วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

Laughing. ดูแล้วอารมณ์ดีมากๆ ^^‏

video

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข‏

ว.วชิรเมธี ทำงานอย่างไรให้มีความสุข


ว.วชิรเมธี

ว.วชิรเมธี ทำงานอย่างไรให้มีความสุข

สุดท้ายที่จะมาเทศน์ผ่านไทยรัฐออนไลน์ คือ ท่าน ว.วชิรเมธี พระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการเทศน์ในทุกหัวข้อ จนได้ฉายาว่าพระผู้รอบรู้ เพราะแทบไม่มีเรื่องอะไรเลยที่ ท่าน ว.ตอบให้กับสังคมไม่ได้ ที่สำคัญทุก ๆ คำตอบของท่านตอบด้วยธรรมะที่คติธรรมโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด...!!!

ศิลปะการทำงานให้มีความสุข

หัวข้อทำงานอย่างไรให้มีความสุขเป็นหัวข้อของอาตมา ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. ทำงานที่ใจรัก เพราะถ้าเราทำงานที่ใจรักทุก ๆ วันจะเป็นวันแห่งความสุข เราไม่ต้องรอว่าความสุขจะมาถึงเราวันเสาร์-อาทิตย์แต่ทุกวันที่เราทำงานจะเป็นวันแห่งความสุขของเราเพราะว่าเราทำด้วยความรัก

2. ทำงานทุกชิ้นให้เต็มที่ให้ดี เพราะเมื่อเราสร้างงาน งานจะย้อนกลับมาสร้างคน งานคือเวทีแสดง ออกซึ่งศักยภาพในการทำงานของเราทุกครั้งที่เราทำงานให้เต็มที่และทำอย่างดีที่สุด คนก็จะเห็นคุณค่าของเราว่ามีมากน้อยเพียงไร ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างงาน งาน 1 ชิ้นก็จะย้อนกลับมาสร้างคน

3. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสเพราะเมื่อเราทำงานด้วยความสุจริตก็ไม่ต้องมานั่งระแวงภัยที่จะตามมาในอนาคตซึ่งเกิดจากการตามจับผิด โดยหน่วยงานของทางการต่างๆ ถ้าเราทำวันนี้ให้ถูกต้องก็ไม่ต้องนั่งกังวลว่าวันวานมันจะผิด

4. เป็นนักประสานสิบทิศ อย่ามัวแต่ทำงานจนหลงลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเก่งอยู่ได้คนเดียว แท้ที่จริงเราจะต้องอาศัยผู้ร่วมงานจากทุกฝ่ายอยู่เสมอ ดังนั้นอย่ามัวแต่ทำงานแต่จงทำคนด้วย เพื่อก่อให้เกิดสภาวะงานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ ใครทำงานได้อย่างนี้คน ๆ นั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน จนกล่าวได้ว่า งานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์
ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารักจะมีความสุขหรือเปล่า

ตอบได้อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารัก วิธีคิดที่ดีคือการมองเชิงบวก เวลาเจองานหนักก็ให้บอกตัวเองว่านี้คือการฝึกตัวเอง เวลาเจอปัญหาซับซ้อนก็บอกตัวเองว่ายิ่งปัญหาซับซ้อนเราก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น เวลาเจอเจ้านายที่ละเมียดละไมเหลือเกินก็ให้บอกตัวเองว่า นายที่รอบคอบแบบนี้จะฝึกเราให้สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นถ้าเรามองเชิงบวกให้เป็นถึงแม้เราจะไม่ได้ทำงานที่เรารักแต่เราก็จะมีความสุขเสมอ ในเมื่อไม่มีสิ่งที่เราชอบ เราก็ควรชอบสิ่งที่เรามี เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรอย่างใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำมีแง่ดีแง่งามอยู่เสมอขอให้เรามองให้เห็น ถ้ามองเห็นเราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

วิธีการมองเห็นทำอย่างไรถึงจะมองเห็นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

คุณสมบัติที่จะเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขนั้น มี 2 อย่าง

1. สังเกต สังเกตหาแง่ดีแง่งามของสิ่งต่าง ๆ ที่เราทำอยู่ให้เจอ เช่น งานของพระอาจารย์เป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อยมากไปเทศน์ไปสอนตลอด หลายคนก็บอกว่าเหนื่อยมาก ๆ ถ้ามาถามพระอาจารย์จะบอกว่ามันเหนื่อยก็จริงแต่มีความสุขมากเพราะได้เดินทางไปทั่วโลก ได้เจอผู้คน ได้พบภูมิประเทศใหม่ ๆ ได้สานสัมพันธ์ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นในความเหนื่อยเราก็ได้เดินทางท่องไปทั่วทั้งโลก นี่คือแง่ดีแง่งาม แต่ส่วนใหญ่คนมักจะมองอยู่จุดเดียวมองแค่ว่าเรากำลังเหนื่อยหนักจริง ๆ เหนื่อยก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ดีเมื่อพิจารณาจริง ๆ แล้วมันมีมากกว่า ให้เราสังเกตอย่างนี้ รู้จักสังเกต รู้จักพินิจ พิจารณา เราจะเห็นความแตกต่างเสมอ

2. สังเกตแล้วต้องสังกาให้ตั้งคำถาม ว่าเราจะสร้างสรรค์งานที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม... ก็จะเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาทุกครั้งไป กาลิเลโอก็ดี นิวตั้นก็ดี ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะว่า เขาชอบตั้งคำถามว่าทำไม นั่นแหละเคล็ดลับในการทำงาน

ทำงานที่ชอบแต่เงินเดือนน้อยมองอย่างไรให้เป็นสุข

ถ้าเงินเดือนน้อยก็ต้องลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของเราทิ้งไป แทนที่จะไปเรียกร้องเงินเดือนให้สูงขึ้นกว่าจะได้ก็ช้ามาก ก็ใช้วิธีปรับวิธีในการบริโภคของเราลง ที่จะบริโภคต่างความอยาก ซึ่งเติมอย่างไรก็ไม่เต็มมาบริโภคตามความจำเป็น ดีกว่ามุ่งประโยชน์ใช้สอยอย่างมุ่งประโยชน์ใช้สวย ถ้าเราจับจ่ายใช้สอยในการถือหลักประโยชน์ใช้สวยมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่ถ้าเราถือหลักจับจ่ายใช้สอย คือจำเป็นแค่ไหนก็จับจ่ายใช้สอยแค่นั้น พอกินพอใช้ ถึงแม้ไม่รวยแต่ก็ไม่ถึงขั้นตกต่ำย่ำแย่ แทนที่เราจะเรียกร้องเงินเยอะ ๆ ทำไมเราไม่ลดหรือเปลี่ยนวิธีในการบริโภคของเราแทน บริโภคต่างตัณหาทำให้เรามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ แต่บริโภคตามปัญญาถึงเงินไม่มากมายอะไรแต่เราก็มีความสุขตามสมควร...

วิธีการแก้ปัญหาในที่ทำงาน ทั้งโดนนินทา โดนแกล้ง

ให้ถือซะว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด เวลาที่เราทำงานต้องมีอยู่แล้วคนแกล้งคนไม่พอใจคนอิจฉาตาร้อนให้เราถือหลักว่า

1. มารไม่มีบารมีไม่เกิด

2. สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นกำไรเสมอ

3. อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวคำนินทา

4. ถูกชมก็เข้าท่าถูกด่าก็ไม่เลว เหล่านี้เป็นคติที่พระอาจารย์ใช้ทำงานอยู่เสมอ จึงสามารถรับมือได้ทุกกระบวนท่า

กว่าจะผ่านปัญหาไปได้ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างไร

จะต้องทำตัวให้หนักแน่นดังแผ่นภูผา ลมมาพัดก็ไม่ปลิวไปตามลม ฝนสาดก็ไม่เปื่อยสลาย แดดส่องก็ไม่ละลายไปกับแสงแดด ฉะนั้นทำตัวให้หนักแน่นดั่งแผ่นภูผาเราก็จะอยู่ในทุกสภาวะของชีวิต

กรณีสำหรับคนที่ตกงานมีวิธีคิดอย่างไรไม่ให้เครียด

1. ต้องหางานทำ
2. หาแล้วไม่ได้ต้องสร้างงานขึ้นมา ตกงานได้แต่อย่างให้ใจตก เพราะถ้าใจตกชีวิตจะตกต่ำทันที ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ คนที่ รวยที่สุดในโลกตอนนี้ สตีฟ จอบส์ ก็เคยตกงาน แต่ว่าเขาตกงานแล้วไม่ตกใจจึงลุกขึ้นมาสร้างบริษัทใหม่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้นเราตกงานได้แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้ความสามารถของเราตกไปด้วย มันยังอยู่กับตัวเรา ก็เอาความรู้ความสามารถที่อยู่ในเนื้อในตัวเราลุกขึ้นมาสร้างงานใหม่ ทำอย่างนี้แล้วเราจะประสบความสำเร็จได้ โอกาสยังคงมีเสมอสำหรับผู้ที่ไม่ปิดกั้นตัวเอง ต้องหาความรู้เพิ่มเติมให้ถือหลักพึ่งตนเองอย่ารอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในบรรยากาศที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติการพึ่งตนเองสำคัญที่สุดเลย

ถ้ายังไม่ได้งานแล้วหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิดหรือเปล่า

เอาวันเวลาที่ไปบนบานสานกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น มา พินิจ พิจารณาหาช่องทางทำกิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราได้ในทางจิตวิทยาคือทำให้เราเคลิ้มๆแต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง พูดอีกอย่าง "หนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นยาทา การใช้ปัญญาเป็นยากิน" การรักษาโลกต้องใช้ยากิน การใช้ยาทาก็เป็นการรักษาแต่ภายนอก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงประเทศไทยจะมีคนจนไหม ไม่มี... ประเทศที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดในโลกคืออินเดีย ปรากฎว่ามีประชากรกว่าร้อยล้านคนตกงาน นี้คือบทเรียนของการรอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นให้หันมาพึ่ง ลำแข้ง ลำขา สติปัญญาของตัวเองจึงจะดีที่สุด

น้อยใจทำงานมานานแล้วได้โบนัสน้อยกว่าที่หวัง มีวิธีคิดอย่างไร...?

ถ้าโบนัสไม่มาเอาเท่าที่มีก่อนก็ได้ มีคนอีกมากที่ตกงานแต่เรายังมีงานทำ มองเป็นก็จะเห็นธรรม แต่ถ้ามองไม่เป็นก็จะมาน้อยใจ เวลาที่เรารู้สึกแย่มองคนที่แย่กว่าเรา แล้วเราจะรู้สึกว่าเรายังได้เปรียบอยู่

ถ้าเป็นพวกที่บ้างานหนักจะทำอย่างไร

ต้องแสวงหาทางสายกลาง พวกที่เป็นโรค Workaholic ทั้งหลาย จะต้องแสวงหาทางสายกลางในการทำงาน การทำงานต้องประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤิทธิ์ของมือทำงานระดับอาชีพ การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤทธิ์ของคนทำงานมืออาชีพ ฉะนั้นอย่างเป็นคนบ้างานจนหลงลืมคุณภาพของชีวิต จะต้องรักษาสมดุลของงานสมดุลชีวิตให้ลงตัวพอเหมาะพอดี

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

สาระการดูแลหลังและกระดูกสันหลัง ทำไม? ไอจามห้ามก้มหลัง !!‏

สาระการดูแลหลังและกระดูกสันหลัง ทำไม? ไอจามห้ามก้มหลัง !!

ฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับนี้ พรรคพวกที่อายุเลยหลักสี่ไปแล้วส่งมาให้ เหมาะสำหรับคนทำงานทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิเตอร์ทั้งวัน ผู้ที่ชอบการออกกำลังการ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ส่วนใหญ่คนเรามักละเลยหรือไม่เคยรู้มาก่อน โดยเป็นการบรรยายของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย เรื่อง "การดูแลสุขภาพ : ห่างไกลโรคข้อ - ปวดคอ ปวดหลัง และการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน"
ในสภาวะปกติ กระดูกคนเราจะมีทั้งการสร้างและการทำลายเนื้อกระดูกพร้อม ๆ กันไปตลอดเวลา โดยที่อัตราการสร้างและการทำลายนี้จะมีพอ ๆ กัน จึงอยู่ในสมดุล และในสภาวะบางอย่างจะมีการกระตุ้นให้มีการทำลายเนื้อกระดูกมากขึ้นโดยที่การ สร้างจะน้อยลง ก็จะเป็นปัจจัยให้กระดูกบางโดยเฉพาะในคนสูงอายุ จนสุดท้ายกระดูกนั้นจะหักง่าย ๆ ทรุดง่าย ๆ จุดที่พบได้บ่อยคือ ที่ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง @กระดูกสันหลัง
กระดูกสันหลัง ประกอบด้วย กระดูกคอ ทรวงอก เอว และ ก้นกบ เรียงต่อกันจากคอลงมาถึงก้นมีลักษณะแอ่น(คอ) โค้ง(ทรวงอก) แอ่น(เอว) โค้ง(ก้นกบ) ตามลำดับ หักลบกันแล้วจะเป็นเส้นตรง

1. กระดูกคอ เคลื่อนไหวได้ทุกทิศ คือ ก้ม เงย ตะแคงซ้าย ขวา หมุนซ้าย ขวา จึงทำให้สึกหรอและปวดได้ง่ายกว่าที่อื่น สาเหตุที่ทำให้คอสึก คือ การนั่ง นอน ทำงาน ในท่าที่ไม่ถูกต้อง

2. กระดูกทรวงอก เคลื่อนไหวก้มไม่ได้ ได้แต่เอนกับหมุนบิดซ้ายขวา จึงไม่ค่อยเสื่อม

3. กระดูกเอว เคลื่อนไหวได้มาก คือ ก้ม และ เงย @หมอนรองกระดูก
มีลักษณะประกบกันเฉย ๆ โดยมีตัวยึด 4 จุด ตัวที่ยึดนี้เรียกว่า ข้อ ตรงกลางหมอนรองกระดูกเป็นศูนย์รวมประสาท เส้นประสาทจะโผล่ออกมาตามข้อเพื่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หมอนรองกระดูกจะสึกไปเรื่อย ๆ ตามอายุ ถ้าตลอดชีวิตสึก 4 ซม. ถือว่าปกติ เช่นสูง 170 พอแก่อายุ 70-80 ปี ความสูงลดลงเหลือ 166 ถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าเตี้ยลงปีละ 1 ซม. ถือว่าเป็นโรคกระดูกผุหญิงวัย 55 ปีขึ้นไป กระดูกจะทรุดลงตามธรรมชาติ ตัวก็จะเตี้ยลง และพุงยื่น @เส้นประสาทคอ
มี 8 คู่ ถ้าเกิดกระดูกคอเสื่อมจะเป็นต้นเหตุของอาการปวดตามที่ต่าง ๆ โดยคู่ที่ 1 จะไปที่หัว คู่ที่ 2 หลังหู กระบอกตา ขมับ คู่ที่ 3 ต้นคอ คู่ที่ 4 สะบัก คู่ที่ 5 บ่าและไหล่ คู่ที่ 6 ต้นแขน คู่ที่ 7 ปลายแขน และคู่ที่ 8 มือ @เส้นประสาทเอว
มี 5 คู่ คือ คู่ที่ 1 เอว คู่ที่ 2 โคนขา คู่ที่ 3 หัวเข่า คู่ที่ 4 น่อง และคู่ที่ 5 เท้า การปรับปรุงท่าทางในกิจวัตรประจำวัน

ท่านอน ต้องเหมือนกับคนยืนตรง เวลานอนให้ใช้หมอนหนุนคอ จงจำไว้หมอนมีไว้หนุนคอ ไม่ใช่หนุนหัว หมอนที่ดีมีลักษณะตรงกลางบางกว่าซ้ายและขวา หากไม่มีหมอนจะใช้ผ้าขนหนูม้วนเป็นแท่ง แล้วรองหนุนคอให้พอดีก็ได้

นอนหงาย การนอนหงายจะทำให้หลังแอ่น วิธีแก้ต้องงอสะโพกและเข่า โดยมีหมอนรองใต้โคนขา หลังจะแบบเรียบติดที่นอน

นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดีที่สุด หลังจะตรง นอนตะแคงข้างใดก็ได้โดยกอดหมอนข้างใบใหญ่ ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอก่ายบนหมอนข้าง
นอนคว่ำ เป็นท่านอนที่ไม่ดี ห้ามนอนท่านี้เด็ดขาด เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่น ทำให้ปวดหลังระดับเอวมากขึ้น กระดูกเอวและคอเสื่อม สำหรับเด็กถ้าต้องการให้หัวทุย ให้เด็กนอนคว่ำได้ 3 เดือน หลังจากนั้นค่อยหัดให้เด็กนอนหงาย หัวก็ยังทุยอยู่

การลุกจากที่นอนและการลงนอน ห้ามสปริงตัวลุกขึ้นมาตรง ๆ เพราะหลังจะสึกมาก ควรปฏิบัติดังนี้
"ถ้านอนหงายอยู่ให้งอเข่าขึ้นมาก่อน
"ตะแคงตัวในขณะเข่ายังงออยู่
" ใช้ข้อศอกและมือยันตัวขึ้นในขณะที่ห้อยเท้าทั้ง 2 ข้าง ลงจากเตียง
" ดันตัวขึ้นมาในท่านั่งตรงได้ โดยให้เท้าวางราบบนพื้น
" ในท่าลงนอนให้ทำสวนกับข้างบนนี้
การดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือ ห้ามนอนดู TV หรือนอนอ่านหนังสือ เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกคอสึก นั่งจะดีกว่า
การนั่ง
" ควรนั่งเข้าให้สุดที่รองก้น
" หลังพิงสนิทกับพนักพิง หลังจะตรง
" เท้าวางบนพื้นได้เต็มเท้า
" ส่วนสำคัญของเก้าอี้
- สูงพอดีเท้าวางราบบนพื้นได้
- ที่นั่ง รองรับจากก้นถึงใต้เข่า
- พนักพิง เริ่มจากที่นั่งสูงถึงระดับสะบัก โดยทำมุม 110 องศากับที่นั่งรองก้น
โต๊ะทำงาน ควรจะลาดเอียงเทเข้าหาตัว แบบโต๊ะสถาปนิก คอจะได้ไม่ต้องก้มอ่านหนังสือ
ท่านั่งคอมพิวเตอร์และพิมพ์ดีด จอคอมพิวเตอร์ควรตั้งอยู่ตรงระดับหน้าเหมือนที่ตั้งโน้ตดนตรีและอยู่สูงพอดี ระดับตา จะได้มองตรง ๆ ได้ ห่างประมาณ 2-3 ฟุต มีแผ่นกรองแสง คีย์บอร์ดควรอยู่ระดับเอว หรืออยู่เหนือตักเล็กน้อย ไม่ควรวางคีย์บอร์ดบนโต๊ะเพราะต้องยกไหล่ ทำให้ปวดไหล่
ท่านั่งของผู้บริหาร เก้าอี้ส่วนใหญ่ของผู้บริหารจะเอนไปข้างหลังได้ จึงจำเป็นต้องก้มคออยู่เสมอ ทำให้เหมือนกับนอนหมอนสูง วิธีแก้ ควรให้พนักพิงสูงขึ้นไปจนรองรับศรีษะได้ และควรจะให้บริเวณต้นคอนูนกว่าส่วนอื่น เพื่อรองรับกระดูกต้นคอด้วย หรือมิฉะนั้นให้นั่งเก้าอี้ที่เอนไม่ได้จะดีกว่า ลุกจากที่นั่ง ให้เขยิบก้นออกมาครึ่งหนึ่ง ก้าวเท้าออกไป มือยันที่ท้าวแขน แล้วลุกขึ้น
นั่งขับรถยนต์
" เลื่อนที่นั่งให้ใกล้พวงมาลัย เมื่อเวลาเหยียบครัชเต็มที่ เข่าควรสูงกว่าสะโพก
" หลังควรมีหมอนรองถ้าที่นั่งลึกเกินไปและพนักพิงไม่ควรเอนเกิน 100 องศา
" ถ้าที่นั่งนุ่มและนั่งแล้วก้นจมลงในเบาะ ต้องมีเบาะเสริมก้นด้วย
" การเข้านั่งรถยนต์ ให้เปิดประตู หันหลังให้เบาะนั่ง ลงนั่งตรง ๆ แล้วจึงค่อย ๆ หมุนตัวไปข้างหน้าพร้อมยกเท้าเข้ามาในรถทีละข้าง
" การลงจากรถยนต์ ให้ทำย้อนทาง
การดันหรือผลักรถ หันหลังใช้ก้นดัน
การฉุดลาก หันหลังให้วัตถุที่จะฉุดลาก
ไอจาม ห้ามก้มหลังขณะไอจามเด็ดขาด เพราะเวลาไอจามจะมีแรงกระแทกมาก ให้ยืดหลังให้ตรง ใช้มือหนึ่งกดหลังไว้ อีกมือหนึ่งปิดปาก แล้วค่อยไอ หรือจาม
แปรงฟัน ให้นั่งแปรง ห้ามก้มหลังแปรงฟัน
อาบน้ำ ให้นั่งอาบ เวลาถูขาให้ยกขาขึ้นมาถู โดยไม่ต้องก้ม
การยืนนาน ๆ ควรมีตั่งรองเท้า สูงประมาณครึ่งน่อง เพื่อยกเท้าขึ้นพักสลับข้างกัน ทั้งนี้เพราะเวลางอสะโพกและเข่า กระดูกสันหลังจะตั้งตรงไม่แอ่นหรืองอ ทำให้ยืนได้นานโดยไม่ปวดหลัง และช่วยพักขาเวลาเมื่อยขา เปลี่ยนสลับขาบนตั่งได้
ท่าบริหาร
เป็นการป้องกันไม่ให้กระดูก เสื่อมเร็ว โดยมีหลักการคือทำอย่างไรให้กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรงเท่า ๆ กัน และออกแรงอย่างไรให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำท่าละ 10 รอบ ถ้าเกินจะทำให้กล้ามเนื้อเปลี้ย
มี 6 ท่า ดังนี้
1. กล้ามเนื้อหน้าท้อง
1.1 นอนหงาย งอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้คอ ยกหัวนิดนึงพร้อมเหยียดขาตรง นับ 1-5
1.2 นอนหงายขาซ้ายไขว่ห้าง มือสอดใต้คอ ยกข้อศอกและลำตัวขวาเข้าหาขาซ้ายที่
ไขว่ห้างอยู่ นับ 1-5 ทำทั้งซ้ายและขวา -3-
1.3 ยกขาลอยเหยียดตรง 1 ข้าง บิดสะโพก (ยักสะโพก) นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง
1.4 ขมิบก้น นอนหงายกอดอก ขมิบก้นให้ก้นสูงขึ้นเล็กน้อย หลังแนบพื้น นับ 1-5
2. กล้ามเนื้อหลัง นอนหงายงอเข่า 2 ข้าง มือสอดใต้เข่า ดึงเข่าชิดหน้าอก นับ 1-5
3. กล้ามเนื้องอสะโพก ทำแบบท่ากล้ามเนื้อหลัง แต่งอเข่าข้างเดียว นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง
4. กล้ามเนื้อเหยียดสะโพก นอนหงาย งอเข่าข้างหนึ่งไว้แล้วใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งกดเข่าที่งออยู่แล้วดันเอนมา จนชิดพื้น นับ 1-5 ทำสลับกัน
5. กล้ามเนื้อโคนขา นั่งกับพื้นงอเข่าข้างหนึ่ง ขาอีกข้างเหยียดตรง เอามือแตะปลายเท้าที่เหยียดตรง นับ 1-5 ทำทั้ง 2 ข้าง
6. กล้ามเนื้อน่อง ยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ เอามือยันโต๊ะ งอเข่าหน้าไปข้างหน้า ขาหลังเหยียดตรง แอ่นตัวไปข้างหน้า นับ 1-5 ทำสลับข้าง
สรุปประเด็นสำคัญช่วงคำถามคำตอบ
ที่นอน ควรนุ่มพอควร เวลานอนไม่จมมาก จมแค่ 1-2 ซม. ควรเป็นที่นอนที่ใช้ใยกากมะพร้าวจะดีที่สุดเพราะโปร่ง อากาศผ่านได้ ราคาแพงประมาณ 8,000-10,000 บาท ยี่ห้อที่ดีเช่น สายรุ้ง ของศรีมหาราชา ปัจจุบัน ปิดกิจการ
เก้าอี้เหล็กไฟฟ้า ตัวละแสน เป็นกระแสแม่เหล็ก มีรังสีแม่เหล็ก เบต้า หรือแกรมม่า ทำให้เกิดมะเร็ง ใช้นวดกล้ามเนื้อไม่ได้ผล เป็นการหลอกลวง
สายไฟฟ้าแรงสูง คนที่อยู่ใต้ไฟฟ้าแรงสูงในรัศมี 60 เมตร มีสถิติเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดสูง ต้องเกิน 100 เมตร ขึ้นไปจึงจะปลอดภัย
การเล่นกอล์ฟ การบาดเจ็บจะเกิดจากการไดร์ฟ 99% อีก 1% บาดเจ็บจากสนาม การไดร์ฟกอล์ฟปกติไม่มีปัญหากับกระดูกสันหลัง แต่ถ้าไดร์ฟติดต่อกันโดยไม่หยุด เช่นมีเครื่องตั้งกอล์ฟ หรือบางรายตีโดนอิฐ ดิน ไหปลาร้าหักได้ คนที่ผ่าตัดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทสามารถเล่นกอล์ฟได้โดยใส่เสื้อพิเศษ ป้องกัน คนที่ผ่าตัดหมอนรองกระดูกที่ต้นคอโดยเอากระดูกเชิงกรานมาต่อ ข้อกระดูกคอจะหายไป 1 ข้อ และเชื่อมกระดูกแล้ว สามารถออกกำลังกายได้
การเสื่อมของกระดูก จะเกิดขึ้นมากในขณะที่เราอยู่เฉย ๆ เช่น นอน นั่ง เพราะกินเวลานาน
แต่ถ้าเคลื่อนไหวการเสื่อมจะน้อยกว่าเพราะกินเวลาน้อย
โยคะ การฝึกโยคะมีผลดีต่อการฝึกลมหายใจและได้สมาธิ แต่ ไม่ถือเป็นการออกกำลังกาย และบางท่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงอันตรายต่อกระดูกเพราะเกินกว่า ธรรมชาติ เช่น การทรงตัวบนพื้นด้วยศรีษะ การแอ่นหลัง ทำให้กระดูกหลังเสื่อมมาก ไท้เก๊ก เป็นการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจารย์เคยทำวิจัยเกี่ยวกับ ชี่กง (คือการออกกำลังกายตามมโนภาพ เช่น วาดมโนภาพว่ายกของหนัก น้ำหนักเท่าไรก็ได้แล้วแต่จะนึก) โดยใช้คน 30 คน เป็นเวลา 3 เดือน ได้ผลคือเหงื่อออกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นมาก นอกจากนี้อาจารย์มีโครงการจะทำวิจัยกับคนกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยเน้นผลในเรื่องหัวใจ ความดันโลหิต และชีพจร
เก้าอี้ไฟฟ้านวดทั้งตัว ไม่มีประโยชน์เสียเงินเปล่า เพราะนวดทั้งตัว แต่เราต้องการเฉพาะจุด
และ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ แต่รักษาที่ปลายเหตุ เช่นเดียวกับบริการของหมอนวด นวดวันนี้สบาย พรุ่งนี้ปวดอีกแล้ว ควรรักษาที่ต้นเหตุด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
การดึงคอ คือการดึงเอ็นที่ยึดอยู่ให้ห่างออก คนที่ข้อต่อกระดูกหลังยุบรักษาโดยการดึงคอได้
การ ดึงคอ มีข้อห้าม 3 กรณีคือ กระดูกหัก กระดูกเชื่อมต่อกันหมด หรือเป็นโรครูมาตอยด์ ทั้งนี้ต้องให้แพทย์ผู้ชำนาญวินิจฉัยก่อนว่าไม่ได้เป็น 3 โรคที่กล่าว และควรกระทำโดยผู้ชำนาญการจึงจะปลอดภัย
จ็อกกิ้งและเต้นแอโรบิค เป็นการออกกำลังกายที่หนัก และมีผลต่อกระดูกมาก ทำให้ข้อเสื่อม
ได้ ง่ายกว่าการเดิน ยกตัวอย่าง การเดิน น้ำหนักขาที่เราวางบนพื้นเท่ากับน้ำหนักขา เช่น ขาหนัก 10 กก. เวลาเดินจะเกิดแรงกระแทกเท่ากับ 10 กก. แต่ถ้าวิ่ง น้ำหนักตัว 60 กก. วิ่ง 3 กม./ชม. ขณะวิ่งไปข้างหน้า 2 ขาจะลอยจากพื้นแรงกระแทกจะคูณ 3 เท่ากับ 180 กก. การวิ่งทำให้กระดูกเสื่อมมากกว่าการเดิน ถ้าอยากถนอมกระดูกและข้อให้เดินดีกว่า การวิ่งมีข้อดีทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง แต่มีข้อเสียคือขาพังเข่าพัง ขณะวิ่งห้ามหยุดทันทีเพราะเลือดจะตกไปที่ขาทำให้หัวใจวายได้ แม้แต่บิดาแห่งจ็อคกิ้งก็ยังหัวใจวายคาที่ ดังนั้นในการออกกำลังกายต้องเลือกท่าบริหาร พื้นลู่วิ่งและรองเท้าที่เหมาะสม
การออกกำลังกาย ต้องคำนึงถึงวัยและความเหมาะสมกับตัวเรา ในวัยหนุ่มสาวออกกำลังกายโดยการวิ่งได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ๆ ต้องเปลี่ยนให้เบาลง เป็นว่ายน้ำ เดิน พออายุ 80-90 ปี แค่ยืนแกว่งแขน หรือรำมวยจีนก็พอ ขอให้คำนึงถึงสายกลางเพื่อสุขภาพ
นั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ นั่งอย่างไรก็ได้ที่ทำให้เกิดสมาธิดีที่สุด
ควรนั่งเก้าอี้ดีที่สุด
การ รักษาโดยหมอแผนโบราณที่ดึงกระดูกปุ๊บแล้วเข้าที่ มีความเสี่ยงสูงและไม่มีใครรับรองผล ที่ดึงแล้วหายก็มี แต่ที่ดึงแล้วเป็นอัมพาต หรือกระดูกหักก็มี
ท่าออกกำลังกายโดยการก้มเอามือแตะเท้า เป็นท่าที่อันตราย ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม
นิ้ว ห้ามหักหรืองอ ให้ดึงได้อย่างเดียวคือดึงตรง ๆ จะเกิดเสียงดังเป๊าะ ในข้อนิ้วจะลดแรงกดดันทำให้สบายขึ้น
การนั่งซักผ้านาน ๆ จะทำให้ปวดหลัง ควรนั่งเก้าอี้และวางกาละมังผ้าบนโต๊ะ หรือยืนซักจะทำให้ไม่ปวดหลัง
การหยิบของที่พื้น ห้ามก้มเด็ดขาด ให้ย่อเข่าลงแล้วหยิบ ถ้าของหนักให้ย่อเข่าแล้วหยิบของมาอุ้มไว้กับอกแล้วลุกขึ้น


--------------------------------------------------------------------------------

ระวังจุดพักรถมอเตอร์เวย์!!!!

จุดพักรถมอเตอร์เวย์ ตอนตีสองผมกำลังขับรถกลับบ้านคนเดียว ปวดขี้สุดๆ
เลยแวะเข้าห้องน้ำ ปิดประตูปัง !!!!
สักพักมีคนเดินมาเข้าห้องน้ำ ห้องข้างๆผม แล้วมีเสียงลอดออกมา

ชายนิรนาม : “สวัสดี เป็นไงบ้าง สบายดีไหม”
ผม : นึกในใจ อืม อะไรของมัน- แต่ทำใจดีสู้เสือ เอาไงเอากัน- เลยตอบกลับไป “ เอ่อ สวัสดีครับ สบายดีครับ”

ชายนิรนามถามต่อ : “ แล้วทำอะไรอยู่ล่ะ”
ผม : นึกในใจ (คุณ)จะให้กุทำ อะไร ฟะ นั่งอยู่ในส้วม “ เอ่อ คือ ขี้อยู่อะครับ”

ชายนิรนามถามอีก : “นอนดึกนะเนี่ย ป่านนี้ ยังไม่หลับไม่นอน จะไปไหนเนี่ย”
ผม : อืม แปลกดีวุ้ย มีคนชวนคุย คงกำลังหาเพื่อนคุย “ เออ กลับบ้านที่จันทฯ ครับ ต้องไปงานแต่งตอนเช้า”

สำหรับประโยคสุดท้ายของชายนิรนาม ที่ทำให้ผมขนลุก
ชายนิรนาม : “ เฮ้ยๆ กุวางหูแค่นี้ก่อนนะ ห้องข้างๆเป็นเฮี่ยอะไรไม่รู้ พูดตอบมาตลอดเลย”

กินอาหารให้เป็นยา แต่อย่ากินยาเป็นอาหาร

สรรพคุณของพืขผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไรไว้ในหนังสือ ชื่อ
' ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ ' เช่น

1. ปวดหัว กินปลามากๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลามีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

2. แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้ ให้กินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว

3. โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำ สารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

4. โรคนอนไม่หลับ ดื่มน้ำผึ้ง เป็นประจำ สารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี

5. โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง

6. โรคไขข้ออักเสบ กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้ ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า (ปลาโอ) ปลาแมคเคอเรล ปลาซาดีนส์ ( ปลากระป๋อง ) น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

7. ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก และขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

8. ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูกแคนเบอรี (ไม้เมืองหนาว) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

9.. โรคหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย ให้กินข้าวโพดช่วยบรรเทาอาการเครียด วิตกกังวล และความคิดสับสนได้

10. โรคกระดูกพรุน ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด ซึ่งมีสารแมงกานีสอยู่มาก ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

11. ความจำเสื่อม แก้ไขโดย กินหอยนางรม หอยแครงหรือหอยอื่น ๆ ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี

12. เป็นหวัด กินกระเทียม ทำให้จมูกโปร่ง สมองโล่ง กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

13. ไอ จาม กินพริกแดง สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง
โดยเฉพาะรำข้าวกะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม ข้อสำคัญอย่ากินไก่มาก เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว ' คลอเลสเตอรอล ' ได้ ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้ พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้นนอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกายช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่างๆได้ถ้าได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้นนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นภูมิปัญ ญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน ไทยขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของ เราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา ค้นคว้า และคิดค้นตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้เพื่อนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.

14. มะเร็งเต้านม กินข้าวสาลี รำข้าว และกะหล่ำปลีจะช่วยป้องกันได้ดี

15. มะเร็งปอด กินส้ม และ ผักใบเขียว มีวิตามินเอ อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

16 แผลในกระเพาะอาหาร กินกะหล่ำปลี ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กหายขาดได้

17. โรคท้องร่วง กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก

18. เส้นเลือดตีบ กินผลอโวคาโด แก้ได้เพราะไขมันดี 'โมโรอันแซตเทอเรต'

19. ความดันโลหิตสูง กินผลโอลีฟ และผักขึ้นฉ่ายพืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี

20. น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล กินผักบร็อกโรลี่ และถั่วลิสง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จ ะรู้ได้
มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมใน ลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้ อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อ

3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการ ปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัส สาว ะ
< /FONT>
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร

12. มะเร็งทรวงอก
- ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1ตำลึง ก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม จากนั้นให้ดื่มจนหมดชาม สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้วควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัส สาว ะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใ ช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคือ อาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย

15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma)คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ
ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล ***ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา และขออย่าได้เก็บไว้เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาด หากท่านผู้อื่นรับทราบด้วยใจศรัทธา และกุศลจิตของท่าน ท่าน และครอบครัวจะประสบแต่ความสุข

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

ระวัง! 15 อาหารใกล้ตัว : ไม่ให้ประโยชน์ ยังอาจแถมโทษตามมา‏

มีเกร็ดต่างๆ มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับอาหารใกล้ตัวเราทุกวันนี้ ที่ล้วนแต่มีประโยชน์น้อย แถมมีโทษ.. ถ้าเจอแจ๊ตพอต อาจป่วย ไม่คุ้มกัน
หากยังใส่ใจกับสุขภาพของตัวคุณเอง ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลที่ตามมานั้นอันตรายเกินกว่าที่หลายคนจะระวังตัวเลยทีเดียว



ภาพจากฟอร์เวิร์ดเมล์

1. ขนมปังปี๊บ
วางขายทั่วไปตั้งแต่ร้านโชห่วยจนถึงซูเปอร์สโตร์เลยทีเดียว หลายคนชะล่าใจว่าวางขายในห้างแล้วจะปลอดภัยกว่าร้านขายของชำ จะบอกว่าวางขายที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น เพราะกระบวนการผลิตขนมปังบรรจุปี๊บบางแห่งไม่มีคุณภาพ แถมบางรสอย่างเช่น ไส้สับปะรด แท้จริงแล้วผู้ผลิตบางเจ้าใช้มันแกวหรือพืชอื่นๆ กวนใส่น้ำตาลแทนสัปปะรดจริง แล้วใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย เพื่อลดต้นทุนอย่างน่าเกลียด
2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด
เชอรี่สีแดงสีเขียว วางประดับเหนือครีมสีขาวบนขนมเค้ก เราเห็นทั่วไปตั้งแต่ร้านเบเกอรี่จนถึงร้านขายของชำที่ชอบรับมาขายจากแหล่ง ที่บางครั้งก็ไม่ระบุที่มา หากเป็นเชอรี่เชื่อมของจริงผลจะมีสีแดงเข้ม รสชาดหวานอมเปรี้ยวจากผลไม้แท้ๆ แต่บางเจ้ากลับนำมะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง ซึ่งก็คือผงฟอกสีทำให้เกิดภาวะเสื่อมในไต
ขนมหวานของหวานบางอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่ายังจะใช้สารฟอกสีไปทำไม แต่ก็ใช้ไปแล้ว ก็อย่างเช่น มะม่วงกวน (แผ่นใสๆ) หรือยอดมะพร้าวขาวๆ ฉะนั้นต้องดูให้ดี



ภาพจากฟอร์เวิร์ดเมล์

3. ซูชิในตลาดนัด
อาหารพื้นๆ สัญชาติญี่ปุ่น แต่ดันมาขายดิบขายดีในเมืองไทย และเมื่อแพร่ขยายมาถึงตลาดนัด ซึ่งผู้ขายจะนำมาจากแหล่งผลิตใด วัตถุดิบคืออะไร ก็ไม่มีใครทราบ แต่พอถึงเวลาขายก็เอาออกจากกล่องพลาสติกมาวางกลางอากาศร้อนๆ แถมในตลาดนัดรู้กันอยู่ว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค เมื่อของสดบวกกับความร้อนและเชื้อแบคทีเรียในอากาศ ผู้ที่ซื้อไปรับประทานก็จะมีอาการท้องร่วงท้องเสียตามมา
4.. เอแคลร์-ลูกชุบ
หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้นๆ ถูๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย รวมถึงสีที่ใช้ซึ่งหลายเจ้าไม่้ได้ใช้สีผสมอาหาร ใครทานเข้าไปก็เตรียมใจรับสารตะกั่ว ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น
5. ลูกอมสีประหลาด
ขึ้นชื่อว่าลูกอมก็ไม่ใช่ของที่น่ารับประทาน เพราะรู้กันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าทานมากก็ทำให้ฟันผุและมีน้ำตาลสูง แต่ถ้าเจอลูกอมสีแปลกๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง สีจัดๆ สีเหล่านี้พ่อค้าแม่ค้าชอบนำมาขายเพราะเก็บไว้นาน สีไม่ซีด แต่อันตรายจากสีในลูกอมนั้นเต็มไปด้วยสารตะกั่วและโลหะหนัก ....แต่ทางที่ดีที่สุด หลีกเลี่ยงลูกอมทุกสี ทุกรส เพือ่สุขภาพที่ดีของปากและฟันเป็นดีที่สุด
6. อาหารทะเลปลายฤดูร้อน
ผู้หลักผู้ใหญ่เึคยบอกไว้ว่าช่วงปลายหน้าร้อนเข้าหน้าฝนอย่าหาของทะเลกิน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสภาพอากาศที่มีฝนแรกตกชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเล ซึ่งสัตว์ทะเลจะกินฝุ่นดินนี้เข้าไป ก็จะทำให้มีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย มากกว่าปากติ ฉะนั้นโอกาสท้องเสียจึงมีสูง หากจะทานก็ควรล้างน้ำเกลือให้สะอาด เพื่อชะล้างฝุ่นดินโคลนออกเสีย
7.อาหารสำเร็จรูปไมโครเวฟ
อาหารแพ็คสำเร็จรูปเดี๋ยวนี้มีวางขายหลากหลายยี่ห้อ ตอบสนองพฤติกรรมการกินของคนรุ่นใหม่ที่รีบเร่งและเน้นสะดวก หลายคนยังมีแก่ใจห่วงใยสิ่งแวดล้อม ยอมเอาบรรจุภัณฑ์พลาสติกใส่อาหารล้างสะอาดเก็บไว้ใช้ต่อ แต่พลาสติกชนิดนี้ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำกลับเข้าไมโครเวฟมากกว่า 1 ครั้ง เพราะเคมีในพลาสติกจะซึมสลายปะปนกับอาหาร สะสมในร่างกาย
8. โยเกิร์ตตามซูเปอร์มาร์เก็ต
จะมาเดี่ยวๆ หรือมาเป็นแพ็ค แต่สังเกตกันบ้างหรือไม่ว่าโยเกิร์ตสมัยนี้ทำไมจึงผลิตออกมาได้มากมาย หลายรส หลายกลิ่น และทำไมหลายคนกินแล้วมีแต่อ้วนขึ้น! ก็เพราะผู้ผลิตบางเจ้าเติมแป้งลงไปเพื่อให้ได้ปริมาณและความข้น ขณะที่ผลไม้เชื่อมที่ใช้ก็ถูกสลายเกลือแร่และวิตามินซีไปนานแล้ว สิ่งที่ได้คือแป้งแต่งกลิ่นนมเปรี้ยว เติมสีและรสสังเคราะห์ ทำให้โยเกิร์ตมีราคาถูกนั่นเอง วิธีทดสอบง่ายๆ ลองหยดทิงเจอร์ไอโอดีนตามการทดลองวิทยาศาสตร์ตอนเด็กๆ ดู หากเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แปลว่าคุณเจอโยเกิร์ตแป้งเข้่าแล้ว
การทานโยเกิร์ตให้ได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากนม จึงควรเลือกแบบโฮมเมด มีรสและกลิ่นตามธรรมชาติของนม และรสธรรมชาติทานคู่กับผลไม้สด เมล็ดธัญญาหาร หรือน้ำผึ้ง จะได้รับประโยชน์เต็มๆ กว่า
9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว
ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน เพื่อป้องกันการวางไข่ของแมลงวัน และเชื้อโรคตามอากาศที่ปะปนอยู่ในขวด
10. ขวดซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ที่เปิดใช้แล้ว
แม้จะเก็บไว้อย่างดีในตู้เย็น แต่หากเปิดใช้เหลือเกินกว่าวันที่ฉลากระบุ ก็ต้องจัดการทิ้งถังขยะ เพราะเชื้อราตามคอขวดซอสเหล่านี้ เติบโตเร็ว
11. กระดาษหนังสือพิมพ์
แม้จะมีการลดจำนวนการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ในการห่ออาหาร แต่บางครั้งเราก็ยังเห็นแม่ค้านำมาห่อผักสด เข่งปลา วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป สารพิษจากหมึกจะปนเปื้อนในอาหารได้ ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะนำไปห่อผักแช่ตู้เย็น
12. อาหารกระป๋อง
ถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น เพราะอากาศจะเร่งปฏิกิริยาให้อาหารปนเปื้อนสารจากกระป๋องได้ง่าย
13. ฟองน้ำล้างจาน
ตามท่อ หรืออ่างล้างจาน เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ในฟองน้ำล้างจานก็เช่นกัน หากนำกลับมาใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง แบคทีเรียที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้จึงไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 1 ชั่วโมง หากต้องการกำจัดเบื้องต้น ก็มีเคล็ดลับง่ายๆ โดยนำฟองน้ำล้างจานไปแช่ในน้ำส้มสายชู แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ก็จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่อาจปะปนกับจานชามของเราได้ส่วนหนึ่ง....น่ากลัว จริงๆ นะ
14. อาหารหมักดอง
ใครที่ชอบทานอาหารหมักดองเป็นประจำต้องระวังให้ดี เชื้อไวรัสในอาหารหมักดองมีฤทธิ์มากพอที่จะทำลายกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะอาหารหมักดองที่ขายตามตลาด เช่น ผักกาดดองในกะละมังโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (โดยใช้คนลงไปนวดผักในอ่างดอง โดยที่เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคติดต่อหรือไม่) หากจะนำผักกาดดองไปปรุงอาหาร ควรเลือกผักกาดดองกระป๋อง หรือบรรจุซองที่ซีลแน่นหนา สะอาด ไม่รั่ว ไม่บุบ ไม่แตก
15. เบียร์สด
บางคนอาจคิดไม่ถึง แต่เบียร์สดจะมีกรรมวิธีการผลิตแตกต่างจากเบียร์บรรจุขวด นั่นก็คือเบียร์สดจะไม่ถูกกรองยีสต์ที่ตายแล้ว ก็อาจจะทำให้ได้รับซากยีสต์จากการดื่มด้วย ซึ่งต้องระมัดระวังหากใครมีปัญหาเรื่องภูมิต้านทานแบคทีเรีย
เรื่องจาก : ฟอร์เวิร์ดเมล์

Wiederbelebung - revival‏

video

GT200 คมชัดลึก

video

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

คำถามสร้างสรรค์สำหรับคนเป็นหัวหน้า‏

คำถามสร้างสรรค์สำหรับคนเป็นหัวหน้า


วันก่อนบังเอิญไปพบคุณเอก่อนที่ผมจะเล่าถึงปัญหาของเธอผมขออธิบายอุปนิสัยของเธอก่อน
อุปนิสัยหลักของคุณเอคือเป็นคนตรงๆตรงจนบางครั้งออกจะเป็นลักษณะของขวานผ่าซากเลยก็ว่าได้
และนั่นนำมาซึ่งปัญหาที่เธอถามผมในครั้งนี้

คุณเอเล่าว่าเธออยู่ในตำแหน่งหัวหน้างานนี้มาหลายปีแล้ว
และเธอคาดหวังว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเป็นหัวหน้าแผนกเมื่อสองปีก่อน
แต่พอถึงเวลาคุณเอกลับไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

ซึ่งเมื่อเธอถามเหตุผลจากหัวหน้าก็พบว่าเธอจำเป็นต้องปรับปรุงเรื่องการสื่อสารและการใช้คำพูด

ปีที่ผ่านมาคุณเอพยายามพูดให้น้อยลงเนื่องจากเธอก็พอรู้ตัวอยู่บ้างว่าเป็นคนพูดตรงจนเกินไป
และบางครั้งก็พูดก่อนคิดเสียอีกแต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือเธอยังไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอยู่ดี
เธอจึงเดินเข้าไปถามหัวหน้าอีกครั้ง
คำตอบที่ได้รับครั้งนี้คือเธอพูดน้อยลงก็จริงแต่สิ่งที่เธอพูดนั้นไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าที่ควร

โดยเฉพาะคำถามที่เธอใช้เวลาถามลูกน้องเป็นอะไรที่บั่นทอนกำลังใจของพวกเขาอย่างมาก

ครั้งนี้คุณเอรับปากกับหัวหน้าว่าจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น
แต่ก็ยังงงว่าคำถามสร้างสรรค์กับไม่สร้างสรรค์มันเป็นอย่างไร
เธอว่ากำลังคิดที่จะโทร. หาผมอยู่พอดีก็บังเอิญมาเจอกันก่อน

ผมมีข้อแนะนำสำหรับการใช้คำพูดและถามคำถามอย่างสร้างสรรค์สัก 4-5 ข้อดังนี้

★ 1. ชัดเจนคำถามที่สร้างความ
เมื่อมีปัญหาหลายๆครั้งที่พนักงานจะเดินเข้ามาถามหัวหน้าเพื่อขอคำตอบดังนั้นสิ่งหนึ่งที่หัวหน้าต้องทำคือ
การหาความชัดเจนให้กับปัญหาหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการต่อว่าหรือเสียดสีพนักงาน
ยกตัวอย่างคำถามเช่นช่วยอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหน่อย?

★ 2. คำถามเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ
เมื่อพนักงานมีปัญหาและเข้ามาถามเพื่อขอคำตอบ
ทางที่ดีที่สุดคือไม่ใช่การให้คำตอบกับพนักงานเพื่อให้เขาไปแก้ไขหรือปฏิบัติ

แต่เป็นการให้พนักงานได้ลองคิดแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองก่อน
เพราะนั่นจะทำให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของวิธีแก้ไขและจะพยายามลงมือปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ
ยกตัวอย่างคำถามเช่นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาคุณคิดว่าเราน่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี?

แต่ไม่ใช่สร้างเองก็แก้เองสิแม้ผลสรุปของทั้งสองคำถามจะเหมือนกันแต่ความรู้สึกมันแตกต่างกัน

★ 3. คำถามเพื่อช่วยให้พนักงานคิดและวิเคราะห์
การตั้งคำถามก็เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาพนักงานในการคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆได้

เช่นยกตัวอย่างคำถาม
จากแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ว่ามาคิดว่าแนวทางนี้จะมีผลกระทบกับอะไรหรืออย่างไรบ้าง?
และตามด้วยมีแนวทางอื่นๆในการแก้ไขปัญหาอีกหรือไม่?

อย่าพูดเพื่อโจมตีแนวทางการแก้ปัญหาที่เขาคิดมาใช้คำถามให้เขาคิดและวิเคราะห์เองจะดีกว่า

★ 4. มั่นใจคำถามเพื่อสร้างความ
ในบางครั้งด้วยคำตอบที่พนักงานคิดเองเขาอาจจะไม่ค่อยมั่นใจในแนวทางแก้ไขนั้นๆ
ถ้าคุณเห็นว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่เขาคิดเห็นเป็นแนวทางที่ใช้ได้คุณอาจจะลองถามในเชิงที่สร้างความมั่นใจ
เช่นทำไมคิดว่าแนวทางการแก้ปัญหานี้เป็นแนวทางที่ดี?

★ 5. คำถามเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีขึ้น
หลายครั้งที่หัวหน้าต้องการจะถามพนักงานเกี่ยวกับเรื่องหลายๆเรื่องหรือเกี่ยวกับความคืบหน้าของงาน
ดังนั้นคำถามที่ใช้ในการถามควรจะเป็นลักษณะที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในการทำงาน
และไม่ใช้คำถามที่บั่นทอนกำลังใจ

ยกตัวอย่างเช่นแทนที่จะถามว่ายอดขายได้ถึงเป้าหมายหรือยัง?
ก็ลองเปลี่ยนเป็นว่ายอดขายเป็นยังไงบ้างแล้ว?

ส่วนการพูดหรือคำถามที่ควรจะหลีกเลี่ยง
จะเป็นการพูดหรือถามในลักษณะที่มุ่งเน้นไปที่ความไม่สำเร็จของงานที่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าถูกโจมตี
เพราะคำพูดและคำถามเหล่านั้นจะทำให้พนักงานรู้สึกต่อต้านและปิดกันตัวเองจากผู้ถาม

เช่นยกตัวอย่างคำถาม
ทำไมงานของคุณไม่เสร็จทันเวลาที่กำหนด?
หรือคุณมีปัญหาอะไรกับงานนี้?
หรือใครเป็นคนที่ทำให้งานเสร็จช้า?
หรือคุณไม่มีปัญญาคิดอะไรที่ดีกว่านี้แล้วหรือ?

นอกจากนี้สิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยงคือการพูดหรือคำถามที่ทำให้คิดในแง่ลบเกี่ยวกับคนอื่น
เช่นคุณคิดว่าไหม ... เป็นตัวปัญหาของงานนี้?
หรือทุกคนคิดว่าใครคือตัวปัญหา?


ที่เล่ามาเป็นตัวอย่างของแนวทางการพูดและการถามคำถามอย่างสร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์
สำหรับคนที่เป็นหัวหน้าแต่ยังมีหัวข้ออื่นๆที่เราควรพูดและไม่ควรพูดอีกทั้งนี้สิ่งสำคัญคือการคิดก่อนพูด
ลองคิดดูว่าสิ่งที่เราจะพูดออกไปถ้าเราเป็นคนฟังจะรู้สึกอย่างไร
และอย่าลืมว่าโทนเสียงและการแสดงออกของเราก็มีความสำคัญไม่แพ้คำพูดที่เราใช้

เพราะด้วยคำถามเดียวแต่ด้วยโทนเสียงแตกต่างกันก็อาจทำให้คนฟังมีความรู้สึกที่แตกต่างกันได้

สำหรับคุณเอถ้าคุณคิดก่อนพูดได้และควบคุมโทนเสียงและการแสดงออกได้
รับรองว่าปัญหาเรื่องการพูดของคุณเอจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
สุดท้ายขอให้โชคดีสำหรับการเลื่อนตำแหน่งในปีใหม่นี้ ...

TOTแจ้งเตือนไวรัสตัวใหม่แก่พนักงาน‏

เรียน พนักงานทุกท่านแจ้งเตือนไวรัสตัวใหม่ ส่วนมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ (มมร.) ขอความร่วมมือเพื่อนพนักงานทุกท่าน อย่าเปิดอีเมล์ที่แจ้งว่า ดีเอชแอล พยายามจัดส่งพัสดุถึงคุณ และให้คุณเปิดไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งที่แนบมาในอีเมล์ เป็นการแอบอ้างใช้แบรนด์ ดีเอชแอล ซึ่งไฟล์ที่แนบมาในอีเมล์ คือ ไวรัสคอมพิวเตอร์ และพัสดุนั้นก็ไม่มีอยู่จริง



จึงขอความร่วมมือเพื่อนพนักงานทุกท่าน อย่าเปิดอีเมล์ดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้ามาโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน นั่นก็หมายถึงท่านได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศของ ทีโอที มีความมั่นคง ปลอดภัย มากยิ่งขึ้น พนักงานทุกท่านสามารถดูรายละเอียด และวิธีกำจัดไวรัส ได้ที่ http://security.intra.tot.co.th หากมีข้อสงสัยหรือแสดงความคิดเห็นติดต่อได้ที่ 0-2574-9246



ขอบคุณทุกท่านครับ

คงไม่สายเกินไป หากจะส่งข้อความนี้ให้ทุกๆคนได้อ่าน

คงไม่สายเกินไป หากจะส่งข้อความนี้ให้ทุกๆคนได้อ่าน
อยากให้ทุกคนได้อ่านและตระหนักถึงความสำคัญของ “ เธอ ”


อ่านแล้วอย่าร้องเหมือนเรานะ...

ความรู้สึกของน้องคนหนึ่งที่บรรยายออกมาจากใจ

ในขณะที่.... หนูก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไป เรียน เที่ยว นอน กิน
ดึกๆ หนูก็โทรคุยกับแฟนของหนู
ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของหนู
และหนูก็เชื่อว่าใครๆ เค้าก็ทำแบบนี้กัน
' จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง '
' กินกับอะไรบ้าง แล้วตอนกินตัวเองคิดถึงเค้ามั้ยเนี่ย '
' รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นผีเนี่ย เค้าอยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง '
' ตัวเองวางก่อนดิ ก่อนดิ '
ประโยคต่างๆ ที่หนูได้คิดและคัดสรรเตรียมพร้อมมาต่างๆ ก่อนโทร
หนูยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับการคุยโทรศัพท์
ระยะเวลาอันหนูได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น
พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
แต่หนูก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าหนูไร้สาระ
ก็ไม่เห็นหรอคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกัน
' เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่าง กิจวัตรอีกอย่างนึงของหนูก็คือ
แม่ของหนูมักชอบโทรหาหนูทุกวัน ' ' ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง '
' เย็นนี้กินข้าวอิ่มมั้ย ' ' วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง ' ' อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ '
โธ่!คำถามเดิมๆ หนูก็ตอบไปแบบเดิมๆ
แม่หนูก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาหนูเป็นประจำ
โชคดีที่หนูพยายามตัดบทคุย
หนูกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว
ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้หนูทำยังไง
จนกระทั่งวันนั้น ' ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย '
' เร็วๆสิ เค้ายังอุฒส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ '
' แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ '
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกหนูว่ามีสายซ้อน
หนูมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า 'Home'
' โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย '
หนูไม่สลับสายหนู หนูยังคงคุยกับสุดที่รักของหนูต่อไป
เพราะหนูรู้ว่าสิ่งที่แม่จะคุยกับหนูก็คงเป็นประโยคเดิมๆ
' และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย ที่หนูจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่ '
หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของหนูโทรมาแจ้งหนูว่า
เมื่อคืนนี้บ้านของหนูถูกขโมยเข้า และแม่ของหนูขัดขืน
และได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง
แม่เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ญาติของหนูเล่าอีกว่าตอนไปพบศพแม่นั้น
ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่น
และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจ
หรือเรียกรถพยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหา ' หนู '
สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่หนูเลือกที่จะทำคือ โทรศัพท์หาหนูเพื่อฟังเสียงของหนู
วินาทีนั้นน้ำตาของหนูไหลอาบแก้ม หนูพูดอะไรไม่ออก มือและตัวของหนูสั่น
วันนั้นหนูเลือกที่จะคุยกับแฟนหนู ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของหนู
ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับหนูเป็นคนแรกในชีวิต
ผู้หญิงคนเดียวที่หนู สามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา
โดยที่หนูไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่
ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ
คนเดียวในโลก ที่โทรมาหาหนูเพียงแค่ฟังหนูพูดประโยคเดิมๆ
คนเดียวในโลก ที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหาหนู
' และ คนเดียวในโลก ที่เลือกคุยกับหนูในวินาทีสุดท้ายในชีวิต '
ในบางครั้งประโยคที่ว่า ' ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว '
มันก็ไม่เป็นความจริง ' เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว '
อาจเป็นเพราะเวรกรรมของหนู
หลังจากนั้นไม่นานแฟนหนูที่หนูใช้เวลาคุยกับเธอวันหลายๆ ชั่วโมงก็ทิ้งหนูไป
วันนี้หนูเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น
หลายๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการกระทำของเราเอง
' เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป '
ทุกวันนี้หนูนั่งมองโทรศัพท์
รอที่จะตอบคำถามเดิมๆ ให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง
แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีอีกแล้ว


' ในเมื่อเรามีความรักอันเต็มเปี่ยมจากครอบครัว
แล้วทำไมต้องไปขอเศษเสี้ยวจากใคร '


ส่งต่อไปเรื่อยๆเถอะนะค่ะ

เตาไมโครเวบไม่จำเป็นอย่าใช้‏

โทษของ เตาไมโครเวฟ
>
>
> เห็นคนไทยใช้ microwave มากๆ
> ก้แปลกใจ ทำไม เตาไมโครเวฟ จึงมีโทษ และหากมีโทษ...ทำไมรัฐบาลจึงไม่ห้าม
> การวางขายในตลาด และมีการเปรียบเทียบอย่างหนึ่ง อาจอธิบายปรากฏการณ์นี้
> ได้ กล่าวคือ หากคุณวางกบตัวหนึ่งลงในกระทะที่กำลังตั้งไฟร้อนๆ กบจะกระโดด
> หนีออกจากกระทะทันที แต่ถ้าใช้เทียนไขค่อยๆ ลนกระทะใบนั้น ให้ร้อนขึ้น
> เรื่อยๆ ตอนเริ่มต้นกบจะยังไม่รู้สึกถึงความร้อน แต่พอเริ่มรู้สึกและอยาก
> กระโดดหนี ขาก็จะโดนละลายติดกับกระทะ จนหนีไม่พ้น
>
> ปัจจุบันเตาไมโครเวฟ ก็เหมือนเทียนไขเล่มนั้น คนที่ใช้ก็เหมือนกบตัวนั้น
>
> กว่าจะรู้ตัวว่า ถูกละลายติดหนับ ก็อาจสิบ หรือยี่สิบปี ผ่านไปแล้ว
>
> แต่จะช้าหรือเร็ว ต้องถูกยึดติดขาไว้แน่....
> ในการให้เลือดของโรงพยาบาล ต้องเอาเลือดที่นำออกจากตู้เย็น ไปอุ่นให้
> ร้อนเสียก่อน ก่อนที่จะฉีดให้คนไข้ เคยมีนางพยาบาลที่ต้องการประหยัด
> เวลา ใช้เตาไมโครเวฟช่วยอุ่นอุณหภูมิของโลหิตนั้น ปรากฏว่า พอฉีดเข้าในร่าง
> กายผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทันที จึงเป็นที่มาของกฎข้อห้ามที่เข้มงวด
> ในโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาล ห้ามใช้เตาไมโครเวฟอุ่นโลหิตอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่
> นั้นมา
>
> บนฉลากขวดนมสำหรับเลี้ยงทารก ก็มีการระบุอย่างชัดเจนว่า ห้ามใช้เตา
> ไมโครเวฟต้มน้ำให้เดือด เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟจะไปทำลายสารอาหารที่มี
> ประโยชน์ทั้งหมด
>
> ผลร้ายที่เกิดเนื่องจากไมโครเวฟนี้ มีรายงานมากมายที่ทำในประเทศรัส
> เซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ แต่มีน้อยมากที่ทำในสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก
> การวิจัยในสหรัฐส่วนใหญ่ จะต้องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการค้า มิฉะนั้น
> จะไม่ค่อยมีคนทำตาม
>
> รายงานในรัสเซีย เยอรมนี และสวิส พบว่าคลื่นไมโครเวฟ จะทำให้คลื่นสมอง
> ลดลง สมองเสื่อม ทำให้คลื่นสมองมีความยาวคลื่นสั้นลง ในไมโครเวฟนอกจากจะ
> เป็นสารก่อมะเร็งแล้ว ยังเป็นสารตกค้างที่ร่างกายขจัดไม่ได้ คลื่นในระยะ
> ยาวจะทำให้ฮอร์โมนเพศลดลง และเปลี่ยนแปลงทำลายเกลือแร่ต่างๆ ในผัก เปลี่ยน
> เป็นอนุมูลอิสระที่เป็นโทษต่อร่างกาย ยังมีคลื่นอื่นๆ อีกหลายตัวในไมโครเวฟ
> ที่ล้วนทำให้สารบำรุงในอาหารเปลี่ยนไป และแปรสภาพเป็นสารก่อมะเร็ง…
>
> การรับประทานอาหารที่ปรุงโดยไมโครเวฟนานๆ จะทำให้ร่างกายสะสมสารก่อ
> มะเร็ง เป็นจำนวนมาก เนื่องจากสารบำรุงในอาหารถูกทำลาย ก็จะทำให้ร่างกายขาด
> สารอาหาร ทำให้ร่างกายอ่อนแอ การรับประทานอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะทำให้ความ
> จำเสื่อม ขาดพลัง
>
> ทางที่ดี...หากเป็นไปได้ ใช้ให้น้อยที่สุด...
>
> ข้อมูลจากหนังสือ การก่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บและการป้องกัน เขียนโดย ดร. หงซานเ
> ปิ่น (ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการ มหาวิทยาลัยสิงคโปร์)

ไฝบนในหน้า บอกอะไรคุณ‏

ไฝบนในหน้า บอกอะไรคุณ

หากอยากรูว่าไฝ บนใบหน้าของคุณ มีความหมายอย่างไรในแง่โหราศาสตร์ ลองติดตามดูค่ะ

บุคคลใดที่มีไฝสีดำตรงกลางระหว่างหน้าผาก บุคคลนั้นมักจะได้รับอันตรายอยู่เนืองๆ และมักจะเสียชีวิตด้วยความยากลำบาก หรืออุบัติเหตุ

บุคคลใดมีไฝสีน้ำตาลตรงกลางระหว่างหน้าผาก มักจะเป็นคนขี้โรค เจ็บป่วยอยู่เนืองๆ

บุคคลใดที่มีไฝที่คิ้วข้างซ้าย ผู้นั้นมักจะประสบความสำเร็จ และมีความสุขในชีวิต เมื่อมีอายุเลย วัยกลางคนไปแล้ว

บุคคลใดมีไฝที่คิ้วข้างขวา บุคคลนั้นมักเป็นผู้มีโชคลาภดี และมีความสุขในชีวิตครอบครัว

บุคคลใดมีไฝที่หนังตาข้างขวา บุคคลนั้นจะไม่ยากจน เป็นผู้มีโชคลาภดี แต่มักจะได้รับความ เดือดร้อน และเสียชื่อเสียงเพระคนรับใช้ คนในครอบครัว หรือบริวารไม่ซื่อสัตย์

บุคคลใดมีไฝใต้ดวงตาข้างซ้าย หากเป็นหญิงจะเป็นผู้ที่ได้รับความเสียใจ สูญเสีย หรือถูกรังแก เอาเปรียบจากผู้ชายหลายครั้ง

บุคคลใคมีไฝตรงขมับขวา ผู้นั้นมักจะเป็นคนโกรธง่าย ใจน้อย โลเล ตัดสินใจช้า และมีความ สมบูรณ์พูนสุขหลังวัยกลางคน

บุคคลใดมีไฝบริเวณแก้มข้างขวา หากเป็นหญิงมักจะเป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชอบของชายทั่วไป จะทำงานได้ดีเมื่อทำงานร่วมกับเพศตรงข้าม มีความสุขในชีวิตครอบครัวเป็นอย่างดี

บุคคลใคมีไฝ 2 เม็ด บริเวณแก้มขวา บุคคลนั้นมักจะแต่งงาน 2 ครั้ง

บุคคลใคมีไฝ 2 เม็ด บริเวณแก้มซ้าย มักจะประสบความล้มเหลวในชีวิตครอบครัว (ยิ่งมีไฝ บริเวณนี้มากก็ยิ่งร้ายแรง) และให้ระวังอันตรายจากการเดินทาง ทางน้ำหรือเดินทางต่างเมือง

บุคคลใดมีไฝบริเวณแก้มทั้ง 2 ข้าง มักจะเป็นผู้ร้อนใจในความรัก ครอบครัว มีความต้องการทาง เพศสูง แต่จะมีความสุขในชีวิตครอบครัวดีโดยเฉพาะเมื่อสูงอายุ

บุคคลใดมีไฝบริเวณข้างซ้ายของปาก มักเป็นคนร่าเริงชอบสนุกสนาน ชอบงานรื่นเริง งานสังคม ดนตรี แต่เป็นคนนิสัยดี คบได้

บุคคลใดมีไฝบริเวณข้างขวาของปาก จะมีความสุขในชีวิตแต่งงาน มีลูกมาก และอายุยืน

บุคคลใดมีไฝที่ริมฝีปากบน หากเป็นสตรีจะมีฐานะปานกลางถึงดี แต่จะมีความใคร่มาก หากเป็น บุรุษจะเป็นคนฉลาด มีสติปัญญา

บุคคลใดมีไฝที่ริมฝีปากด้านล่าง มักจะมีมารยาเล่ห์เหลี่ยมในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่เมื่อแต่งงานแล้ว จึงจะดี (เลิกไป) มักจะจากบ้านเกิดไปอาศัยที่อื่น หรือโยกย้ายเดินทางไกลเสมอ

ภัยจากนามบัตร (ฝากส่งต่อเยอะ ๆ เลยนะจ๊ะ)

Fw: ภัยจากนามบัตร (ฝากส่งต่อเยอะ ๆ เลยนะจ๊ะ)
หญิงคนหนึ่ง ไปเติมแก็สที่ปั้มแก็ส มีชายมาเสนอบริการทาสี โดยยื่นนามบัตรให้ หญิงคนนั้นก็รับ
มาอ่าน แล้วถือเข้ามาในรถด้วย สักครู่เมื่อขับรถออกมาจากปั้มแก็ส ก็สังเกตว่าชายคนนั้นขับรถ
ตามมา และเธอก็รู้สึกว่า หายใจไม่ค่อยออก เธอรับเปิดหน้าต่าง และตระหนักว่ากลิ่นนั้นมาจาก
มือของเธอเอง ซึ่งเป็นมือข้างที่เธอรับนามบัตรมาจากชายคนนั้น เธอตัดสินใจขับรถและกดแตร
ดังไปตลอดทางเพื่อขอความช่วยเหลือ ชายคนนั้นจึงขับรถหนีไป
ยาที่ป้ายบนนามบัตร คือ ยา BURUNDANGA เพิ่อให ้เราหมดสติ ควบคุมตนเองไม่ได้แล้วเจ้า
ตัวร้ายก็จะขโมยของและหรือข่มขืนเรา โดยยานี้มีประสิทธิภาพแรงกว่ายาที่ใช้ข่มขืนสาวๆ ถึง 4เท่า
ดังนั้นอย่ารับ กระดาษ นามบัตร แผ่นพับ จากคนแปลกหน้านะจ๊ะ !!!! หรือแม้แต่คนที่แจกโฆษณา

ฝากส่งต่อเยอะ ๆ เลยนะคะ

@@@@เก้ามงคล@@@@@@‏

๑.ใจมงคล ทุกอย่างในชีวิตของคนเรานั้น " ใจ " นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางทั้งที่ดีและไม่ดีได้ ดังนั้น การเริ่มมงคลใดๆ จึงควรเริ่มที่ " ใจ " ก่อนเป็นอันดับแรก นั่นคือ การทำจิตใจดีให้มีขึ้นทุกๆวัน วิธีง่ายๆคือ ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาก็ไม่คิดเรื่องร้ายๆไปล่วงหน้า เช่น.. ไม่คิดว่าเราจะถูกนายด่าไปก่อนเพราะเมื่อวานทำผิด การคิดล่วงหน้าเช่นนั้นจะทำให้จิตใจเราขุ่นมัว ไม่แจ่มใส ถึงทำผิดจริงก็ต้องคิดว่าแก้ไขได้

ไม่บริโภคความโกรธเป็นอาหารเช้า คือ
ไม่คิดจับผิดหรือโมโหโทโสนับแต่ลุกจากเตียง
เช่น เช้ามาก็ไม่โมโหลูกที่ตื่นสาย
ไม่ยัวะภริยาที่ทำไข่ลวกเป็นไข่ต้ม ไม่ฉุนรถเมล์ที่ไม่จอดรับ ฯลฯ
แต่ให้เริ่มต้นทุกเช้าด้วยการ "คิดแต่เรื่องดีๆ "
จะทำให้หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพลังบวกที่จะดึงดูดให้คนอยากเข้าใกล้
กลายเป็นคนมีเสน่ห์ เป็นมงคลข้อแรก

๒.วาจามงคล คือ การพูดจาดี
ซึ่ง " ดี " ในที่นี้หมายรวมถึง เนื้อหา ถ้อยคำน้ำเสียงที่ใช้เจรจาพาทีกับผู้อื่น
ทั้งคนใกล้ชิดที่เป็นญาติสนิทมิตรสหาย ผู้ร่วมงาน
รวมถึงคนไม่รู้จักที่เราต้องโอภาปราศรัยด้วย
พูดง่ายๆว่าให้ใช้ " วาจาภาษาดอกไม้ " กับทุกๆ คนทุกๆ ระดับ
และควรเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมชวนดมด้วย
เช่น ชมเขาว่า " วันนี้ คุณแต่งตัวสวยจังค่ะเหมือนสมัยคุณแม่ฉันยังสาว " เช่นนี้
คงเป็นดอกอุตพิด ที่กลิ่นเหมือนอุจจาระทำให้คนฟังคิดแช่งชักหักกระดูก
ด่าว่าเราในใจ อย่าพูดเสียเลยดีกว่า
ดังนั้น วาจามงคล จึงควรเป็นคำพูดที่สุภาพไพเราะ
และถ้อยคำเป็นประโยชน์ ไม่เพ้อเจ้อ เหลวไหล หรือส่อเสียด แดกดัน

คนพูดดี ไปไหนก็มีแต่คนต้อนรับ เป็นมงคลข้อสองที่เราควรปฏิบัติ

๓.กายมงคล คือ การแต่งกายให้เหมาะสม ถูกกาละเทศะ
จะทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและไม่ถูกตำหนิติเตียน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
เป็นมงคลข้อที่สาม เพราะการไม่ถูกใครว่าย่อมเป็นสิ่งดีที่เป็นมงคลแก่เราตลอดวัน
และหากจะใส่เสื้อผ้าตามหลักโหราศาสตร์เพื่อเสริมความมั่นใจหรือสร้างกำลังใจให้ตัวเองเพิ่มขึ้น ก็ย่อมได้ แต่ก็ต้องดูให้เหมาะด้วย เช่น ไม่ใส่สีม่วงไปในงานแต่งงานที่เจ้าภาพเขาถือว่าเป็นสีแม่ม่าย แม้ว่าจะเป็นสีที่เขาบอกว่า เป็นสีแห่งโชคลาภของเราวันนั้นก็ตาม

๔.ครอบครัวมงคล คือ การสร้างความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวของเรา
เพราะครอบครัวเป็นพื้นฐานแรกที่จะช่วยสร้าง " สมาชิกมงคล " ให้แก่ชุมชนและประเทศชาติ
นั่นก็คือ ผู้ที่เป็นพ่อแม่ ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตัวให้ถูกต้อง เหมาะสม
ไม่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ลูกๆไม่เมามัวเรื่องเพศ มีผัวน้อย เมียน้อยให้ลูกทุกข์
ไม่ทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน

ขณะเดียวกันก็สอนลูกในทางที่ถูกที่ควร ฯลฯ อันจะนำมาซึ่งความสุขในบ้าน
และเป็นมงคลที่จะเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้กับชีวิตภายนอก

๕.บ้านมงคล หมายถึง การจัดบ้านเรือนของเราให้สะอาดสะอ้าน
ไม่รกเป็นรังหนู ถ้าหากในรอบปีที่ผ่านมา
เราอาจวางสิ่งของ เสื้อผ้า ฯลฯ สุมจนเป็นกองขยะ
ตามจุดต่างๆในห้องนอน ห้องทำงาน ห้องครัว หรือห้องรับแขก
ก่อนปีใหม่หรือวันใดวันหนึ่งควรหาทางสะสาง และจัดเก็บบ้านให้เป็นระเบียบ เรียบร้อย
เพราะบ้านเรือนที่โล่งสะอาด เรียบร้อย ก็เป็นการจัดฮวงจุ้ยที่ช่วยเสริมให้ผู้อยู่อาศัยให้เกิดความปลอดโปร่ง สบายใจ ไม่อึดอัด หงุดหงิด เพราะหาของไม่เจอ หรือเดินไปไหนในบ้านก็เตะโน่น ชนนี่ เหมือนมีอุปสรรคขัดขวางตลอดเวลา

บ้านที่สะอาดมีระเบียบเรียบร้อย จึงเป็นมงคลข้อที่ห้า

๖.เพื่อนมงคล คือ การคบหาเพื่อนที่ดีไว้เป็นสหาย
เพราะเพื่อนที่ดีย่อมมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของชีวิต
ส่วน เพื่อนที่ไม่ดีมีแต่พาเราไปสู่หนทางแห่งความหายนะ
เช่น เพื่อนปอกลอก คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว คบเราเพราะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง
เพื่อนหัวประจบ ก็จะเออออไปกับเราทุกอย่างไม่ว่าจะทำดีทำชั่ว
แต่ลับหลังกลับนินทา และที่ร้ายที่สุดคือ เพื่อนชวนฉิบหาย คือ ชวนให้เราดื่มเหล้า
เมายาอี มั่วเซ็กส์และเล่นการพนัน
เหล่านี้คบแล้วก็พาเราไปสู่ทางเสื่อมเสียทั้งสิ้น



ส่วน เพื่อนแท้ คือมิตรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข แนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
เมื่อเราทุกข์ก็ทุกข์ด้วย และหาทางช่วยเหลือ
เมื่อสุขก็พลอยยินดี ไม่ริษยาเรา เป็นต้น การมีมิตรดีจึงเป็นมงคลอีกข้อ

๗.ที่ทำงานมงคล ก็ใช้หลักเช่นเดียวกับบ้านมงคล
นั่นคือ ต้องให้สถานที่ทำงานของเราสะอาดสะอ้าน
เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าทำทั้งหมดไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด โต๊ะทำงานของเราก็ให้สะอาด สวยงาม ไม่รกหรือมีของกองสุมจนหาที่ว่างไม่ได้ และแม้แต่เราเองก็ไม่อยากนั่ง
ไม่ว่าโต๊ะทำงานหรือที่ทำงานของเราก็เป็นดังกระจกสะท้อนถึงลักษณะของผู้ที่ทำงานอยู่ในสถานที่นั้นๆ

ดังนั้น ที่ทำงานหรือโต๊ะทำงานจึงเป็นอีกมงคลหนึ่ง
ที่จะก่อให้เกิด "First Impression" ต่อหน่วยงานหรือตัวเราเองได้

๘.อาหารมงคล คือ อาหารที่กินแล้วมีประโยชน์ต่อตัวเรา
และไม่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ทองหยิบทองหยอด
แม้จะชื่อดี แต่อาจจะทำให้เราเป็นเบาหวาน หรือเป็นโรคอ้วนได้
ดังนั้น เราจึงควรงดหรือกินแต่น้อยพอประมาณ
แล้วไปกินผลไม้ชื่อมงคลอื่นแทน เช่น ส้มเช้ง ทับทิม กล้วยหอม เป็นต้น

๙.กรรมมงคล กรรม ก็คือ การกระทำ หมายถึงให้เราพยายามทำสิ่งที่ดีๆให้ได้ทุกวัน
หรือวันละเล็กละน้อย ถือว่าเป็นการสะสมบุญกุศลที่เป็นอีกมงคล
ซึ่งจะส่งผลให้เรามีความสุขกาย สบายใจ เช่น
ไหว้พระระลึกถึงพระรัตนตรัยก่อนออกจากบ้านทุกวัน
งดกินเนื้อสัตว์ทุกวันเกิดในสัปดาห์


--
สว่างตา ด้วยแสงไฟ สว่างใจ ด้วยแสงธรรม
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

สรณะอื่น ไม่มี ชีวิตนี้เพื่อพระรัตนตรัย

โ ปรดระวังรูปแบบการตบทรัพย์แบบใหม่ เตือนๆกันไว้

โ ปรดระวังรูปแบบการตบทรัพย์แบบใหม่ เตือนๆกันไว้

มีเรื่องมาเล่าให้ฟังจากเพื่อนอีกที เธอและสามีผู้ รอบคอบไม่โลภ จึงไม่ตกเป็นเหยื่อ
มีอยู่วันหนึ่งเอาเงินไปเข้าแบงก์กรุงไทย อ่าวอุดม แล้วขากลับลงมา
สามีเจอบัตร ATM ใส่ซอง และด้านหลังบัตร บอกรหัส ATM เบ็ดเสร็จ
ทีแรกสามีไม่รู้ก็เก็บมา แล้วก็ขึ้นมาบนรถ เราก็เอามาดูเห็นมีรหัส
ก็เลยบอกสามีว่า ! ลองดูซิว่าเขามียอดเงินเท่าไร
สามีบอก เธอลองเอาไปกดรหัสซิ ตำรวจมาแน่เพราะตู้ ATM มีกล้องบันทึกไว้ว่าใครกด เวลาอะไร
สามีบอกเราว่า ถ้าเราไม่คิดอยากได้เงินเขาเราจะไปกดดูทำไม
เราก็ เออ จริงซิ แล้วเราก็เอาบัตรนั้นมาตัดทิ้ง
แล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้พี่ชายฟัง พี่ชายเราบอกว่า
มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นเรา ที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ
เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อนพี่ชายก็เกิดเหตุการณ์นี้ในทำนองเดียวกัน
ที่ ธ.กรุงเทพฯ สาขา อ่าวอุดม และสังเกตุได้จะเป็นเฉพาะศุกร์แรกของทุกเดื อ! นหลังจากแบงก์ปิดแล้ว
คล้ายกับแกล้งทำบัตร ATM ตกอะไรทำนองนี้ แล้วเพื่อนพี่ชายก็ไปกดตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็น
กดได้ไม่นาน ตำรวจก็เข้าไปจับพร้อมกับมีเจ้าของบัตรไปยืนยันตัว เรียกค่าเสียหาย กับเพื่อนพี่ชาย
ไป 3 หมื่น ถ้าไม่อยากติดคุก คืนวันศุกร์ เสาร์ ;อาทิตย์ 3 คืน
เราคิดว่า เขาต้องทำการเป็นขบวนการ รวมทั้งตำรวจด้วย คงเอาไปแบ่งกัน
เพื่อนๆ ต้องระวังนะจ๊ะ เราเองก็เกือบไปแล้วดีที่สามีเตือนสติ


รักเพื่อนๆ

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

Problem child? มีลูกยังงี้ น่าเอาขี้เถ้าอุดปาก‏

video

Walter Gar...cool ~ ~ ~‏

video

ปูขนจีน....ใครกล้ากินนับว่าใจถึงจริง‏

ปูขนจีน….ใครกล้ากินนับว่าใจถึงจริง

ลองอ่านดูนะ ...

มีรายงานข่าวว่าศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล
ท่านหนึ่งไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเมื่อปีที่แล้วได้พูดถึงปลาไหล
เขาบอกว่า ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันนั้น
เขาไปร่วมการประชุมทางวิชาการที่เมืองซูโจว ขณะรับประทานอาหาร
มีนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมท่านหนึ่งบอกกับเขาว่า

"คุณรู้ไหมว่าทำไมปลาไหลในทุกวันนี้เติบโตรวดเร็วขนาดนี้
ก็เพราะว่าผู้เลี้ยงใช้สารกระตุ้นในการเลี้ยง
เมื่อคนกินปลาไหลเข้าไป สารกระตุ้นเหล่านี้จะออกฤทธิ์ในร่างกายคนติดต่อกัน7-8 ปี"

ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าหลังจากได้ยินคำพูดนี้แล้วผู้ร่วมประชุม
ไม่มีใครกล้ากินปลาไหลอีกเลย
เขายังเล่าต่อว่า "ข้าพเจ้ามีญาติคนหนึ่งขายถั่วงอก
เขาบอกกับข้าพเจ้าว่าถั่วงอกนี้กินไม่ได้นะเพราะใช้สารกระตุ้น
ตามธรรมดาถั่วงอกจะต้องใช้เวลา5 วันกว่าจะงอกเต็มที่
ถ้าใช้สารกระตุ้นค่ำคืนเดียวก็งอกเต็มที่แล้ว
คนในหมู่บ้านรู้กันทั่วจึงไม่ซื้อถั่วงอกพวกนี้และถั่วงอกพวกนี้ก็จะส่งเป็นคันรถใหญ่
ภายในค่ำคืนเดียวก็ส่งถึงตลาดสดในกวางเจา




นอกจากปลาไหลและถั่วงอกแล้ว
คนกวางตุ้งและคนฮ่องกงยังชอบกินปูขนอีก
ซึ่งก็เลี้ยงด้วยสารกระตุ้นด้วยเช่นกัน


มณฑลเจียงซูเป็นแหล่งผลิตปูขนใหญ่ที่สุดในจีน
มีฟาร์มปูขนกว่า 600 แห่ง
ปูขนที่ขายในฮ่องกงและกวางตุ้งส่วนใหญ่มาจากมณฑลเจียงซู

วารสารรายสัปดาห์ฉบับหนึ่งในฮ่องกงรายงานเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วว่า
คนฮ่องกงชอบกินปูขน ราคาปูขนนับวันก็ยิ่งถูกลงจนกลายเป็นอาหาร
ธรรมดาของชาวบ้านเสียแล้ว

เมื่อราคาปูขนถูกลงชาวบ้านก็ยิ่งกินอย่างดุเดือด
ปูขนทำไมถึงยิ่งขายยิ่งถูก เกิดจากปริมาณการผลิตมากหรือ?
ผู้สื่อข่าววารสารฉบับนั้นเดินทางไปทำข่าวในมณฑลเจียงซูพบว่า
ปูขนล้วนแล้วแต่ใช้สารกระตุ้นในการเลี้ยง
ปูขนในธรรมชาติอย่างน้อยต้องใช้เวลาสองปีกว่าจะเติบโตหนักถึงตัวละสองตำลึง
แต่ในฟาร์มปูขนมณฑลเจียงซูใช้สารกระตุ้นในการเลี้ยง
เพียงปีเดียวก็สามารถเก็บเกี่ยวไปขายได้



ผู้สื่อข่าวซื้อปูขนจากฟาร์มในมณฑลเจียงซูกลับมาตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์
ปฏิบัติการห้องแล็บในฮ่องกง ผลปรากฏว่า
ในเนื้อปูไม่เพียงแต่มีสารกระตุ้นเท่านั้น ยังมีสารปฏิชีวนะอีกหลายชนิด



นายฉวี ผู้จัดการฟาร์มปูขนต้าฟาในมณฑลเจียงซู กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า
ปูขนนับตั้งแต่ลูกปูจนกระทั่งปูขุนวางตลาดขายได้ อย่างน้อยต้องใช้สารกระตุ้น เช่น
เอธานอลและยาปฏิชีวนะกว่าสิบชนิดในการเพาะเลี้ยง

เขายังพูดอย่างถ่อมตนว่าเขาเองถือว่าเป็นคนอนุรักษ์หน่อย
คนฮกเกี้ยนร้ายกว่านี้เพราะใช้ยาคุมกำเนิดให้ปูกินขณะที่ปูวางไข่
เพื่อแม่ปูจะได้ไม่ผอมและโตเร็ว
ผู้จัดการฟาร์มยังจับปูสองตัวชูขึ้นมาอวดผู้สื่อข่าวว่า
" คุณดูซิมันดุแค่ไหน ถ้าไม่กินยามันจะดุขนาดนี้หรือ"
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า "ทำเช่นนี้จะไม่เป็นภัยต่อผู้อื่นหรือ?
ผู้จัดการฟาร์มตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า
" เดี๋ยวนี้พวกสัตว์น้ำเลี้ยงและสัตว์บกเลี้ยงมีอย่างไหนที่ไม่ใช้ยา
ในการเลี้ยงบ้าง คุณไม่ทำแต่คนอื่นทำแล้วคุณจะทำธุรกิจได้อย่างไร"

ผู้สื่อข่าวฮ่องกงขณะเข้าชมฟาร์มปูขน
เห็นคนงานเอาอาหารสัตว์ที่ผสมสารกระตุ้นแล้ว
ขนขึ้นเรือโปรยไปรอบๆสระน้ำดังกับนางฟ้าโปรยดอกไม้

ปูขนในเจียงซูส่วนใหญ่จะส่งขายที่ฮ่องกงและกวางตุ้ง
โดยขนส่งทางเครื่องบิน จับปูในค่ำคืนนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นก็ส่งถึงฮ่องกง
และเสิ่นเจิ้น พอตกบ่ายก็ออกสู่ตลาด
พอค่ำคืนปูเหล่านี้ก็ถูกกินลงท้องชาวฮ่องกงแล้ว



ผู้จัดการฉวีเปิดเผยว่า เพื่อป้องกันปูขนตายระหว่างการขนส่ง
ก่อนจับปูจะป้อนยาปฏิชีวนะเป็นครั้งสุดท้าย
เพราะฉะนั้นหลังจากนั้น 24 ชั่วโมง ยาปฏิชีวนะก็จะตกลงท้องชาวฮ่องกง
ผู้สื่อข่าวฮ่องกงเปิดเผยว่า ตามท้องถนนในระแวกฟาร์มเลี้ยงปูขนต้าฟา
จะเห็นร้านขายยาปูขนกลาดเกลื่อนไปหมด

เขาเข้าไปชมร้านขายยาแห่งหนึ่ง
คนขายเอายาออกมาให้ดูสิบกว่าชนิด
แนะนำวิธีใช้ของแต่ละชนิดให้ผู้สื่อข่าวทราบด้วย
นอกจากใช้สารกระตุ้นและยาปฏิชีวนะแล้ว ฟาร์มปูขนในเจียงซูยังใช้
แมวตาย หมูตาย และสัตว์เลี้ยงที่ตายแล้วมาเลี้ยงปูขน
คุณอาหลี่ ผู้บริหารฟาร์มปูขนแห่งหนึ่งในเจียงซู
ชี้ไปยังหมาตายและกองเป็ดไก่ที่ตายแล้วแต่ยังไม่ลอกหนังออก
บอกว่าใช้เลี้ยงปูขนสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเพราะปูขนชอบเนื้อเน่าเป็นพิเศษ

ผู้สื่อข่าวฮ่องกงเห็นหมาตายที่ลอกหนังออกแล้วลอยอยู่บนบ่อเลี้ยงปู
และเห็นปูขนตะเกียกตะกายจิกกินหมาเน่าซึ่งลำตัวมีคราบเลือดสีม่วง
แยกเขี้ยวอย่างน่าเกรงขาม

แต่คุณอาหลี่กล่าวอย่างพึงพอใจว่า "สิ่งเหล่านี้เป็นอาหารสัตว์ธรรมชาติ
เพราะฉะนั้นปูของผมมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสมบูรณ์
กินเนื้อตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เหมือนฟาร์มอื่นที่กินแต่ยา"
หมาเหล่านี้ถูกแก๊งล่าหมาใช้โปแตสเชี่ยมไซยาไนให้หมากินแล้วตาย
แล้วก็ลากมาขายให้กับฟาร์ม ในตัวหมาจึงมีพิษ

ปัจจุบันอาหารสัตว์ที่ใช้เลี้ยงปูขนมีสองประเภทใหญ่
คือ มังสะวิรัติ และอาหารคาว

มังสะวิรัติหมายถึงการใช้สารกระตุ้นและยาปฏิชีวนะ
อาหารคาวหมายถึงเนื้อหมา เป็ด ไก่ หนู ปลาที่ตายแล้ว
สิ่งเหล่านี้เรียกว่าอาหารสัตว์ธรรมชาติ

ทะเลสาบหยางเฉิงในมณฑลเจียงซูเป็นแหล่งปูขนที่มีชื่อที่สุด
จากสถิติของหน่วยงานสัตว์น้ำเปิดเผยว่าทะเลสาบหยางเฉิงในแต่ละปี
มีปูขนเกรดหนึ่งเพียง13,000 ตัวเท่านั้น
แต่คนฮ่องกงในปีที่แล้วบริโภคปูขน13 ล้านตัว
เฉลี่ยแล้วบริโภคคนละ2 ตัวต่อปี
แสดงว่าส่วนใหญ่เป็นปูขนแปลกปลอม

นักวิจัยผู้หนึ่งจากสถาบันสัตว์น้ำจืดมณฑลเจียงซูกล่าวว่า
"ปัจจุบันนี้ทุกคนก็บอกว่าเขาขายปูขนของแท้จากทะเลสาบหยางเฉิง
แต่จริง ๆ แล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นปูขนกลายพันธุ์หรือปูขนพิษ




คนกวางตุ้งและคนฮ่องกงชอบบริโภคเต่า
แต่ผู้เลี้ยงใช้ยาคุมกำเนิดให้เต่ากินเพื่อเพิ่มน้ำหนัก
โดยปรกติแล้วเต่าจะต้องใช้เวลาห้าถึงหกปีกว่าจะเติบโต
แต่ปัจจุบันใช้เวลาปีถึงสองปีก็ออกสู่ตลาดได้แล้ว



คนฮ่องกงและคนกวางตุ้งยังชอบบริโภคงูอีก
แต่ตามรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์จิงเป้าเปิดเผยว่า
ฟาร์มงูจะใช้ยาคุมกำเนิดให้งูกินเพื่อเพิ่มน้ำหนักในเวลาอันสั้น
งูที่ขายในตลาดเสิ่นเจิ้นและฮ่องกง
ถ้าลำตัวอ้วนพลีนั้นแหละล้วนเกิดจากการกินยาคุมกำเนิด


ปูขนพิษ งูพิษ ปลาไหลพิษ เต่าพิษ ต่าง ๆ
เหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของปลายยอดภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาที่
โผล่เหนือน้ำของบรรดาอาหารปนเปื้อนพิษในประเทศจีน
ดังที่ผู้สื่อข่าวฮ่องกงถามผู้จัดการฉวีว่า
"แล้วรัฐบาลไม่ห้ามหรือไม่มีมาตรการในการตรวจสอบหรือไง"
ผู้จัดการฉวีตอบอย่างไม่อ้อมค้อมว่า"พูดเป็นเล่น
คุณไม่เข้าใจประเพณีของประเทศจีน จะใช้ยาในปริมาณเท่าไหร่
หรือการตรวจสอบก่อนออกสู่ตลาด มันไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนหรอก
เขาพอใจก็จะปล่อย ถ้าไม่พอใจต่อให้มีมาตรฐานสะอาดบริสุทธิ์เขาก็ไม่ปล่อย"

เดิมทีคนที่กินปูถือว่าเป็นคนเก่งเพราะการกินปูไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ปัจจุบันใครกล้ากินปูขน จีนถือว่าเป็นคนใจถึงที่สุดในโลก

แขวนพระให้ถูกโฉลก‏

ห้อยพระอย่างไรให้ถูก "โฉลก"


· คนเกิดปีชวด
วันอาทิตย์ เหมาะที่จะแขวนพระที่มีเมตตาเป็นหลัก ได้แก่ พระปิดตา พระศิวลี พระสังกัจจายน์ ส่วนพระเครื่องที่ป้องกันและเสริมการงาน เนื่องจากเป็นพระที่มีรูปงามมีเสน่ห์ พระที่เหมาะควรเป็นพระที่มีอำนาจในตัว ควรแขวนพระ ที่เป็นโลหะหรือผ่านธาตุไฟ เช่น พระกรุเนื้อชิน พระเครื่องเนื้อโลหะหรือเหรียญ ไม่ควรจะเป็นพระที่มีเนื้อผง ควรจะเลือกที่ผสมด้วยธาตุเหล็ก หรือผงตะไบเหล็กหรือโลหะเท่านั้น หรือเป็นพระผงฝังตุกรุด
วันจันทร์ รูปสมบัติเป็นโภคทรัพย์ที่ติดตัวมา จึงไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องทำมาหากิน ควรจะทำงานที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะตัวจึงจะถูกโฉลก ควรแขวนพระที่คล้ายกับโฉลกงาน เช่น พระทรงเครื่อง พระที่มีลวดลายประกอบอย่างงดงาม หรือพระพรหม พระพิฆเนศ
วันอังคาร ชิวิตมีแต่ความลำบาก ต้องฝ่าฟันอุปสรรคกว่าจะได้เงิน ต้องระวังปากตัวเองให้มากที่สุด ควรแขวนพระไสยาสน์ หรือพระปรางสมาธิ เป็นเนื้อที่ผ่านไฟหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เพราะพระทั้งสองปราง หมายถึงความสงบระงับ เมื่อเกิดความพลุ่งพล่านทุกครั้งให้เอามือกุมพระ จะเยือกเย็นลง
วันพุธ ชีวิตมีแต่ความเจ็บไข้จุกจิก แม้ไม่อันตรายถึงชีวิตก็บั่นทอนร่างกายไปมาก เหมาะที่จะแขวนพระที่ทำจากต้นไม้ใบยา เช่น พระว่าน พระขมิ้นเสก พระไพลเสก หรือพระที่มีส่วนผสมของตัวยาต่างๆ พระเนื้อผงผสมว่านก็ใช้ได้ บางคนแขวนหมอชีวกโกมารภัจจ์ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
วันพฤหัสบดี เป็นผู้อุดมด้วยโคทรัพย์ มีบุญเก่าอยู่มาก ทำให้ชีวิตไม่ล้มลุกคลุกคลานมากนัก ไม่ค่อยรอบคอบในการตัดสินใจ ประมาทเป็นนิจ ทำให้พลาดเงินหรือเสียประโยชน์อันควรได้ไปอย่างน่าเสียดาย ควรแขวนพระที่จะมารับหน้าพระอังคารที่เป็นใจคือ พระปรางป่าเลไลยก์ พระราหูเนื้อผง หรือเนื้อโลหะ เพราะพระราหูกับพระอังคารเป็นมหามิตรกัน จะรับหน้าทำให้พระอังคารไม่อาจมาเบียดเบียนดวงชะตาได้
วันศุกร์ มีดีทางด้านผู้รับใช้ใกล้ชิด จะเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่อยู่ด้วยไม่ได้นาน เพราะบางครั้งไม่ได้ตั้งใจแต่พูดไปโดยไม่คิด ทำให้บริวารต้องจากไป ควรแขวนพระพิมพ์ที่มีพระอัครสาวกอยู่ซ้ายและขวา เพราะพระพุทธองค์และพระสาวกนั้นหมายถึงการปกค รองผู้ใต้บังคับบัญชาตามสายงาน จะแก้โฉลกให้ดีได้
วันเสาร์ เป็นผู้มีอำนาจในตัว มีดีที่คนเกรงขาม แต่มีข้อเสียชอบออกหน้าแทนลูกน้องหรือคนอื่น จึงมักต้องเดือดร้อนแทนคนอื่นในแทบทุกเรื่อง ให้แขวนพระปรางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์(มือ)สองข้าง ซึ่งจะแก้เคล็ดและทำให้ยับยั้งชั่งใจได้

· คนเกิดปีฉลู
วันอาทิตย์ วาสนาไม่ค่อยจะดีนัก ให้เก็บหอมรอมริบทุกครั้งที่มีโชค โฉลกของท่านคือการเก็บงำ ควรแขวนพระเสริมวาสนา เช่น พระผงยาวาสนา พระปิดตามหาลาภ (ไม่ปิดทวาร) พระสิวลี พระปรางลีลา พระสังกัจจายน์
วันจันทร์ มีดาวบริวารดีมาก จะได้ทรัพย์เพราะบริวารเป็นหลัก เพราะบริวารของท่านดีอยู่แล้ว การแขวนพระที่มีพระหลายองค์รวมอยู่ในองค์เดียวกัน เช่น พระเจ้าห้าองค์ หรือพระที่มีจำนวนสององค์ขึ้นไป ถ้าหาไม่ได้ให้แขวนพระที่เป็นพิมพ์มีพระอัครสาวกอยู่ด้วย เพื่อเสริมบารมีในด้านบริวาร ควรเป็นเนื้อผสมส่วนผสมหลายอย่างจะดีที่สุด
วันอังคาร มีวาสนาน้อยควรเจียมตน ไม่ทำการใหญ่เกินกำลัง อย่าจับงานทีเดียวจะแพ้ภัย ควรแขวนพระมหาอุด ปิดทวารหรือเต่าเรือน เพื่อเป็นเคล็ดสำรวมระวังเรื่ องการลงทุน พระปิดทวารจะทำให้นึกถึงการไม่ทำอะไรเกินตัว เต่าคือให้หดหัวยามมีภัยมา คืออย่าลงทุนมากนั่นเอง
วันพุธ หัวเดียวกระเทียมลีบ มีเพื่อนมี ญาติเหมือนไม่มี พึ่งใครไม่ได้นอกจากพึ่งตัวเอง ควรแขวนพระที่มีคำว่าเดี่ยวอยู่ด้วย เช่น เดี่ยวดำ เดี่ยวแดง พลายเดี่ยว หรือพลายคู่ตัดเดี่ยว เสริมโฉลกที่ต้องทำอะไรเดี่ยว
วันพฤหัสบดี มีวาสนาตกที่นั่งมีทรัพย์มาก ไม่ต้องขวนขวายก็จะได้มาแบบไม่ยาก มีข้อเสียเป็นคนมือเติบ มักมมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย หรือขาดดุล แก้โฉลกด้วยการแขวนพระที่มีชื่อว่า "คง" เช่น หลวงพ่อคง พระอาจารย์มั่น จะทำให้เก็บทรัพย์ให้มั่นคงและคงที่
วันศุกร์ เป็นคนตกที่นั่งอับโชคลาภ เงินที่ได้มาอย่างง่ายๆ เช่น เล่นหวย อย่าไปหวัง ควรแขวนพระที่มีคำว่า เศรษฐี เงินแสน เงินล้าน พระทุ่งเศรษฐี พระที่ลงท้ายว่ารุ่นมหาเศรษฐี หรือขวัญถุงเงินล้าน เงินแสน จะเสริมพลังแห่งโชคลาภ
วันเสาร์ เป็นคนตกที่นั่งนักโทษ ทั้งชีวิตมีแต่คนเบียดเบียนใสไคล้ ทำให้เดือดร้อน มีโรคประจำตัวบั่นทอนชีวิตอยู่มาก ควรแขวนพระที่มียันต์เกาะเพชร หรือพระที่มีรูปโล่ จึงจะถูกโฉลกกับตัวเอง

· คนกิดปีขาล
วันอาทิตย์ หากินอย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ แม้จะมีตำแหน่งสูง แต่งานในความรับผิดชอบหนักหนา หรือไม่ก็ไปใหญ่โตในถิ่นกันดาร ควรแขวนพระที่มีการเคลื่อนไหว เช่น พระลีลา พระเปิดโลก พระสิวลี
วันจันทร์ ดวงชีพจรลงเท้า ถูกโฉลกกับงานที่ต้องเดินทางขึ้นล่อง ควรแขวนพระที่สงบและอยู่นิ่ง พระปรางสมาธิ ไม่ควรแขวนพระเคลื่อนไหว เพราะจะทำให้โฉลกร้อนขึ้นไปอีก
วันอังคาร เป็นนักบู๊ มักมีเรื่องราวชกต่อยเสมอ ส่วนใหญ่เป็นนักเลง นักพนัน หรือนักมวยเดินหน้าชน มีนิสัยก้าวร้าว มีโทสะจริตเป็นที่ตั้ง ควรแขวนพระเมตตา เช่น พระปิดตา พระสังกัจจายน์ พระสิวลี ที่ทำด้วยอะไรก็ได้ ที่ไม่ได้ผ่านความร้อน ทำให้เย็นขึ้นได้
วันพุธ มีจิตใจเยือกเย็น สุขุม ไม่บุ่มบ่าม ใจเหมือนแม่น้ำ ใฝ่การบุญ เป็นที่รักของคนทั่วไป ควรแขวนพระปิดตามหาอุด หรือพระที่มีลักษณะอยู่กับที เช่น พระยืนปรางถวายเนตร
วันพฤหัสบดี แต่น้อยลำบาก เมื่ออา ยุมากขึ้นจะมีวาสนาตามไป ควรอดทนรอให้งอมจึงหลุดจากขั้ว ควรแขวนพระที่ผ่านการหล่อหลอมจากธาตุไฟเพื่อเสริมพลังชีวิต จะเป็นพระกริ่งหรือรูปหล่อที่ผ่านไฟแรงเท่าใดก็ยิ่งดี
วันศุกร์ พึ่งใครไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเอง เป็นเสือจับเนื้อกินเองจนแก่ ควรแขวนพระที่มีรูปเสือมาเกี่ยวข้อง หรือแขวนเสือก็ได้ จะเป็นเสืองาแกะ หรือเสือเขี้ยวก็ได้ หรือเสือที่เป็นโลหะก็ได้
วันเสาร์ เป็นผู้มีโภคทรัพย์ ทำมาหากินแล้วตั้งหลักฐานได้ง่าย มีข้อเสียคือ เชื่อคนง่าย มักถูกหลอกหรือฉ้อโกงเอาทรัพย์อยู่บ่อยๆ ควรแก้เรื่องความใจง่ายเชื่อคนง่ายไว้ ควรแขวนพระที่ตรงกันข้ามกับพระทั่วไป เพือแก้โฉลกด้านการถูกคดโกง จึงควรแขวนพระทีเป็นพิมพ์แบบสะดุ้งกลับจะเหมาะที่สุด

· คนเกิดปีเถาะ
วันอาทิตย์ เป็นคนอาภัพอับวาสนา ทำมาหากินไม่พอเลี้ยงตนเอง ต้องอาศัยบารมีคู่ครองเป็นหลัก หากอยู่ตัวคนเดียวจะต้องลำบากมาก ควรแขวนพระเสริมบารมี เช่น พระผงยาวาสนาพระที่มีนามเกี่ยวกับโชคลาภ
วันจันทร์ คนเกิดวันนี้แต่น้อยจะลำบาก เมื่อเลยวัยกลางคนไปจะดีขึ้นและตั้งตัวได้ ควรแขวนพระปรางลีลา เพื่อความก้าวหน้า
วันอังคาร เป็นคนที่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ชีพจรลงเท้า ต้องเดินทางถึงจะได้เงิน เหมาะแก่การเป็นพนักงานขายของขึ้นๆลงๆ หรือค้าขายระหว่างประเทศ ควรแขวนพระเกี่ยวกับการค้าขาย เช่น พระสังกัจจายน์ พระสิวลี
วันพุธ เป็นที่ไม่พอใจกับเจ้านายหรือผู้ใหญ่ มักจะให้ร้ายเสมอ เป็นโฉลกของวันกิด จึงไม่ควรรับข้าราชการเพราะจะไม่ก้าวหน้า เหมาะที่จะทำมาหากินในความถนัดของตน ไม่ขึ้นกับใคร ควรแขวนพระมหาอุด ที่ทำจากโลหะที่ผ่านความร้อนแล้วจะทำให้เกิดตบะและเดชะป้องกันตัวเองได้
วันพฤหัสบดี เป็นคนใจร้อน ใจน้อย ใครตักเตือนก็ไม่พอใจ ดื้อรั้น ควรอ่อนน้อมรับฟังผู้อื่นแล้เอามาคิด ให้แขวนพระที่มีหนุมานอยู่ด้วย เพราะดวงอาสาเจ้านายเหมาะ หรือไม่ก็แขวนพระที่มีลักษณะการกวัก เช่น พระพุทธกวัก
วันศุกร์ มีวาสนาดี เป็นนักบวชก็ก้าวหน้า เหมาะกับการควบคุมคนหมู่มาก มีลักษณะเป็นผู้นำ ควรแขวนพระที่ในหนึ่งพิมพ์มีจำนวนมากกว่าหนึ่งขึ้นไป เช่น พระเจ้าห้าองค์ พระเจ้าสิบทัศน์พระตรีกาย
วันเสาร์ โฉลกเป็นคนที่คนทำร้ายไม่ได้ มีผู้คอยออกรับและคุ้มครองป้องกันอยู่เสมอ ทำให้ไม่ต้องลำบาก แต่เป็นคนที่อาภาพคู่ครอง แม้มีสมบัติมากแต่ก็มักจะผิดหวังเรื่องคู่ครองอยู่เสมอ ควรแขวนพระที่มีนามทางความอ่อนนุ่ม เช่น พระนางพญา

· คนเกิดปีมะโรง
วันอาทิตย์ มีบริวารมาก มักได้เป็นผู้บังคับบัญชาคน มีทรัพย์ดีมาก เก็บไม่อยู่ แต่เงินไม่ขาดมือ เหมาะที่จะแขวนพระชัยวัฒน์ เพราะเป็นผู้นำคนหรือเป็นที่พึ่งของคนหมู่มาก
วันจันทร์ มีใจอาฆาตพยาบาทรุนแรง มักมีเรื่องชกต่อยอยู่เสมอ ยิ่งเสพสุรายิ่งอาละวาท ควรแขวนพระที่มีข้อห้ามเรื่องสุรา จะได้คอนเตือนใจ เช่น พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต จ.ขอนแก่น หลวงปู่จันทร์ วัดศรีเทพ จ.นครพนม
วันอังคาร ทำมาหากินฝืดเคือง แต่รอดตัว วาสนาปานกลาง อารมณ์ร้อน โกรธง่ายหายเร็ว ห้ามแขวนพระที่ผ่านธาตุไฟ หรือความร้อนเด็ดขาด ให้แขวนพระผง หรือพระที่แกะจากอัญมณีหรือหินที่มีความเย็น หากแขวนพระที่ทำจากหยก จะยิ่งดีใหญ่
วันพุธ เหมาะเป็นนักร้อง นักแสดง กวี นักเขียนมากกว่าอาชีพอื่น ทำมาหากินคล่อง รับราชการไม่ดี จะมีภัยจากเจ้านาย วาสนาปานกลาง ควรแขวนพระกริ่งที่แขวนแล้วมีเสียงดัง เพราะด วงเหมาะเป็นนักร้องหรือกวี แม้ทำอาชีพอื่น หากมีพระกริ่งเสียงกังวานจะช่วยเสริมโฉลกโชคลาภ
วันพฤหัสบดี ต้องดิ้นรนไม่หยุดหย่อน จะได้ห้าต้องลงทุนเกินห้า เหมาะกับงานที่ต้องใช้ความมอดทน ความอุตสาหะ ควนแขวนพระที่มีพลังเร้นลับ เช่น พระหูยาน พระนาคปรกลพบุรี พระยอดขุนพล หรือพระพิมพ์ที่แสดงถึงปาฏิหาริย์
วันศุกร์ เป็นคนขี้โรค ทำมาหากินคล่อง แต่มีโรคมาเบียดเบียนอยู่เสมอ ทำหาไม่มีความสุขในชีวิต ควรแขวนพระเนื้อว่านที่เป็นยา พระที่ทำมาจากยาผสมว่าน พระเนื้อว่านต่างๆ เพื่อแก้โฉลกที่สุขภาพไม่ดี
วันเสาร์ ถ้าเป็นนักบวชจะมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ถ้าเป็นข้าราชการปานกลาง เป็นพ่อค้าปานกลาง ทำงานอิสระดีที่สุด ควรแขวนพระที่เป็นพระเกจิอาจารย์จะถูกโฉลกมากกว่าเป็นพระพุทธรูป พระเกจิอาจารย์ที่มีเครื่องหมายอาชีพอิสระ เช่น พระที่ทางคณะแพทย์สร้าง หรือคณะผู้พิพากษาสร้าง

· คนเกิดปีมะเส็ง
วันอาทิตย์ มักเดือดร้อนจากการหาความของผู้อื่นเสมอ การงานอาภาพ กว่าจะได้มาต้องอาบเหงื่อต่างน้ำเก็บเงินเก่ง ควรแขวนพระที่เป็นยันต์เกราะเพชร หรือเต่าเรือน หมั่นบริจาคเงินให้กับสถาบันที่เกี่ยวข้องกับ ตำรวจ ราชทัณฑ์ หรือตุลาการ จะช่วยบรรเทาเรื่องคดีความลงได้
วันจันทร์ เป็นผู้ที่มีคนคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ไปถิ่นฐานใดไม่ขาดแคลนคนคอยคุ้มครองรักษา ทำการงานพึ่งผู้ใหญ่หรือทำอะไรกับผู้สูงอายุดีกว่า อายุเท่ากันหรือน้อยกว่าไม่ดี ให้แขวนพระปรางนาคปรก สัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองป้องกันภัยช่วยเหลือ หรือพระที่มีสององค์ในพิมพ์เดียวกัน จะถูกโฉลกดีนัก
วันอังคาร ดวงชีพจรลงเท้า เกิดที่หนึ่งไปดังที่หนึ่ง ถ้าจะให้ก้าวหน้าต้องไปทำงานต่างถิ่น ควรแขวนพระปรางลีลา หรือพระที่แสดงความเคลื่อนไหว เพราะดวงต้องเดินทางตลอดเวลา หากใช้พระที่หยุดนิ่งจะไม่ถูกโฉลกกัน
วันพุธ ทำงานหากินไม่พอรายจ่าย ดวงพลิกผัยง่าย คาดหมายอะไ รล่วงหน้าไม่ได้ ต้องทำงานตามน้ำตลอดเวลา ทวนน้ำเมื่อไรพัง จึงต้องระวัง ให้แขวนพระสังกัจจายน์ หรือพระสิวลี หรือพระที่ด้านหลังมียันต์ ดวงจะถูกโฉลก
วันพฤหัสบดี เป็นคนมีดวงทางบริวารดี วางใจได้ เป็นผู้มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู เป็นที่เกรงขามของคนทั่วไป นักบริหารที่ยิ่งใหญ่มักเกิดปีมะเส็งวันพฤหัสบดี ควรแขวนพระที่มีอัครสาวกอยู่ด้วย หรือแขวนพระเจ้าห้าองค์ จึงจะถูกโฉลกกับตัวเอง
วันศุกร์ มีสติปัญญาดี มีปัญญาเป็นทรัพย์ เป็นคนใฝ่การศึกษาหาความรู้ หากเป็นนักบวชจะเป็นพระเกจิ อาจารย์ที่มีความขลังอมตะ เล่าลือไม่สิ้นสุด ควรแขวนพระที่มีจีวรของพระคุณเจ้า ผู้เป็นเจ้าของพระอยู่ด้วยเพราะถูกโฉลกของท่านกับจี วรพระสงฆ์ที่เป็นพระสุปฏิปันโนนั้นถูกกัน
วันเสาร์ เป็นคนทำงานได้ทุกอย่าง แต่อาภัพคู่ครอง มักหย่าร้างหรืออยู่กับไม่ยืด อยู่ยืดก็เป็นคู่ร้างคู่เละ ตัวเองขยันแต่คู่ครองบั่นทอนความสุขเสมอ ให้แขวนพระเป็นคู่หรือสององค์ในพิมพ์เดียวกัน จะแก้เคล็ดและช่วยให้ถูกโฉลก

· คนเกิดปีมะเมีย
วันอาทิตย์ เป็นผู้ตั้งหลักฐานได้ง่าย มีความกล้าแกร่ง เป็นที่พึ่งของคนทั่วไป ทำราชการดีนัก เป็นนักพูดหรือนักเขียนจะโด่งดังไม่มีใครเกิน ควรแขวนพระที่มีคำว่าโต เช่น หลวงพ่อโต หรือพระที่มีลักษณะใหญ่กว่าพระเครื่องทั่วไป
วันจันทร์ เหมาะแก่การเป็นพ่อค้าวานิช เป็นนายหน้าหรือเป็นนักการฑูต นักการเมือง นักบริหาร รับราชการไม่ดี แขวนพระอะไรก็ได้ แต่มีเคล็ดว่าให้หาปลาตะเพียนขนาดเล็กๆ ที่ปลุกเสกแล้วคู่หนึ่งติดตัวไว้เสมอ จะทำให้ทำมาค้าคลอ่ง และติดต่อการงานดีมาก ช่วยเสริมโฉลกโชคลาภ
วันอังคาร มีวาสนาดี แต่มักถูกเบียดเบียนชื่อเสียงผลประโยชน์อยู่เป็นนิจ การทำอะไรที่ใหญ่ๆควรมีหลักฐานกำกับยืนยันให้แน่นแฟ้น จึงจะไม่ถูกเบียดเบียน เป็นคนที่มีของกำนัลมาสู่มิได้ขาด ควรแขวนพระปางมารวิชัย หรือไม่ก็แขวนพระไพรีพินาศก็ดีเหมือนกัน
วันพุธ อาภัพไร้คนอุ้มชู หัวเดียวโด่เด่ แต่อดทนแกร่งกล้า ไม่ยอมแพ้ชะตา ชีวิตจะต ้องงานหนัก ก้าวหน้าช้า แต่ถ้าถึงจุดแล้ว จะมั่นคงและยืนยาว ไม่ควรท้อแท้กับชีวิต ให้แขวนพระนาคปรก จะเกิดมีการคุ้มครองและช่วยเหลือ ห้ามแขวนพระปางป่าเลไลยก์เด็ดขาด แม้จะเกิดวันพุธกลางคืนก็ตาม
วันพฤหัสบดี ชาตินี้ต้องเป็นผู้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นตลอด แล้วจึงได้ส่วนแบ่งประโยชน์นั้นมา คือ ทำงานกับหุ้นส่วนลึนหมู่มาก จะทำงานอิสระไม่ได้เลย ต้องมีคนคอยเป็นคู่คิดอยู่เสมอ ควรแขวนพระปิดตายันต์ยุ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง กลมเกลียว สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
วันศุกร์ ไร้ชายคาที่อาศัย ต้องพึ่งตัวเอง แม้จะสิ้นใจก็มิอาจร้องขอความเมตตาจากผู้ใด ดวงอาภาพผู้อุปถัมภ์ จึงควรทำอะไรที่ตัวเองถนัดและทำแต่ลำพัง ไม่ต้องหาใครมาช่วย เพราะเมือใดทำงานเป็นทีมหรือเป็ นหุ้นส่วนจะพัง ให้แขวนพระเดี่ยวๆ องค์เดียวแก้เคล็ด อย่าแขวนพระเป็นพวง ให้แขวนเดี่ยว จะได้ผลดีอย่างยิ่ง เสริมโฉลก
วันเสาร์ วังเวง วิเวก ว้าเหว่ นอกจากอาภัพคู่แล้ว ชั่วชีวิตยังปรารถนาคนจริงใจอีกด้วย จึงต้องระมัดระวังรอบคอบไตร่ตรองคำพูดคนรอบข้างเสมอ ให้แขวนพระปิดทวารทั้งเก้า ยิ่งอุดมมากเท่าใดยิ่งดีเ พราะจะทำให้โฉลกดีขึ้นกว่าแขวนพระอย่างอื่น

· คนเกิดปีมะแม
วันอาทิตย์ เป็นคนมือเติบ เลี้ยงคนถูกใจเท่าไรเท่ากัน ทำให้เป็นนักเลงสุรา นักเลงผู้หญิง เก็บเงินไม่อยู่ ควรแก้เคล็ดเปลี่ยนเป็นเงินทอง บ้าน ที่ดิน ใบหุ้นที่มีระยะเวลา ถ้าเก็บเป็นเงินสดไว้กับตัวก็จะละลายหมด ควรแขวนพระนาคปรก หรือพระปางซ่อนหา เพื่อแก้โฉลกให้เบา จากความเสียหายเรื่องการพนันและผู้หญิง ไม่ใช่ใส่แล้วไปเล่นการพนัน หรือไปเที่ยวห้ามเด็ดขาด
วันจันทร์ ดวงบริวารดีมีผู้คอยช่วยเหลือ แต่มักต้องลำบากเพราะญาติพี่น้อง จึงควรรู้จักแยกแยะ ว่าควรจะสงเคราะห์ใคร อย่างไร ไม่งั้นจะก่อศัตรไม่สิ้นสุด ควรแขวนพระปิดตาที่ไม่ปิดทวาร เพื่อส่งผลแก้โฉลกตรงปากที่พูดทำร้ายตนเองและผู้อื่นให้เกิดศัตรู
วันอังคาร ทำงานหนัก แต่รายได้ไม่คงที่ แม้จะมีความรู้ ก็ไม่อาจหางานที่เหมาะสมทำได้ โฉลกเป็นอย่างนั้น จึงควรหาความรู้เกี่ยวกับงานด้านนนต่างๆไว้ให้พร้อมมากที่สุด ควรแขวนพระปางประทานพร หรือปางอุ้มบาตร เพื่อแก้โฉลกและทำให้การงา นดีขึ้น
วันพุธ เป็นคนน้ำนิ่งไหลลึก พูดจาน้อย แต่มีน้ำหนักเป็นที่เกรงขามของคนทั่วไป นักบวชมีชื่อเสียง ผู้พิพากษาคนสำคัญ นักการเมืองที่เป็นรัฐบุรุษมักเกิดวันนี้ ควรแขวรพระที่มีเมตตาสูง เช่น พระสมเด็จ พระปิดตา และพระที่มีอานุภาพทางเมตตาที่ไม่ผ่านความร้อน เพื่อทำให้โฉลกอำนาจเบาบางลง เกิดเมตตามากขึ้น
วันพฤหัสบดี เป็นผู้นำคนหมู่มาก มีมนุษย์สัมพันธ์ดีมาก เป็นเจ้านายที่ลูกน้องเกรงใจ นักบริหารผู้มีฝีมือ นักการธนาคารผู้มีชื่อเสียง นักการเมืองผู้มีเลห์เหลี่ยมแพรวพราว ควรแขวนพระปางปฐมเทศนา หรือมีรูปธรรมจักรอยู่ในองค์พระด้วย เพื่อทำให้คำพูดของท่านมี ความหนักแน่นมั่นคงมากยิ่งขึ้น และทำให้ลดความน่ากลัว หรืออำนาจลงไปได้บ้าง
วันศุกร์ เป็นคนอาภัพ ทำคุณไม่ขึ้น ช่วยเขาแล้วเราพังเป็นส่วนใหญ่ สมควรที่จะอยู่เฉยๆ อย่าไดด้ออกหน้า โดยเฉพาะการเป็นนายประกัน ไม่ถูกกับคนเกิดวันศุกร์อย่างยิ่ง ควรแขวนพระปิดตามหาอุด หรือพระบัวเข็ม จึงจะเหมาะสมกับโฉลกของตน ทำให้เยือกเย็นมากขึ้น
วันเสาร์ เป็นคนมีโทษ ถูกใส่ร้ายป้ายสี ใส่ความมาโดยตลอด ไม่เคยอยู ่เป็นสุข มีศัตรูมาก ควรสงบเสงี่ยมเจียมปากเจียมคำ อย่าได้ทำเด่นเกินไป ภัยจะมาถึงตัว ควรแขวนพระที่เป็นยันต์เกราะเพชร หรือที่เป็นรูปโล่ เพื่อทำให้โฉลกเป็นดีขึ้นได้

· คนเกิดปีวอก
วันอาทิตย์ มีวาสนาดีมาแต่เกิด มีทรัพย์สินบริวารพร้อม รับราชการจะก้าวหน้า เป็นนักบวชจะได้เป็นถึงพระราชาคณะ ให้แขวนพระที่มีพัดยศด้วย จะถูกโฉลกมากขึ้น
วันจันทร์ เหมือนถูกลอยแพในมหาสมุทร ต้องร่อนเร่พเนจรไปต่างถิ่น ถูกโฉลกกับการค้าขายขึ้นล่องตามแม่น้ำลำคลอง หรือค้าขายเครื่องสูบน้ำ วิดน้ำ ควรแขวรพระห้ามสมุทรพระหัตถ์ จะถูกโฉลกดีขึ้น
วันอังคาร เป็นคนมีศัตรูมาก ต้องต่อสู้จึงจะได้มาซึ่งสิ่งที่พอใจ ชนิดที่ได้มาแบบง่ายๆไม่มี ควรแขวนพระปางซ่อนหา ที่มีพระพุทธรูปซ้อนบนพระเกศของพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง เป็นพระที่ซ้อนกับสององค์ เช่น พระหล่อพิมพ์ซ้อนของ วัดหนองโว้ง จ.สุโขทัย
วันพุธ มีสติปัญญา มีความรู้ เป็นนักปราชญ์ พระโหราบดี ราชครู และสมณะผู้เชี่ยวชาญด้านพระบาลี มักเกิดวันนี้ ควรแขวนพระสังกัจจายน์ พระสิวลี จะถูกโฉลกที่สุด
วันพฤหัสบดี เป็นคนทำงานราชการก้าวหน้า หรือค้าขายส่วนตัวก็จ ะดี ควรแขวนพระปางลีลา หรือพระซุ้มเรือนแก้ว จะถูกโฉลกโชคลาภ
วันศุกร์ มีเชาว์ปัญญาไว เรียนรู้อะไรได้ง่าย มีวาสนา มีเสน่ห์ รับราชการเกี่ยวกับต่างประเทศ เจราจาความเมืองจะก้าวหน้าที่สุด หรือทำการค้าขายสั่งนำเข้าจากนอกประเทศดีที่สุด ควรแขวนพระที่มีนางกวักอยู่ด้านหลังจะดีที่สุด
วันเสาร์ โฉลกมักถูกคดีความเป็นจำ จึงไม่ควรคิดทำสิ่งผิดกฎหมาย เป็นดวงที่ต้องระวังแง่ กฎหมายมากที่สุด ถ้าเป็นทนายความจะมีลูกความมาก ควรแขวนพระที่มีสัญลักษณ์กฎหมาย คือตราชั่ง หรือโล่ตำรวจ จึงจะถูกโฉลกหรือพระที่สร้างโดยองค์กรของกฎหมาย ตุลาการ หรือตำรวจ

· คนเกิดปีระกา
วันอาทิตย์ บริวารดีมาก จะได้ใช้สอยพึ่งพาอาศัยได้ แต่ให้ระวังความใจกว้าง ทำคุณกับคนอื่นอาจเสียใจบ่อยๆ ให้แขวนพระมหาอุด หรือพระที่มีรัศมีอยู่รอบองค์พระ หรือมีซุ้ม เพื่อแก้โฉลกให้ดีขึ้น จะทำให้มีลาภอุดม
วันจันทร์ มีกินล้นเหลือ ไม่มีก็ต้องขอข้าวเขามากิน จึงต้องสำรองเงินเก็บไว้ยามมีมาก จะได้ไม่ต้องเพลี่ยงพล้ำ จะประมาทไม่ได้เลย ควรแขวนพระสังกัจจายน์ ยิ่งเป็นแบบจีน หรือเป็นแป๊ะยิ้มยิ่งดี หรือไม่ก็แขวนพระสิวลี เพื่อเสรมโฉลกให้ดีขึ้น
วันอังคาร เป็นคนชอบเที่ยวเตร่ มากผัวหลายเมียควรระมัดระวังเรื่องเที่ยวเตร่คบเพื่อนฝูง จะเสียเพราะเพื่อนและคนใกล้ชิดติดคุกติดตะรางมามากแล้ว ควรแขวนพระมหาอุดหรือเต่าเรือนเพื่อทำให้โฉลกดีขึ้น
วันพุธ รับราชการดีที่สุด อาชีพอิสระไม่ดี ต้องร่วมหุ้นหรือทำงานผู้บริหารจะดีมาก สติปัญญาดี เอาตัวรอดได้เพราะปัญญาของตัวเอง ให้แขวนพระปางปฐมเทศนาเป็นดีที่สุด หรือพระที่มีเคร ื่องหมายธรรมจักรอยู่ด้วยในองค์พระ
วันพฤหัสบดี เป็นคนมีบุญ มีคนรักใคร่ชอบพอ พูดจาเป็นเสน่ห์แก่ตัวเอง รู้หลักนักปราชญื ได้พึงคนใกล้ชิดและบริวารเป็นส่วนใหญ่ ให้แขวนพระองค์ใหญ่หรือชื่อใหญ่ เช่น พระหลวงพ่อโต ปางสมาธิ จะถูกโฉลกยิ่งขึ้น
วันศุกร์ ทำมาหากินไม่พอกิน ลำบากมาก แต่มีลาภลอยให้ได้แก้ขัดอยู่เสมอ อย่าคิดเล่นการพนันเป็นอาชีพเด็ดขาด จะซ้ำร้ายลงไปอีก จึงควรหมั่นเก็บหอมรอมริบให้มากที่สุด ให้แขวนพระปิดตามหาลาภ หรือพระฤาษี จะถูกโฉลกทำให้มีลาภลอยมากขึ้น
วันเสาร์ มีคนอุปถัมภ์ไม่ตกต่ำ เป็นที่เมตตาของคนทั่วไป ทำราชการดีมาก หรือค้าขายเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องเสริมสวยจะดีมาก ให้แขวนพระพิมพ์ทรงเครื่องที่งดงาม หรือพระที่มีลวดลายแพรวพราว หรือพระแกะพิมพ์วิจิตรพิสดารเพื่อเสริมโชคลาภ

· คนเกิดปีจอ
วันอาทิตย์ เป็นดวงฝ่าฟัน มักต้องแก้ปัญหาในหน้าที่การงานอยู่เสมอ ทำงานมีอุปสรรคมาก บางครั้งต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นนักบริหารประเภทแก้สิ่งที่ผิดพลาดมาแล้วให้ดีขึ้นจะถูกโฉลกมาก ให้แขวนพระปางมารวิชัย ยิ่งมีพระอัครสาวกซ้ายขวาด้วยยิ่งดีใหญ่
วันจันทร์ สติปัญญาเป็นทรัพย์ ไม่ชอบงานหนัก ชอบงานได้ผลตอบแทนสูง เช่น ซื้อขายหุ้น ซื้อผลิตผลที่ต้องเก็งกำไรระยะสั้น ให้แขวนพระที่มีซุ้มครอบแก้ว จะช่วยให้ดีขึ้น
วันอังคาร ทำงานไม่ค่อยก้าวหน้า สติปัญญาไม่ดี แต่มีความขยันอดทน เหมือนหมูป่า แม้มีแต่เขี้ยวก็สมารถขุดหาหัวเผือกหัวมันรากไม้มากินได้อย่างไม่อัตคัด ให้แขวนพระปางลีลา เสริมโฉลกต่อสู้อุปสรรคทั้งปวงให้หมดไป
วันพุธ มีบริวารมาก ได้ดีเพราะบริวาร มักเป็นผู้นำ เป็นผู้บริหารที่เพรียบพร้อมด้วยปัญญาและบริวาร ควรแขวนพระเป็นพวง พวงละหลายองค์ จะช่วยหนุนโฉลกให้ดีขึ้น
วันพฤหัสบดี เป็นคนเจ้าโทสะ มักชอบสิ่งเย้ายวนต่างๆเจ้าชู้มีเมียไม่เลือก ตกที่นั่งนารีอุปถัมภ์ ควรแขวนพระทรงอิทธิฤทธิ์ เช่น พระตรีกาย พระปางมหาปาฏิหาริย์ หรือพระที่มีความร้อนแรงจากธาตุไฟ เพื่อเสริมบารมีให้โฉลกดีขึ้น
วันศุกร์ เป็นคนที่มีลาภอยู่เป็นนิจ ทำอะไรก็มีความก้าวหน้าได้ง่าย แต่มือเติบ ทำให้เสียทรัพย์โดยใช่เหตุ ให้แขวนพระมหาอุด เสริมโฉลกให้ทุกอย่างดีขึ้น

Irish River Dance‏

video

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อ...รู้ไว้ไม่เสียหลาย‏

" ความเชื่อ " มีอยู่ในตัวคนเราทุกคน บ้างก็เชื่อว่าผีมีจริง วิญญาณมีจริง เชื่อเรื่องดวง
เรื่องเคล็ด และก็เชื่อเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่ตัวบุคคลว่าผูกพันหรือคุ้นเคยกับสิ่งไหนมามากกว่า
เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาฝากคนที่เชื่อเรื่อง " เคล็ดเสริมดวง " ใครอยาก
โชคดีพลาดไม่ได้เด็ดขาด... (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ)


เตียงนอน
อย่าตั้งเตียงนอนโดยเอาหัวเตียงหันไปชนกับผนังห้องน้ำ เพราะจะทำให้เสื่อมโชคอับโชค
อย่าตั้งเตียงนอนโดยหันปลายเตียงเล็งตรงกับประตูทางเข้าพอดี เพราะจะทำให้ฝันร้ายและอับโชค


สุนัข แมวจรจัด
แบ่งอาหารและน้ำให้แก่สุนัข หรือแมวจรจัดที่หิวโหยบ้าง ในวันฝนตกก็อนุญาตให้สัตว์จรจัด
เข้ามาหลบฝนในชายคาบ้าน การทำบุญทำทานกับสัตว์นั้นให้อานิสงส์ผลบุญแก่ตัวเราได้อย่างมหาศาล


ห้องครัว
ดูแลปัดกวาดเช็ดถูและจัดข้าวของเครื่องใช้ในครัวให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ครัว
สกปรก เพราะครัวเป็นขุมพลังของบ้าน บ้านที่ปล่อยให้ครัวสกปรกจะอับโชค เงินทองหามาได้ก็ต้องจ่าย
ออกไป เจริญรุ่งเรืองช้านัก


ผ้าเช็ดหน้า
อย่าให้ของขวัญคนรัก หรือเพื่อนสนิทเป็นผ้าเช็ดหน้า เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี ถือเป็นของ
ขวัญอับโชค มอบให้กันแล้วจะมีเรื่องต้องพลัดพรากจากกัน หรือมีเรื่องต้องเมินหมางห่างเหินกันไป


กระจก
ขัดถูกระจกในบ้านให้สะอาดใสอยู่เสมอ ถ้าปล่อยให้กระจกขุ่นมัวเป็นประจำ ดวงชะตาของ
คนในบ้านจะหม่นหมองทำอะไรไม่ขึ้น


วันบริสุทธิ์
วันที่ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก คือวันโกน วันพระ วันเกิด และวันเข้าพรรษา
ตามธรรมเนียมโบราณนิยมปฏิบัติกันเช่นนี้ เพื่อให้เทวดาคุ้มครองรักษาตลอดไป


เหรียญนำโชค
เมื่อเจอเงินตกอยู่ตามทางเดิน แม้จะเป็นเพียงเหรียญบาทก็ให้เก็บเอาไว้ ให้ถือเสมือน
เป็นเหรียญนำโชค การเดินผ่านเลยไป เพราะเห็นว่าเป็นเพียงเหรียญบาท เหรียญสลึงนั้น ถือเป็นการ
ดูถูกเงินทอง ไม่เห็นคุณค่าของเงิน คนเฒ่าคนแก่เชื่อกันว่ามันจะทำให้คุณอับโชคทั้งวัน หรือในช่วง 3 -
7 วันนั้น


แหวนเสริมดวง
เลือกสวมแหวนที่ถูกโฉลกกับเดือนเกิด หรือวันเกิดเพื่อเสริมโชคดีให้ชีวิต
ถ้าอยากเสริมดวงการเงิน - ควรสวมแหวนทอง แหวนเงิน แหวนหยกและแหวนหัว
พลอยสีที่ถูโฉลก
ถ้าอยากเสริมดวงความรัก - ให้สวมแหวนรูปหัวใจ รูปดาว เลือกแหวนเพชรหรือ
เทอร์ควอยส์ก็ได้
วนแหวนลูกปัดและหินสีต่างๆ - จะช่วยเสริมดวงเสน่ห์
การสวมแหวน
สวมแหวนนิ้วกลางขวา - เสริมดวงการเงินและบารมี
สวมแหวนนิ้วนาง นิ้วก้อย - เสริมเสน่ห์ และเสริมดวงความรัก


ทำบุญโลงศพ
ไปที่มูลนิธิใกล้บ้าน ทำบุญบริจาคเงิน ร่วมกันซื้อโลงศพให้ศพอนาถาที่ไร้ญาติ การทำบุญโลง
ศพจะช่วยเสริมดวงชะตาให้กล้าแข็ง เหมาะสำหรับช่วงดวงอ่อน และมีทุกข์มีเคราะห์


พระพรหมศักดิ์สิทธิ์
หาโอกาสไปกราบไหว้พระพรหมสักครั้ง ถ้าอยู่ที่กรุงเทพ ก็ไปไหว้ที่หัวมุมสี่แยกราชประสงค์
โรงแรมเอราวัณก็ได้ หรือที่ศาลพระพรหมแห่งใดก็ได้ทั้งนั้น พระพรหมเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวขวัญกัน
มากว่า บนบานอธิษฐานขออะไรมักได้ดังปรารถนา ด้วยว่าท่านเป็นเทพแห่งความสำเร็จนั่นเอง


หิ้งพระ
หิ้งพระ หรือหิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเทพต่างๆ หรือ ร. 5, ในหลวงของ
เรา เมื่อตั้งหิ้งบูชาแล้วจะต้องหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หมั่นเปลี่ยนดอกไม้ พวงมาลัย
ถวายน้ำสะอาด ถ้าปล่อยให้หิ้งสกปรก มีแต่ฝุ่นจับเต็มไปหมด บ้านนั้นจะมีแต่ความเสื่อมถอย โชคลาภหด
หาย ยากที่จะเจริญรุ่งเรือง


ไข่ และ ส้ม
ในบ้านเรือนควรมีไข่ และมีส้มไว้ในตะกร้าเสมออย่าให้ขาด เพื่อเรียกความสมบูรณ์พูนสุข
เข้าบ้าน ทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขตลอดไป ไข่และส้มเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความโชคดี


เรื่องจริงไม่เชื่ออย่าลบหลู่
ส่งต่อ 9 คน ภายใน 1 นาที คุณจะร่ำรวย โชคดี
การงานเจริญรุ่งเรือง สมหวังในรัก สุขภาพแข็งแรง ตลอดไป

คำต่อคำ อำมาตย์ ชื่อ "ดร.สุเมธ " " มีคนมาวิพากษ์วิจารณ์ พระองค์ท่านก็นิ่งเงียบ อดทน‏

คำต่อคำ อำมาตย์ ชื่อ "ดร.สุเมธ " " มีคนมาวิพากษ์วิจารณ์ พระองค์ท่านก็นิ่งเงียบ อดทน



"ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล" เลขาธิการแห่งมูลนิธิชัยพัฒนา คือคนต้นเรื่อง ที่ทุกผู้คน-ทุกชนชั้น ล้วนอยากให้เล่า บันทึกไว้ในแผ่นดิน...ตามเส้นทางเสด็จฯ ทุกคำ ทุกบรรทัด จากนี้ไป พสกนิกรไทยชาวไทย ไม่อาจ ไม่อ่าน

@ "ดร.สุเมธ" เล่าเรื่องอาการพระประชวร
"พระองค์ท่าน พระชนมพรรษาตั้ง 80 พรรษากว่าแล้ว การที่ทรงพระประชวร ก็เป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งพระวรกายของพระองค์ท่านก็ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก ทรงเสด็จฯเยี่ยมเยียนพสกนิกรอย่างมากมาย ผมได้มีโอกาสตามเสด็จฯมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 กว่า ๆ เป็นต้นมา เห็นว่าพระองค์ท่านทรงงานเกินกว่าภาวะร่างกายมนุษย์จะพึงแบกรับได้ พระวรกายของพระองค์ท่านก็ต้องสึกหรอเป็นธรรมดา"

"อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พระองค์ท่านทรงมีพระวรกายแข็งแรง ทรงมองปัญหา วางแผน การแก้ปัญหาไว้เรียบร้อยแล้ว ทรงตั้งองค์กรที่จะรับงานไปดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น มูลนิธิโครงการหลวง มูลนิธิชัยพัฒนา และโครงการพระราชดำริ และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์

ทำให้มีองค์กรที่สามารถทำให้งานเดินหน้าต่อไปได้ แม้ว่าระยะหลังพระองค์ท่านจะไม่ได้เสด็จออก แต่งานทั้งหลายก็ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีกระแสรับสั่งผ่านสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงเข้าเฝ้าฯบ่อยมาก ๆ และทรงรับพระราชกระแสรับสั่งมา ทำให้ในแง่งานไม่ได้หยุดลงเลย

@ "ทรงงานตลอดเวลา...แม้ประทับอยู่โรงพยาบาล"
แม้ว่าในขณะนี้ พระองค์จะประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช สมเด็จพระเทพฯ ก็ยังทรงเข้าเฝ้าฯ และกราบทูลฯถวายรายงาน บางงานพระองค์ท่านก็มีรับสั่งเพิ่มเติม
ในฐานะพระองค์ท่านทรงเป็นประธานกิตติมศักดิ์ สถาบันน้ำ ท่านก็รับสั่งให้ข้อมูลตลอดเวลา ในโลกที่เทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้า การสั่งราชการสมัยใหม่ สั่งงานที่ไหนก็ได้ และรูปแบบการถวายรายงาน ก็มีหลายช่องทาง ไม่จำเป็นต้องเสด็จฯให้เหนื่อยยากเหมือนสมัยก่อน และงานทุกอย่างพระองค์ท่านทรงหลับตาก็เห็นหมด

มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงโทรศัพท์สายตรงมาถึง ตอนนั้นก็ประมาณตีสอง ตีสาม ก็เคย แสดงให้เห็นว่าท่านทรงงานตลอดเวลา แต่ส่วนมากท่านจะทรงมีกระแสรับสั่งผ่านสมเด็จพระเทพฯ
ตัวอย่างคำแนะนำของในหลวง ตอนนั้นมีเรื่องการตั้งโครงการเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงของหน่วยงานอื่น พระองค์ท่านทรงเห็นว่าไม่ควรดำเนินการ แต่ได้ทรงอธิบาย ว่าทำไมพระองค์ไม่เห็นด้วย ผมก็แจ้งให้หน่วยงานนั้นยุติเสีย

@ "ทรงงานอย่างละเอียด...รอบคอบทุกพิกัด"
ท่านมีพระกระแสรับสั่งงานได้เฉพาะเจาะจง บางครั้งงานที่เราถวายรายงานก็ทรงทราบรายละเอียดมากกว่าเราที่อยู่ในพื้นที่ มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์จะเสด็จฯที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เราไปนอนรออยู่ก่อนที่เวียงจันทน์ แล้วถวายรายงานเรื่องพิกัด ท่านก็มีพระกระแสรับสั่งผ่านศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัย กลับมาตอนสี่ทุ่ม ทรงมีรับสั่งว่า "พิกัดที่ส่งไป ผิดพลาดไปประมาณ 500 เมตร" เราซึ่งอยู่ในพื้นที่ ยังถวายรายงานได้ไม่ครบ แต่พระองค์ท่านประทับอยู่ที่วังยังทราบได้ ทั้ง ๆ ที่คณะทำงานขนระบบ GPS ไปกันเพียบ

พอรุ่งขึ้น...เข้าไปวัดใหม่ก็ปรากฏว่าผิดพลาดจริง ๆ เมื่อพระองค์ท่านประทับลงจากรถ ก็ทรงรับสั่งว่า "เห็นมั้ย...บอกผิด" นี่เป็นตัวอย่างว่าท่านทรงงานละเอียดมาก งานทุกแห่งท่านต้องทรงไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง

@ "ทรงพะวงกับงานโดยไม่คำนึงถึงพระวรกาย"
การทรงงานทุกอย่าง ท่านคิดแต่เรื่องคนอื่นตลอดเวลา ทรงเกรงใจคน ไม่ต้องการให้คนอื่นลำบาก บางคราวเสด็จออกโดยไม่แจ้งหมายกำหนดการล่วงหน้า ทรงทราบว่าจะมีคนมาคอยเฝ้าฯ จะลำบาก พวกเราก็ต้องคอยเก็งเอาว่าท่านจะเสด็จฯไหน เมื่อเสด็จออกถึงได้รู้กันตอนนั้น บางครั้งก็เก็งถูก บางครั้งก็ผิด แต่เราก็ต้องเตรียมพร้อมเสมอ มีรถนำขบวนเตรียมไว้ทั้งซ้าย-ขวา ท่านเสด็จออกทางไหนก็พร้อม มีโอเปอเรชั่นวางไว้เลย

ครั้งที่แล้วที่เสด็จฯประทับโรงพยาบาล เพราะต้องผ่าตัดอีก 5 ชั่วโมง จะเสด็จฯถึงโรงพยาบาลศิริราช ทรงรับสั่งให้ทีมงานติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อติดตามสถานการณ์พายุที่จะเข้าฝั่ง พระองค์ท่านทรงพะวงกับงาน โดยไม่คิดถึงพระวรกาย
ไม่ใช่ว่าเมื่อทรงพระประชวรแล้วจะหยุดทรงงาน ขณะนี้ก็มีหนังสือราชการ มีการลงพระปรมาภิไธย มีพระบรมราชโองการ ตลอดเวลา

"ผมคิดว่าเป็นเพราะความเกรงใจคนอื่น การประทับที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนี้ทราบว่าพระอาการทั่วไปหายดีหมดแล้ว เหลือเฉพาะต้องประทับต่อเพื่อทำกายภาพบำบัด หากท่านเสด็จออกจากโรงพยาบาล ก็เกรงใจทีมแพทย์ การประทับโรงพยาบาลต่อเพื่อจะทำให้ทีมแพทย์มีความสะดวก...นี่ผมเดาเอาเองนะ เพราะท่านทรงคิดถึงคนอื่นตลอดเวลา แม้จะเสด็จฯไปหัวหิน ก็ทรงรอให้ถึงวันเปิดเทอม เพราะจะได้มีคนน้อย ๆ รถราไม่ติด ทุกเรื่องทรงคิดหมด"

ฝนตก แดดออก ทรงเสด็จออก ไม่เคยยกเลิกหมายกำหนดการ มีอยู่ปีหนึ่งน้ำท่วม ท่านเสด็จออกโดนแมลงกัดจนมีแผลที่พระบาท ท่านก็ยังมีรับสั่งงานต่าง ๆ ต่อ งานทุกอย่างท่านต้องทอดพระเนตร ทุกงานพระองค์จะทรงห่วงตลอด

@ "พระอามรมณ์ขันและคำเตือน"
"งานผมก็เคยถวายรายงานแล้วไม่ถูกพระทัย เพราะเราพลาด เราก็รู้ว่าเราต้องทำใหม่ มนุษย์คนไหน ไม่พลาดเลยตลอดชีวิต คนนั้นบ้าแล้ว บางคนทำผิดเท่าไร ไม่เคยเห็นความผิดของตัวเอง คนแบบนี้ พระพุทธเจ้าสอนว่า เป็นพวกบัวใต้น้ำ พระองค์ท่านทรงดุ เพื่อไม่ให้เราผิดพลาดอีก"

พระองค์ท่านเคยตรัสถามว่า จะอยู่ถึง 120 ปีด้วยกันมั้ย เราก็ตอบว่า ตอนนั้นข้าพระพุทธเจ้าก็คง 108 ปี ...ทรงมีอารมณ์ขัน นอกจากนี้ทรงมีการเตือนพวกเราตลอดเวลา ว่าอย่าให้ตัวเองอ้วนเกินไป ให้มีวินัยในการประพฤติตัว ปีที่แล้วเราอายุ 69 ปี ก็ขอพร ท่านตรัสว่า "ให้กินน้อย ๆ"

"ทรงเตือนว่า เป็นนักพัฒนาต้องแข็งแรง เพราะต้องออกเยี่ยมเยียนประชาชน อย่าตามใจปาก พออิ่มก็หยุดได้แล้ว"

@ "ความทุกข์...ของพ่อ"
"เรื่องความทุกข์ ท่านไม่ทุกข์ แต่ก็ธรรมดาถ้าลูก ๆ ทะเลาะกัน พ่อ-แม่ก็ทุกข์...ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร ก็ลูกท่านทั้งนั้น ตามวิสัยพ่อ-แม่ รู้สึก Hurt ทั้งนั้น ถ้าลูกตีกัน ฉันใดก็ฉันนั้น พระองค์ท่านก็ทรงห่วง"
จะเห็นว่าเมื่อมีวิกฤต เป็นระยะ ๆ ท่านก็ทรงเตือนให้รักษาบ้าน รักษาเมือง ประเทศชาติเกิดอะไรก็ไปกันหมด ประเทศไม่สงบ ก็เดือดร้อนกันหมด ทรงเตือนให้มีสติ เอาสติกลับมา ทะเลาะกันก็เดือดร้อนกันทั้งคู่
"พระประมุขแห่งแผ่นดินเห็นอย่างนี้ ก็คงกลุ้มพระทัย แต่เราก็ไม่เคยทูลถาม แต่ก็สังเกตเห็น"

หลายฝ่ายจะให้ท่านทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ทำไม่ได้หรอก พูดอย่างนั้นเป็นการพูดกันตามอำเภอใจ แต่พระองค์ทรงมีทศพิศราชธรรม อยู่ข้อหนึ่งคือ อวิโรธนะ คือทำผิดไม่ได้ ต้องดูความเหมาะสม ถูกกฎหมายหรือไม่ ผิดกฎหมายหรือไม่ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าอย่างไร ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ บางทีก็ไม่รู้เรื่อง

ตอนหนึ่งมีนักข่าวต่างชาติมาสัมภาษณ์ท่าน เรื่องพฤษภาทมิฬ ท่านรับสั่งว่า ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีก็มี รัฐบาลก็อยู่ จะให้ท่านออกมาได้อย่างไร ถ้าท่านออกมาก็จะถูกหาว่าเข้าข้างรัฐบาลได้ เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายควบคุมกันไม่ได้ แล้วมีคนตาย ท่านก็ออกมา ท่านจะทรงทำอะไร ไม่ทำอะไร เป็นเรื่องที่ยากมาก ท่านมีกรอบ มีคนมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าน พระองค์ท่านก็นิ่งเงียบ อดทน ไม่เหมือนเรา ใครด่า เราก็ด่าตอบ แต่ท่านทรงทำอย่างนั้นได้ที่ไหน

@ "ในหลวงเป็นนักบุญที่มีชีวิต"
เรื่องที่วิจารณ์เปรียบเทียบกันว่า สถาบันของไทยไม่เหมือนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ประเทศอื่น ก็ใช่ ของเขาก็ของเขา ไม่เหมือนของเรา เปรียบเทียบกันไม่ได้ ผมก็เคยพูดไปว่าไม่เหมือนกันระหว่างเมืองไทยกับประเทศอื่น ก็มีคนหาว่าผมเล่านิทานโกหก

สถาบันของเราถวายคำว่ามหาราช ท่านก็ยังไม่รับ พระองค์ท่านเป็นนักบุญที่มีชีวิต ตลอด 63 ปี ท่านทรงงานตลอด ท่านทรงทำอะไรไม่ดีต่อแผ่นดินบ้าง
พระองค์ท่านเหมือนพระ ท่านทำเพื่อทำ ท่านเคยตรัสว่า "ฉันใช้ระบบสังฆทาน ทำไปโดยไม่เจาะจงว่าเพื่อใคร" หาอย่างนี้ไม่ได้แล้ว

เด็กรุ่นใหม่ เขาอาจจะไม่เคยสัมผัส ทั้ง ๆ ที่สื่อก็ออกมามากมาย แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เพราะไปศึกษาในโลกตะวันตก ก็มีค่านิยมอีกแบบ ที่สุดก็ถูกครอบงำโดยตะวันตก จนลืมรากเหง้าตัวเอง เด็กรุ่นใหม่ก็คิดเรื่องเงินตัวเดียว ทำงานก็เพื่อเงิน ต้องรวย คุณธรรมช่างหัวมัน ทัศนคติเด็กที่คิดเรื่องคอร์รัปชั่น บอกว่าขอให้สะดวกสบาย มีการบริการ ไม่แยกแยะ เรื่องดีเรื่องไม่ดี


@ "เมื่อถูกอ้าง...จะให้ทำอย่างไร"
เรื่องที่ถูก "อ้าง" คนใกล้ไม่ได้อ้าง คนอ้างไม่ได้ใกล้นั้น "ดร.สุเมธ" ต้องถอนหายใจหลายครั้ง กว่าจะเริ่มตอบอย่างมีคำถาม

จะให้ทำอย่างไร...แต่เราก็ไม่เคย ถ้าพระองค์ไม่เรียกก็ไม่เข้าเฝ้าฯ เรียกหาก็เข้าเฝ้าฯ เรื่องอ้าง เรื่องข่าวลือ มันมีมาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว สมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีเรื่องหยุมหยิม เรื่องมูลฝอย ผมเคยอ่านหนังสือสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งว่า "เลิกนินทากันซะทีเถอะ" ขอให้พอทีเถอะ ข่าวโกหกคนโง่ก็เป็นเหยื่อ คนฉลาดฉุกคิดได้ก็รอดไป เป็นเรื่องมนุษย์ บ้านเมืองวุ่นวาย เหมือนเชื้อโรค ย่อมมีอยู่รอบตัวเรา สำคัญว่ามีคนเชื่อหรือเปล่า...ทำไมถึงเชื่อกันง่าย

เมื่อสถาบันถูกกระทบกระเทียบ จากฝ่ายต่าง ๆ "ข้าแผ่นดิน" ที่ตามรอยเส้นทางเสด็จฯ ยังคงก้มหน้าก้มตา เดินตามทางแห่ง "พ่อ" ของแผ่นดิน
ก็ต้องทำหน้าที่ ไปสอน ไปอบรม ไปพูด คนตีกันก็ห่วง พอห้ามตีกันก็โดนด่ากลับมา ผมไม่เข้าใจคนในสังคมนี้ เราบอกให้สงบ เลิกทะเลาะกัน ก็ด่าเราอีก

@ "ดร.สุเมธ-คนกลาง อำมาตย์ 100 เปอร์เซ็นต์"
"ผมเป็นอำมาตย์ 100% ในชีวิตไม่เคยทำอะไร นอกจากเป็นข้าราชการ อำมาตย์ก็คือข้าราชการ มียศ มีศักดิ์ ใช่...แล้วไง แล้วตอนบ้านเมืองจนมุม ก็มีแต่พวกอำมาตย์กู้ชาติ ถ้าผมตายก็ตาย ไม่รู้จะเตือนอย่างไร จำนวนคนอวิชชามันเยอะ ถ้าเขาฟังก็ฟัง เขาด่าเราก็ไม่ด่าตอบ ทำตามบทบาทหน้าที่ ทำได้เท่านี้ แล้วก็ทำไม่เคยหยุด เสาร์-อาทิตย์ ก็ทำงาน"

ถ้าจะให้เตือน มีอย่างเดียวคือ ไม่ต้องห่วงใคร ถ้ามีสติ ห่วงตัวเองเท่านั้นแหละ ถ้ามีสติ จะรู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน หรืออยากจะเป็นคนอพยพ อยากอยู่ที่โน่น ที่นี่ ก็เชิญ ผมอยากอยู่ที่นี่ อยากให้ลูกหลานอยู่ที่นี่ ใครจะสร้างรัฐใหม่ ไปอยู่รัฐใหม่ เราไม่ไป เราจะอยู่รัฐเก่านี่แหละ

คนที่เรียกร้องคนกลาง มาแก้ปัญหา เราก็สุดปัญญาจะอธิบาย คนกลางก็มีแล้ว มีหมดทุกอย่าง มีเครื่องมือครบ แต่ก็ไม่อยากจะซ่อมกัน ปล่อยให้เครื่องมือเสีย

เพราะฉะนั้น สื่อเองแหละที่ต้องทบทวนตัวเอง มีหน้าที่พร้อมมูล คนกลางพูดไปเถอะ ไม่มีมรรคผลหรอก คนกลางออกมา คนฟังก็อาจจะมี คนไม่ฟังก็อาจจะมี ถ้าสื่อจับมือกันกระหน่ำคนที่ทำผิด พักเดียวก็อยู่ ตอนนี้สื่อไม่มีเอกภาพ แต่ถ้าลองพร้อมใจกัน หยุดทำมาหากินสักพัก แล้วเห็นใครบ้า ๆ บอ ๆ ก็กระหน่ำให้อยู่...ขุดโคตรมาเลย รับรอง ทุกอย่างจะเข้าที่โดยเร็วที่สุด ดังนั้น สื่อนั่นแหละ คนกลาง

ผมคาดหวังในพลังของสื่อมาก ต้องนำมาใช้ในทาง positive ที่ผมพูดนี้พูดโดยบริสุทธิ์ใจ ผมเสนอว่าลองหยุดสัก 6 เดือน เป็นสื่อกู้ชาติ

@ "พระเจ้าอยู่หัว ท่านทำร้ายใคร...ไม่มี ท่านทรงอยู่เฉย ๆ"
ประชาธิปไตยเขาสอนหรือ ว่าให้อยู่เฉย ๆ เวลาเห็นคนโกง การมาตามประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นให้เขากินกันอย่างนั้นหรือ แล้วมาบ่นกันทำไม...น่าเศร้า

"โดนโจมตีว่าเป็นอำมาตย์ แล้วจะให้ผมทำอย่างไร ผมก็เป็นผม ผมเป็นอำมาตย์ ผมจะเจียระไนให้ดูว่า อำมาตย์คนนี้ทำอะไรบ้าง เป็นคนทำงานพัฒนาชนบท เคยออกรบ โดดร่มกลางป่า ก็อำมาตย์ทำทั้งนั้น ตอนนี้เป็นอดีตอำมาตย์ที่เกษียณ แต่ยังกินเงินเดือนอำมาตย์อยู่ รับเงินเดือนทุกเดือน ใครมาด่าเราก็ปลง เราไปช่วยเขาแท้ ๆ"

ในช่วงสองสามปีมานี้อำมาตย์โดนวิพากษ์วิจารณ์มากเป็นพิเศษ แต่ "ดร.สุเมธ" บอกว่า "ผมอยู่ตรงกลางจริง ๆ แดงก็ด่า เหลืองก็ด่า ทั้ง ๆ ที่อยู่ตรงกลางที่สุดแล้ว ผมก็ทำงานไป จะเอาอะไรไปตอบโต้ ใครเดือดร้อนก็ไปช่วย อย่าพะวงว่าจะโดนด่า พระพุทธเจ้ายังถูกนินทา โดนทำร้ายด้วย แล้วเราจะเหลืออะไร"

"คนที่พูดคำว่า จงรักภักดี คำที่ดีที่สุดคือ สติ เหนือสิ่งอื่นใด ทุกวันนี้สติหด หาย ขาด ถ้ามีสติ มีศีล มีปัญญา ฉลาดรอบคอบ ก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะฉะนั้น คนในสังคมต้องมีสติ อย่าขาดสติ จะให้เราเข้าใจที่สุด

ค้นหา