพาะตอนกลางคืน ใกล้ได้เวลาเข้านอน
ทำให้คุณต้องหาเรื่องออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ
ที่ห้องอาหาร คลับ บาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวด
แสดงว่า คุณมีพยาธิเส้นด้าย
ซึ่งมันจะทำให้ชีวิตของคุณต้องแขวนอยู่บน เส้นด้าย !!

- ขี้เหนียว : ไม่เคยเสียสละเงินทอง
เพื่อเป็นทานแก่เพื่อนมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก
ไม่เคยแบ่งปันน้ำใจให้คนอื่น
แสดงว่าคุณมีพยาธิ ตัวตืด !!!

- ชอบรีดไถ : เรียกร้องผลประโยชน์
กินสินบาทคาดสินบน
แสดงว่าคุณมีพยาธิ ปากขอ. ..ขอเขาไปทั่ว

- แร่ด เสนอหน้า ชอบอวด ชอบโชว์
ไร้ยางอาย กลัวคนอื่นจะได้ดีกว่าตัวเอง
แสดงว่าคุณมีพยาธิ ตัวจี๊ด ในสมอง

-ชอบเกลือกกลั้วอบายมุข พัวพันสิ่งผิดกฎหมาย
ชอนไชทำลายรากฐานอันดีของสังคมส่วนรวม
ตาบอดมองไม่เห็นแสงสว่างแห่งธรรม
แสดงว่า คุณมีพยาธิ ไส้เดือน !!

-ไม่กล้ายืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
ยอมถูกกดขี่ข่มเหง ขี้ขลาด
แหยไปทุกเรื่อง
แสดงว่า คุณมีพยาธิ ตัวแบน !!

- ทำตัวเป็นเฒ่าหัวงู มักมากในกามคุณ
ชอบพร่าพรหมจรรย์เด็กสาวขาวอวบ
แสดงว่า คุณมีพยาธิ ตัวกลม ในหัวใจ

วิธีรักษา

งดบริโภคของสดของคาว
จำพวก งบประมาณแผ่นดิน
ทรัพย์สินของผู้ยากไร้
เด็กสาวอายุต่ำกว่า 15 ปี
รักษาศีล ปฏิบัติธรรม
ชำระติตใจให้บริสุทธิ์สะอาด
และที่สำคัญห้ามดื่มเครื่องดื่มปลุกความกระสัน
ไม่ว่าจะเป็น
ยี่ห้อวัวแดง*
นิ้วมือ 2 นิ้ว
นิ้วมือ 3 นิ้ว
เกินร้อย
ปลาทะเล
ลูกปืน
และอื่น ๆ โดยเด็ดขาด !!

ขอโทษประเทศไทย โฆษณาที่โดนแบน

I have no words after watching..............

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อยากกินเบอร์เกอร์ไหม????

video

GetOutofMyCar

video

Fitness_Centers_in_the_Fifties

video

Drum_Girls

video

ทำได้ไง!!!!

video

Cup

video

x-ray

video

ต้องดูเอง

video

โครตเซ็งเลย

video

สุดยอด

video

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

30 เรื่องช็อคเกี่ยวกับ SEX

Subject: Fw: 30 เรื่องช็อคเกี่ยวกับ SEX

30 เรื่องช็อคเกี่ยวกับเซ็กส์


1. เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่วัยรุ่นอเมริกันยอมเสียความบริสุทธิ์กันมากที่สุด

2. แต่เดือนที่วัยรุ่นจะมีความสัมพันธ์กันอย่างจริงจังคือเดือนธันวาคม เพราะวัยรุ่นจะมีเซ็กซ์กับคนรักเพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส

3. มีรายงานว่าผู้หญิงที่เป็นนักปั่นจักรยานตัวยง จะเสียความรู้สึกทางเพศ เพราะอวัยวะเพศจะด้านชา แต่ถ้าคุณไม่ปั่นมากขนาดนักกีฬาทีมชาติก็ไม่ต้องห่วง

4.ในสมัยก่อน เจ้าสาวชาวโรมันต้องผ่านพิธีการนั่งตักเพทเจ้ามูทูนุส ซึ่งเป็นเทพที่ถูกปั้นให้กำลังแข็งตัว...!!

5. อสุจิ 1 ช้อนชาให้พลังงาน 5 แคลอรี

6. อวัยวะเพศชายสามารถแข็งตัวได้ 4-5 ครั้งระหว่างที่เจ้าของกำลังหลับ นี่คือธรรมชาติของผู้ชาย ไม่ใช่ว่าเขาหมกมุ่นหรอกนะ

7. การมีเพศสัมพันธ์ 1 ครั้งช่วยเผาผลาญพลังงานได้ 100-150 แคลอรี ถ้ามีบ่อยๆ รับรองผอมชัวร์

8.ในเอเธอนส์สมัยโบราณ ผู้ชายที่มีชู้จะต้องถูกจับไปถอนขนอวัยวะเพศ และต้องถูกเอาหัวไชเท้ายัดเข้าไปทางทวารหนัก

9. บางครั้งสเปิร์มเก็อาจจะมีกลิ่นคล้ายน้ำยาฟอกผ้า เพราะสเปิร์มมีสารเคมีบางอย่างที่เป็นสารฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันไม่ให้กรดในช่องคลอดของผู้หญิงฆ่ามันได้ก่อนที่มันจะเข้าไปผสมกับไข่

10. ในภาษาฝรั่งเศส คำว่าตัวโลนเขียนว่า "Papillion damour" แปลว่า "ผีเสื้อแห่งความรัก"

11. มหาวิทยาลัยฟลอริด้าวิจัยมาแล้วว่าหนุ่มที่หลงตัวเองจะสามารถมีเซ็กซ์ได้อย่างสบายๆ กว่าคนที่เจียมเนื้อเจียมตัว

12. ที่หนุ่มๆ หลับป๊อกไปทันทีที่เสร็จภารกิจก็เพราะว่า การถึงจุดสุดยอดจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนที่ควบคุมการพักผ่อนและย่อยอาหารของเขา ไม่ใช่ว่าขี้เกียจต่อรอบสองหรอกนะ

13. ผู้หญิงสามารถเกิดอารมณ์ได้เร็วพอๆ กับผู้ชาย คือ 11-12นาที

14. พฤติกรรมรักร่วมเพศไม่ใช่ของแปลกสำหรับสัตว์บางชนิดอย่งานกเพนกวิน ลิงอุรังอุตัง แกะ

15. ความเร็วเฉลี่ยของการหลั่งอสุจิคือ 28 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เร็วกว่าตอนหนุ่มๆ วิ่งเยอะเลย

16. หนุ่มๆ มักจะกังวลเรื่องความยาวของอวัยวะเพศ แต่ที่จริงความกว้างต่างหากที่สำคัญ เพราะยิ่งกว้างสาวๆก็จะรู้สึกว่ามันรุกล้ำเข้ามาในช่องคลอดได้มากขึ้น

17. คาเฟอีนจะช่วยเพิ่มพลังงานทำให้สามารถเพิ่มรอบตอนเช้าได้อีก 1 รอบ รู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่าทำไมหนุ่มๆ ถึงติดกาแฟ -*-

18. ในศตวรรษที่ 18 ผู้หญิงชนชั้นสูงที่แต่งงานแล้วของอิตาลีสามารถจ้างผู้ชายมาเป็นคนสนิทและคู่นอนได้อย่างหน้าตาเฉย เพราะสังคมในตอนนนั้นถือว่าเป็นเรื่องชิลๆมาก

19. ถ้าคุณอยากให้หนุ่มๆ ซู่ซ่า ต้องอย่าลืมนวดเป็นวงกลมบริเวณด้านหลังกระดูกข้อเท้าให้เขา เพราะมันมีผลต่อระบบประสาทให้ท่อนล่างของเขามีสมรรถนะดียิ่งขึ้น

20. อย่าไปว่าเลยถ้าหนุ่มๆ ของคุณจะบ้ากามไปบ้าง เพราะอวัยวะเพศชายน่ะสามารถแข็งตัวได้ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นตัวอ่อนอายุ 6 เดือนอยู่ในท้องแม่โน่นแน่ะ

21. สาเหตุส่วนใหญ่ที่การคุมกำเนิดด้วยถุงยางล้มเหลวก็เพราะว่ามันไม่พอดี ถ้าใหญ่เกินไปก็มักจะหลุด ส่วนเล็กไปก็จะฉีกขาด

22. ผู้หญิงบางคนสามารถถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการลูบไล้หน้าอกเพียงอย่างเดียว

23. ผู้ชายที่สวมกางเกงในทำจากผ้าโพลีเอสเตอร์จะเป็นหมันชั่วคราว (ถ้าใส่อยู่แล้วถอดออกเพื่อมาจั๊กกะดึ๋ย ในการร่วมเพศครั้งนั้นจะไม่ท้อง เรียกว่าเป็นหมันชั่วคราว " เพราะผ้าโพลีเอสเตอร์จะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตและอัณฑะมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ

24. กลิ่นที่ปลุกอารมณ์ชายได้ดีที่สุด คือ กลิ่นที่ผสมกันของลาเวนเดอร์กับพายฟักทอง!!

25. การร่วมรักข้ามสายพันธุ์เป็นเรื่องธรรมชาติ หมีขั้วโลกยังเคยปั่มปั๊มกับหมีสีน้ำตาลมาแล้วเลย ... แต่การร่วมรักในสายพันธุ์เดียวกันของคนถือว่าเป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับ

26. ถ้าสาวๆ บังเอิญได้เห็นเจ้าหนูอันกะจิ๋วหลิวของแฟน อย่าเพิ่งหัวเราะ ขอจงรู้ไว้ว่าเวลาที่มันแข็งตัวมันจะใหญ่กว่านั้นหลายเท่า

27. ผลการสำรวจบอกว่าสถานที่เมคเลิฟสุดฮิต นอกเหนือจากห้องนอน ได้แก่ ในรถ ! สงสัยพวงมาลัยมันเร้าใจดีมั้ง ?

28. ประเพณีของนักศึกษาชายอเมริกันในช่วงปี 1950 คือการบุกไปรื้อตู้เสื้อผ้าของเพื่อนนักศึกษาสาวและยืดชุดชั้นในมาครอบครอง (สมัยนี้คงได้ชื่อว่า "โรคจิต"

29. ในชีวิตของหญิง - ชาย อเมริกันจะมีคู่รักโดยเฉลี่ย 11 คน

30. ท่าร่วมรักที่เหมาะที่สุดคือท่าสอดใส่จากข้างหลัง เพราะการมองไม่เห็นหน้ากัน ทำให้คู่รักสามารถทำอะไรๆ ตามใจได้มากขึ้น เพราะไม่ต้องมัวเหนียมอายกัน..

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หมูยอ (เป็นห่วงจึงบอกต่อ)

เรื่อง: หมูยอ


ตะลึง!! พบ"หมูยอ"แทบทุกยี่ห้อใส่"สารกันบูด"เกินมาตรฐาน ที่อ้างขายหมดทุกวัน ยิ่งต้องระวัง

ตรวจสอบพบ "หมูยอ" แทบทุกยี่ห้อใส่ "สารกันบูด" เกินมาตรฐาน โดยเฉพาะที่อ้างขายหมดทุกวัน ยิ่งต้องระวังให้หนัก แนะนำให้ลวกก่อนทานทุกครั้ง เพราะสามารถลดปริมาณสารกันบูดได้

"หมูยอ" นับเป็นอาหารพื้นบ้าน ซึ่งเป็นที่นิยมมากชนิดหนึ่ง ในปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ง่าย เพราะถูกพัฒนาให้กลายเป็นสินค้าที่สามารถส่งขายไปทั่วประเทศ แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ต้องฝากฝังให้เพื่อนที่ไปเที่ยวภาคเหนือหรืออีสานซื้อมาฝาก ด้วยเหตุนี้ หมูยอจึงจำเป็นต้องผสม "สารกันบูด" เพราะมีส่วนผสมหลักเป็น "เนื้อหมู" ที่นำมาปั่นให้ละเอียดและนำไปผสมเครื่องปรุงตามสูตรใครสูตรมัน ก่อนที่จะนำมาตีให้เหนียวจนสามารถปั้นเป็นแท่ง จากนั้นจึงทำให้สุก

แม้จะสุกอยู่แล้ว แต่อากาศบ้านเราที่มีอุณหภูมิเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์มาก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องผสมสารกันบูดลงไปอยู่ดี โดยส่วนใหญ่นิยมใช้ "กรดเบนโซอิค" และ "กรดซอร์บิก" เพื่อถนอมไม่ให้หมูยอเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค

การผสมสารกันบูด 2 ชนิดข้างต้นไม่ใช่เรื่องต้องห้าม เพราะกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ทำได้ แต่ต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เพราะถ้าใส่มากกว่านั้น จะเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค เราจึงไปเดินตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อหมูยอที่วางขายอยู่ทั่วไป 5 ยี่ห้อ ได้แก่ ยี่ห้อ เจ๊หงษ์ หมูยอ, เจ้าสัว เตียหงี่เฮียง, เวียงเหนือ หมูยอ, บ้านไผ่ หมูยอ และส.ขอนแก่น หมูยอ นอกจากนี้ ยังซื้อหมูยอจากตลาดดังเมืองเชียงใหม่มาอีก 3 ยี่ห้อ ได้แก่ ป้าย่น หมูยอตำรับจีนไหหลำ, วิมลรัตน์ หมูยอพริกไทยดำ และสมพัตร หมูยอ ตำรับอุดร ซึ่งทั้ง 3 ยี่ห้อดังกล่าว ไม่ได้ระบุวันหมดอายุ เพราะแม่ค้าอ้างว่า "ขายหมดวันต่อวัน"


ผลการทดสอบปริมาณสารกันบูด

- พบสารกันบูดในหมูยอทุกยี่ห้อ
- หมูยอยี่ห้อ เจ๊หงษ์ หมูยอ, เจ้าสัว เตียหงี่เฮียง, ป้าย่น หมูยอตำรับจีนไหหลำ, วิมลรัตน์ หมูยอพริกไทยดำ และสมพัตร หมูยอ ตำรับอุดร มีปริมาณสารกันบูดมากเกินมาตรฐาน ตามรายละเอียด ดังนี้

1. วิมลรัตน์ หมูยอพริกไทยดำ พบกรดเบนโซอิค 3931.83 มก./ กก.
2. สมพัตร หมูยอ ตำรับอุดร พบกรดเบนโซอิค 2969.75 มก./กก.
3. เจ้าสัว เตียหงี่เฮียง พบกรดเบนโซอิค 2486.80 มก./กก.
4. เจ๊หงษ์ หมูยอ พบกรดเบนโซอิค 2511.17 มก./กก.
5. ป้าย่น หมูยอตำรับจีนไหหลำ พบกรดซอร์บิก 1000.84 มก./กก

- หมูยอยี่ห้อ เวียงเหนือ หมูยอ, บ้านไผ่ หมูยอ และส.ขอนแก่น หมูยอ พบสารกันบูดไม่เกินมาตรฐาน แต่ยี่ห้อเวียงเหนือ หมูยอ มีปริมาณฉิวเฉียด คือ 915.89 มก./กก.

กินหมูยออย่างไรให้ปลอดภัย

ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นครราชสีมา เคยศึกษาหาวิธีเหมาะสมในการลดปริมาณกรดเบนโซอิคในหมูยอ ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยทดลองลวกหมูยอ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับหมูยอที่ยังไม่ได้ลวก จึงพบว่า หมูยอที่ถูกลวกในน้ำเดือดจะมีปริมาณกรดเบนโซอิคลดลง ส่วนจะลดมากหรือน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับ อัตราส่วนของน้ำที่ใช้ลวกกับหมูยอ

ดังนั้น การที่เราแกะทานหมูยอทันทีโดยไม่ลวกเสียก่อน จึงไม่ควรกระทำอีกต่อไป แต่ควรเจียดเวลาสักนิด ลวกหมูยอก่อนรับประทานทุกครั้ง


**********************************

ที่มา นิตยสาร "ฉลาดซื้อ" ฉบับที่ 95 เขียนโดย กองบรรณาธิการฉลาดซื้อ

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อ่านช้าๆ ค่อยๆคิดตาม (คัมภีร์จีน..ว่าไว้....!!)

คัมภีร์จีน..ว่าไว้....!!

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
การวางเฉยเป็นมารยาทที่ดี แต่มากนักมักเป็นคนลับลมคมใน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ผู้ที่สามารถควบคุมความโกรธไว้ได้ เป็นผู้มีปัญญายอดเยี่ยม

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
การทำงานอย่าเอาแต่ทิฐิของตน ต้องเข้าใจเหตุผลของงาน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
อารมณ์โกรธเข้าประตูหน้า สติปัญญาก็โผออกประตูหลัง

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
เมื่ออยากจะรู้ความในใจเขา ต้องฟังเขาพูด

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ถอยสักก้าว ทะเลดูกว้าง ท้องฟ้าสดใส

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คบหากันเพราะรูปโฉม ความงามร่วงโรย ความรักก็สลาย

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ผู้ให้ไม่หวังผล ผู้รับไม่ควรลืม

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ใคร่ครวญต้องช้า ๆ ลงมือทำต้องรวดเร็ว

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ยามรุ่งเรืองไม่ประมาท ยามตกยากต้องอดทน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คุณธรรมความดีไม่ได้อยู่ที่ลิ้น หากเก็บไว้ในใจ

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คนรักของเพื่อน อย่าได้รังแกล่วงเกิน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ปัจจุบันละเลยเรื่องเล็กน้อย ภายหน้าเสียใจอย่างใหญ่หลวง

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
หญิงขี้เกียจกับเตียงที่อบอุ่น ย่อมแยกจากกันยาก

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
การกล่าววาจากระทบผู้อื่น เหมือนคมมีดกรีดหัวใจ

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ผู้มีความเพียรอย่างแรงกล้า เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
มารยาทดีงามต่อคน เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ภายใต้ฟ้าไม่มีสิ่งใดมาก สำหรับผู้มีใจพากเพียร

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คุณความดีคือเว้นจากการทำบาป และยังไม่คิดจะทำบาปอีกด้วย

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
กิจกรรมทั้งมวล ความซื่อสัตย์สำคัญที่สุด

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ความมัธยัสถ์เป็นหนทางแห่งความร่ำรวยที่ยิ่งใหญ่

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ไม่มีสิ่งใดไม่ประสบความสำเร็จ หากมีความขยันอดทน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ขอให้ทุกคนจงสดับ อย่าได้ไม่รู้จักประมาณตน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
รายได้น้อย รายจ่ายมาก ยังให้ทุกข์ได้ทั้งชีวิต

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ความโกรธทำให้ตนเองรับทุกข์ทรมาน

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
คนโง่เท่านั้นมักอวดตนเป็นคนฉลาด

คัมภีร์จีน..ว่าไว้
ความรู้ทำให้รู้จักถ่อมตน ไร้ความรู้ทำให้จองหองอวดดี

เพื่อนคุณหรือไม

เพื่อนคุณหรือไม

ใช้ใจมอง 'เพื่อน'
คุณเชื่อในพรหมลิขิตมั้ย ?
ถ้าไม่ ..
แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เรามาพบกับคนหลายคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้าไม่ แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เราถูกชะตาจนเรียกคนๆนั้นว่า
' เพื่อน '

....... เพื่อน... ……………….
คนๆนึงที่ครั้งนึงก็เป็นได้แค่
คนแปลกหน้าคนหนึ่ง

เวลา ผ่าน เวลา คนแปลกหน้าคนนั้นก็กลับกลาย
มาเป็นคนที่เรา ' ไว้ใจ '
....... เพื่อน …………………
คนที่พร้อมอยู่กับเราเสมอๆ
ไม่ว่า สุข ทุกข์ เหงา เศร้า
…….. เพื่อน
คนที่พร้อมแชร์ความรู้สึกต่างๆ
โดยไม่เคยเอ่ยปากว่า
' ถ้าทำอย่างนั้นแล้วฉันจะได้อะไร '

....…... เพื่อน ……......
คนที่ไม่เคยสนใจว่าเราจะหน้าตาดี มีสกุล
ร่ำรวย ยากจน สูง ต่ำ ดำ ขาว หรือไม่

........ เพื่อน..... คนที่ไม่เคยเสแสร้ง แกล้งทำ
.......... แต่ ...... เพื่อนตาย หายากเหลือเกิน
เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ ว่า คนๆนี้เป็น
เพื่อนตายของเราหรือไม่

เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่าคนๆนี้
เป็นคนที่ พร้อมจะเคียงข้างเราเสมอไปมั๊ย
เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่า
คนๆนี้จริงใจกับเราแค่ไหน
ทั้งหมดนี้ เราใช้ ' ตา ' มองไม่เห็น
........ แต่.......
ทั้งหมดนี้เราใช้ ' ใจ ' มองเห็นได้
เมื่อบทความ ล่วงเลยมาถึงตอนนี้ คุณล่ะ ?
ใช้ตามองเพื่อน หรือ ใช้ใจมองเพื่อน

เราบอกไม่ได้ว่าคนๆไหนดี ไม่ดี
จนกว่า... เราจะมี โอ กาส รู้จักกับคนนั้น แล้วใช้ ใจ ของเราสัมผัส
การคบใครสักคน คบเพียงกายก็ไร้ประโยชน์
แต่ การคบใครสักคน จำเป็นต้องคบกันด้วยใจ
วันนี้..... คุณ ใช้อะไร คบเพื่อนของคุณ
อย่าบอกนะ ว่าคุณก็เป็นคนที่คบเพื่อน
แค่ตา...... เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น
คุณก็คงเป็นคนที่ไม่น่าคบคนหนึ่ง
..... สำหรับคนที่ได้รับเมล์ฉบับนี้

คุณ.. โชคดีจัง ที่มีเพื่อนรักคุณ และ คบคุณด้วย ใจ
อย่าลืม..... ส่งเมล์ฉบับนี้ ให้กับเพื่อนที่คุณ รักด้วย ใจ
ที่สำคัญ ส่งมันกลับไปให้เพื่อนคนที่ส่งมาให้คุณ ......

เพื่อบอกกับเค้าว่า
' คุณดีใจที่มีเพื่อนอย่างเค้าเช่นกัน ' รักเพื่อนเสมอ ไม่ว่าเพื่อนจะอยู่ที่ไหนมิตรภาพยังคงเดิม

ขสมก.เปลี่ยนหมายเลขสายรถเมล์ทั่วกรุงเ ทพ เส้นทางเดินรถเมล์ สายใหม่ 601-755

Subject: ขสมก.เปลี่ยนหมายเลขสายรถเมล์ทั่วกรุงเ ทพ เส้นทางเดินรถเมล์ สายใหม่ 601-755


สาย 1 ท่าเตียน-ถนนตก เปลี่ยนเป็นสาย 601
สาย 5 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-จักรวรรดิ เปลี่ยนเป็นสาย 603
สาย 8 ถนนนิมิตรใหม่-สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เปลี่ยนเป็นสาย 606 และตัดระยะทางเหลือถนนนิมิตรใหม่-เซ็นทรัลลาดพร้าว
สาย 9 อู่กัลปพฤกษ์-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นสาย 609 และตัดระยะทางเหลือ อู่กัลปพฤกษ์-สถานีรถไฟบางซื่อ
สาย 10 ท่าน้ำภาษีเจริญ-นางเลิ้ง เปลี่ยนเป็นสาย 610
สาย 12 ห้วยขวาง-ปากคลองตลาด เปลี่ยนเป็นสาย 611
สาย 14 ศรีย่าน-โรงเรียนนนทรีวิทยา เปลี่ยนเป็นสาย 612
สาย 15 เดอะมอลล์ท่าพระ-สีลม-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 613 และตัดระยะเหลือ เดอะมอลล์ท่าพระ-สีลม
สาย 18 ท่าอิฐ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 614
สาย 18 ทางด่วน ท่าอิฐ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 658
สาย 19 วงกลมสถานีรถไฟบางกอกน้อย-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 615 และตัดระยะเหลือ วงกลมสถานีรถไฟบางกอกน้อย-อรุณอัมรินทร์
สาย 20 ป้อมพระจุลจอมเกล้า-ท่าน้ำท่าดินแดง เปลี่ยนเป็นสาย 616
เพิ่ม สาย 617 ท่าน้ำท่าดินแดง-ท่าน้ำพระสมุทรเจดีย์

สาย 21 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-วัดคู่สร้าง เปลี่ยนเป็นสาย 618
สาย 23 สำโรง-สี่เสาเทเวศร์ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 619 และตัดระยะเหลือ สี่เสาเทเวศร์-สำโรง (เอกมัย)
สาย 620 สี่เสาเทเวศร์-สำโรง (ทางด่วน)
สาย 24 ประชานิเวศน์ 3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 621
สาย 24 ประชานิเวศน์ 3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทางด่วน เปลี่ยนเป็นสาย 622
สาย 25 อู่สายลวด-ท่าช้าง เปลี่ยนเป็นสาย 624 ขึ้นทางด่วน
สาย 26 มีนบุรี-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 625 และตัดระยะทางเหลือ มีนบุรี-อู่บางเขน
สาย 29 มธ.ศูนย์รังสิต-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 644 และตัดระยะเหลือ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สถานีรถไฟหัวลำโพง
สาย 32 ปากเกร็ด-วัดพระเชตุพนฯ เปลี่ยนเป็นสาย 631
สาย 34 รังสิต-พหลโยธิน-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 633 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-รังสิต
สาย 36 อู่โพธิ์แก้ว-สี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 635 และตัดระยะทางเป็น ห้วยขวาง-ท่าน้ำสี่พระยา

สาย 37 มหานาค-แจงร้อน เปลี่ยนเป็นสาย 636
สาย 39 มธ.ศู นย์รังสิต-สนามหลวง เปลี่ยนเป็นสาย 627 และตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-มธ.ศูนย์รังสิต
เพิ่ม สาย 628 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง

สาย 42 วงกลมท่าพระ-เสาชิงช้า เปลี่ยนเป็นสาย 638
สาย 43 โรงเรียนศึกษานารี 2-เทเวศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 668 และตัดระยะเป็นสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-โรงเรียนศึกษานารี 2
สาย 44 ตลาดแฮปปี้แลนด์-ท่าเตียน เปลี่ยนเป็นสาย 640
สาย 45 สำโรง-ท่าน้ำสี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 641
เพิ่ม สาย 642 ขึ้นทางด่วน
สาย 48 วิทยาเขตรามคำแหง-วัดพระเชตุพน เปลี่ยนเป็นสาย 643
สาย 53 วงกลมเทเวศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 648
สาย 56 วงกลมสะพาน กรุงธน เปลี่ยนเป็นสาย 650
สาย 57 วงกลมธนบุรี เปลี่ยนเป็นสาย 651
สาย 60 อู่สวนสยาม-ปากคลองตลาด เปลี่ยนเป็นสาย 652 ขึ้นทางด่วน
สาย 62 สาธุประดิษฐ์-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 653
สาย 63 อ.ต.ก.3-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 630 และตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-นนทบุรี

สาย 64 วงกลมสนามหลวง-รัตนาธิเบศร์ เปลี่ยนเป็นสาย 655 และตัดระยะเป็น วงกลมสนามหลวง-นครอินทร์
เพิ่ม สาย 721 สนามหลวง-ท่า น้ำนนทบุรี
สาย 67 วัดเสมียนนารี-เซ็นทรัลพระราม 3 เปลี่ยนเป็นสาย 656
สาย 68 บางลำพู-สมุทรสาคร เปลี่ยนเป็นสาย 657
สาย 69 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-รัตนาธิเบศร์-ท่าอิฐ เปลี่ยนเป็นสาย 654 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-กองสลากสนามบินน้ำ
สาย 70 สนามหลวง-ประชานิเวศน์ 3 เปลี่ยนเป็นสาย 660
เพิ่ม สาย 661 ประชานิเวศน์ 3-สถานีรถไฟบางซื่อ
สาย 72 สี่เสาเทเวศร์-ท่าเรือคลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 662
สาย 73 อู่โพธิ์แก้ว-สะพานพุทธ เปลี่ยนเป็นสาย 663 ขึ้นทางด่วน
สาย 75 วัดพุทธบูชา-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 664
สาย 79 อู่บางแค (วัดม่วง)- ราชประสงค์ เปลี่ยนเป็นสาย 666 และตัดระยะเหลือ อู่พุทธมณฑลสาย 2-ราชประสงค์
สาย 81 สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 5 เปลี่ยนเป็น สาย 667
สาย 82 พระประแดง-บางลำพู เปลี่ยนเป็นสาย 669
สาย 85 วัดแจงร้อน-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 670
สาย 88 วัดคลองสวน-ลาดหญ้า เปลี่ยนเป็นสาย 671 และตัดระยะเหลือ อาคารสงเคราะห์ กทม. (ทุ่งครุ) -ลาดหญ้า

สาย 90 ท่าน้ำบางพูน-ย่านสินค้าพหลโยธิน เปลี่ยนเป็นสาย 647 ตัดระยะทางเป็น สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-ปทุมธานี
สาย 92 การเคหะชุมชนร่มเกล้า-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 607 และตัดระยะทางเป็น การเคหะชุมชนร่มเกล้า-เซ็นทรัลลาดพร้าว
สาย 93 หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง-สี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 675
สาย 95 รังสิต-ม.รามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 676 และตัดระยะเป็น แฮปปี้แลนด์ - รังสิต
สาย 96 สวนสยาม-สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เปลี่ยนเป็นสาย 712 และเพิ่มระยะทางเป็น สวนสยาม-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
สาย 97 กระทรวงสาธารณสุข-โรงพยาบาลสงฆ์ เปลี่ยนเป็นสาย 678 และตัดระยะทางเป็น โรงพยาบาลสงฆ์-ท่าน้ำนนทบุรี
สาย 102 ปากน้ำ-อู่สาธุประดิษฐ์ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 679
สาย 104 ปากเกร็ด-ถนนติวานนท์-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เปลี่ยนเป็นสาย 680
สาย 105 คลองสาน-ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ เปลี่ยนเป็นสาย 604 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่-มหาชัยเมืองใหม่
สาย 111 วงกลมตลาดพลู-บุคคโล เปลี่ยนเป็นสาย 683
สาย 113 มีนบุรี-หัวลำโพง เปลี่ยนเป็นสาย 682 หัวลำโพง-คลองกุ่ม
สาย 116 วัดหนามแดง-สาทร เปลี่ยนเป็นสาย 686

สาย 166 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-เมืองทองธานี (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 711
สาย 117 กทม.2-อ.ต.ก.3 เปลี่ยนเป็นสาย 687 และตัดระยะเหลือ กทม.2-ท่าน้ำนนทบุรี
สาย 120 คลองสาน-ถนนเอกชัย-สมุทรสาคร เปลี่ยนเป็นสาย 639 และตัดระยะเหลือ วงเวียนใหญ่-สมุทรสาคร
เพิ่ม สาย 681 สะพานตากสิน-มหาชัยเมืองใหม่
สาย 123 ท่าราชวรดิฐ-พุทธมณฑลสาย 2-อ้อมใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 688
สาย 124 สนามหลวง-สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล เปลี่ยนเป็นสาย 689 และตัดระยะเหลือ สนามหลวง-สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตศาลายา
เพิ่ม สาย 690 สนามหลวง-โรงเรียนกาญจนาภิเษก นครปฐม
สาย 129 บางเขน-สำโรง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 691
สาย 131 อู่คลองกุ่ม-หนองจอก เปลี่ยนเป็นสาย 692
เพิ่ม สาย 693 คลองกุ่ม-สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 4
สาย 134 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-หมู่บ้านบัวทองเคหะ เปลี่ยนเป็นสาย 694
สาย 136 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ท่าเรือคลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 696
สาย 137 วงกลมรามคำแหง-ถนนรัชดาภิเษก เปลี่ยนเป็นส าย 697
สาย 138 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ท่าน้ำพระประแดง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 699
เพิ่ม สาย 698 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-อู่พระประแดง (ทางด่วน)

สาย 139 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-วิทยาเขตรามคำแหง (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 637
สาย 140 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 700
สาย 141 จุฬา-แสมดำ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 665 แสมดำ-สวนลุมพินี
เพิ่ม สาย 709 ท่าเรือคลองเตย-จุฬา สาย 142 เคหะชุมชนธนบุรี-สมุทรปราการ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 701
สาย 145 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-สมุทรปราการ เปลี่ยนเป็นสาย 703 และตัดระยะทางเป็น แฮปปี้แลนด์-สมุทรปราการ
สาย 146 วงกลมบางแค-ถนนกาญจนาภิเษก เปลี่ยนเป็นสาย 704
เพิ่ม สาย 710 วงกลมอรุณอัมรินทร์-ถนนกาญจนาภิเษก
สาย 150 ปากเกร็ด-มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 705 มีนบุรี-ปากเกร็ด
สาย 154 เคหะชุมชนออเงิน-เคหะชุมชนวัชรพล-คลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 706 และตัดระยะเหลือ ท่าเรือคลองเตย-สำนักงานเขตสายไหม
สาย 156 วงกลม โรงเรียนสตรีวิทยา 2 -ถนนนวมินทร์ เปลี่ยนเป็นสาย 708
สาย 168 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ถนนพระราม 9 -สวนสยาม เปลี่ยนเป็นสาย 729 ตัดระยะทางเป็น มีนบุรี-อสมท.
สาย 169 วงกลมบางขุนเทียน-ปิ่นเกล้า-วงเวียนใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 713

สาย 175 ท่าน้ำภาษีเจริญ-อ.ต.ก.3 เปลี่ยนเป็นสาย 714
สาย 178 วงกลมสุคนธสวัสดิ์-เกษตรนวมินทร์ เปลี่ยนเป็นสาย 715
สาย 179 อู่พระราม 9 -สะพานพระราม 7 เปลี่ยนเป็นสาย 716
สาย 183 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-พุทธมณฑลสาย 2 -อ้อมใหญ่ เปลี่ยนเป็นสาย 605 ตัดระยะทางเหลือ พุทธมณฑลสาย 2-วงเวียนใหญ่
สาย 187 หมู่บ้านเอื้ออาทรคลอง 3 -ท่าน้ำสี่พระยา เปลี่ยนเป็นสาย 717 ตัดระยะทางเป็น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-หมู่บ้านเอื้ออาทรคลอง 3
สาย 191 อู่โพธิ์แก้ว-กระทรวงพาณิชย์ เปลี่ยนเป็นสาย 719
สาย 193 วงกลมถนนกัลปพฤกษ์-ถนนพระราม 2 เปลี่ยนเป็นสาย 720
สาย 204 กทม.2-ท่าน้ำราชวงศ์ เปลี่ยนเป็นสาย 649 และตัดระยะเหลือ วงกลมท่าน้ำราชวงศ์-อาคารสงเคราะห์ห้วยขวาง
สาย 205 คลองเตย-ถนนรัชดาภิเษกตอนล่าง เปลี่ยนเป็นสาย 722
สาย 206 ม.เกษตรศาสตร์-ประเวศ เป ลี่ยนเป็นสาย 723 และตัดระยะเหลือ ม.เกษตรศาสตร์-อู่ศรีนครินทร์
สาย 207 ม.รามคำแหง-วิทยาเขตรามคำแหง เปลี่ยนเป็นสาย 724
สาย 505 ปากเกร็ด-สวนลุมพินี เปลี่ยนเป็นสาย 726

สาย 509 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-อู่บางแค เปลี่ยนเป็นสาย 727 และตัดระยะเหลือ อู่บางแค-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
สาย 510 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ตลาดไท เปลี่ยนเป็นสาย 629 ตัดระยะทางเป็น สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ตลาดไท
สาย 511 ปากน้ำ-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน)เปลี่ยนเป็นสาย 728
สาย 513 สำโรง-รังสิต เปลี่ยนเป็นสาย 736 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ปากน้ำ (ทางด่วน)
สาย 514 มีนบุรี-ถนนรัชดาภิเษก-สีลม เปลี่ยนเป็นสาย 730 มีนบุรี-สีลม (ทางด่วน)
สาย 515 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-หมู่บ้านเอื้ออาทร-ศาลายา เปลี่ยนเป็นสาย 731
สาย 516 เทเวศร์-หมู่บ้านบัวทองเคหะ เปลี่ยนเป็นสาย 732
สาย 517 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)-ลาดกระบัง เปลี่ยนเป็นสาย 733 และตัดระยะเหลือ พระจอมเกล้าลาดกระบัง-อู่พระราม 9
สาย 522 รังสิต-งามวงศ์วาน-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 734

สาย 528 อ.ไทรน้อย-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปลี่ยนเป็นสาย 735 และตัดระยะเหลือ สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต-อ.ไทรน้อย
สาย 523 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ม.เทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6 เปลี่ยนเป็นสาย 738 และตัดระยะเหลือ ถนนศรีอยุธยา-ม.เทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6
สาย 537 ศรีอยุธยา-บางพลี เปลี่ยนเป็นสาย 737 และตัดระยะเหลือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-บางพลี
สาย 543 บางเขน-ลำลูกกาคลอง 9 เปลี่ยนเป็นสาย 740
สาย 549 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-มีนบุรี เปลี่ยนเป็นสาย 742
สาย 550 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-แฮปปี้แลนด์ เปลี่ยนเป็นสาย 743
สาย 551 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สยามพารากอน (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 744
สาย 552 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-คลองเตย เปลี่ยนเป็นสาย 745
สาย 553 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สมุทรปราการ เปลี่ยนเป็นสาย 747
เพิ่ม สาย 746 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ปากน้ำ
สาย 554 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-รังสิต (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 749
สาย 555 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ทางด่วน) เปลี่ยนเป็นสาย 748
สาย 558 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-สะพานพระราม 9 -เซ็นทรัลพระราม 2 เปลี่ยนเป็นสาย 750

ว.วชิรเมธี...."ใจ"

ว.วชิรเมธี...."ใจ"

ใจ ของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า
เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น
สถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า
เรามีห้องว่างเปล่าอยู่ห้องหนึ่ง เมื่อ - -


เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ
เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ
เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว
เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน
เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก
เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี


ห้องแห่งหัวใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย
ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน


เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี
เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ
เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน
เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม
เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ
เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้
เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย


เห็นด้วยหรือไม่ว่า ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย
เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์ ...
หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเตน นียติ โลโก แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ

โลกในที่นี้ หมายถึง ชีวิตของเรานั่นเอง
โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา หมุนตรงหรือหมุนเอียง
หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง
ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น

ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไป
ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น

ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราบรรจุอะไร
ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเราบ้าง
ความรู้ ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ
ความดี ความชั่ว ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด สว่าง สงบ
หรือความตื่นรู้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ขึ้นสูงหรือลงต่ำ
สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง ...

ว.วชิรเมธี

หำหด กับ กบวิเศษ(ขำๆ น่ะ) 555 (พร้อมภาพประกอบ )‏

ไม่ได้ทะลึ่งนะคลายเครียดล่ะกัน

หำหด กับ กบวิเศษ
ชายคนหนึ่งมีจู๋ยาว 25 นิ้ว เข้าเดินทางเข้าไปในป่า
เพื่อที่จะขอให้แม่มด
เสกให้มันหดสั้นลง
เพราะเขาไม่สามารถหาผู้หญิงคนไหนที่ชอบมันได้เล ย
แม่มดแนะนำให้เขาเข้าไปในป่า เพื่อหา กบ
ถ้าเขาขอกบแต่งงาน และกบปฏิเสธครั้งหนึ่งล่ะก็ จู๋เขาจะหดลง 5
นิ้ว

เขาได้เข้าไปในป่า ไม่นานนักก็เจอ กบ ตัวหนึ่ง
ชาย : กบเอ๋ย...เจ้าแต่งงานกับเราได้หรือไม่?
กบ : ไม่!
ทันใดที่กบปฏิเสธ จู๋เขาก็หดลงไปทันที 5 นิ้ว

หลังจากที่กลับไปในเมือง สาวๆก็ยังรับไม่ได้กับ 20
นิ้วของเขาอีก
เข้าจึงเข้าไปในป่าใหม่ และก็หากบได้ภายในไม่นานนัก

ชาย : กบเอ๋ย...เจ้าแต่งงานกับเราได้หรือไม่?
กบ : ไม่!
ทันใดที่กบปฏิเสธ จู๋เขาก็หดลงไปทันที 5 นิ้ว

หลังจากที่กลับไปในเมือง สาวๆก็ยังรับไม่ได้กับ 15
นิ้วของเขาอีก
ถ้าเหลือสัก 10 นิ้ว น่าจะดีที่สุด ที่จะติดใจสาวๆ
เขาจึงกะเข้าไปในป่าอีกครั้งเพื่อหากบใหม่
เพื่อขอให้มันหดลงอีกครั้ง

ชาย : กบเอ๋ย...เจ้าแต่งงานกับเราได้หรือไม่?
กบ : เอ๊ะ...ไอห่านี่ กูบอกกี่ทีแล้วว่า ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่!

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ระวัง.....เนื้อปลาแซลมอน

ระวัง.....เนื้อปลาแซลมอน

ผมเป็นคนชอบกินปลาครับ

ปลาในดวงใจที่ชอบก็คือปลาจะละเม็ด ปลาทู และปลาแซลมอน

จำได้ว่ากินปลาแซลมอนครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อนในต่างแดน อาหารเย็นมื้อนั้นเพื่อนฝรั่งพาไปกินปลาแซลมอนรมควัน ผมยังนึกสงสัยอยู่ในใจว่า ปลาอะไรหนอ เนื้อสีส้มอมชมพูแสนสวย พอได้ชิมเนื้อปลาแล้วก็เริ่มติดใจในรสชาติขึ้นมา เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ยังหาโอกาสกินปลาแซลมอนบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก เพราะตอนนั้นราคาปลาแซลมอนในเมืองไทยจัดว่าค่อนข้างแพง

นาน ๆ ครั้ง เพื่อนพาไปกินอาหารญี่ปุ่น อันดับแรกที่ต้องสั่งคือซาชิมิปลาแซลมอนจิ้มวาซาบิ เพื่อนสั่งปลาดิบมาให้กินกี่จาน ๆ ก็กินหมดจนพุงกาง หากวันไหนเพื่อนพาไปร้านอาหารฝรั่ง ก็จะต้องสั่งปลาแซลมอนรมควัน จนกลายเป็นอาหารจานโปรดไปเสียแล้ว

เพื่อนผมเคยบอกว่า สงสัยชาติที่แล้วผมคงเกิดเป็นหมีสีน้ำตาลแถวอะแลสกา ที่ชอบกินปลาแซลมอนตามลำธารเวลาที่มันอพยพขึ้นมาวางไข่

ผมชอบกินปลาแซลมอนเพราะเนื้อไร้กลิ่นคาว เวลาเคี้ยวก็รู้สึกได้ถึงความลื่นมัน ได้รสธรรมชาติแสนเอร็ดอร่อย และต้องกินแบบไม่ปรุงแต่ง ถ้าเอาปลาไปนึ่งหรือทอด รสชาติก็สู้กินแบบดิบ ๆ ไม่ได้

จนกระทั่ง ๔-๕ ปีให้หลัง ผมสังเกตเห็นว่ามีการนำเนื้อปลาแซลมอนเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรามากขึ้น ราคาก็ไม่แพงเหมือนในอดีต สมัยก่อนอาจมีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำไม่กี่แห่ง แต่ตอนนี้ตลาดติดแอร์แทบทุกแห่งจะมีเนื้อปลาแซลมอนวางขาย เคียงคู่กับเนื้อปลากะพง ปลาเก๋า ในราคาไม่แตกต่างกัน และดูเหมือนว่าจะถูกกว่าเนื้อปลาจะละเม็ดเสียอีก

กล่าวคือเนื้อปลาแซลมอนที่เคยขายกันกิโลกรัมละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท บัดนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท ขณะที่เนื้อปลาจะละเม็ดขนาดใหญ่ยังคงยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๔๐๐-๕๐๐ บาทขึ้นไป

เมื่อเห็นว่าปลาแซลมอนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศทางยุโรป ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก วันไหนพอมีเวลาก็แวะซูเปอร์มาร์เกตซื้อปลาแซลมอนมากินเล่น พลางดูรายการสารคดีชีวิตปลาแซลมอนที่ต้องว่ายน้ำข้ามทะเลหลายพันไมล์เพื่อขึ้นมาวางไข่ออกลูกหลานที่ต้นลำธาร ดูแล้วก็นึกเอาเองว่าปลาแซลมอนที่เรากินคงต้องเป็นปลาที่พลานามัยแข็งแรงแน่ แถมยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-๓ ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ อย่างนี้จะไม่ให้หลงใหลแซลมอนอย่างไรไหว

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเหลือบไปเห็นบทความเกี่ยวกับปลาแซลมอนในวารสาร ecologist ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ตาสว่างขึ้นทันที

ปลาแซลมอนที่เรากินก็คงไม่ต่างจากกุ้งกุลาดำในฟาร์มเลี้ยง ที่เราส่งไปขายเมืองนอกจนติดอันดับโลก คือถูกเลี้ยงให้เติบโตมาด้วยการใช้สารเคมีและอัดยาเยอะ ๆ

ปลาแซลมอนที่ส่งมาขายบ้านเราส่วนใหญ่มาจากฟาร์มเลี้ยงปลาในยุโรป ปลาแซลมอนเหล่านี้อุดมไปด้วยเชื้อโรค เจ้าของฟาร์มจึงต้องใส่สารเคมีและยาปฏิชีวนะลงในบ่อปลา เพื่อกำจัดแมลงรบกวนและเชื้อโรคหลายอย่าง



ปลาแซลมอนในธรรมชาติมีเนื้อเป็นสีชมพู เพราะมันกินพวกกุ้งตัวเล็ก ๆ และพืชทะเล ปลาแซลมอนในฟาร์มก็มีเนื้อสีชมพูน่ากินเช่นกัน แต่เป็นเพราะมันกินอาหารปลาที่มีสารให้สีจำพวก astaxanthin และ canthaxanthin ชนิดเข้มข้น ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารเหล่านี้มากเกินไป อาจจะมีผลต่อระบบประสาทตา

นอกจากนี้ เนื้อของปลาแซลมอนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังยังอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีผลต่อการอุดตันของเส้นเลือด แถมยังมีกรดไขมันโอเมกา-๓ น้อยกว่าปลาแซลมอนในธรรมชาติถึง ๓ เท่า ดังนั้นหากบริโภคแซลมอนจากฟาร์มเหล่านี้มากเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้

ในสหรัฐอเมริกายังมีการวิจัยพบว่า เนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงมีสารก่อมะเร็งที่มาจากอาหารปลาในระดับที่สูงกว่าปลาแซลมอนจากธรรมชาติถึง ๑๖ เท่า มากกว่าเนื้อวัว ๔ เท่า ไม่นับรวมว่าปลาแซลมอนบางตัวมีพยาธิทะเลอาศัยอยู่ด้วย

ทุกวันนี้การเลี้ยงปลาแซลมอนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก

เมื่อไทยส่งกุ้งกุลาดำตีตลาดยุโรป ฝรั่งก็ส่งปลาแซลมอนมาเป็นบรรณาการบ้าง

ทั้งสองล้วนเป็นอาหารยอดฮิต และอุดมไปด้วยสารเคมีชนิดต่าง ๆ

ปีใหม่นี้คงต้องบอกตัวเองให้รักปลาแซลมอนน้อย ๆ ครั้นจะเหลียวมามองปลาจะละเม็ด ก็อุดมไปด้วยฟอร์มาลีน

กลับมาหาปลาทูเพื่อนยากกันดีกว่า

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
บรรณาธิการบริหาร
( vanchaitan@yahoo.com

ค้นหา