วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พ่อของเด็กกว่า 400 ชีวิต‏

"ของเหลือจากคนเมืองอันมีจะกิน เป็นสิ่งมีค่าเหลือหลายสำหรับเด็กที่ไม่เคยได้ใช้ "เงิน" แม้แต่บาทเดียว . . ."

พระครูวุฒิธรรมาทร พ่อของเด็กกว่า 400 ชีวิต
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ภาพประกอบจากมหา'ลัยชีวิต "ของเหลือจากคนเมืองอันมีจะกิน เป็นสิ่งมีค่าเหลือหลายสำหรับเด็กที่ไม่เคยได้ใช้ "เงิน" แม้แต่บาทเดียว . . ." คำพูดนี้กลั่นออกมาจากปากของ "พระครูวุฒิธรรมาทร" เจ้าอาวาสวัดโบสถ์วรดิตถ์ วัดแห่งหนึ่งใน อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง …

ในขณะที่ทุกคนเข้าวัดเพื่อทำบุญหรือหาที่พึ่งทางใจ แต่ ณ วัดป่าโมก วัดเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กลับเป็นสถานที่ชุบเลี้ยงเด็กอีกหลายร้อยชีวิต พวกเขาคิดว่า "วัด" คือบ้านที่ให้ชีวิตพวกเขา ให้แหล่งพักพิงอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนไร้ญาติ ขาดคนเหลียวแล และคนจนเช่นพวกเขาจะได้รับ หลวงพ่อพระครูวุฒิธรรมาทร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์วรดิตถ์ เล่าถึงความเป็นมาของวัดว่า เมื่อประมาณ 30 ปี ที่แล้ว พวกทหารพรานนำเด็กกว่า 30 คนมาฝากให้ท่านเจ้าอาวาสรูปก่อนดูแล ส่งเงินให้เดือนละ 500 บาท เด็กๆ ที่นำมาฝากส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้า เพราะพ่อแม่เป็นพวกคอมมิวนิวส์ หลังพ่อแม่ถูกฆ่า ถูกกวาดล้างก็มาขอพึ่งพาอาศัยใบบุญวัดเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด

"ต่อมาชาวเขาทางภาคเหนือที่มีฐานะยากจนรู้เรื่องก็ส่งลูกๆ มาให้ทางวัดดูแลอีก เขาบอกว่าอย่างน้อยก็ยังดีกว่าอดตายอยู่บนเขา และก็มีมาอีกเรื่อยๆ เกือบทุกจังหวัด จนถึงปัจจุบันก็กลายเป็นกว่า 400 คนแล้ว ก็ต้องดูแลกันไป จำชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง ดื้อบ้างซนบ้าง แต่อาตมาก็ดูแล ไม่ให้ทะเลาะกัน ถ้าทะเลาะกันจะไม่ถามเลยว่าใครผิดใครถูก จะตีทั้งคู่ เด็กๆ เขาก็ซนตามประสาเด็กๆ" หลวงพ่อกล่าว พร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่แฝงไว้ซึ่งความเมตตาต่อเด็กๆ

พร้อมกันนี้ท่านยังบอกอีกว่า ทางวัดก็มีโรงเรียนให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ เป็นโรงเรียนประจำแต่ก็เป็นไปตามอัตภาพที่จะทำได้ มีตั้งแต่ชั้นระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่เด็กเป็นร้อยคนดูแลเด็กก็ต้องไปบิณฑบาตรข้าวของเครื่องเรียนต่างๆ เพื่อนำมาให้เด็กๆ เขาใช้ ส่วนครูที่สอนหนังสืออยู่ที่นี่ก็เป็นระบบกึ่งข้าราชการ มีเงินเดือนมีสวัสดิการให้จากภาครัฐ แต่เงินเดือนจะไม่ขึ้น ที่เขาเสียสละมาอยู่กับเด็กๆ ก็เพราะรัก

"ทุกวันนี้หลวงพ่อไม่เคยมีปัญหาอะไร มีแต่ทุกข์ ขนาดเป็นพระก็ยังมีทุกข์ ทุกข์ที่ว่ากลัวจะมีไม่พอเลี้ยงเขา จะอยู่กันไปตลอดได้อย่างไร บางคนเรียนจบก็กลับมาช่วย บางคนก็ไม่กล้ามา เขาคงละอายใจตัวเองที่ยังช่วยวัดไม่ได้ เพราะในแต่ละเดือนภาระค่าใช้จ่ายของทางวัด เฉพาะค่าไฟก็ไม่น้อยไปกว่า 3 หมื่นบาท รายได้ก็มาจากการบริจาค ส่วนใหญ่ก็ต้องไปขอบิณฑบาตรเอาปัจจัยบ้าง และของที่บริจาคจะเป็นจำพวกข้าวสารอาหารแห้ง แต่บางทีข้าวสารไม่พอ วัดก็ไปขอหยิบยืมมาจากโรงสี พอมีผ้าป่ากฐินมาวัดก็เอาเงินไปใช้เขา ถ้าไม่มีหรือไม่พอเขาก็ไม่ทวงทางวัด ก็ถือว่าเป็นการทำบุญไป" หลวงพ่อ กล่าว

... ในขณะที่หลายคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง เรียนบ้างเล่นบ้างตามประสา ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามสมัยนิยม แต่ในวัดเล็กๆ แห่งนี้ยังมีเด็กอีกหลายร้อยชีวิตที่ไม่เคยได้สัมผัส "เงิน" ที่กลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต หรือไม่มีเสื้อผ้าใหม่ๆ ดีๆ สวมใส่ "ของเก่ามันเก่าที่บ้าน แต่กับเด็กๆ ที่เขาไร้โอกาสมันก็เป็นของใหม่สำหรับเขา แต่ส่วนใหญ่เด็กๆ เค้าก็ดีใจ เราเคยบอกกับเด็กๆ ว่าถ้าไม่มีคนช่วยก็ต้องต่างคนต่างไป เพราะญาติโยมที่มาก็ไม่เยอะมาก แต่แค่เงินทำบุญหาได้เดือนชนเดือนก็พอใจแล้ว ไม่ได้หวังอะไรมาก ส่วนใหญ่คนที่มาบริจาคเค้ามาเอง มาแบบปากต่อปาก วัดไม่เคยออกไปโฆษณาทางไหน ของบริจาคอยากจะบริจาคเสื้อผ้า ของเล่น อะไรก็เอามาบริจาคได้ อาหารแห้ง ถ้าเหลือใช้ไม่รู้จะทิ้งที่ไหน ก็เอามาได้" เรียกได้ว่า ทุกคำพูด ทุกลมหายใจเข้าออกของหลวงพ่อพระครูวุฒิธรรมาทร จะคิดคำนึงถึงปากท้องของชีวิตน้อยๆ ที่ต้องเลี้ยงดูอยู่เสมอ

"การกินเป็นสิ่งสำคัญต้องมาก่อนอย่างอื่น เด็กๆ ต้องกินแล้วค่อยร่ำเรียน ยังไงก็ต้องให้เค้ามีกิน ถึงจะไม่ดีตาม แต่ก็ต้องได้กิน ทุกวันนี้กลัวอย่างเดียวคือวันข้างหน้าจะมีไม่พอให้เค้ากินเค้าใช้" หลวงพ่อ กล่าวความทุกข์ที่เป็นกังวลใจ พร้อมๆ กับฝากถึงคนที่มีโอกาสว่า "กว่าพ่อแม่จะเลี้ยงมาได้ กว่าจะเติบโตมาเป็นคนได้ มันสุดแสนจะยากลำบาก ยังมีชีวิตก็ยังมีโอกาส อย่าไปคิดสั้นชีวิตมันยังต้องต่อสู้กันต่อไป"

บางสิ่งบางอย่างคนที่มีเพียบพร้อมอาจจะมองเป็นเพียงแค่เศษขยะ เป็นของเหลือกินเหลือใช้ แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งของเหล่านั้นอาจจะช่วยประทังชีวิตเล็กๆ ให้อยู่ต่อข้ามพ้นไปในอีกวัน ...

สำหรับท่านที่อยากบริจาคช่วยเหลือวัดโบสถ์วรดิตถ์
สามารถโอนเงินเข้าบัญชีชื่อวัดโบสถ์วรดิตถ์โดยพระครูวุฒิธรรมาทร
ธนาคารกสิกรไทย สาขาป่าโมก
บัญชีออมทรัพย์ 182-2-11-364-4

หรือต้องการบริจาคสิ่งของก็สามารถบริจาคได้ที่วัดโบสถ์วรดิตถ์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
ถ้าไม่มีเงินก็ช่วย ส่งต่อด้วยก็ยังดีเผื่อจะมีผู้ใจบุญอยากช่วยเหลือ...^^

แฉความจริงเรื่องถังสังฆทาน...วัดปัญญานันทารามค่ะ‏



































































แฉความจริงเรื่องถังสังฆทาน...วัดปัญญานันทารามค่ะ

พระท่านนำเรื่องนี้มาแฉพร้อมสอนอีกครั้งให้ทุกคนได้รู้เท่าทันและพึงกระทำสิ่งใดด้วยปัญญาอย่างแท้จริงมีกล้องอยู่ก็พยายามถ่ายมาแต่ก็ไม่ค่อยชัดและถ่ายไม่ทันบ้างเพราะกล้องมันเจ๊งนิดนึงและถ่ายติดๆกันไม่ได้ แต่ก็น่าจะพอเอามาเล่าสู่ให้เห็นคร่าวๆได้นะ เรื่องมันก็เกี่ยวกับ "สังฆทาน" และ "ถังสังฆทาน" พระท่านนำถังสังฆทานมาให้ ดูพร้อมกับแกะให้เห็นกันจะๆ เอาเบาะๆก่อนที่ทุกคนพอจะเดาได้อยู่แล้วก็คือถังมันไม่ได้เต็มหรอกมีแค่ของที่เอาแปะไว้ให้เห็นรอบๆกับด้านบน นอกนั้นก็กลวงหรือไม่ก็เอากระดาษยัดแทน ต่อมาก็ของข้างในแต่ละอย่างมันจะมีพวกกล่องชากับอะไรอีกอย่างจำไม่ได้โทษทีแต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรที่สำคัญคือในกล่องนั้น!!!อันที่เป็นชามันมีซองชาสี่เหลี่ยมเล็กๆอยู่ไม่กี่ซอง! 3ซองอะไรประมาณนี้ได้บางอันก็ว่างเปล่า! แปลว่าไม่มีอะไรเลย!!พระท่านบอกดูซิๆ ซื้อกันมาทำไมเนี่ยต่อไปกล่องธูปเทียนมันมีอยู่ไม่กี่อันอีกแล้วคะท่าน!กว่าจะนำไปใช้จริงได้ต้องรวมเท่าไหร่กันนี่ ต่อไปอันนี้ ข้าวพระท่านบอกว่าข้าวก็มีอยู่นิดเดียวเมื่อไหร่จะรวมกันจนสามารถหุงเลี้ยงพระหรือคนได้จริงๆอีกนาน... แล้วก็นี่ แปรงสีฟัน...พระท่านบอกว่าดูซิแปรงเข้าไปได้ยังไง ฟันหลุดแน่ๆ !!มันแข็งมาก... และสุดท้าย เด็ดสุดจีวร ผ้าอาบน้ำพระ(ถ้าเรียกผิดก็ขออภัยค่ะ)มันผืนเท่าเนี๊ยะ!!!ห่มยังไม่มิดเลย!!!!พระท่านบอกว่าใช้นุ่งอาบไม่ได้ แต่ใช้มาผูกตาแล้วอาบก็พอได้อยู่555สรุปแล้วใช้ประโยชน์จริงไม่ได้! ประการฉะนี้แล......ที่เอามาแฉนี่ไม่ได้หมายความว่าจะให้ทุกคนเลิกซื้อถังสังฆทานถวายพระนะเพียงแต่จะบอกเพื่อให้ได้รู้เท่าทันและลองใช้ปัญญาคิดดูว่า สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร สิ่งใดเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง สำหรับบางคนอาจคิดว่าบางแห่งวัดก็ใช้เป็นสังฆทานเวียนแล้วนำเงินที่ได้จากการขายไปซื้อของเครื่องใช้ที่จำเป็น นั่นก็ไม่ได้ผิดอะไรไม่มีปัญหามันก็เป็นวิธีการ เป็นสัญลักษณ์

แต่ที่จะบอกจริงๆ พระท่านสอนทิ้งท้ายว่า"สังฆทาน"หมายถึงการทำทานที่เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มากไม่ได้หมายถึงถังสังฆทาน มันไม่จำเป็นต้องเป็นถังสังฆทานแต่การที่เราซื้ออะไรที่จะเป็นประโยชน์ใช้ได้จริงไปถวายวัดเช่น อาจซื้อน้ำยาล้างจานแบบขวดใหญ่ๆไปถวายถุงดำถุงขยะ แฟ๊บกล่องใหญ่ หรือซื้อข้าวซักถุง ไม้กวาดซักด้าม ฯลฯเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก ล้วนเป็นสังฆทานทั้งสิ้นอาจใช้วิธีถามที่วัดว่า ขาดเหลืออะไรยังไง เราก็จะได้ถวายสิ่งที่จะเกิดประโยชน์และถูกนำไปใช้จริง เท่านี้ก็ได้บุญหลายๆแล้ว ถ้าเรารู้จักดำเนินชีวิตอย่างมีสติปัญญา ไม่ไปยึดติดกับรูปแบบหรือสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และการทำความดีอย่างแท้จริง

เรื่องเหล่านี้เอาไปประยุกต์กับชีวิตประจำวันอื่นๆได้จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข รู้เท่าทัน และหลั่นล้าต่อไป (อันสุดท้ายนี่อะไร!!!) จริงๆเรื่องราวที่น่าสนใจของวัดปัญญาฯยังมีอีกเพียบเลยโอกาสหน้าจะเอามาเล่าสู่กันฟังอีกเพราะวัดปัญญานันทาราม เป็นวัดที่เปี่ยมไปด้วย"ปัญญา"จริงๆ!

38 Circumcision‏

video

อย่าอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเกิน 90 นาทีนะจ๊ะ‏


อย่าอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเกิน 90 นาทีนะจ๊ะ

เรื่องนี้เจอกับตัวเองเลย คือเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2552 (เมื่อวาน) เรากำลังเดินทางกลับบ้าน จากออฟฟิตที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินีไปสถานีบางซื่อ

ตอนก่อนเข้าไปในสถานีรถไฟฟ้าเราก็โทรหาเพื่อน เพื่อนจะมาขายของที่สวนลุมไนท์ เราก็ถามว่าอยู่ไหนแล้ว เพื่อนบอกว่าอยู่สถานีคลองเตย เราเลยบอกว่าเรากำลังจะถึงสถานีลุมพินีแล้ว เดี๋ยวเจอกัน แบบว่ากะจะเจอกันคุยซัก 10-15 นาที เราเลยบอกเพื่อนว่าเอออยู่ในนั้นแหละ ไม่ต้องออกมาจากสถานีหรอก เพราะคุยกันแป๊บนึงเอง เราคุยกันในนั้นละกัน
เราก็แตะบัตรโดยสาร (ตั๋วเดือน) เข้าไปในสถานีประมาณ 19.30 น. ก็ไปเจอเพื่อนอ่ะนะ แบบว่าคุยไปคุยมาเพลินอ่ะ เม้าท์กระจาย ยืนคุยกันเกือบ ชม.ได้ 555555+++ เราก็บอกเออจะกลับบ้านแล้วนี่ 2 ทุ่มครึ่งแระ ให้เพื่อนไปเปิดร้านขายของต่อ


เราก็ขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีลุมพินีมาสถานีบางซื่อ จะใช้เวลาประมาณ 30-35 นาที พอตอนแตะบัตรโดยสารออกก็ประมาณ 21.00 น. (คงเกิน 90 นาทีไปไม่นานหรอก) ประตูมันไม่เปิดให้อ่ะ เราเลยติดต่อเจ้าหน้าที่ เค้าแจ้งว่าเราอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าเกิน 90 นาที ต้องเสียค่าปรับ 41 บาท (ตามอัตราราคาค่าโดยสารสูงสุด) เราก็บอกว่าใช่เราอยู่ในนั้นเกิน 90 นาทีจริงเพราะแวะคุยกับเพื่อน แต่ไม่เห็นเคยได้รับข่าวสารจากทางรถไฟฟ้าเลยว่า ถ้าอยู่ในสถานี (คือในพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี แบบว่าไม่ได้แตะบัตรโดยสารออกน่ะ) เกิน 90 นาทีจะถูกปรับ


เค้าเลยบอกว่า มีโบชัวร์อยู่ แล้วก็หยิบมาให้เรา เราก็งงบอกว่าซื้อบัตรโดยสารมา 1 ปีแล้วทำไมไม่เคยเห็นพนักงานขายแจกใบนี้ให้ข่าวสารข้อมูล ที่สำคัญคือไอ้ใบประชาสัมพันธ์นี้อยู่ด้านในที่พนักงานหยิบได้เท่านั้น คือไม่มีเอามาวางข้างนอกให้เราหยิบดูอ่ะ …เราบอกว่าไม่เห็นเคยรู้เรื่องจะได้เอาไปเขียนเมลล์บอกต่อ พนักงานบอก เชิญค่ะ ...โห ท้าทายแบบนี้ชอบเจงๆ
เราบอกจริงๆแล้วตอนที่เราซื้อบัตร พนักงานขายควรจะถามว่ามีใบนี้หรือยัง ถ้าไม่มีก็ควรจะให้ ไม่ใช้เอาไปเก็บไว้ซะมิดชิด (คงเอาไว้ชั่งกิโลขายม้างงงง กูละเบื่อ) พนักงานก็กวน (ประสาท ส้นเท้ามาก) บอกว่า 41 บาทค่ะ เราก็หยิบให้ 40 แล้วเอากระเป๋าใส่เหรียญมาจะหยิบให้อีก 1 บาท น้องแกก็บอกว่า ขาด 1 บาท เราบอกเดี๋ยวหยิบอยู่ แล้วที่นี้พี่พนักงานอีกคน 1 เดินมาคุยกับเรา เค้าก็พูดจาดีนะ เราก็คุยกับเค้าว่าเออพี่น่าจะมีแจ้งนะซื้อตั๋วมาปีนึงแล้วไม่เห็นรู้เรื่องเลย ไอ้น้องเวรนั่นพูดอีก ขาดบาทนึง เราเลยบอก ก็บอกว่าหยิบอยู่ไม่เห็นหรือไง (นึกในใจ อีโง่....แม่งให้ไป 40 แระอีกบาทเดียวคงไม่ชักดาบหรอก)


ช่วยกันฟอร์เวิร์ดต่อๆกันไปละกันนะ จะได้ไม่เสียค่าโง่นะค้าบบบบ

ถ้าเมลล์นี้ไปถึง บมจ. รถไฟฟ้ากรุงเทพ ได้จะดีมาก เค้าจะได้เอาใบนี้ออกมาให้คนโดยสารหยิบได้...ไม่ต้องถูกมัดมือชกแบบนี้ ...อันนี้โฆษณาให้ไม่คิดเงินนะเนี่ย ไหนๆนักงานเค้าก็ท้าทายมาแระ เราก็เสียเวลาเขียนซะหน่อย ไม่งั้นเดี๋ยว MRT จะมีรายได้ค่าเบี้ยปรับมากเกิน งบประมาณที่ตั้งไว้อ่ะ
ไม่รู้ BTS เป็นแบบเดียวกับ MRT ป่าวนะลองเช็คดูละกันนะจ๊ะ

Rama 9 หาดูยากมากนะภาพแบบนี้‏
















ได้เวลาชกข้ามรุ่น‏


เรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 213 ประจำวัน อาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2009

โดย ทีมข่าวรายวัน


ได้เวลา..ชกข้ามรุ่น

“การรณรงค์เพื่อลงประชามติ “โนโหวต-ไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ 2550” เกิดกระแสไปทั่วแผ่นดิน โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน”นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) กล่าวไว้ในหนังสือ “ชกข้ามรุ่น” ที่เรียบเรียงโดย “โลกวันนี้” ยืนยันถึงแนวทางการต่อสู้ของตนและคนเสื้อแดงว่า ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการและกลุ่มอำมาตย์ เพราะคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชน“การต่อสู้ของคนเสื้อแดงมีแต่คนเสื้อแดงด้วยกันจริงๆ เวลาพันธมิตรฯต่อสู้เขาเอาหลังพิงกองทัพ เอาหลังพิงอำมาตย์ เอาหลังพิงอำนาจนอกระบบ องค์กรอิสระต่างๆนานา แต่เสื้อแดงเราไม่มีใคร เราทำได้แค่เอาหลังพิงกัน แล้วสู้ด้วยกัน”

เสื้อแดงชุมนุมใหญ่

การชุมนุมของคนเสื้อแดงวันที่ 27 มิถุนายนที่สนามหลวงจึงถือเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกหลังเหตุการณ์สงกรานต์เลือด แม้จะชุมนุมไม่ยืดเยื้อ แต่ก็เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนายณัฐวุฒิให้เหตุผลของการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ว่าอยู่ภายใต้จุดยืนหลักเหมือนเดิมคือต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตย และขับไล่รัฐบาลชุดนี้ด้วยเหตุผลเป็นผลผลิตของระบอบอมาตย์ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดง ระบุว่า จะระดมแดงทั้งแผ่นดินครั้งใหญ่อีกรอบให้มาร่วมเต็มความจุของสนามหลวง และถ้าเป็นไปได้ครั้งต่อไปจะนัดหมายกันใหม่ให้เต็มไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ครั้งที่ 3 จะให้ไปถึงกองทัพบก และครั้งที่ 4 จะให้ไปถึงทำเนียบรัฐบาล แต่ก็เตือนรัฐบาลและกลุ่มเสื้อน้ำเงินว่าอย่าใช้กลไกอะไรเพื่อสร้างสถานการณ์

“ทักษิณ” ปลุกไล่ “อภิสิทธิ์”

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินไปที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่พัทยาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากอ้อนอยากกลับบ้านเพราะรู้สึกเหงาและเป็นห่วงประชาชนแล้ว ยังชักชวนคนเสื้อแดงให้ไปชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ในวันที่ 27 มิถุนายนด้วย“ถึงเวลาทวงประชาธิปไตยคืนให้ประชาชนแล้ว ไม่รู้ว่าประเทศไทยไปทำเวรทำกรรมอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ไว้ เพราะสมัยที่ประเทศเป็นหนี้ IMF ก็มาจากการบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังจะไปกู้เงินมาอีก ซึ่งมากกว่าเดิมหลายแสนล้านบาท”

รัฐบาลอภิสิทธิ์สอบตกจึงไม่แปลกที่ผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ที่ประเมินผลงาน 6 เดือนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะ “สอบตก” คือได้คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยแค่ 4.06 คะแนน จาก 10 คะแนน ขณะที่ผลงานของพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้เพียง 3.40 คะแนนนอกจากนี้เสถียรภาพของรัฐบาลก็ถูกมองว่าค่อนข้างง่อนแง่น เพราะนายอภิสิทธิ์แทบไม่มีอำนาจสั่งรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลได้เลย ตรงข้ามกลับถูกพรรคร่วมรัฐบาลต่อรองผลประโยชน์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีอำนาจต่อรองอย่างมากกับพรรคประชาธิปัตย์

“มหามิตร” ที่เปลี่ยนไปแม้แต่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ว.สรรหา ที่ถือว่าเป็นเหมือน “มหามิตร” ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาท้าทายและกดดันรัฐบาลอย่างชัดเจน โดยการประกาศจะล้มรัฐบาลหากอนุมัติโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน มูลค่ากว่า 60,000 ล้าน นอกจากนี้การลงมติคว่ำร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ด้วยคะแนนเสียง 58 ต่อ 33 งดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ก็ถือเป็นการท้าทายและหักหน้ารัฐบาลอย่างชัดเจน!จะเป็นเพราะผลงานของรัฐบาล หรือพฤติกรรมของพรรคร่วมรัฐบาล หรือเกมการเมืองของพันธมิตรฯที่ต้องแย่งชิงพื้นที่ทางการเมืองกับทุกพรรคหลังจากการตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาแล้วก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวก็เป็นการตอกย้ำให้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์รู้ว่าโอกาสที่รัฐบาลจะอยู่ครบ 1 ปีคงแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะสามารถทำงานและต่อรองผลประโยชน์กับพรรคร่วมรัฐบาลได้อีกนานแค่ไหน ขณะที่เสียง ส.ว. ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นแรงหนุนสำคัญให้พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ก็ออกมาท้าชนและพร้อมจะเป็นฝ่ายค้านและคว่ำรัฐบาลนี่คือสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นว่ามหามิตรของพรรคประชาธิปัตย์วันนี้มีความรู้สึกอย่างไร ขณะที่ผลงานของรัฐบาลก็สอบตก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลออก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ.กู้เงิน 800,000 ล้านบาท และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

“รัฐธรรมนูญ” ระเบิดเวลากระแสข่าวการยุบสภาจึงไม่ใช่แค่ข่าวลือแน่นอน เพราะทุกพรรคการเมืองต่างเตรียมตัวเพื่อการเลือกตั้งครั้งใหม่แล้ว แต่ที่มีปัญหาขณะนี้คือทุกพรรคการเมืองต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ได้สรุปไปแล้วว่าต้องการให้แก้ไขมาตราใดและประเด็นใดบ้างไม่ว่าจะเป็นประเด็นการยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค และการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว“ถ้ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ พรรคร่วมรัฐบาลก็ไปไหนไม่ได้ จำต้องอยู่ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ไปแบบผีเน่ากับโลงผุ ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 2 ปีครึ่ง ก็ดูเชิงกันไปเรื่อยๆ และต้องประคับประคองกันไปให้ตลอดรอดฝั่ง”แหล่งข่าวที่อ้างเป็นคำพูดของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลให้ความเห็นกับสื่อ

โดยเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์พยายามดึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง เพราะหากใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวจะทำให้พรรคร่วมมีโอกาสชนะเลือกตั้งมากขึ้นโดดเดี่ยวประชาธิปัตย์ข่าวแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลนัดหารือกันเมื่อค่ำวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยไม่มีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ร่วมด้วยนั้น แม้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะอ้างว่าตนกับนายอภิสิทธิ์ติดธุระก็ตาม แต่คงยากที่จะทำให้คนทั่วไปเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเหมือนเดิม แม้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะอ้างว่าเป็นการพูดคุยกันธรรมดา โดยเฉพาะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 ที่พรรคภูมิใจไทยแพ้พรรคเพื่อไทยขาดลอยแต่กระแสข่าวอีกด้านหนึ่งยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการจัดสรรเงินกู้ ซึ่งรายงานข่าวอ้างว่านายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้เตือนไม่ให้พรรคร่วมรัฐบาลทำอะไรผลีผลามในขณะนี้ เพราะถ้ากดดันพรรคประชาธิปัตย์มากไปอาจมีการประกาศยุบสภาขึ้นมา แต่ให้ประคองรัฐบาลไปจนกว่าการพิจารณางบประมาณจะเสร็จเรียบร้อย รวมทั้งเงินกู้ 800,000 ล้านบาทประชาธิปัตย์-เพื่อไทย

ขณะที่กระแสข่าวรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ทวีความรุนแรงมากขึ้นก็มีข่าวว่านายสุเทพได้มีการหารือนอกรอบกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดยนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม และประธานภาคกลาง โดยพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจะจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเพื่อยุติปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลที่มีการกดดันและต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ แต่พรรคเพื่อไทยเสนอเงื่อนไขว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. ที่มีภาพความเป็นคนกลาง ซึ่งเป็นไปได้ยากเพราะพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปแม้ข่าวดังกล่าวจะเป็นไปได้ยากเหมือนอย่างที่นายสุเทพออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยพบกับนายเผดิมชัย ทั้งไม่เคยคิดทรยศพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพราะเป็นคนไปเชื้อเชิญพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคให้เข้ามาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลเองนับถอยหลังยุบสภาอย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะแตกหักกันในเร็วๆนี้ เพราะในส่วนของพรรคภูมิใจไทยก็มีการปูทางหาเสียงและหาเงินเข้าพรรคอย่างเปิดเผย

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ระดมทุนและประชุมแกนนำพรรคเพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งแล้วเช่นกันส่วนพรรคการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯที่ถูกมองว่าจะเป็น “หอกข้างแคร่” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็เดินหน้าเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้ เพราะแกนนำพันธมิตรฯเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องยุบสภาก่อนสิ้นปีนี้แน่นอนขณะที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจกับการบริหารงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญได้อย่างเด็ดขาดทั้งที่ประชาชนให้โอกาส ส่วนตัวรู้สึกว่าในที่สุดคงจะไปไม่ไหว จึงไม่รู้ว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารได้อีกนานหรือไม่ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการสะสมความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลด้วยว่าจะเอาใจออกห่างเมื่อใดได้เวลา “ชกข้ามรุ่น”สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้จึงถือว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่าการเมืองจะยังเป็นเบี้ยหัวแตกและแบ่งพวกแบ่งฝ่ายเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ ตราบใดที่เงื่อนไขของวิกฤตไม่ได้ถูกแก้ไขหรือทำลายทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญร่างทรง คมช. หรือการพยายามรักษาอำนาจของกลุ่มอำมาตย์และเผด็จการในกองทัพ

แต่กระแสข่าวอีกด้านหนึ่งก็ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะวันนี้กลุ่มอำมาตย์และฝ่ายเผด็จการทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยต่างรู้ดีว่ากระแสของประชาชน โดยเฉพาะระดับรากหญ้าและคนชั้นกลางพร้อมจะออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องและทวงคืนประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา อย่างที่คนเสื้อแดงประกาศจะชุมนุมใหญ่วันที่ 27 มิถุนายน และจะชุมนุมต่อไปอีก 3 ครั้ง โดยจะให้มีจำนวนผู้ชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้กลุ่มอำมาตย์และเผด็จการตระหนักว่าไม่สามารถใช้ “อำนาจลี้ลับ” หรือ “อำนาจพิเศษ” มาบงการประชาชนและใช้การยึดอำนาจเหมือนที่ผ่านมาที่สำคัญการต่อสู้ครั้งนี้คนเสื้อแดงอาจไม่ได้สู้อย่างโดดเดี่ยว แต่มีความเป็นไปสูงว่าคนเสื้อเหลืองที่เคยต่อสู้กันมาอย่างเอาเป็นเอาตายอาจสร้างปรากฏการณ์ใหม่เพื่อประชาธิปไตยและประชาชน ด้วยการแตะมือกันเพื่อโค่นล้มกลุ่มอำมาตย์และเผด็จการที่มีอำนาจลับและอำนาจพิเศษรักษาผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องตลอด 77 ปีที่ผ่านมาเพราะวันนี้ประชาชนต่างรู้ดีว่าทำไมอำนาจไม่เคยอยู่ในมือประชาชนเลย ทั้งที่ทุกรัฐบาลก็อ้างว่าเป็นรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย แต่อำนาจที่แท้จริงกลับไม่ใช่ของประชาชน อีกทั้งยังต้องทนอยู่กับระบอบเผด็จการและวังวนอุบาทว์ครั้งแล้วครั้งเล่า

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระแสของคนเสื้อเหลืองหรือคนเสื้อแดง ต่างเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน แม้จะเหมือนการ “ชกข้ามรุ่น” ที่แทบจะไม่เห็นชัยชนะเลยก็ตาม แต่หากประชาชนทุกคนลุกขึ้นสู้เหมือนอย่างคนเสื้อแดงในขณะนี้ แม้จะมีแค่มือเปล่าก็เชื่อว่ากลุ่มอำมาตย์และกลุ่มเผด็จการที่มีทั้งอำนาจและอาวุธมากมายคงไม่สามารถต้านทานกระแสประชาชนได้อย่างแน่นอน

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 213 วันที่ 27 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 หน้า 4 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=3369

NVii Tactical MBG 30s final finish‏

video

โทษของ "โคล่า"‏




การดื่มน้ำอัดลมประเภท "โคลา" มากเกินไป


ก่อให้เกิดความผิดปกติที่กล้ามเนื้อ จากสถิติพบว่า มีผู้ที่ชอบดื่มโคลามากกว่า 2 ลิตรต่อวันเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตก็เพิ่มปริมาณเครื่องดื่มที่วางขายในท้องตลาดมากขึ้น ดร.โมเซส อาลีซาฟ จากมหาวิทยาลัยไอโอนนินา ประเทศกรีซ ผู้ศึกษา กล่าวว่า "โรคที่พบนั้นมีทั้งฟันผุ เบาหวาน กระดูกบาง กล้ามเนื้อและจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ทั้งยังมีโรค "ไฮโปคาลีเมีย" หรือระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำเกินไป"ดร.อาลีซาฟยกตัวอย่างถึงกรณีผู้ป่วยหญิงอายุ 21 ปีและกำลังตั้งครรภ์ มาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เธอมีอาการอ่อนเพลีย ไม่อยากกินอาหาร อาเจียน


จากการสอบถามพบว่า ผู้ป่วยดื่มโคลาวันละ 3 ลิตรทุก ๆ วัน เป็นเวลานาน 6 ปีแล้ว และพบโรค "ไฮโปคาลีเมีย" ด้วย สำหรับการรักษาทำโดยงดดื่มโคลาและให้รับประทานโพแทสเซียม ไม่นานผู้ป่วยกลับมีสุขภาพแข็งแรงดีในเคสอื่นที่ผู้ป่วยดื่มโคลาวันละ 2-9 ลิตร พบว่า ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อผิดปกติไปจนถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ถาวรดร.อาลีซาฟกล่าวต่อไปว่า "


ปัจจุบันในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีการขายเครื่องดื่มแก้วใหญ่ ขวดใหญ่มากขึ้น เราควรต้องจับตาดูเพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค"ส่วนสาเหตุที่โคลาทำให้ปริมาณโพแทสเซียมในร่างกายลดลงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ที่อาจเป็นไปได้คือ น้ำตาลในโคลาทำให้ไตขับโพแทสเซียมออกไปมากเกินไป อีกทฤษฎีหนึ่งคือ กาเฟอีนในโคลาเป็นตัวขับโพแทสเซียม และแม้จะเป็นน้ำอัดลมที่ไม่มีกาเฟอีน แต่ก็ทำให้เกิดโรค "ไฮโปคาลีเมีย" ได้เช่นกัน เพราะน้ำตาลฟรุกโตสในน้ำอัดลมทำให้ท้องเสียได้

ฮาค่อด ๆ ขอบอก...‏
























































ถ้าเกิดตกลงไปบนรางรถไฟฟ้า‏



ถ้าเกิดตกลงไปบนรางรถไฟฟ้า จะถูกไฟช๊อตมั้ย รางวิ่งจะเป็น Ground รางวิ่งจริงๆมันจะอยู่ในรางที่สาม ข้างๆ ที่มีที่ครอบสีขาวๆ ถ้าตกลงไปจะเจอรางวิ่ง จึงไม่ช๊อต ยกเว้นแต่จงใจเอามือไปสอดแหย่เข้าไปในรางจ่ายไฟ ภาพประกอบ รางจ่ายไฟ....


ถ้าเผลอร่วงลงไปจริงๆ เขาทำช่องหลบไว้ให้แล้ว อยู่ใต้ชานชาลา....ตกไปจริงๆ ให้นอนราบไปใต้ราง แล้วจะรอด เค้าเตรียมไว้เผื่อเหตุไม่คาดคิดแล้ว (จริงๆเค้าเตรียมไว้เวลาของหล่น ไม่ให้ขวางราง) ถึงไฟฟ้ามันจะมาพร้อมกับรางที่สาม (Third rail) แต่มีแรงดันตั้ง 750 V จึงอาจจะมีโอกาสที่ไฟฟ้าจะกระโดดออกจากรางมาเข้าตัวเราได้เหมือนกัน ถ้าเราไปอยู่ใกล้ๆ มากๆๆ ไฟกระโดดแบบ Jacob's Ladder ไฟฟ้าไม่ถึง 1kV ในอากาศธรรมดา กระโดดมีระยะทางไม่ไกล ตัวอย่างจากรูป 480V


ถ้าสอนไม่ได้ ช่วย Fwd ส่งต่อก็ยังดี....








*** วันจันทร์ถึงศุกร์ ประมาณ 15.30 - 18.00 น.

ใครพอมีเวลา (กี่ชั่วโมงก็ได้) และอยากใช้เวลาให้เป็นประโยชน์บ้างคะ

มีน้องๆ นักเรียนตาบอด ระดับ ม. 1 - ม. 6 รอให้พี่ๆไปสอนการบ้านให้ น้องๆน่ารักทุกคนค่ะ

** สอนที่ ' โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ '

อยู่ตรงสี่แยกราชวิถี ใกล้รพ.รามา+บ้าน เด็กอ่อนพญาไท+บ้านราชวิถี

รถเมล์ สายที่ผ่านด้านหน้า

สาย 8 , 12 , 14 , 18 , 28 , 92 , 97 , 108 ฯลฯ

ปอ . 9 , 10, 515 , 522

ถ้าสามารถขึ้นรถไฟฟ้าจะสะดวกมาก ลงสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ แล้วต่อรถหน้ารพ.ราชวิถี ได้เลย

หมายเหตุ ฝากบอกต่อ และฟอร์เวิร์ดต่อด้วยนะคะ

ขอขอบคุณครับ

ขออนุโมทนาบุญกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆไว้ล่วงหน้าเลยนะคะ







ประโยชน์ของถั่วเหลืองกับประชากรวัยทอง

ประโยชน์ของถั่วเหลืองกับประชากรวัยทอง


วัยทอง คืออะไร

ภาวะหมดประจำเดือนคืออะไร

การให้ฮอร์โมนทดแทน

ประโยชน์ของไฟโตเอสโตรเจน

ไฟโตเอสโตรเจนคืออะไร

ถั่วเหลืองกับสุขภาพ

วัยทอง คืออะไรวัยทอง เป็นช่วงต่อระหว่างวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและวัยสูงอายุ ประชากรชายและหญิงในช่วงอายุ 40 หรือ 45 ปีขึ้นไป ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะมีการผลิตฮอร์โมนเพศลดลง ทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคลในวัยนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นในครอบครัวและสังคมได้ ในผู้ชายวัยทอง การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ไม่ได้ลดลงอย่างเฉียบพลัน ผู้ชายบางคนก็อาจมี หรือหยุดทันทีเหมือนผู้หญิง ในทางตรงกันข้าม วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิงเป็นช่วงเวลาที่สิ้นสุดการมีประจำ เดือนแล้ว เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เกิดอาการต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว กลุ่มอาการหมดประจำเดือน (Menopausal Symptom) ได้แก่ มีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่าย

บางคนมีปัสสาวะบ่อย แสบ เวลาไอจามอาจมีปัสสาวะเล็ด ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวที่พบ ได้แก่ โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือดจากการมีระดับไขมันในเลือดสูงโดยเฉพาะระดับโคเลสเตอรอล บางรายอาจเกิดโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุมากขึ้น ภาวะหมดประจำเดือนคืออะไรผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง ช่วงเวลาที่ประจำเดือนเริ่มมาในเวลาที่ไม่แน่นอน ถี่บ้างห่างบ้างตามกระแสขึ้นลงของฮอร์โมนเพศ เราเรียกระยะนี้ว่า ระยะก่อนหมดประจำเดือน (Premenopause) ทำให้ผู้หญิงบางคนเริ่มมีอาการตามมาหลายอย่าง เช่น ประจำเดือนมาไม่เป็นเวลา นอนไม่ค่อยหลับ อารมณ์แปรปรวน ร้อนวูบวาบ ในทางการแพทย์ ผู้หญิงจะเข้าวัยหมดประจำเดือนจริงๆเมื่อประจำเดือนหยุดมาอย่างสิ้นเชิง อย่างน้อย 1 ปี ซึ่งอาจเกิดได้ระหว่างอายุ 45 - 55 ปี ขึ้นกับสุขภาพและกรรมพันธุ์ของแต่ละคน เช่น บางคนหมดประจำเดือนตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือน้อยกว่า อายุโดยเฉลี่ยของผู้หญิงไทยที่หมดประจำเดือนเท่ากับ 51 ปี

ผู้หญิงที่เคยสูบบุหรี่หรือยังสูบบุหรี่อยู่มักจะเข้าวัยหมดประจำเดือนเร็ว กว่าผู้หญิงทั่วไป การรักษาโรคบางอย่างที่ทำให้ต้องตัดรังไข่ออกหรือฉายรังสีที่ไข่ การให้เคมีบำบัดและยาบางชนิดอาจทำให้ประจำเดือนหยุดมาได้ แต่การตัดมดลูกโดยไม่ตัดรังไข่ไม่ถือว่าเป็นภาวะหมดประจำเดือน ท่านสามารถบอกตัวเองได้ว่ากำลังจะหมดประจำเดือนโดยสังเกตุการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย เช่น

1. ประจำเดือนมาไม่แน่นอน บางทีมาถี่ๆแล้วทิ้งช่วงหายไปหลายเดือนแล้วกลับมามีอีก มีเลือดประจำเดือนออกแบบมากกว่าปกติหรือมาทุก 2-3 สัปดาห์

2. อาการร้อนวูบวาบ (Hot Flash) ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะเคยมีอาการร้อนวูบวาบเกิดขึ้นบางครั้งมีอาการ เหงื่อออกมากกว่าปกติทั้งที่อากาศเย็น หรือมีเหงื่อออกตอนกลางคืนหรือขณะหลับอยู่ อาการเหล่านี้มักเกิดบ่อยในช่วง 2-3 ปีแรกที่ประจำเดือนหมด โดยความรุนแรงจะไม่เท่ากันในผู้หญิงแต่ละคน

3. มีอาการนอนไม่หลับหรือหลับยาก บางคนตื่นบ่อยๆ กลางดึกหรือตื่นเช้ากว่าปกติ

4. มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย บางคนมีอาการเศร้าซึม

5. ปัญหาของช่องคลอด ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อของช่องคลอดบางลง ความยืดหยุ่นและความหล่อลื่นลดลง ทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาร่วมเพศ หรือมีอาการแสบ คัน

6. ปัญหาของระบบทางเดินปัสสาวะ ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเยื่อบุท่อปัสสาวะบางลง และมีความแข็งแรงของกระเพาะปัสสาวะลดลง ผู้หญิงวัยทองมักมีอาการปัสสาวะแล้วแสบ กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้หรือไม่นาน ปัสสาวะเล็ดหรือราดเวลาไอจามหรือยกของหนัก

7. ความเต่งตึงและชุ่มชื้นของผิวหนังลดลงเพราะร่างกายสร้างสารคอลลาเจนลดลง ผิวหนังแห้งง่าย มักมีอาการคัน ควรหาโลชั่นหรือครีมทาจะช่วยให้หายคันได้

8. การเจริญพันธุ์ลดลง เนื่องจากเวลาตกไข่ไม่แน่นอน แต่สามารถตั้งครรภ์ได้เสมอจนกว่าประจำเดือนจะหยุดมาเป็นเวลา 1 ปีเต็มการให้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy; HRT)ผู้หญิงในวัยใกล้หมดประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือนจะมีภาวะที่มีฮอร์โมน บกพร่องและไม่สมดุลย์ ทำให้เกิดกลุ่มอาการหมดประจำเดือน การให้ฮอร์โมนทดแทนสามารถลดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน อารมณ์แปรปรวน และช่วยลดอาการทางระบบสืบพันธุ์และปัสสาวะ ทำให้ผู้หญิงในกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รวมทั้งมีผลป้องกันกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนได้ แต่การให้ฮอร์โมนทดแทนในปัจจุบันยังมีข้อขัดแย้งถึงผลดีผลเสียที่เกิดจากการ ใช้ เช่น จากการศึกษาของกลุ่มผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา (Women’s Health Initiative) พบว่า การให้ฮอร์โมนทดแทนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและโรคหัวใจและ หลอดเลือด ดังนั้นการให้ฮอร์โมนทดแทนจึงต้องพิจารณาเลือกให้เหมาะสมต่อผู้หญิงแต่ละคน โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ด้วยความกลัวต่อโรคมะเร็งทำให้ผู้หญิงจำนวนมากยอมทนอาการไม่สุขสบายต่างๆโดย ไม่ยอมรับการใช้ฮอร์โมนทดแทนและมองหาการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกโดยใช้สาร ประกอบจากธรรมชาติ เช่น ไฟโตเอสโตรเจนประโยชน์ของไฟโตเอสโตรเจนการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า คนตะวันตกเป็นมะเร็งของเต้านม มะเร็งของลำไส้ใหญ่และมะเร็งของต่อมลูกหมากสูงกว่าคนเอเชีย

โดยมีทฤษฎีว่า อาหารของคนเอเชีย เช่น คนญี่ปุ่น คนจีน น่าจะมีผลต่อการสร้างฮอร์โมนหรือกระบวนการชีวเคมีในเซลล์ของคน โดยมีหลักฐานแสดงว่า สารประกอบที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน เรียก ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งพบมากในถั่วเหลือง เมล็ดธัญพืชหลายชนิด และผลเบอรี่ มีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งได้ โดยมีผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศ ขบวนการเมตาบอลิสม การทำงานของเอนไซม์ การสร้างโปรตีน การทำงานของ Growth Factor การเพิ่มจำนวนและการเปลี่ยนสภาพของเซลล์มะเร็ง

การเจริญเติบโตของเส้นโลหิต การรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค บางอย่างได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งของเนื้อเยื่อระบบสืบพันธุ์ และโรคกระดูกพรุนไฟโตเอสโตรเจนคืออะไรไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) เป็นสารประกอบเอสโตรเจนที่พบได้ในพืชมากกว่า 300 ชนิดแต่มีมากที่สุดในถั่วเหลือง ไฟโตเอสโตรเจนออกฤทธิ์แบบเอสโตรเจนได้ต่ำกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนของคน (อยู่ในช่วงระหว่าง 1/500 ถึง 1/1000 เท่าของฤทธิ์ของ Estradiol)

นอกจากนี้ไฟโตเอสโตรเจนยังสามารถแสดงฤทธิ์แบบยับยั้งฤทธิ์ของเอสโตรเจนใน ร่างกาย (Antiestrogenic Effect) ได้ พบว่าที่ความเข้มข้นของ ไฟโตเอสโตรเจนขนาด 100 – 1,000 เท่าของเอสโตรเจนในร่างกายซึ่งเป็นระดับไฟโตเอสโตรเจนในเลือดที่พบได้หลัง การรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจนในปริมาณปกติ ไฟโตเอสโตรเจนจะแย่งจับ Estrogen Receptor กับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย และช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ที่ถูกกระตุ้นด้วยได้ด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน

ดังนั้นไฟโตเอสโตรเจนจึงอาจจะลดหรือยับยั้งฤทธิ์ของเอสโตรเจนที่มีต่อเซลล์ หรือเนื้อเยื่อที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจน เช่น เนื้อเยื่อเต้านม เป็นต้น ซึ่งทำให้ไฟโตเอสโตรเจนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ เราสามารถแบ่งไฟโตเอสโตรเจนออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) คูมิสแตน (Coumestans) และลิกแนน (Lignan) ไฟโตเอสโตรเจนที่พบมากในอาหารของคนคือ ไอโซฟลาโวนและลิกแนน ไอโซฟลาโวนซึ่งมีฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจนมีในถั่วหลายชนิดโดยเฉพาะในถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของคน

ส่วนลิกแนนนั้นพบในธัญพืช ผักและผลไม้ ในถั่วเหลืองมีไอโซฟลาโวนที่สำคัญคือ เดดซีน (Daidzein) และ จีนีสทีน (Genistein) ในปัจจุบันการวิจัยมากมายมุ่งเน้นความสนใจมาที่ “ไอโซฟลาโวน” ถั่วเหลืองกับสุขภาพถั่วเหลืองกับภาวะหมดประจำเดือนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมักมีอาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิด มีอาการทางผิวหนังและเยื่อบุบริเวณช่องคลอด (อักเสบ แห้ง) รวมทั้งมีอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น การใช้ฮอร์โมนทดแทนแม้จะช่วยลดอาการไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นแต่ก็มีความเสี่ยง ต่อโรคมะเร็งเต้านม การรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองซึ่งมีไอโซฟลาโวนเป็นส่วนประกอบและมี สูตรโครงสร้างคล้ายเอสโตรเจนอย่างสม่ำเสมอ จึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้หญิงที่ไม่ต้องการใช้ฮอร์โมนทดแทน ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบแล้วยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งที่พึ่ง ฮอร์โมนรวมทั้งลดระดับไขมันในเลือดได้

มีการศึกษาจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าการบริโภคโปรตีนถั่วเหลืองที่มีไอโซฟลาโว นหรือการเสริมไอโซฟลาโวนสามารถเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและลดอาการร้อนวูบ วาบที่เกิดจากภาวะหมดประจำเดือน นากาตะและคณะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองกับ ความถี่ของอาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงญี่ปุ่น ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นที่รับประทานผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองมากทั้งในแง่ปริมาณรวมของ ถั่วเหลืองและไอโซฟลาโวนจะมีความถี่ของอาการร้อนวูบวาบน้อยกว่า มีรายงานว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในยุโรปมีอาการร้อนวูบวาบร้อยละ 70-80 ขณะที่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในมาเลเซีย จีนและสิงคโปร์มีอาการร้อนวูบวาบร้อยละ 57, 18 และ 14 ตามลำดับฮันท์ลีย์และเอิรนสท์ ได้ทำการประเมินประโยชน์ของการใช้ถั่วเหลืองและไอโฟลาโวนโดยวิเคราะห์ผลจาก การวิจัยทางคลินิก (Randomized Clinical Trials) 10

เรื่อง พบว่า ผลการศึกษายังมีความขัดแย้งคือ มี 4 การศึกษาที่แสดงถึง ประโยชน์ของการบริโภคไอโซฟลาโวนตั้งแต่ 34 ถึง 134 มิลลิกรัมต่อวันทั้งในรูปแป้งถั่วเหลือง โปรตีนถั่วเหลืองหรือสกัดใส่แคบซูลในการช่วยลดกลุ่มอาการที่เกิดจากภาวะหมด ประจำเดือน ขณะเดียวกันอีก 6 งานวิจัยไม่แสดงความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมถั่วเหลืองกับโรคกระดูกพรุนโรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มีความผิดปกติของกระดูกทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง เกิดกระโกหักได้ง่ายแม้ได้รับการกระทบกระทั่งเพียงเล็กน้อย ทำการวินิจฉัยได้โดยการวัดความหาแน่นของมวลกระดูก สาเหตุที่พบได้บ่อยและสำคัญมากที่สุดคือ การขาดเอสโตรเจนจาการหมดประจำเดือน แคลเซียมมีผลต่อมวลกระดูกตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ การเสริมแคลเซียมสามารถทำให้มวลกระดูกสูงขึ้นแม้จะได้รับแคลเซียมจากอาหาร เพียงพอตามข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (RDA) แล้ว ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนจะมีการสูญเสียเนื้อกระดูกประมาณร้อยละ 3-5 ต่อปีในเวลา 3-5 ปี ทำให้มวลกระดูกลดลงประมาณ 15 %

หลังจากนั้นอัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกจะลดลงสู่ระดับเดิมคือ ร้อยละ 0.5 – 1 ต่อปีจนเข้าสู่วัยสูงอายุ การเสริมแคลเซียมในช่วงนี้ไม่สามารถขจัดผลของการขาดเอสโตรเจนได้แต่ช่วยลดผล ที่เกิดจากการขาดแคลเซียม ผู้หญิงควรได้รับแคลเซียมจากอาหารวันละ 800 – 1200 มิลลิกรัม อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ นม ปลาทอดกรอบกินได้ทั้งกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้ เป็นต้น การศึกษาการบริโภคแคลเซียมในผู้ใหญ่ชาวไทย พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 361 มิลลิกรัมต่อวันเป็นปริมาณที่ต่ำกว่าที่ควรได้รับประจำวันมาก การศึกษาทางระบาดวิทยาได้แสดงให้เห็นว่า การบริโภคแคลเซียมที่น้อยกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน มีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเกิดสะโพกหักในชาวยุโรป และการเสริมแคลเซียมมีผลป้องกันการเกิดกระดูกหักจากภาวะกระโกพรุนได้โดย เฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ ในกรณีที่อาหารอย่างเดียวไม่สามารถให้แคลเซียมเพียงพอต่อความต้องการของร่าง กายอาจพิจารณาให้ยาเม็ดแคลเซียมเสริม เช่น Calcium Carbonate, Calcium Citrate เป็นต้น

การทดลองในหนูพบว่า จีนิสทีน (ไอโซฟลาโวนชนิดหนึ่ง)ให้ผลคล้ายยาประเภทเอสโตรเจนชื่อ พรีมาลิน (Premalin) สามารถลดการสูญเสียมวลกระดูกได้ โปรตีนถั่วเหลืองสามารถป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูกที่เกิดจากขาดฮอร์โมน จากรังไข่ของหนูที่ถูกตัดรังไข่ทิ้ง (เกิดการสร้างมวลกระดูกมากกว่าการสลายกระดูก) สำหรับการศึกษาในคนนั้น ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลว่า ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ เนื่องจากมีการศึกษาทีแสดงให้เห็นว่า มีการสูญเสียของมวลกระดูกน้อยกว่าหรือเพิ่มมวลกระดูกมากกว่าในกลุ่มตัวอย่าง ที่ได้รับไอโซฟลาโวนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ก็มีการศึกษาที่ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับไอ โซฟลาโวนจากถั่วเหลือง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากถั่วเหลือง เพื่อให้ได้รับไอโซฟลาโวนมากกว่าจะรับประทานเป็นเม็ดยาถั่วเหลืองกับโรคหัวใจขาดเลือดโดยทั่วไปหญิงวัยหมดระดูจะมีเอชดีแอล-คลอโคเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol) ลดลงและแอลดีแอล-คลอเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการลดลงของระดับเอสโตรเจน ปัจจัยต่อไปนี้ ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ เบาหวาน อ้วน การขาดการออกกำลังกาย และดื่มเหล้า เป็นปัจจัยเสี่ยงทีสำคัญที่เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด การศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ประชากรที่กินอาหารที่มีโปรตีนจากพืชสูงจะมีอุบัติการของการเป็นโรคหัวใจขาด เลือดและภาวะคลอเลสเตอรอลสูงในเลือดต่ำกว่าประชากรที่กินอาหารที่มีโปรตีน

จากสัตว์สูง แอนเดอสันและคณะได้วิเคราะห์รายงานวิจัยทางคลินิก 38 เรื่องโดยข้อมูลบ่งชี้ว่า การกินโปรตีนถั่วเหลืองเฉลี่ย 47 กรัมต่อวันทำให้ระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดลดลงร้อยละ 9 แอลดีแอล-คลอเลสเตอรอลลดลงร้อยละ 13 ไตรกลีเซอไรด์ลดลงร้อยละ 10 เชื่อว่าเป็นผลจากไฟโตเอสโตรเจนโปรตีนถั่วเหลือง 60-70 % องค์การอาหารและยาของอเมริกา (Food and Drug Administration, FDA ) และสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกา (American Heart Association, AHA)ได้แนะนำให้กินโปรตีนจากถั่วเหลือง 25 กรัม ต่อวันและให้โปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มี ไขมันอิ่มตัวและคลอเลสเตอรอลต่ำ ซึ่งอาจจะลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ถั่วเหลืองกับโรคมะเร็งมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งมดลูก มะเร็งรังไข่ ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนในร่างกายและโรคหัวใจขาดเลือด มีอุบัติการต่ำกว่าในเอเชียและยุโรปตะวันออกเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก มีรายงานว่าประเทศญี่ปุ่นมีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งที่พึ่งฮอร์โมนต่ำสุดผู้อพยพชาวเอเชียที่อยู่ในประเทศตะวันตกที่ยังรับประทานอาหารตามประเพณีดั้ง เดิมของตนมีอัตราเสี่ยงต่อโรคไม่สูงขึ้น แต่กลุ่มที่หันไปบริโภคแบบตะวัตตกมีอัตราเสี่ยงต่อโรคสูงขึ้น ซึ่งเชื่อว่า เกี่ยวข้องกับไฟโตเอสโตรเจน

โดยขึ้นกับปริมาณถั่วเหลืองที่แต่ละท้องถิ่นบริโภค เช่น คนญี่ปุ่นรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองวันละ 200 มิลลิกรัม คนเอเชียจะได้รับไอโซฟลาโวนจากอาหารวันละ 25-45 มก. จากอาหารจำพวกถั่วเมล็ดแห้งสูงกว่าคนในประเทศตะวันตก (อย่างน้อยกว่า 5 มิลลิกรัมตอวัน) ฮิรายามาและคณะพบว่าผู้หญิงญี่ปุ่นที่รับประทานซุปเต้าเจี้ยวมากจะมีอัตรา เสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่ำกว่า (ความสัมพันธ์ผกผัน) ผู้ชายญี่ปุ่นที่กินเต้าหู้มากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์มีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นครึ่งหนึ่งของของคน ที่กินเต้าหู้น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ คนญี่ปุ่นที่กินเต้าหู้มากมีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารต่ำ คนจีนที่กินถั่วเหลืองมากกว่า 5 กิโลกรัมต่อปีมีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารลดลงร้อยละ 40 หญิงจีนที่กินอาหารที่ประกอบด้วยถั่วเหลืองน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์มีอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งมะเร็งปอดเป็น 3.5 เท่า และมะเร็งเต้านมเป็น 2 เท่าของหญิงจีนที่กินอาหารที่ประกอบด้วยถั่วเหลืองทุกวัน

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Inside SPACE Station ~ ~ ~‏

video

อย่าให้อาหารปลาในทะเล...(ควรรู้ไว้!)‏




ปลาที่มากินขนมปัง



ส่วนมากจะเป็นปลาหน้าด้าน คือมาจากไหนไม่รู้ แล้วก็มากันเยอะขึ้น ๆ เรื่อย ๆ มารอแต่อาหารปลา แล้วยังเป็นอันธพาลอีกด้วยส่วนปลาขี้อายที่เป็นเจ้าถิ่นเดิม ก็จะโดนปลาหน้าด้านไล่ไปหมด ทำให้ระบบนิเวศน์ตรงนั้นไม่สมดุลย์ค่ะ น่าจะประมาณนี้นะคะ (เคยอ่านที่ อ.ธรณ์ บอกไว้ค่ะ)



ปล. ศัพท์หน้าด้าน อาจจะไม่ค่อยสุภาพขอโทษด้วยนะคะ แต่แบบเห็นภาพชัดดีค่ะ จากคุณ : fantastic GiRL



การที่เราให้อาหารปลาจะทำให้ปลาหลายชนิดเข้ามากินอาหารที่นั่นครับถ้าเราให้อาหารในบริเวณนั้นบ่อย ๆ ปลาก็จะมาอาศัยในบริเวณนั้นกันมากขึ้น โดยเฉพาะเจ้าตัวร้ายที่เราเห็นในรูป... มันคือปลาสลิดหินบั้งเขียวเหลืองครับ ...ใครที่เคยให้อาหารปลาตามแนวปะการัง ต้องเคยเห็นแน่นอนครับเพราะคุณจะเห็นแต่ปลาชนิดนี้อย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่เห็นปลาชนิดอื่น ๆ เลย



เนื่องจากปลาในตระกูลสลิดหินถึงจะเป็นปลาเล็ก แต่ดุร้ายและหวงถิ่นครับตัวเราเองไม่รู้หรอกครับ เพราะความที่มันตัวเล็ก ถึงกัดเราอย่างไรก็ไม่เจ็บ บางทีกลายเป็นว่าดูน่ารัก ... มาตอดเราด้วยแต่กับปลาด้วยกันการโดนรุมกัดหาง กัดครีบ ก็น่ากลัวอยู่ครับ



เจ้าสลิดหินพอไปอยู่ที่ไหน มันก็จะไล่ปลาอื่น ๆ ออกจากบริเวณนั้นครับปลาที่ควรจะอยู่ในระบบนิเวศน์ของที่นั้น ก็เลยต้องหนีออกไป สมดุลย์ของระบบนิเวศน์ก็จะถูกทำลาย สุดท้ายระบบนิเวศน์หรือแนวปะการังแถบนั้นก็จะล่มสลายเหลือแต่เพียงปลาสลิดหินจำนวนมากมารอรับอาหารจากนักท่องเที่ยวเท่านั้น



ถ้าไม่เข้าใจก็ลองคิดถึงห่วงโซ่อาหารนะครับ ไม่มีหญ้า ก็จะไม่มีกระต่าย พอไม่มีกระต่ายก็ไม่มีเสือทุกอย่างผูกพันกันหมดครับ



นอกจากนี้แล้ว ที่ ๆ ปลาสลิดหินควรจะอยู่ก็กลับไม่มีปลาสลิดหินอยู่ ก็อาจจะทำให้ระบบนิเวศน์ล่มสลายเช่นกันอยากรู้เพิ่มเติมก็ตามไปอ่านบทบาทของปลาสลิดหินกันต่อที่นี่นะครับ



น่าเสียดายครับ ที่ข้อมูลอย่างนี้ ไม่ค่อยมีใครรู้อย่าว่าแต่นักท่องเที่ยวเลยครับ ไกด์ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ทะเลไทยก็เลยเละลงทุก ๆ วัน



ยังไงล่ะครับยังไงก็ช่วย ๆ กันคนละไม้ละมือนะครับ บอก ๆ ต่อกันไปเรื่อย ๆ นะครับส่วนตัวผมเอง เวลาทำทัวร์ทะเล ก็ต้องจัดอบรมสต๊าฟใหม่กันเลยครับ และเรื่องนี้ถือเป็นข้อมูลบังคับที่ไกด์ต้องพูดสำหรับทุก ๆ ทริปทะเลด้วย



จากคุณ : ตะลอนมาสเตอร์





สัตว์น้ำในทะเลทุกตัวหากินด้วยตัวเองและมีระบบเกื้อกูลกับปะการังโดยธรรมชาติการให้อาหารปลาจะทำลายระบบนิเวชน์ ปลาที่เคยทำความสอาดปะการังและหากินกับปะการังก็จะเสียนิสัยและคอยรออาหารจากนักท่องเที่ยว เมื่อได้กินเป็นประจำก็จะเลิกทำมาหากิน รวมตัวกันเป็นกลุ่มและจะคอบขับไล่ปลาชนิดอื่นๆ จึงเห็นได้ว่าในทะเลทั้งด้านอันดามันและอ่าวไทยที่ไม่มีการควบคุมเรื่องนี้ จะมีบริษัททัวร์หลายทัวร์ใช้การให้อาหารปลาเป็นจุดขาย นักท่องเที่ยวที่เป็นขาจรจะตื่นเต้นที่เห็นปลาแห่กันมากันเป็นฝูง แต่บริษัททัวร์กำลังทุบหม้อข้าวตัวเองเพราะทุกวันนี้ในทะเลที่ทัวร์พาไปดำน้ำตื้นจะเห็นแต่ปลาสลิดหินเหลืองลายและปลานกแก้วเท่านั้น คนรักการดำน้ำจะเสทือนใจและหงุดหงิดมากๆ สิมิลันห้ามให้อาหารปลาค่ะ



จากคุณ : ป้านิด





Toon! การ์ตูนคลายเครียด สุดสัปดาห์‏






















ห่วงใยนะ‏




























































































ค้นหา